<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2025 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัปยศ!&#039;ชาญวิทย์&#039;หลับหูหลับตาแชร์เฟกนิวส์ราคาน้ำมัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64- &amp;nbsp;นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;แชร์เฟกนิวส์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ระบุข้อความเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด่วน.! ข่าวที่คนไทยต้องตะลึง. ประเทศไทยครองอันดับ 1 ประเทศที่มีราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับค่าแรงและรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อสืบค้นราคาน้ำมันประเทศในอาเซียนจากเว็บไซต์กระทรวงพลังงานพบว่า ลาว ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เวียดนาม มีราคาน้ำมันสูงกว่าไทย และประชาชนในประเทศทั้ง 4 มีรายได้ต่อวันเฉลี่ยต่ำกว่าไทย.&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;faz123 gembet99 lucabet168 joker999 123auto 123vega 369superslot bitbet69 ezcasino fox88 g2g24time goodbet711 huc99 fafa888 918kissauto akbet asia999 g2g789t gcwon99 goal123 kingkongxo lava168 luk666 g2gbet 1ufa&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราพฟิก:กระทรวงพลังงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120154</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ราคาน้ำมัน, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e1f9c329c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสคุยเผยสถานการณ์ &#039;เฟคนิวส์โควิด&#039;เข้าสู่กระแสขาลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่&amp;nbsp; 17-23 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามา 11,546,629 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 218 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 115 เรื่อง โดยมากสุดอยู่ในกลุ่มข่าวนโยบายรัฐ/ข่าวสารทางราชการถึง 64 เรื่อง ตามมาด้วยกลุ่มข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพ 42 เรื่อง เศรษฐกิจ 5 เรื่อง และภัยพิบัติ 4 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงความเชื่อมโยงกับประเด็นโควิด-19 พบว่าภาพรวมของข่าวปลอมที่ต้องตรวจสอบในรอบสัปดาห์ล่าสุดนี้ สัดส่วนที่เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิดเริ่มลดลง โดยมีจำนวน 52 เรื่อง หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเรื่องที่ต้องทำการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ Verify ข่าวที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบทั้งหมด ล่าสุดมีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 43 เรื่อง ในจำนวนนี้พบว่าเป็นข่าวจริง 16 เรื่อง&amp;rdquo; นางสาวนพวรรณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องรถไฟญี่ปุ่นมือสองที่บริจาคให้ไทย วิ่งบนรางรถไฟไทยไม่ได้ และไม่คุ้มค่าในการนำมาใช้ อันดับ 2 เรื่องพายุ 2 ลูกจ่อถล่มประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 - 26 ก.ย. นี้ อันดับที่ 3 เรื่อง ด.ต. ปริวัติ นามลา เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนเข็ม 2 ได้เพียง 1 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือแก้ปัญหาข่าวปลอม ด้วยการแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำว่าเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter&amp;nbsp; เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117741</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอีเอส, นพวรรณ หัวใจมั่น, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b2631db83d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วินทร์&#039; เตือนสติสังคมเสพข่าวปลอมเป็นอาหาร มิได้หล่อเลี้ยงด้วยความรู้ เป็นสังคมที่ยากจะก้าวหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.64 - วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การตั้งคำถามของสังคมต่อการเสนอข่าวของบางสำนักข่าวบ้านเราเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทำให้นึกถึงบทความที่เขียนเมื่อหนึ่งปีก่อนพอดี ลงให้อ่านอีกครั้ง แม้รู้ว่าคงไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมที่เสพข่าวปลอมเป็นอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่กี่ปีก่อน สำนักข่าวหลายแห่งในโลกเสนอข่าวนักโบราณคดีค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณยักษ์ในหลายมุมโลก มันเป็นโครงกระดูกมนุษย์ที่ใหญ่มาก กะโหลกใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์นับสิบเท่า กระดูกแขนขาแต่ละท่อนยาวเป็นเมตร มันย่อมเป็นข่าวที่น่าตื่นตะลึง สมควรเผยแพร่ และในเมื่อเป็นข่าวจากสำนักข่าว ยิ่งน่าเชื่อถือ&amp;nbsp;หลายคนก็เชื่อ และเช่นเคย แชร์ต่อทันที มันเป็นข่าวจริงหรือข่าวเท็จ? แน่นอนมันเป็นข่าวเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ถือกำเนิดมาจากใครคนหนึ่งใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพแปลกๆ เพื่อส่งประกวด แต่มีคนนำไปใช้เป็นข่าวปลอม ทันใดนั้นก็มีคนเลียนแบบ ทำภาพแบบนี้อีกมากมายทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก็มีโครงกระดูกยักษ์อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเป็นโครงกระดูกยักษ์จริง คำว่าจริงหมายถึงมีกระดูกใหญ่จริง จับต้องได้ แต่ไม่ใช่ของจริง ศิลปินไต้หวันกลุ่มหนึ่งสร้างงานประติมากรรมโครงกระดูกยักษ์ ด้วยวัสดุประเภทพลาสติก แล้วจัดฉากถ่ายรูป เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนองาน แต่มีคนนำภาพนี้ไปแต่งเรื่องใหม่ว่า มันเป็นการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์หรือยักษ์โบราณ และปรากฏเป็นข่าวโทรทัศน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวปลอมแบบ &amp;lsquo;แหกตาทื่อๆ&amp;rsquo; อย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ในบ้านเรา มีเรื่องเล่าว่าหลายสิบปีก่อน หนังสือพิมพ์ไม่ค่อยมีข่าวเด่นๆ&amp;nbsp;ให้ตีพิมพ์ นักเขียนใหญ่ มนัส จรรยงค์ จึงเสนอข่าวปลอมเรื่องพระธุดงค์ที่อีสานถูกงูเหลือมกิน มันกลายเป็นข่าวที่ฮือฮามาก แน่นอน คนเชื่อ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้ งูเหลือมกินพระธุดงค์คงไม่ใช่ข่าวน่าตื่นเต้นแล้ว เรามาถึงยุคที่ข่าวปลอมไม่ได้มีแค่ตัวหนังสือ แต่มีภาพถ่าย และคลิป การปลอมรูปและวิดีโอทำได้เนียนขึ้นมาก และผู้ปลอมลงทุนมากขึ้น บางครั้งสร้างเป็นหนังที่สมจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคงไม่ถามว่าทำไมคนเหล่านี้ว่างงานมากขนาดลงทุนทำข่าวปลอม มันกลายเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งไปแล้ว ยิ่งหลอกคนได้มาก ยิ่งสนุก ข่าวลวงที่ได้ผลที่สุดคือการเสนอความจริงครึ่งเดียว นำรูปหรือภาพเหตุการณ์จริงมาเล่าใหม่ หรือ &amp;lsquo;พากย์&amp;rsquo; ใหม่ หรือตัดต่อใหม่ ทำให้น่าเชื่อมากขึ้น ในยุคที่ข่าวปลอมท่วมโลกยิ่งกว่าน้ำท่วมโลกและไวรัสข้อมูลระบาดหนักทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจสอบว่าข่าวหนึ่งข่าวใดจริงหรือเท็จนั้นทำได้ยากขึ้นทุกที แต่ข่าวปลอมก็เหมือนอาหารที่มีเชื้อโรค เป็นหน้าที่ของคนกินที่ต้องดูแลตัวเอง ต่อให้พ่อครัวสะอาดเพียงไร คนกินก็ต้องตั้งคำถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มันจะไม่สะอาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าวระดับโลกจะมีแผนกตรวจสอบหรือ &amp;lsquo;verify&amp;rsquo; ข่าวทุกข่าวที่จะเสนอต้องตรวจสอบก่อนเสมอ ต้องรู้ชัดว่าเป็นเรื่องจริงไหม ต้นข่าวมาจากไหน ต่อให้มันเป็นเรื่องน่าเชื่อถือและสมจริงมากเพียงใด ก็ต้องรู้ต้นข่าว และยืนยันได้ว่ามันเป็นจริงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอมตกข่าวดีกว่าส่งข่าวปลอม สำหรับข่าวทุกข่าว ข้อมูลทุกข้อมูลที่ได้รับ พึงคิดไว้ก่อนว่ามันอาจไม่จริง ไม่ว่าคนให้ข่าวหรือข้อมูลน่าเชื่อถือเพียงใด เราควรใช้หลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิสูจน์ ตั้งคำถามทุกเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตรวจสอบคลิป สิ่งหนึ่งที่ผมมักดูเสมอคือมุมกล้อง ถ้ามุมกล้องตั้งใจเกินไป ก็อาจเป็นคลิปปลอม ยกตัวอย่างเช่น เกิดเหตุพิสดารในจุดที่เปลี่ยวร้างซึ่งไม่มีเหตุผลไปวางกล้องไว้ แต่กล้องกลับอยู่รอเหตุการณ์ตรงนั้นพอดี ก็มีโอกาสสูงที่มันเป็นการจัดฉาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งหนึ่งมีคลิปพายุหมุนทอร์นาโดที่ดูน่ากลัว ถ่ายทำอย่างสวยงาม คำบรรยายบอกว่า นี่เป็นภาพถ่ายหายากที่ National Geographic ขอซื้อด้วยเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ ก็แชร์กันไป ทว่ามันเป็นคลิปที่จับผิดไม่ยากจากการดูแค่มุมกล้อง ภาพ &amp;lsquo;ประณีต&amp;rsquo; เกินไป! ทุกอย่างลงตัวพอดี คนที่ถ่ายคลิปนี้ต้องมีเครื่องมือทันสมัย อีกทั้งอยู่ถูกที่ถูกเวลา จับภาพสวยงามลงตัวหมดจดทุกอย่าง เช่น กล้องจับภาพรถยนต์ที่ถูกพายุพลัดปลิวอย่างพอดี ฯลฯ นอกจากนี้ผู้ถ่ายทำยังต้องเป็นคนดวงดีเพราะถ่ายคลิปพายุในระยะใกล้ชิดได้หลายช็อตยาวหลายนาทีโดยไม่ถูกพายุกลืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาสที่ใครคนหนึ่งถ่ายทำภาพโดยไม่เตรียมการไว้ล่วงหน้าได้อย่างประณีตขนาดนี้ ย่อมเป็นไปได้ยาก แน่นอนไม่มีใครโชคดีฝีมือดีขนาดนั้น มันก็คือท่อนหนึ่งของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Into the Storm (2014) ที่สร้างพายุด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคลิปหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นคลิปวิดีโอมหาสมุทร ผืนน้ำแบ่งออกเป็นสองสี สีอ่อนกับสีทะเลปกติ คำบรรยายบอกว่านี่เป็นรอยต่อของมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่น้ำของสองมหาสมุทรไม่ปนเปกัน มันแบ่งเป็นเส้น คล้ายเส้นพรมแดนของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ย่อมเป็นภาพน่าสนใจอย่างยิ่ง แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เราก็คงรู้ว่าเส้นพรมแดนทั้งหลายเป็นเส้นสมมุติ โลกนี้มีเพียงมหาสมุทรเดียว น้ำที่คลุมโลกทั้งใบเป็นน้ำเดียวกัน มนุษย์ในยุคหนึ่งตั้งชื่อแยกเป็นมหาสมุทรต่างๆ เพื่อความสะดวก แปซิฟิก แอตแลนติก อินเดีย อาร์กติก แอนตาร์กติก เหล่านี้เป็นชื่อสมมุติขึ้นมา ดังนั้นโดยหลักการ มันจะมีรอยต่อของมหาสมุทรต่างๆ ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวรีฟายหาข้อมูลเพิ่ม ก็จะรู้ต้นกำเนิดของคลิป มันเป็นภาพถ่ายจุดที่แม่น้ำเฟรเซอร์ใน บริติช โคลัมเบีย แคนาดาไหลลงมหาสมุทรแปซิฟิก มันเป็นภาพจริง คำบรรยายปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคลิปหนึ่งที่น่าตื่นตาคือวิดีโอหญิงสาว &amp;lsquo;แอนดรอยด์&amp;rsquo; คนหนึ่งสวมกอดคน คลิปชี้ว่าเราสร้างมนุษย์เทียมสำเร็จแล้ว สรีระของเธอเหมือนคนจริงทุกประการ แต่กิริยาท่าทางของเธอแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ ทำให้น่าสงสัยทันที เพราะแอนดรอยด์ไม่ใช่หุ่นยนต์เหล็ก แอนดรอยด์มีโครงสร้างมีกล้ามเนื้อเหมือนคนจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยหลักการจึงควรเคลื่อนขยับตัวเหมือนคนจริง ไม่ใช่ขยับตัวแบบติดๆ ขัดๆ เหมือนภายในตัวเป็นเครื่องจักรรุ่นเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตรวจสอบต่อในด้านวิชาการ ก็จะพบว่าวิทยาการสร้างแอนดรอยด์ระดับนี้ยังไม่เกิดขึ้นบนโลก หุ่นยนต์ดีที่สุดในโลกตอนนี้ยังห่างไกลจาก &amp;lsquo;แอนดรอยด์&amp;rsquo; ในคลิป ดังนั้นก็สามารถอนุมานได้ว่า หญิงสาวคือนักแสดงที่แสดงบทแอนดรอยด์ และต้นฉบับอาจไม่ใช่คลิปปลอม ทว่าคนส่งข่าวจัดการแปลงเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งข่าวที่แชร์กันในโลกออนไลน์ก็ตรวจได้ยากมาก ในเดือนสิงหาคม 2563 ช่วงที่ข่าวอัยการไม่ฟ้องคดีทายาทอภิมหาเศรษฐีขับรถชนตำรวจคนหนึ่งเสียชีวิต หลายคนรวมทั้งสำนักข่าวแชร์เรื่องศาลจีนลงโทษประหารชีวิตชายคนหนึ่งที่เมาแล้วขับรถชนคนตาย รถยนต์ที่เขาขับคือแลมโบร์กินีสีแดง ข่าวที่แชร์ดูเป็นทางการ มีรูปประกอบชัดเจน ดูเผินๆ เป็นข่าวจริงแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่าเมื่อตรวจสอบ พบว่าไม่มีสำนักข่าวใดในโลกที่ลงข่าวนี้ แม้แต่ในประเทศจีน มีแต่ในประเทศไทย การเวรีฟายทำได้ยากมาก เพราะไม่มีแหล่งให้ตรวจสอบ จนกระทั่งเมื่อไปค้นรูปซากรถ แลมโบร์กินีสีแดง ก็พบว่ารูปรถดังกล่าวเป็นซากรถที่เกิดอุบัติเหตุรถเมล์ชนจนพังในเมืองจีนเมื่อหลายปีก่อนหน้าข่าวรถชนคนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย่อมมีคำถามว่า เราซีเรียสเกินไปไหม มันก็แค่คลิปดูสนุกๆ ไม่จริงก็ไม่เป็นไร ดูเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวไม่ได้หรือ แน่นอน เราสามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ไม่ทุกข่าวหรือข้อมูลเป็นเรื่องบันเทิง หลายเรื่องเป็นวิชาการด้านสุขภาพ สมุนไพรชนิดนี้รักษาโรคนี้ สมุนไพรชนิดนั้นรักษาโรคนั้น เราจะเสี่ยงกิน &amp;lsquo;ยาเน็ตบอก&amp;rsquo; เลยโดยไม่เวรีฟายหรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเราแชร์ข่าวปลอมและเชื่อข่าวปลอมง่ายๆ มันฝึกให้เราเป็นมนุษย์ที่เชื่อง่าย ปั่นหัวง่าย ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นอย่างนี้ ท้ายที่สุดเราก็ได้สังคมที่มิได้หล่อเลี้ยงด้วยความรู้ แต่ด้วยความเชื่อล้วนๆ มันเป็นสังคมที่ยากจะก้าวหน้า นี่ย่อมไม่ใช่สังคมที่เราอยากให้ลูกหลานของเราอยู่&amp;nbsp;เราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า &amp;lsquo;หน้าที่พลเมือง&amp;rsquo; เราไม่ทิ้งขยะบนถนนหนทาง เพราะขยะทำให้คนอื่นเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวปลอมก็คือขยะชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากไม่แน่ใจหรือไม่รู้ว่า ข่าวที่ได้รับมาจริงหรือไม่ ก็ควรให้จบที่ตัวเราแค่นั้น จะดูเพื่อความบันเทิงก็ดูได้ แต่ให้จบที่เรา อะไรที่ไม่รู้จริง อย่าแชร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, วินทร์ เลียววาริณ, ศิลปินแห่งชาติ, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142ad7dd9cc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีอีเอส&#039;เผยเฟคนิวส์เกี่ยวกับการจ่ายเงินของรัฐปั่นป่วนโลกออนไลน์มากที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ &amp;nbsp;3-9 ก.ย. 64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อความที่เข้ามาทั้งสิ้น 11,707,171 ข้อความ โดยจากการคัดกรองมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 188 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 103 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 55 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับช่วงสัปดาห์ล่าสุดนี้ เฟคนิวส์ในหมวดหมู่ข่าวนโยบายรัฐบาล /ข่าวสารทางราชการ มีสัดส่วนสูงกว่า 50% สอดคล้องกับข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยพบว่า ข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับ 1 เรื่องกรมสรรพากรส่งเอกสารหาประชาชนแจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รับของรางวัล อันดับ 2 เรื่อง ธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อให้กู้ยืมตั้งแต่ 5,000 -100,000 บาท ไม่ต้องค้ำ ผ่านไลน์ @624stlfu และอันดับ 3 เรื่อง ไปรษณีย์ไทย โทรแจ้งมีพัสดุยังไม่ได้รับ พร้อมให้โอนเงินเพื่อรับพัสดุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 52 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด ซึ่งรวมถีงวัคซีน และมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญของความร่วมมือในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87&amp;rdquo; นางสาวนพวรรณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116286</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ดีอีเอส, เฟกนิวส์, โครงการภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_61289f831a220.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอสชี้ข่าว &#039;คฝ.&#039;ใช้กระบองทุบผู้ชุมนุมจนกะโหลกศีรษะเปิดเป็นเฟกนิวส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่าตามที่มีการนำเสนอข่าวในประเด็นเรื่อง คฝ. ใช้กระบองทุบผู้ชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงจนกะโหลกศีรษะเปิด และส่งไปรพ. ตำรวจ ทั้งที่มีรพ. ใกล้จุดเกิดเหตุกว่า ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรณีปรากฏคลิปมีบุคคลสวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสงสีเขียว ไม่ทราบชัดว่าเป็นสื่อมวลชนหรืออาสาพยาบาล ได้นำภาพผู้ต้องหาที่ถูกตำรวจจับกุม แล้วพูดว่าหนึ่งในผู้ต้องหาที่ได้รับบาดเจ็บเลือดออก เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตีแล้วรถล้มนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ได้แก่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่ถูกจับกุมพร้อมกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ให้การสอดคล้องต้องกันว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากผู้ต้องหาขับรถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้เข้าขอคืนพื้นที่บริเวณแยกดินแดง มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและได้เกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนราว สะพานได้รับบาดเจ็บ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นก็ได้รีบประสานหน่วยกู้ภัยใกล้เคียง (ร่วมกตัญญู) นำส่ง รพ.ตำรวจทันที โดยเหตุที่ต้องส่ง รพ.ตำรวจ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องหา ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป โดยประเมินจากอาการเบื้องต้นกับระยะเวลาการเดินทางแล้วไม่ส่งผลกระทบต่อการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ทั้งนี้ จากรายงานการตรวจบาดแผลเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหามีบาดแผลถลอกฉีกขาดหลายตำแหน่ง เช่น ตาซ้าย แขนและมือซ้าย เข่าด้านซ้าย เกิดจากรถล้มแล้วกระแทกราวสะพาน ไถลกับถนน ซึ่งถ้าหากเป็นแผลจากการถูกตีนั้นจะเป็นแผลลักษณะที่แตกต่างจากนี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.metro.police.go.th/ หรือโทร. 0-2282-8209 &amp;nbsp; นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115993</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, คฝ., ดีอีเอส, ตีผู้ชุมนุม, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61381fe1a1235.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีอีเอส&#039;โวคนไทยช่วยกันชี้เบาะแสข่าวปลอมเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ส.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรอบสัปดาห์นี้ (20-26 ส.