<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอวรงค์เตือนอย่าโกงอีก ‘ชูวิทย์’ชี้ยังมีรมต.นอนคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; ยกเป็นความดีงามของรัฐธรรมนูญ ให้อุทธรณ์ในศาลฎีกานักการเมืองได้ และสิ้นสุดด้วยคุก &amp;quot;บุญทรง&amp;quot; เพิ่มเป็น 48 ปี เป็นอุทาหรณ์ทุกรัฐบาล หัวอย่าโกง ด้าน &amp;quot;ชูวิทย์&amp;quot; ผู้ชำนาญการคุกชี้ &amp;nbsp;&amp;quot;บุญทรง&amp;quot; อาจติดจริงแค่ 11 ปี เชื่อจะไม่ใช่รัฐมนตรีคนสุดท้ายที่เข้าคุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเพิ่มโทษจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากเดิม 42 ปี เป็น 48 ปี และมีการเพิ่มโทษจำคุกจำเลยคนอื่นอีกหลายราย ในคดีทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีบทบาทสูงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ ให้ความเห็นว่า ถือว่าเป็นการสิ้นสุดคดีความทางอาญาของคดีดังกล่าว และเป็นความงดงามของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในคดีของนักการเมืองที่เปิดโอกาสทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยสามารถอุทธรณ์ได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เปิดโอกาสให้อุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีผู้สร้างกระแสบิดเบือนว่าคดีทุจริตรับจำนำข้าวศาลยกฟ้องจำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่เป็นคดีที่แตกย่อย เช่น ในโกดังมีข้าวเหลือง มีนั่งร้านซุก เวียนเทียนข้าว คดีเหล่านี้มีโอกาสถูกยกฟ้อง เพราะว่าการทุจริตในระดับปฏิบัติเป็นการสมยอมร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งโรงสีผู้ส่งข้าว เซอร์เวเยอร์ที่ตรวจรับคุณภาพข้าว เจ้าของโกดัง และเจ้าหน้าที่รัฐประจำโกดัง ที่แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน แน่นอนสำนวนคดีเหล่านี้จึงทำสำนวนอ่อนและถูกยกฟ้องได้ง่ายเพื่อให้ทุกฝ่ายรอด และคดีเหล่านี้ศาลฎีกานักการเมืองก็ไม่ได้เอามาเป็นความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องระดับปฏิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ระบุว่า ท้ายนี้อย่างน้อยคดีรับจำนำข้าว น่าจะเป็นอุทาหรณ์แก่ประชาชนคนไทยต่อนโยบายของรัฐบาล ที่ตั้งใจมาทุจริต เพราะนอกจากฝ่ายการเมืองทุจริต การทุจริตจะแพร่ระบาดไปทุกลำดับชั้น ยากแก่การป้องกันและเอาผิด เมื่อหัวตั้งใจมาโกง ก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายโกงเพื่อสร้างความเป็นพวก แล้วประเทศจะเหลืออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ซึ่งติดคุกช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับนายบุญทรง เผยว่า ครั้งล่าสุดที่ตนเข้าคุกก็เจอนายบุญทรง ทักทายกัน แกบอกว่าทำเรื่องอุทธรณ์อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พี่บุญทรงที่ผมเจอในสภา กับที่เจอในคุกเหมือนเป็นคนละคนกัน ปัจจุบันแกอายุ 59 ปี วันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษอีก 6 ปี รวมของเก่าเบ็ดเสร็จ 48 ปี และในอีก 11 ปีข้างหน้า พี่บุญทรงจะอายุครบ 70 ปี ก็อาจจะมีโอกาสเข้าเกณฑ์พักโทษคนแก่&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์เผยอีกว่า ในช่วงนาทีนี้ผู้ที่เจ็บปวดไม่ใช่แค่นายบุญทรง แต่รวมไปถึงครอบครัวที่ต้องร่วมเจ็บปวดไปด้วย จะไม่มีใครเข้าใจหัวอกคนที่ตั้งความหวังไว้กับอิสรภาพ แล้วหายวับไปกับตาทันทีที่สิ้นคำพิพากษา ต่อให้ใจแข็งปานใดก็ทำใจไม่ได้ ถึงจะปลงอย่างไรก็ปลงไม่ตก เวลาเท่านั้นที่จะเยียวยาสมานแผลความเจ็บปวดนี้ จึงขออนุญาตเตือนนักการเมืองมีบารมีสูงส่งบุญท่วมหัวได้เป็นรัฐมนตรี หันกลับมามองนายบุญทรงเป็นบทเรียน อย่าคิดว่ามีอำนาจวาสนาแล้วจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน&amp;nbsp;
