<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสิกร&#039; ฟันธง เฟด คงดอกเบี้ย 0.0-0.25% หนุนเศรษฐกิจฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.0-0.25% สำหรับการประชุมนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันที่ 27-28 ก.ค. นี้ เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และจำนวนคนว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมาก ขณะที่ แม้ว่าเฟดเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าเฟดจะยังคงให้น้ำหนักต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และน่าจะยังคงยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้นจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง สหรัฐฯ กลับมาเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้นจากสายพันธุ์เดลต้าที่มีการแพร่กระจายได้ง่าย อีกทั้ง ยังคงมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์อื่นๆ เช่น สายพันธุ์แลมด้า และสายพันธุ์เอปซีลอน ซึ่งประสิทธิผลของวัคซีนที่มีอยู่ต่อสายพันธุ์เหล่านี้ยังคงไม่แน่ชัด อีกทั้ง อัตราการฉีดวัคซีนของสหรัฐฯ เริ่มชะลอลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้นำมาซึ่งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีอยู่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้ง ภาคเศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คาดว่าเฟดคงมีท่าทีที่ระมัดระวังและอดทนในการพิจารณาถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเฟดน่าจะยังคงยืนการเริ่มทำ QE tapering ในต้นปีหน้า และเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566 ตามที่ส่งสัญญาณไว้ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมิ.ย ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากความเสี่ยงต่างๆ ลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานเข้าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ (Full employment) ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ราว 4.5% อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นเกินระดับ 2.0% อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาสินทรัพย์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เฟดอาจถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด สำหรับผลกระทบต่อไทย หากเฟดส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าตลาดคาด จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยและต้นทุนการกู้ยืมนั้นปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องคอยติดตามสถานการณ์และพิจารณาออกมาตรการที่เหมาะสมต่อไปในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111136</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารกลางสหรัฐ, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังไม่ห่วงเฟดขยับดอกเบี้ย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังแจงเฟดขยับดอกเบี้ย ไม่ส่งผลกระทบกับตลาด มองเป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์อยู่แล้ว สับแหลกยังไม่ถึงเวลาที่ไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จี้ ธปท. ออกมาตรการดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หลังมองเห็นสัญญาณเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาดการณ์กันอยู่แล้ว และตลาดก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง หรือมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น &amp;nbsp;แต่ตลาดจะกลัวอะไรที่เหนือการคาดการณ์ ในส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ได้พูดไปหลายครั้งแล้วว่ายังไม่ควรจะปรับขึ้น ควรดูเหตุการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้ ส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณไม่ปรับดอกเบี้ยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นท่าทีที่แท้จริงหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นหน้าที่ของ ธปท.เพราะเป็นผู้กำกับสถาบันการเงินและเป็นผู้ที่ดูความมั่นคงของสินเชื่อทั้งระบบ ถ้า ธปท.มองเห็นอะไรที่ไม่ดีก็ควรมีมาตรการออกมา ฝ่ายอื่น ๆ จะไปว่าธปท. ไม่ได้ ซึ่งธปท.ควรมีการดำเนินการที่รวดเร็วด้วยหากเห็นปัญหา ในส่วนของกระทรวงการคลังไม่มีตัวเลขของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพราะธปท.เป็นผู้เก็บตัวเลขและเก็บได้รวดเร็วมาก ส่วนผู้ประกอบการที่กลัวว่ามีปัญหาจะกระทบกับการขายก็สามารถหารือกับ ธปท.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มาอยู่ระดับ 2.00-2.25% เป็นไปตามที่คลาดคาดการณ์และคาดว่าในสิ้นปีนี้ เฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง โดยประธานเฟดยืนยันว่านโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ 1.50% เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาประเด็นเศรษฐกิจของไทยเป็นหลัก โดยกระทรวงการคลังมองว่านักลงทุนที่สนใจลงทุนในไทยไม่ได้พิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่จะพิจารณาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลออก แม้ว่าจะการขายหุ้นก็นำเงินไปซื้อพันธบัตร แม้แต่ปัจจุบันก็ยังมีเงินไหลเข้าในตลาดพันธบัตร เพราะคิดว่านักลงทุนพักเงินรอไว้ลงทุนในประเทศไทยต่อ เพราะเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมั่นคงไม่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และมีความชัดเจนเรื่องโครงการลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงความชัดเจนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในปีหน้า&amp;quot; นายศรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรพล กล่าวว่า ในส่วนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ขยายวงมากขึ้นไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยยังมีนัยสำคัญ เพราะการผลิตสินค้าของสหรัฐส่วนใหญ่ 70-80% ใช่วัตถุดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการส่งออกของไทยไปสหรัฐ สำหรับการขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐประมาณ 5-10% แต่ค่าเงินหยวนของประเทศจีนอ่อนค่าลงประมาณ 10% ทำให้จีนยังไม่ได้รับผลกระทบกับสงครามการค้า ส่งผลดีถึงประเทศไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ยังไม่กระทบกับการส่งออกของไทย ส่วนหนึ่งเพิ่งเริ่มมีการขยายวงการทำสงครามการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ยังเห็นผลกระทบไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยโชคดี ที่แข็งแกร่งทั้งเศรษฐกิจนอกประเทศ และในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น&amp;quot; นายศรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สศค. เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนส.ค. &amp;nbsp;2561ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมาจากปัจจัยสำคัญภายในประเทศ จากการใช้ภาคเอกชน การจำหน่ายรถยนต์นั่งขยายตัว 27.2% และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่กลับมาขยายตัว 3.9% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัว 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 70.2 ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 43 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ขณะทีรายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัว 3.4% โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัวต่อเนื่องที่ 8.1% โดยเป็นการขยายตัวได้ดีในหมวดพืชผลสำคัญ และหมวดปศุสัตว์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18606</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ปรับขึ้นดอกเบี้ย, เฟด, ไม่ห่วงเศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f4e29d4d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังชี้หุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังชี้ดัชนีหุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ &amp;ldquo;สงครามการค้าจีน-มะกัน&amp;rdquo; พ่วงเฟดขยับดอกเบี้ย มองภาพใหญ่ไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แจงพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ลุ้นจีดีพีปีนี้โตไม่พลิก 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 61 - นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ตกลงมากไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศแข็งแกร่ง โดยปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าก็จะช่วยการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เรื่องสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทำให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนบ้าง แต่ไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลทำให้ตัวเลขจีดีพีปีนี่ขยายตัวไม่ถึง 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.2%&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศยังมีแนวโน้มดี ทั้งการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 9% ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก เป็นแรงดึงดูดให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้เกิน 3% ซึ่งถือว่าสูงหลังจากที่การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยายตัวมาหลายปี รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมั่นใจมีการใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, จีดีพี, ดัชนีตลาดหุ้น, ดัชนีหุ้น, ธนาคารกลางสหรัฐ, ผู้ตรวจราชการ, สงครามการค้า, เฟด, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยกดหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 14.25 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 14.25 จุด หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณขึ้นอีก 2 ครั้ง รวมทั้งปีเป็น 4 ครั้ง

14 มิ.ย. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ย และส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ทำให้ในปีนี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมดรวม 4 ครั้ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,704.09 จุด ลดลง 14.25 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.83% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 28,896.93 ล้านบาท

บทวิเคราะห์บล.ไอร่า ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ หลังเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ และส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอีกในเดือน ก.ย. และ ธ.ค. ทำให้คาดทั้งปีนี้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง คาดสิ้นปี 61 อยู่ที่ 2.25 &amp;ndash; 2.50% พร้อมแนะจับตา Bond Yield สหรัฐฯ มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางเดียวกับดอกเบี้ย จะเป็นประเด็นกดดันต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง อีกทั้ง คาดเงินทุนยังมีโอกาสไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

นอกจากนี้คาดทำให้เงินสหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่า ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ซื้อขายในรูปเงินสหรัฐฯ ปรับลดลง แต่ในทางกลับกันกลุ่มส่งออกคาดได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11351</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้น, ประชุมเฟด, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2018 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2018 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดลบ 0.21 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน เป็นไปตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดาวโจนส์กลับมาดิ่งหนักกว่า 1,000 จุดอีกครั้ง จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด แต่ในช่วงท้ายตลาดยังได้แรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ช่วยหนุนให้ปิดลบเล็กน้อย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,786.45 จุด ลดลง 0.21 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.01% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 67,684.23 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บล.เอเชียพลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง พลิกกลับมาปิดลบเล็กน้อย หลังจากเปิดตลาดอยู่ในแดนลบกว่า 20 จุด ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค แต่ถือว่าลดลงในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยมีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มใหญ่อย่างกลุ่มปิโตรเคมีนำตลาด รวมถึงแรงซื้อในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากเมื่อดัชนีปรับลดลงลึก จะมีแรงไล่ซื้อกลับเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยยังดี ซึ่งคาดว่ากำไรบจ.ไตรมาส 4/60 จะออกมาใกล้เคียงกับไตรมาส 3/60 ขณะที่ ในช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนตามปัจจัยภายนอกประเทศ ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติ คาดว่ายังคงคาดหวังไม่ได้ เพราะยังมีแรงขายอย่างต่อเนื่องทั้งในหุ้นและตราสารหนี้ ทำให้เป็นตัวกดดันดัชนีต่อ ทั้งนี้ ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้า แนวรับอยู่ที่ 1,778 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,800 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2758</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวโจนส์, ภาวะหุ้น, หุ้น, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2018 23:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานเฟดคนที่ 16 ‘เจอโรม พาวเวล’ สาบานตนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเจอโรม พาวเวล เข้าสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตามเวลาในประเทศไทยประมาณ 23.30 น.ของวันจันทร์ที่ 5 ก.พ.2561 นับเป็นประธานเฟดคนที่ 16 โดยรับตำแหน่งสืบต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจเลือกนายพาวเวลเป็นประธานเฟดคนใหม่ แทนที่จะให้นางเยลเลนดำรงตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งโจทย์ปัญหาใหญ่ที่รออยู่ในข้างหน้าสำหรับนายพาวเวลวัย 65 ปี คือ ภาวะตลาดหุ้นดิ่งลง โดยเขาจะต้องทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งปรับลดงบดุลของเฟด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2490</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจอโรม พาวเวล, เฟด, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a788883b320c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
