<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านริมโขงเดือดร้อนอีก ระดับน้ำลดฮวบกว่า 1 เมตร &#039;เขื่อนจีน&#039; กักน้ำ-หาปลาไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์คำสัมภาษณ์ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งระบุว่า กอนช.ได้ออกประกาศแจ้งเตือน เรื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจากลดการระบายน้ำของเขื่อนจิ่งหง ตามที่กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีหนังสือถึง สทนช. ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงฝ่ายไทย ลงวันที่ 5 มกราคม 2564 เรื่อง แจ้งปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน จากเดิมระบายน้ำวันละ 1,904 ลบ.ม./วินาที เหลือวันละ 1,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบำรุงรักษาสายส่งโครงข่ายระบบไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 5-24 มกราคม หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มการระบายน้ำและกลับเข้าสู่สถานะการทำงานปกติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติกล่าวว่า กอนช.ได้ประเมินระดับน้ำในแม่น้ำโขงจากการลดการระบายน้ำของเขื่อนจิ่งหง พบว่า ช่วงเหนือเขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว บริเวณสถานีเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระดับน้ำลดลง 60 เซนติเมตร ในช่วงวันที่ 2 &amp;ndash; 4 มกราคมที่ผ่านมา และระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 28 มกราคม ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร ขณะที่ช่วงท้ายเขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว บริเวณสถานีเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สถานีหนองคาย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย สถานีนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม สถานีมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร และสถานีโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนไซยะบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ขณะเดียวกัน สทนช.ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เลย นครพนม หนองคาย มุกดาหาร บึงกาฬ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เพื่อรับทราบสถานการณ์ และเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งจะมีการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบประชาชนอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวาน ชาวประมงในอำเภอเชียงแสน กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงแห้งลงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร เนื่องจากการปิดเขื่อนของจีน ประกอบกับปริมาณน้ำในแม่น้ำกกที่แห้ง ทำให้แม่น้ำโขงยิ่งแห้งหนัก จนไม่สามารถหาปลาได้และเรือประมงของชาวบ้านหลายลำต้องติดอยู่บนตลิ่ง ขณะที่ชาวบ้านต้องหันไปเก็บผักเพื่อมาทำอาหารกินแทนปลา เชื่อว่าในเดือนมีนาคมและเมษายนปริมาณน้ำจะแห้งกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์และสื่อสาร (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่าประกาศฉบับนี้สะท้อนให้เห็นอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่ 1. ผลกระทบจากเขื่อนจีน 11 แห่ง ซึ่งเขื่อนจิงหง อยู่ใกล้ชายแดนไทยมากที่สุด ได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องแก่ระบบนิเวศแม่น้ำโขง ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีข้อตกลงกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เมื่อเดือนตุลาคม 2563 แต่ก็ไม่ได้นำมาซึ่งกลไกการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน ที่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี การแจ้งและเปิดเผยข้อมูลอาจเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ เท่านั้น ข้อมูลก็คือข้อมูล แต่หัวใจสำคัญคือธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงร่วมกันอย่างเป็นธรรม ทั้งประเทศต้นน้ำ คือ จีน และประเทศท้ายน้ำทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเขื่อนจีนกักเก็บน้ำและใช้งานเขื่อนโดยไม่คำนึงถึงวงจรแม่น้ำโขงที่เป็นไปตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกวันนี้ในฤดูฝน น้ำโขงแทบไม่หลากท่วมอีกแล้ว นั่นหมายถึงการพัดพาตะกอนแร่ธาตุในล้ำน้ำโขง ลำน้ำสาขา และป่าชุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ wetlands ต่างๆ รวมทั้งทะเลสาบเขมร หายไปหมด ปลาแม่น้ำโขงไม่สามารถเข้าไปวางไข่ตามลำห้วย หนอง บึงต่างๆ ระยะยาวคือการสูญพันธุ์ และการสูญเสียรายได้และแหล่งอาหารของประชาชนนับล้าน ส่วนในฤดูแล้งก็พบว่าแม่น้ำโขงมีระดับน้ำขึ้นๆ ลงๆ ชัดเจนมากที่ อ.