&amp;quot;บุญทรง&amp;quot;ไม่ใช่คนสุดท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันที่พลาดเราก้าวเข้าคุกเพียงคนเดียว ไม่มีใครเลยสักคนที่จะช่วยเราได้ โดยประสบการณ์อย่างผมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ยังเชื่อว่าพี่บุญทรงจะไม่ใช่รัฐมนตรีคนสุดท้ายที่เข้าคุก&amp;rdquo; นายชูวิทย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ได้เรียกร้องให้ฝ่ายค้านยื่นร้องต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อหยุดการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เพราะแจกเงินสะเปะสะปะจำนวนมาก ซึ่งไม่น่าจะตรงกับยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้แจกเงินอีลุ่ยฉุยแฉก และยังไม่บอกที่มาของแหล่งเงินว่าเอามาจากไหน คุ้มค่าหรือไม่ อีกทั้งรัฐบาลยังบริหารเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกว่า 5% ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีแต่คนของรัฐบาล ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับฝั่งตรงข้ามเท่านั้น หากฝ่ายตรงข้ามชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็เพื่อจุดประสงค์เฉพาะ ไม่ได้ร่างมาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงควรต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพื่อให้ประเทศพัฒนาได้ และเชื่อว่าหากไม่แก้รัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า เพราะรัฐธรรมนูญนี้ถูกเขียนมาเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย และ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะบอกว่ารู้เรื่องเศรษฐกิจดี รู้ยิ่งกว่ารู้ แต่ความจริงคือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เคยแสดงว่ามีความรู้ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจเลย เช่น ขนาดน้ำท่วมชั่วคราวยังแนะให้ประชาชนเลี้ยงปลา เคยถูกสังคมตำหนิเพราะพูดแบบนี้ตั้งแต่น้ำท่วมคราวที่แล้ว แต่ก็ไม่เรียนรู้ หากเรื่องง่ายๆ แบบนี้ยังคิดไม่ได้ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะรับมือเรื่องยากๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีของโลกได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โลกกำลังจะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างมาก เช่น สงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ดังนั้น ถ้าเปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวด้วยว่า การที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ไปแนะนำบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าให้ปรับเปลี่ยนตัวเอง มิเช่นนั้นจะตกยุค ก็อยากให้นายสมคิดได้พิจารณาตัวเองก่อนที่จะตักเตือนคนอื่น โดยอยากให้นายสมคิดได้เตือนตัวเอง และเตือน พล.อ.ประยุทธ์ ให้รีบปรับเปลี่ยนตัวเองก่อน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ได้เสนอแนวทางอะไร และไม่ได้ดำเนินนโยบายใดที่จะปรับเปลี่ยนประเทศไทยไม่ให้ตกยุคเลย มีแต่แนวคิดเก่าๆ ที่หมดสมัยแล้วทั้งนั้น ขนาดเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่ในขณะนี้ นายสมคิดยังกลับบอกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังไปด้วยดี และ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดแต่แนวคิดผิดๆ และแนวทางเชยๆ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมมาโดยตลอด แต่ก็เปลี่ยนนายกฯ ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาล็อกไว้&amp;nbsp;
ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนคิดว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งแล้ว แต่ความจริงคือประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย และสื่อต่างประเทศก็เห็นเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ก่อนที่ประเทศไทยจะตกยุคไปมากกว่านี้&amp;rdquo; นายพิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกิจกรรมสานเสวนา &amp;quot;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;quot; ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกดดันโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กระทั่งมหาวิทยาลัยแจ้งยกเลิกสถานที่จัดงานตามที่จองไว้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นกิจกรรมทางการเมือง และอีกหนึ่งเหตุผลคือฝนตกหนักทำให้หลังคารั่วซึมนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายธนาธรได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางผู้จัดงานได้สถานที่แห่งใหม่แล้ว คือศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในเวลาเดิมคือตั้งแต่ 12.00-16.00 น. วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายนนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า กิจกรรมสานเสวนา หาฉันทานุมัติของสังคมเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จัดมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่, ครั้งที่ 2 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 มีหัวข้อในการเสวนาคือ &amp;quot;รัฐธรรมนูญกับปากท้องประชาชน&amp;quot; เป็นการพูดคุยกันในเรื่องสำคัญอย่างปัญหาปากท้อง เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ โดยวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมากมายมาพูดคุยกัน สำหรับเหตุผลที่ต้องย้ายสถานที่จากเดิมคือวิทยาลัยปกครองท้องถิ่น มข. มาเป็นที่ใหม่คือศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ซึ่งบริหารงานโดยเอกชนนั้น เนื่องจากสิทธิเสรีภาพประชาชนถูกคุกคาม เพราะมีกลุ่มคนบางกลุ่มไปกดดันมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีข้ออ้างยกเลิกการจัดงานตามที่ผู้จัดได้จองไว้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า พี่น้องคนไทยที่รักทุกท่าน แผ่นดินนี้มืดมน แผ่นดินนี้ไร้ความยุติธรรม แผ่นดินนี้ถูกปล้นมานานแล้ว แผ่นดินนี้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ไม่มีอนาคตที่ดีต่อลูกหลานของเราแล้ว แผ่นดินนี้ถูกกดขี่ด้วยกฎเผด็จการโจรกบฏ แผ่นดินนี้ถูกปกครองด้วยเผด็จการทรราช
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค ไม่เกี่ยวกับองค์กรใดๆ ขอร่วมอุดมการณ์กับผู้รักความเป็นธรรม ผู้รักความถูกต้อง รักประชาธิปไตย จะไปร่วมงาน ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับเหล่าผู้กล้า วันอาทิตย์นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเรายังเชื่อมั่นว่า ในแผ่นดินนี้ ยังมีผู้รู้ ยังมีผู้กล้า ยังมีผู้เสียสละ ยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพื่อประชาชน และประชาธิปไตย ยังมีผู้ไม่ยอมสยบต่อ เผด็จการทรราชอยู่ไม่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเราอยากเห็นเหล่าวีรชนผู้กล้าอย่างท่าน ในบ่ายวันที่ 8 กันยายนนี้ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเริ่มนับถอยหลัง ร่วมล้างมรดกบาปของเผด็จการทรราช ร่วมทวงคืนประชาธิปไตย ทวงคืนความถูกต้อง ความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมทวงคืนสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ และประชาธิปไตย เพื่อส่งต่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ และอนาคตที่ดีแก่ลูกหลานของเราด้วยกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45240</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความดีงามของรัฐธรรมนูญ, บุญทรง เตริยาภิรมย์, รัฐธรรมนูญ, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มโทษจำคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190907/image_big_5d739ee607db9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก!บุญทรง48ปี ‘ลูกชาย’ช็อกฎีกาเพิ่มโทษ/โรงสีโดนหางเลขด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีจีทูจียาว 7 ชั่วโมง เพิ่มโทษจำคุก &amp;ldquo;บุญทรง&amp;rdquo; อีก 1 กระทงรวม 6 ปี ทำให้ยอดจำคุกจาก 42 ปี พุ่งเป็น 48 ปีเท่าเสี่ยเปี๋ยง กลุ่มโรงสีเจอโทษจากยกฟ้องให้จำคุก-ปรับ 7 ราย แต่รอลงอาญา 3 ปี &amp;ldquo;เดชนัฐวิทย์&amp;rdquo; รับช็อกแต่น้อมรับคำพิพากษา เผยพ่อบอกให้เข้มแข็ง รอลุ้นอภัยโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ฟ้องนายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และพวกรวม 28 คน ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) &amp;nbsp;