ค. 64) พบจำนวนข้อความทั้งสิ้น 11,658,390 ข้อความ หลังการคัดกรอง พบข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 195 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 111 เรื่อง โดยเป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 79 เรื่อง สัดส่วนหลักๆ ยังเป็นข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีนโควิดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีข้อสังเกตน่าสนใจว่า แม้เบาะแสข้อความส่วนใหญ่ยังได้มาจากช่องทาง Social Listening Tool ที่ใช้ระบบ AI รวบรวม แต่ตลอดเดือน ส.ค. นี้ มีจำนวนข้อความที่ได้รับแจ้งผ่านช่องทางไลน์ทางการของศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่เคยอยู่ในหลักสิบ สัปดาห์ล่าสุดนี้เพิ่มเป็น 11,643,638 ข้อความ สะท้อนว่าช่องทางไลน์ของเราเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดตามกว่า 2.4 ล้านราย&amp;rdquo; นางสาวนพวรรณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจสูงสุด 3 อันดับแรกในรอบสัปดาห์ ได้แก่ เรื่องเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน ระบบตรวจสอบการฉีดวัคซีนของหมอพร้อม กรอกข้อมูลเช็คแล้วจะหายหมดทุกบัญชี เรื่องเว็บไซต์ลงทะเบียนขอรับวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ สำหรับคนไทย และ เรื่องแบงก์พันปลอมหมายเลขเดียวกันจากต่างประเทศระบาดเข้าไทย ตามลำดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114741</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ดีอีเอส, นพวรรณ หัวใจมั่น, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_61289f831a220.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีอีเอส&#039;ชี้แนวโน้มข่าวปลอมลดลง แต่เฟคนิวส์ประเด็นโควิดยังสูง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 13-19 ส.ค.64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีจำนวนข้อความที่เข้ามา 11,561,183 ข้อความ แนวโน้มลดลงสองสัปดาห์ติดต่อกัน &amp;nbsp;หลังจากคัดกรองพบข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 202 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 112 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับโควิด 83 เรื่อง อีกทั้งพบว่าข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนในรอบสัปดาห์นี้ สัดส่วนหลักๆ อยู่ในหมวดหมู่ข่าวนโยบายรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ จากการจัดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ 3 อันดับแรกในรอบสัปดาห์นี้ &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;เรื่องคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทยทุกภาค ตั้งแต่ 24.00 น. คืนนี้เป็นต้นไป เรื่อง ธ.กรุงไทยเตรียมมอบเงินให้ประชาชน นำบัตรปชช.ยืนยันตัวตนที่ตู้ ATM อายุ 18-59 ได้ 25,000/เดือน อายุ 60 ขึ้น 15,000/เดือน เริ่ม 24 ส.ค. 64 และเรื่องข้าราชการบำนาญอายุ 60-65 ปี สามารถสมัครมาตรา 40 เพื่อขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ก่อนวันที่ 24 ส.ค. 64 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม จากการประสานงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข่าวที่ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว จำนวน 49 เรื่อง โดยตลอดสัปดาห์นี้ได้ทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว 32 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวนพวรรณ กล่าวว่า ขอย้ำเรื่องการขอความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาข่าวปลอม เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ และสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113969</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอีเอส, นพวรรณ หัวใจมั่น, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f57548c88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
