<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดดันโซเชียลคอมเมิร์ซโต เทรนด์ไลฟ์สดขายสินค้ามาแรง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว การสื่อสารหรือการค้าขายสามารถดำเนินการไปได้ทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้นๆ ดังนั้นจึงผลักดันให้การค้าออนไลน์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทุกปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ระบุว่า ผู้บริโภคถูกบังคับให้คุ้นชินและต้องปรับตัวกับการซื้อของใช้ประจำวันและสินค้าอื่นๆ ผ่านทางออนไลน์แทน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการล็อกดาวน์ และการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งเมื่อการซื้อของออนไลน์กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคแล้วนั้น ส่งผลต่อผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวโดยหันมาทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เพื่อรองรับความต้องการด้านนี้ ทำให้มูลค่าเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และเชื่อมั่นว่าความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์นั้น จะกลายเป็นช่องทางการซื้อที่สำคัญมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค แม้เป็นยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจของ Tofugear ผู้ให้บริการด้าน Digital Solution สำหรับร้านค้าปลีก ซึ่งพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 45% ของผู้บริโภคทั่วเอเชียวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายออนไลน์แทนการใช้ช่องทางการค้าปลีกแบบเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายชนนันท์ ปัญจทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป ช้อปไลน์ ประเทศไทย ผู้ให้บริการระบบจัดการร้านค้าบนอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซครบวงจร เปิดเผยว่า มีผลการสำรวจว่าการทำโซเชียลคอมเมิร์ซจะผ่านช่องทางของเฟซบุ๊ก (Facebook) 58% รองลงมาเป็นไลน์ (Line) 35% ตามมาด้วย อินสตาแกรม (Instagram) 21% และทวิตเตอร์ (Twitter) 11% ตามลำดับ ส่วนยอดการใช้จ่ายจะเฉลี่ย 1,000-3,000 บาทต่อคน มีการใช้เวลาผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน และช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการไลฟ์จำหน่ายสินค้าคือ 19.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโซเชียลคอมเมิร์ซที่เติบโตสูง ทำให้มูลค่ารวมของยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาสแรก เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 160% และจำนวนคำสั่งซื้อก็เติบโตเพิ่มขึ้น 210% จำนวนการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้น 300% รวมทั้งจำนวนความคิดเห็นเพิ่มขึ้น 283%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีออเดอร์สูงสุดในวันจันทร์ และออเดอร์สูงสุดในช่วงเวลา 20.00 น. ส่วนภาพรวมยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 160% จำนวนคำสั่งซื้อเติบโต 180% จำนวนการถ่ายทอดสดเติบโต 70% และจำนวนความคิดเห็นเติบโตเพิ่มขึ้น 125% โดยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีออเดอร์สูงสุดในวันพุธ และมีการสั่งซื้อสูงสุดช่วงเวลา 22.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายชนนันท์ กล่าวว่า ได้เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 เดือนแล้ว และมีการขยายแฟลตฟอร์มให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย และฐานลูกค้าในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ในครึ่งปีหลังจะขยายบริการใหม่รองรับตลาดเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย โดยเฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซที่ขยายตัวสูงมาก จึงเตรียมเปิดให้บริการฟีเจอร์ใหม่ 2 รายการ ได้แก่ LIVE Bidding เป็นฟีเจอร์การประมูลสินค้าอัตโนมัติ และ Golden Minutes นาทีทอง สำหรับร้านค้าที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับลูกค้า เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและความน่าสนใจให้แก่ลูกค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผลของโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญทำให้ผู้บริโภคคนไทยก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการขยายตัวสูง โดยประเมินว่าภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2564 จะมีการขยายตัว 15-20% สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานโซเชียลคอมเมิร์ซในประเทศไทยเช่นกัน และเทรนด์ที่มาแรงคือการไลฟ์สดเพื่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีความสอดคล้องกับลูกค้าคนไทยที่อยากเข้ามาดูเพื่อความสนุกสนานและมีส่วนร่วมกับผู้ขายสินค้า ทำให้ประเมินว่าจากการขยายบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีกลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการของ SHOPLINE เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก&amp;quot; นายชนนันท์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชนนันท์ กล่าวว่า สำหรับแผนการขยายตลาดของบริษัทช่วงครึ่งของปีหลัง 2564 จะเดินหน้าแฟลตฟอร์มการให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงการขยายบริการให้แก่ร้านค้าออนไลน์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่การใช้งานและบริการหลังการขาย พร้อมจัด Webinar และ Seminar เสริมองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในทุกเดือน ซึ่งตามแผนงานจะทำให้ ช้อปไลน์ ติดอันดับหนึ่งในสามของ Smart Commerce Enable ไทยภายในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายเลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า โซเชียลคอมเมิร์ซเป็นมากกว่าเทรนด์ จากข้อมูลพบว่าตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศไทยที่มีมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท สัดส่วน 38% มาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแบรนด์ดอทคอม ที่เหลือ 62% มาจากการค้าขายแบบโซเชียลคอมเมิร์ซ และเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มไปถึง 70% ภายใน 3 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับโลกปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19.8% ปัจจุบันในประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไลน์กว่า 47 ล้านคน บัญชีผู้ใช้งานไลน์โอเอมีอยู่ประมาณ 4 ล้านบัญชี จากจำนวนดังกล่าว 40% เป็นการใช้เพื่อการซื้อขาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;แพลตฟอร์มแชตมีจุดต่างที่สามารถสร้างวงจรความไว้ใจ เอื้อให้ผู้ประกอบการสร้างตัวตน รวมถึงความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าก่อนที่จะซื้อสินค้า ขณะเดียวกันสร้างความไว้วางใจมากขึ้น อันนำไปสู่การซื้อสินค้าครั้งต่อไป จนเกิดการซื้อซ้ำ บอกต่อ และเป็นลูกค้าประจำในที่สุด แตกต่างกับเวลาซื้อสินค้าจากอีมาร์เก็ตเพลสที่ไม่มีกระบวนการสร้างสัมพันธ์ ลูกค้ามองหาแค่ตัวเลขราคาที่พอใจ และเมื่อจบการซื้อขาย ลูกค้าส่วนมากจำไม่ได้ว่าซื้อจากร้านใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์แชตคอมเมิร์ซไม่เพียงสร้างยอดขายให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังสร้าง &amp;quot;Deep Connection&amp;quot; ให้กับแบรนด์ ให้ลูกค้าจดจำ พัฒนาไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนนันท์ ปัญจทรัพย์, ช้อปไลน์ ประเทศไทย, เฟชบุ๊ก, โควิด, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea95724df0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทพมนตรี’ซัดผู้นำม็อบต้องเป็น‘ตงฉิน’ไม่เช่นนั้นก็เป็นได้แค่‘สวะ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2564 &amp;ndash; นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์เฟชบุ๊กสั้นๆ ว่าเป็นผู้นำม็อบแล้วโกหก มายา บีบน้ำตา จะไม่มีวันทำอะไรได้สำเร็จ เป็นนักสู้มีอุดมการณ์ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ต้องเป็นตงฉิน ไม่ใช่กังฉิน ขาดความรู้รับผิดชอบชั่วดี คิดถึงแต่ประโยชน์ตน อามิส พวกพ้อง ไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขสังคมประเทศชาติ มันก็แพ้อยู่วันยังครับ คนเลิกเคารพนับถือ &amp;nbsp;เป็นแค่สวะ ผู้ร้าย ไปที่ไหนอายที่นั่น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101178</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิชาการอิสระ, นายเทพมนตรี ลิมปพยอม, ผู้นำม็อบ, เฟชบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a778b9649a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กด่วน!โฆษกกทม.ให้แบบทดสอบเสี่ยงโควิดแบบง่ายๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟชบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;เสี่ยงไหม? ต้องทำตัวอย่างไร?&amp;rdquo; ระบุว่า ช่วงนี้มีข่าวเรื่องโควิด-19 ค่อนข้างมาก หลาย ๆ คน อาจมีผู้รู้จักหรือเคยเจอ ผู้ติดโควิด-19 ซึ่งทำให้สงสัยว่า &amp;ldquo;จะต้องทำอย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมสรุป flow chart อย่างง่ายมาเพื่อให้คนที่สงสัยว่า แบบไหนถึงเรียกว่าเสี่ยงสูง เสี่ยงต่ำ และไม่เสี่ยง และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรมาแบบคร่าวๆ เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงตัวเองครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยพบเจอผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพบเจอ โดยคุยกันใกล้ 6 ฟุต เกิน 5 นาที หรืออยู่ด้วยกันในที่อับอากาศเกิน 15 นาที หรืออยู่บ้านห้องเดียวกัน หรือ ไอจามรดกัน ➡ ถือเป็น &amp;quot;ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าพบเจอ แต่ไม่ได้คุยกัน ไม่อยู่ในที่อับอากาศ &amp;nbsp;➡ ถือเป็น &amp;quot;ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่พบเจอผู้ป่วยโควิด แต่พบเจอผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด โดยคุยกันใกล้ 6 ฟุต เกิน 5 นาที หรือ อยู่ด้วยกันในที่อับอากาศเกิน 15 นาที หรืออยู่บ้านห้องเดียวกัน หรือ ไอจามรดกัน ➡ ถือเป็น &amp;quot;ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าไม่เคยพบเจอผู้ป่วยโควิด และผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยโควิดเลย ➡ &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าเคยพบเจอผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด แต่ไม่ได้คุยกัน ไม่อยู่ในที่อับอากาศ &amp;nbsp; ➡ &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สัมผัสเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 มี 3 กลุ่มด้วยกัน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สัมผัสเสี่ยงสูง คือ ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงแล้วต้องกักตัว 14 วัน และตรวจหาเชื้อโควิด หากพบเชื้อ (ผล +) เข้าโรงพยาบาล รับการรักษาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ คือ ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง &amp;nbsp;เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ต้องแยกตัวจากคนอื่น หลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชน สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และสังเกตอาการตัวเอง หากมีอาการให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อสอบสวนโรคและตรวจหาเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ไม่มีความเสี่ยง คือ ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องกักตัว แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมมือกันป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ควบคุมการแพร่เชื้อได้อีกครั้งครับ #โควิด #covid19 &amp;nbsp;#โควิดกทม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99465</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง, เฟชบุ๊ก, โควิด-19, โฆษกกรุงเทพมหานคร, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_607689fcb6023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 07:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พี่ศรี’บี้ลากคนอยู่เบื้องหลังบงการเผาพระบรมฉายาลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟชบุ๊กสั้นๆ ว่าเผาพระบรมฉายาลักษณ์ต้องไม่ใช่คนคนเดียว แต่ต้องมี &amp;quot;คนบงการ&amp;quot; อยู่เบื้องหลัง ต้องลากตัวมันออกมาให้จงได้ #คุกมีไว้ขังคนบงการชั่ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94828</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศรีสุวรรณ จรรยา, เบื้องหลัง, เฟชบุ๊ก, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_60024a9f7e41c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหวงแสลงภาพบิ๊กตู่พบกำนันผัดใบเหลียงพร้อมโยงไม่ดูดำดูดีเรื่องน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2562 - นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์เฟชบุ๊กพร้อมคลิประบุว่า สภาพน้ำท่วมอุบลฯ 12 ก.ย.62 ภาพมุมสูง จาก &amp;quot;โลกกีฬา&amp;quot; แต่วันที่ 13 ก.ย. 62 ท่านนายกรัฐมนตรี &amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;quot; ไปพบกับเพื่อนแสนดีของท่าน &amp;quot;สุเทพ เทือกสุบรรณ&amp;quot; ที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย พร้อมกับผัดใบเหลียงโชว์และบอกให้รักสุเทพมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศโปรดร่วมกันพิจารณา ดูว่าการบริหารประเทศในลักษณะเช่นนี้ เหมาะหรือไม่เหมาะประการใดครับ?
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45785</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิป, นปช., น้ำท่วม, เฟชบุ๊ก, เหวง โตจิราการ, แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181226/image_big_5c22e3f587581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2019 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2019 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชัยสรุปบทเรียนเคลื่อนไหวการเมือง2ปีปลงตกคนไทยมี4ประเภท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์เฟชบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ช่วงปี พ.ศ. 2561-2562 ผมถูกทำร้ายร่างกาย 7 ครั้ง ทุกครั้งมีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย แต่แทบไม่มีใครช่วยเหลือ ผมจึงจัดคนเหล่านี้เป็น 4 ประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 1: คนที่เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่เคยช่วยเหลือ จะด้วยความกลัว หรือไม่สนใจผมไม่อาจหยั่งรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 2: คนร้องขอความช่วยเหลือ ในบางกรณีมีคนเห็นเหตุการณ์ร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือโทรศัพท์เรียกตำรวจมาช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 3: คนช่วยเหลือ พวกเขาเข้ามาช่วยเหลือผมด้วยการปกป้องผมจากคนร้าย กรณีนี้เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยเป็นนักท่องเที่ยวจีนกว่า 10 คนช่วยขับไล่คนร้าย 4 คนที่รุมทำร้ายร่างกายผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 4: คนขัดขวาง คนประเภทนี้คล้ายกับคนประเภทที่ 1 แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือ นอกจากจะไม่ช่วยเหลือยังห้ามไม่ให้คนอื่นช่วยเหลือ หรือร้องขอความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่มีนักเคลื่อนไหวบางคนถูกทำร้ายร่างกาย หรือเจ็บป่วยอย่างรุนแรง เราก็จะเห็นคนทั้ง 4 ประเภทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 1: รับรู้ข่าว แต่ไม่ช่วยเหลือ พวกเขาทำได้อย่างมากก็แค่ให้กำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 2: ร้องขอความช่วยเหลือ เช่น แชร์ข่าวเหตุการณ์ หรือประชาสัมพันธ์เลขบัญชีธนาคารของเหยื่อเพื่อขอรับบริจาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 3: ช่วยเหลือด้วยการเยี่ยมเยียนเหยื่อที่โรงพยาบาล หรือบริจาคเงินเพื่อเป็นค่ารักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ประเภทที่ 4: นอกจากจะไม่ช่วยเหลือยังค่อนแคะเหยื่อ เช่น แชร์ข่าวทำไมดูซิฝ่ายตรงข้ามยำใหญ่แล้ว หรือดราม่าเพื่อหวังหากินจากเงินบริจาคหรอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่าร้อยละ 90 ของคนไทยเป็นคนประเภทที่ 1 แต่ที่น่าเศร้ากว่าคือ คนประเภทที่ 4 มาเป็นลำดับที่ 2 คนประเภทที่ 4 นอกจากจะขี้ขลาด พวกเขายังเห็นแก่ตัว และขี้อิจฉาด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38665</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทย, นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, เฟชบุ๊ก, เอกชัย หงส์กังวาน, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190607/image_big_5cfa30351ae5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