โดยคดีดังกล่าว ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกนายบุญทรงและจำเลยร่วมคนอื่นๆ รวม 15 ราย คนละ 4-48 ปี และยกฟ้องกลุ่มเอกชน 8 ราย ต่อมา อสส.ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางคน และให้ลงโทษกลุ่มบริษัทโรงสีข้าว ขณะที่จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายใหม่ &amp;nbsp;
ขณะที่นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง ได้เดินทางมาถึงศาลตั้งแต่เวลา 09.00 น. เพื่อเตรียมความพร้อม โดยนายนรินทร์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วันได้พูดคุยกับนายบุญทรงในเรือนจำ ซึ่งได้รับทราบหมายศาลแจ้งกำหนดนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ก็มีอาการเครียดอยู่บ้างเล็กน้อย เราก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล&amp;nbsp;
สำหรับนายบุญทรงและจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ ต้องคำพิพากษาตามศาลฎีกาในครั้งแรกนั้น 15 รายศาลได้เบิกตัวมาจากเรือนจำ ซึ่งศาลได้เบิกตัวมาพักอยู่ในห้องควบคุมตัวบริเวณชั้น 1 ของศาลฎีกา โดยนายบุญทรงได้ใส่เฝือกอ่อนที่คอ เนื่องยังป่วยด้วยหมอนรองกระดูกเคลื่อนมารับฟังด้วย ทั้งนี้ นายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บุตรชายนายบุญทรง ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจบิดา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบรรยากาศบริเวณอาคารศาลฎีกา ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ.ของศาลกระจายอยู่โดยรอบ และได้นำแผงกั้นมาวางยาวตลอดแนวถนนประมาณ 300-400 เมตรฝั่งคลองหลอดด้านหลัง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนที่ติดตามมาถ่ายภาพทำข่าว ซึ่งในการฟังคำพิพากษาครั้งนี้ ศาลฎีกาได้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชนไว้เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้เข้าไปในบริเวณอาคารศาลและในห้องพิจารณาคดี เช่นเดียวกับกลุ่มทนายความและญาติจำเลย โดยอนุญาตให้เฉพาะคู่ความในคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 12.00 น. องค์คณะได้เริ่มอ่านคำพิพากษา ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 7 ชั่วโมงจึงอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น โดยคณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำพิพากษาในสาระสำคัญว่า โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554 กำหนดให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการเจรจาการซื้อขายข้าวตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลและข้าวในสต๊อกของรัฐบาลกับผู้แทนหน่วยงานของรัฐบาล หรือที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจเต็มในการซื้อขายจากรัฐบาลของทุกประเทศ แต่ปรากฏว่าสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐผู้เสียหาย กับบริษัท กว่างตงฯ และบริษัท ไห่หนานฯ เกิดจากการกระทำโดยทุจริต จึงไม่เป็นสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามมติ ครม.ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และ 2 เห็นชอบให้ทำและแก้ไขสัญญาซื้อขายทั้ง 4 ฉบับ ระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัท กว่างตงฯ และบริษัท ไห่หนานฯ ตามการดำเนินการของจำเลยที่ 4-5 โดยบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ชำระเงินค่าข้าวตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ เนื่องจากจำเลยที่ 1-6 กำหนดเงื่อนไขที่มีการเปิดช่องให้ไม่ต้องส่งข้าวตามสัญญาไปสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งเลือกวิธีการชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ค ไม่ใช้วิธีการชำระเงินด้วยการเปิด L/C จึงเป็นการตัดการโอนเงินระหว่างประเทศ อีกทั้งบริษัทดังกล่าวมิได้ส่งข้าวไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใด เป็นผลให้กลุ่มจำเลยที่ 7-18 จำเลยที่ 20 และ 21 นำข้าวไปเวียนขายให้แก่ผู้ค้าข้าวในประเทศ และรับประโยชน์อันเกิดจากส่วนต่างจากราคาตามสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับกับราคาตลาดไปเป็นของตนโดยทุจริต&amp;nbsp;
ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยข้างต้น จำเลยดังกล่าวไม่สามารถทำได้เฉพาะลำพังคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการร่วมกันทุจริตระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 22-28 ต่างประกอบกิจการค้าขายข้าวมาก่อน ได้ซื้อข้าวตามสัญญาตามฟ้องในราคาต่ำกว่าท้องตลาดซื้อในปริมาณมาก และมีมูลค่าสูงโดยไม่มีสัญญาซื้อขายหรือเอกสารตามแบบราชการใดๆ หรือแม้แต่หลักฐานการซื้อขายแบบบุคคลทั่วไปตามปกติ ทั้งไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินด้วย ต่อมาได้รับใบเบิกข้าวเป็นเอกสารใบส่งสินค้าเเละใบแจ้งหนี้ที่ไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 22-28 เป็นผู้ซื้อในการชำระเงิน จำเลยดังกล่าวซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายกรมการค้าต่างประเทศ และจำเลยที่ 22-26 นำไปชำระค่าข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของตนเอง ส่วนจำเลยที่ 26-28 นำไปชำระค่าข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าที่ผู้ร้องที่ 2 หรือผู้ร้องที่ 3 เช่า เชื่อว่าจำเลยที่ 22-28 ทราบว่ามีการทุจริตร่วมกันอย่างเป็นขบวนการในโครงการรับจำนำข้าว โดยจำเลยที่ 22-28 ควรทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ยังเลือกที่จะเข้าไปเจรจาต่อรองแล้วตกลงซื้อและรับข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของผู้ร้องที่ 2 หรือผู้ร้องที่ 3 โดยร่วมกับจำเลยที่ 15 กระทำการดังกล่าว
พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 22-28 ได้กระทำดังกล่าวมาโดยผ่านกระบวนการคิดไตร่ตรองและตระหนักถึงผลดีผลเสียเป็นอย่างดีแล้ว จึงเลือกที่จะซื้อข้าวในโครงการรับจำนำข้าวโดยผ่านการติดต่อของจำเลยที่ 15 เพียงเพื่อให้ได้ข้าวมาประกอบธุรกิจของตน โดยมิได้คำนึงว่าการกระทำนั้นๆ เป็นการซื้อข้าวที่ได้มาจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจะส่งผลเสียหายหรือไม่เพียงใด การกระทำของจำเลยที่ 22-28 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นศาลวินิจฉัยในส่วนแพ่งซึ่งผู้ร้องทั้ง 5 อุทธรณ์ว่าผู้ร้องดังกล่าวเป็นผู้เสียหาย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น
ศาลเห็นว่า จำเลยที่ร่วมกันทุจริตย่อมก่อให้เกิดความเสียหายผู้ร้องที่ 1 เป็นคู่สัญญา ส่วนผู้ร้องที่ 2-3 มีหน้าที่สำคัญตั้งแต่การรับจำนำข้าวเปลือก แปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร และเก็บรักษาข้าวดังกล่าวมาตั้งแต่ปีการผลิตก่อนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในข้าว สำหรับผู้ร้องที่ 4 ก็มีหน้าที่กำกับการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าว และผู้ร้องที่ 5 มีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณผู้ร้องทั้ง 5 จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยร่วมกันทำสัญญาดังกล่าวโดยทุจริตนำข้าวออกไป สัญญาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพัน ฝ่ายผู้ร้องทั้ง 5 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้ง 5 โดยต้องคืนข้าวซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้ง 5 เสียไปจากการละเมิดแต่คดีนี้ผู้ร้องทั้ง 5 ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการชำระค่าเสียหาย ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าการคืนข้าว จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นการชำระค่าเสียหาย&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การที่ผู้ร้องทั้ง 5 ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกันเพื่อระบายข้าว ต้องใช้ความรู้ความสามารถร่วมกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จึงเป็นผู้เสียหายร่วมกัน ที่ฝ่ายจำเลยแก้อุทธรณ์ว่าผู้ร้องทั้ง 5 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ศาลเห็นว่ากระทรวงและกรมในราชการจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารราชการแผ่นดินและประโยชน์สาธารณะเป็นนิติบุคคลในทางมหาชน เมื่อมิได้ออกคำสั่งเพื่อกำหนดนโยบายระบายข้าวผิดพลาด จึงไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดดังที่ฝ่ายจำเลยแก้อุทธรณ์ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พิพากษาแก้ จำคุกนายบุญทรง จำเลยที่ 2 เพิ่มอีกกระทงหนึ่งเป็นเวลา 6 ปี รวมโทษจำคุกนายบุญทรงจากโทษเดิม 42 ปี เป็นจำคุกทั้งสิ้น 48 ปี และให้ลงโทษจำคุกกลุ่มบริษัทโรงสี ได้แก่ นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 26 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 28 คนละ 4 ปี พร้อมปรับคนละ 25,000 บาท&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังให้ปรับนิติบุคคลซึ่งเป็นโรงสีอีก 4 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด โดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24, บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 และบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 อีกรายละ 25,000 บาท โดยที่การกระทำของนายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษ 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 23 จำนวน 8 ปี และปรับ 50,000 บาท โดยที่พฤติการณ์ของกลุ่มโรงสี จำเลยที่ 23, 26, 28 นั้น เห็นสมควรให้รอลงอาญาไว้คนละ 3 ปี และนอกจากนี้ยังให้กลุ่มโรงสีจำเลยที่ 22-23 ชดใช้เงิน 27 ล้านบาทให้กับกระทรวงการคลัง, จำเลยที่ 25-26 รวมกันชำระเงิน 15 ล้านบาท และจำเลยที่ 27-28 ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 55 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้มีการกำหนดในคำพิพากษานี้ตามที่ อสส.โจทก์ยื่นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาเดิม&amp;nbsp;
โดยตามคำพิพากษาเดิม จำเลยกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชนที่สำคัญ อาทิ นายภูมิ จำเลยที่ 1 จำคุก 36 ปี, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 จำคุกสูงสุด 48 ปี, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 จำคุก 40 ปี, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 จำคุก 32 ปี และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จำคุก 24 ปี
&amp;ldquo;วันนี้องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยแต่ละคนตามคำพิพากษาแล้ว พร้อมออกคำบังคับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาด้วย&amp;rdquo;
ผู้สื่อข่าวรายงาน ระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา ซึ่งใช้เวลายาวนาน ปรากฏมีจำเลย 2 คนมีอาการคล้ายจะเป็นลม เนื่องจากเลยเวลากินข้าว ทำให้พยาบาลต้องเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีจนมีอาการดีขึ้น ขณะที่รถพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ 3 คัน และรถเรือนจำได้ออกจากศาลในเวลา 20.00 น.
ด้านนายเดชนัฐวิทย์ กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาว่า ค่อนข้างช็อกกับผลคำพิพากษา แต่ก็ต้องน้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งการที่เราได้โอกาสที่ 2 ในการพิสูจน์ตัวเอง ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว ส่วนรายละเอียดของคดี ขอให้ถามจากทนายความจะดีที่สุด ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าสิ้นสุดแค่นี้แล้ว ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษก็เป็นขั้นตอนต่อไปที่คณะทำงานจะพิจารณาดำเนินการ
&amp;ldquo;หลังจากที่ได้ทำการผ่าตัดที่คอไปแล้วสุขภาพดีขึ้น ยังเหลือการผ่าตัดที่หลังเพื่อรักษาอาการชาที่ขาต่อไป แต่ยังเดินได้ปกติ วันนี้ได้เจอพ่อตั้งแต่เช้า ท่านได้ย้ำว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรขอให้เดินหน้าทำหน้าที่ต่อไป ส่วนหลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว คุณพ่อก็ย้ำว่าลูกต้องเข้มแข็งนะ&amp;rdquo; นายเดชนัฐวิทย์กล่าวถึงอาการนายบุญทรง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45167</URL_LINK>
                <HASHTAG>กางคำพิพากษาศาลฎีกา, คำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีจีทูจี, จำคุก48ปี, รอลุ้นอภัยโทษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพิ่มโทษจำคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d726997dc816.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
