<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อย.แจ้งปคบ.สอบ‘พิมรี่พาย’ขายน้ำแถมATK</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย.ส่งหนังสือถึง บก.ปคบ.สืบหาข้อเท็จจริงกรณี &amp;quot;พิมรี่พาย&amp;quot; แม่ค้าออนไลน์ โฆษณาแจกชุดตรวจ ATK ย้ำชุดตรวจโควิด-19 ต้องขายผ่านในสถานพยาบาลและร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้น พร้อมเตือนประชาชนหยุดใช้ชุดตรวจโควิด-19 ที่ขายผ่านออนไลน์ อาจเสี่ยงเจอสินค้าไม่มีมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 ส.ค.64&amp;nbsp; นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏว่าแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง พิมรี่พาย-พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กขายน้ำแร่ 1 ขวด ปริมาณ 300 ซีซี โดยระบุว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;น้ำแร่คิตตี้ เพื่อนอาจจะหากินที่ไหนก็ได้ แต่น้ำแร่ที่นี่ ซื้อน้ำแร่ 1 ขวด แถมชุดตรวจโควิดแบบที่ขายในร้านยาค่ะ เพราะว่า อย.ไม่ให้ขายในออนไลน์ค่ะ เราก็ไม่ทำการละเมิดกฎแต่อย่างใด &amp;hellip; ราคาขายในร้านขายยา 350 ค่ะ ของเราไม่ขายนะคะ เราไม่ขายนะคะ ร้านขายยา 350 ราคาส่ง 200 กว่าบาท เราไม่ขายนะคะ เราขายน้ำแร่ 120 บาท น้ำแร่ 1 ขวด แถมชุดตรวจโควิด 1 ชิ้นค่ะ&amp;hellip;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการไลฟ์สดดังกล่าวได้มีการแชร์ทางสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมากนั้น อย.ได้ตรวจสอบพบว่าการไลฟ์สดแจกชุดตรวจโควิด COVID-19 Antigen test Kit (ATK) ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ตามกฎหมาย การจำหน่าย จ่าย แจก มีความหมายเท่ากับเป็นการขายทั้งหมด ทั้งนี้ชุดตรวจ ATK นั้น อย.อนุญาตให้มีการขายในสถานพยาบาลและร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้น การโฆษณาต้องมีการขออนุญาตจาก อย.ก่อน ตรวจสอบเบื้องต้นผลิตภัณฑ์ที่นำมาไลฟ์ขายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. จึงน่าเป็นห่วงในเรื่องคุณภาพมาตรฐานของชุดตรวจที่อาจทำให้เกิดการแปลผลที่ผิดพลาดได้ และการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อย.จะส่งหนังสือไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อสืบข้อเท็จจริงตามกรณีที่ปรากฏในไลฟ์สด และสืบหาตัวผู้นำเข้าและขายผลิตภัณฑ์ชุดตรวจโควิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม อย.ไม่ได้ห้ามเรื่องการโฆษณา สามารถโฆษณาได้ แต่ต้องมาขออนุญาตโฆษณาก่อน ซึ่งผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่จะอนุญาตให้โฆษณานั้น ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า เหตุผลที่ชุดตรวจหา ATK ด้วยตนเองนี้ ต้องวางจำหน่ายในสถานพยาบาลและร้านขายยาที่มีเภสัชกรเท่านั้น เพื่อจะได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการแปลผล ข้อปฏิบัติตัวหลังทราบผลการตรวจ ขอให้ผู้บริโภคสังเกตที่ฉลากของชุดตรวจจะมีข้อความภาษาไทยระบุว่า &amp;ldquo;บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้&amp;rdquo; และเลขที่ประเมินเทคโนโลยีที่ได้รับอนุมัติจาก อย. ปรากฏบนฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ด้วย ซึ่งชุดตรวจดังกล่าวจะเป็นการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกด้านหน้าหรือน้ำลาย ภายในชุดตรวจจะมีคู่มืออธิบายถึงวิธีการใช้ และวิธีการแปลผลฉบับภาษาไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ชุดตรวจนี้เป็นการตรวจเบื้องต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงควรกักตัว 14 วัน และถ้าตรวจแล้วมีผลลบควรตรวจซ้ำภายใน 3-5 วัน หรือถ้ามีอาการ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบชุดตรวจที่ได้รับอนุญาตจาก อย.ได้ทางเว็บไซต์กองโดยควบคุมเครื่องมือแพทย์ https://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.asp