เชียงแสน สัปดาห์นี้ระดับน้ำโขงเพิ่มเล็กน้อยแล้วขึ้นแล้ววูบก็ลงทันที 1 เมตรในเวลา 2 วัน&amp;rdquo; น.ส.เพียรพร กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพร กล่าวว่า 2.ประเด็นผลกระทบจากการใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ไม่ไกลจากพรมแดนไทย ที่อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งซ้ำเติมความเสียหายต่อระบบนิเวศให้รุนแรงยิ่งขึ้น แต่กลับไม่มีกลไกในการศึกษา ติดตาม และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงกับชุมชนตลอดสองฝั่งโข แม้ว่าศาลปกครองสูงสุด จะรับฟ้องที่เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐไทยในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนไว้ตั้งแต่ปี 2556 แต่ก็ยังไม่มีคำพิพากษา ข้อมูลอุทกวิทยา ปริมาณน้ำ การระบายน้ำจากเขื่อนไซยะบุรี ก็ยังไม่พบว่ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือแจ้งเตือนแก่รัฐบาลประเทศในลุ่มน้ำแต่อย่างใด แม่ว่าจะเป็นการใช้งานเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าส่งขายให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพรกล่าวว่า ชาวบ้านริมโขง ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ต่างแจ้งเหมือนๆ กันว่าแม่น้ำโขงมีระดับผันผวน ขึ้นๆ ลงๆ ผิดธรรมชาติ บางครั้งปักเบ็ดตกปลาไว้ริมตลิ่ง ตอนเช้าไปดูกลับพบว่าเบ็ดลอยเหนือน้ำเพราะน้ำลงวูบชั่วช้ามคืน พืชพรรณริมน้ำและตามเกาะแก่งต่างทยอยพากันตายเพราะขาดตะกอนแร่ธาตุ ระยะยาวหมายถึงการสูญเสียคุณค่านิเวศแม่น้ำโขงไปอย่างถาวร ในขณะที่ปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยเหลือล้นกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวในยุคโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเด็นเขื่อนจีนที่ลดการระบายน้ำครั้งนี้ กำลังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนนานาชาติหลายสำนัก และได้มีการสอบถามเข้ามามาก เพราะมีข้อมูลประจัก ทั้งข้อมูลของ MRC และภาพถ่ายดาวเทียมของศูนย์วิจัย Stimson ของสหรัฐอเมริกา&amp;rdquo;น.ส.เพียรพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89047</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, เขื่อนจีน, เพียรพร ดีเทศน์, แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210107/image_big_5ff667f2b5aba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาตินับหมื่น ชี้เหตุล่าช้า-อำเภอหมกไว้เป็นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค. 61 -&amp;nbsp;ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายหล่อดา เชอมื่อกู่ อายุ 73 ปี และนายอาหย่อง เชอมื่อกู่ อายุ 67 ปี สองผู้เฒ่าเชื้อสายอาข่าแห่งบ้านหล่อโย ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมด้วยลูก-หลาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ได้เดินทางมายื่นเรื่องเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลสัญชาติไทยโดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเอกสารและสอบสัมภาษณ์ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย รวมทั้งให้ร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายหล่อดา กล่าวว่าตนเกิดที่ชายแดนฝั่งประเทศพม่าและอพยพข้ามมาอยู่บ้านหล่อโยตั้งแต่อายุ 40 ปีหรือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว เพราะต้องหนีทหารพม่าซึ่งมักเกณฑ์ชาวบ้านไปเป็นลูกหาบขนอาวุธเพื่อสู้รบกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ โดยหลังจากปักหลักอยู่ที่บ้านหล่อโยแล้วก็ได้ทำไร่เลี้ยงชีพ และมีลูก-หลาน-เหลนอีก 33 คน ซึ่งทุกคนต่างได้บัตรประชาชนไทยหมดแล้ว แต่ตนและภรรยากลับยังไม่ได้ ซึ่งตอนแรกเมื่อ 2-3 ปีที่เข้ามาอยู่ใหม่ๆ ได้มีการสำรวจบุคคลบนพื้นที่สูงและตนได้บัตรสีฟ้า แต่ต่อมามีเจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ไปขึ้นทะเบียนต่างด้าวโดยบอกว่าอีก 5 ปีจะได้บัตรประชาชนไทย แต่ตนรอมานานก็ยังไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ลูกหลานหลายคนออกไปทำงานที่เชียงใหม่ เราก็อยากไปเยี่ยมหา แต่ก็ไม่สามารถไปได้เพราะไม่มีบัตรประชาชน เราอยู่มานานกว่า 30 ปีแล้วก็ไม่ได้ไปไหน อยู่กันแต่แถวๆบ้าน ลูกๆจะพาไปเที่ยวไกลๆหน่อยก็ไปไม่ได้&amp;rdquo;นายหล่อดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายพิทักษ์พงศ์ เชอมือกู่ ลูกชายนายหล่อดากล่าวว่า ตนเกิดในประเทศไทยหลังจากที่พ่ออพยพมาอยู่ที่บ้านหล่อโยแล้วจึงได้บัตรประชาชนเมื่อตอนอายุ 15 ปี และทุกคนในบ้านต่างก็ได้บัตรประชาชนหมดแล้วเหลือเพียงพ่อและแม่ซึ่งรู้สึกสงสารมากเพราะได้เลี้ยงดูพวกตนขึ้นมาจนเติบใหญ่และทำงานถึงทุกวันนี้ แต่กลับไม่ได้บัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากพาพวกท่านไปเที่ยวทะเล เพราะท่านไม่เคยไป ผมเคยเป็นไกด์อยู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เลยยอยากให้พวกท่านได้ไปเห็นทะเลสักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี ตอนนี้ขาของพ่อก็ไม่ค่อยดี พานั่งรถไปไกลๆก็ไม่ได้ จะพาขึ้นเครื่องบินก็ไม่ได้เพราะไม่มีบัตรประชาชน&amp;rdquo;นายพิทักษ์พงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.เพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการพชภ. กล่าวว่า ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ เป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ เนื่องจากมีอายุมากและใช้ภาษาของตนเองมาโดยตลอด ผู้เฒ่าเหล่านี้ไม่มีความเข้าใจในสิทธิของตนเอง และไม่มีศักยภาพในการเรียกร้องสิทธิต่างๆ จากการทำงานของ พชภ. พบว่า โดยอดีตที่ผ่านมาลูกหลานก็ไม่ได้ตระหนักถึงการมีสัญชาติไทยของผู้เฒ่า ไม่มีการพาไปดำเนินการพัฒนาสิทธิสถานะบุคคล ซึ่งปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้เมื่อมีการต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการ การเดินทางออกนอกพื้นที่ ผู้เฒ่าเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิเหมือนกับคนไทยโดยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพรกล่าวว่า ในกระบวนการดำเนินการยื่นขอแปลงสัญชาติของผู้เฒ่า ดังกรณีของพ่อเฒ่าบ้านหล่อโย 2 รายนี้ พบว่ากระบวนการมีขั้นตอนมาก ขณะที่ผู้เฒ่าเหล่านี้ก็อายุมากขึ้นทุกวัน การแก้ปัญหาควรเป็นกรณีเฉพาะ ควรมีการพิจารณายกเว้นผ่อนปรนเงื่อนไข โดยหลังจากนี้ พชภ. จะเสนอให้จัดประชุมเพื่อระดมแนวทางในการแก้ปัญหาระดับนโยบาย ร่วมกับภาควิชาการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาให้แก่ผู้เฒ่าไร้สัญชาติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสังคมไทยยังมีคนเฒ่าไร้สัญชาติอีกหลายหมื่นคน พวกท่านต่างมีส่วนในการพัฒนาสังคมไทยมาทั้งชีวิต ลูกๆหลานๆของท่านก็เป็นกำลังของประเทศไทย ในชีวิตบั้นปลายของพวกท่านก็ควรได้รับการดูแลจากภาครัฐบ้าง สังคมไทยถูกสั่งสอนในเรื่องของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเมตตา เราจึงควรหาวิธีช่วยเหลือพวกท่านให้สมหวัง&amp;rdquo;น.ส.เพียรพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผู้เฒ่าเหล่านี้เป็นคนซึ่งคาดว่าเกิดนอกประเทศ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานจนกลมกลืนกับสังคมไทย โดยวิธีปฎิบัติของรัฐไทยควรรับรองความเป็นไทยให้พวกเขาซึ่งกรณีผู้เฒ่าที่เกิดนอกประเทศคงต้องแปลงสัญชาติ แต่ถ้าเกิดในประเทศไทยก่อน พ.ศ. 2499 ก่อนมีกฎหมายทะเบียนราษฏร ใช้ข้อสันนิษฐานว่าเป็นคนไทยได้ไปเลย อย่างไรก็ตามระหว่างที่รอกระบวนการ ผู้สูงอายุเหล่านี้ควรได้รับการดูแลสิทธิอันจำเป็น เช่น หลักประกันสุขภาพ พวกเขาควรได้อยู่กับลูกหลานและมีกระบวนการรับรองสิทธิให้ได้เดินทางอย่างสะดวก มิใช่มีเงื่อนไขหรือขั้นตอนมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริงๆแล้วการแปลงสัญชาติไม่ควรใช้เวลานาน ถ้าทำตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือเมื่อยื่นแล้ว ทางอำเภอไม่ค่อยออกใบรับคำร้อง เพราะอำเภอต้องตอบให้ได้ว่าเขามีคุณสมบัติหรือไม่ บางอำเภอเอาไปหมกไว้เป็นปีๆ ตรงนี้คือปัญหา หากมีคุณสมบัติครบแล้ว ทางอำเภอก็ต้องส่งให้จังหวัด และจังหวัดส่งต่อไปให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีคณะกรรมการกลั่นกรองสัญชาติ ถ้าไม่ผ่านการพิจารณาก็ต้องมีเหตุผลตอบชาวบ้านด้วย&amp;rdquo;ดร.พันธุ์ทิพย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16350</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา, อำเภอแม่จัน, เพียรพร ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b8526cfdef55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