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบการที่จะโฆษณาจำหน่ายชุดตรวจต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113766</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุดตรวจ ATK, ตรวจโควิด-19, ปคบ., พิมรี่พาย, สินค้าไม่มีมาตรฐาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เภสัชกร, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แม่ค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611babd185005.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เภสัชกรบุกร้องนายกฯบรรจุเข้าราชการรองรับสังคมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.61 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งก.พ.) กลุ่มเครือข่ายเภสัชกรลูกจ้างแห่งประเทศไทย นำโดย นางปิยะภากร ผลภิญโญ ประธานเครือข่ายฯ เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขออนุมัติตำแหน่งข้าราชการสำหรับเภสัชกรลูกจ้าง โดยระบุว่า ในปี 2573 จำนวนผู้สูงอายุในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1ใน 4 ส่งผลให้การบริการด้านสุขภาพของเภสัชกรไม่เพียงพอ แม้จะมีการจัดสรรตำแหน่งเภสัชกรจบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่การบรรจุเพียงปีละ300กว่าตำแหน่งยังไม่เพียงพอ โดยเภสัชกรในกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนที่ควรมี ซึ่งโรงพยาบาลรัฐมีอัตราเภสัชกร 1.3 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ตามเกณฑ์ต้องการ 3.7 คน ต่อประชากร 10,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกร พนักงานราชการ พนักงานสาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราว ที่รอบรรจุข้าราชการการให้ครอบคลุมตั้งแต่ 2551 ถึงปัจจุบัน และขอให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการบริกหารจัดการตำแหน่งว่างที่ไม่ใช่อัตราตั้งใหม่ ให้กับทุกตำแหน่งดังกล่าว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเครือข่ายเภสัชกรลูกจ้างแห่งประเทศไทย, ปิยะภากร ผลภิญโญ, เภสัชกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb315208ef25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตเลขา อย.ให้ความเห็น ไม่มีความจำเป็นต้องให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr: youtube&amp;nbsp;.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ก.ย.61-อดีตรองเลขา อย.ให้ความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องวิชาชีพอื่นให้จ่ายยาได้ ไม่เห็นย้อนอดีต สมัยปี2510 ยังเภสัชขาดแคลน ทำให้กม.ต้องเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นจ่ายยา แต่ตอนนี้เภสัชฯ มีมากถึง 40,000 คน &amp;nbsp;ทางกม. รัฐควรให้ความสำคัญความปลอดภัยคนไข้ &amp;nbsp;แนะบริหารจัดการเกลี่ยร้านขายยา -เภสัช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.ประพนธ์ อางตระกูล อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ... ว่า แต่ละวิชาชีพมีการเรียนมาแตกต่างกัน อย่างเวชกรรมจะเน้นเรื่องการตรวจวินิจฉัยรักษาโรค ส่วนเภสัชกร จะเน้นเรื่องของยา สูตรยา การผสมยาอย่างไรให้เหมาะสม เหมาะกับคนแต่ละประเภท หรือการใช้ยาร่วมกับยาตัวอื่นหรืออาหารเพื่อให้เกิดความปลอดภัย &amp;nbsp;ซึ่งทางด้านสาธารณสุข หากสองวิชาชีพทำงานตามหน้าที่และหนุนเสริมกันก็จะทำให้การทำงานเกิดการตรวจสอบซึ่งกันและกัน &amp;nbsp;ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ &amp;nbsp;ซึ่งการเปิดให้วิชาชีพอื่นจ่ายยานั้น &amp;nbsp;เกิดจากตอนทำ พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 &amp;nbsp;ขณะนั้น เภสัชกรขาดแคลน จึงมีการกำหนดไว้ในมาตรา 13(3) ว่า ให้ 3 วิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ สามารถจ่ายยาให้แก่คนไข้ของตัวเองได้ ซึ่งปัจจุบันเภสัชกรไม่ได้ขาดแคลน เพราะมีเภสัชกรมากถึง 40,000 คน จึงเห็นว่าควรนำเอามาตรการเรื่องความปลอดภัยสูงสุดต่อคนไข้กลับมาใช้ ในพื้นที่ที่มีความพร้อม คือ มีเภสัชกรเพียงพอ สภาพแวดล้อมและระบบรักษาพยาบาลในพื้นที่ก็ต้องมีความพร้อม เช่น จำนวนร้านขายยามีเพียงพอ มีเภสัชกรไปอยู่ประจำครบ จำนวนคลินิก สถานพยาบาล ร้านขายยาไม่ได้อยู่ห่างไกลชุมชน เป็นต้น ต้องเอาองค์ประกอบเหล่านี้มาคำนวณด้วย หากพื้นที่ไหนมีความพร้อม ก็เสนอว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจจะออกประกาศให้แยกผู้สั่งจ่ายยา และผู้จ่ายยาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นมาตรการเรื่องความปลอดภัยที่เป็นสากลอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.ประพนธ์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับดังกล่าวที่มีปัญหาการคัดค้าน เนื่องจากให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามกฎกระทรวงสามารถจ่ายยาเพิ่มเติมได้ ซึ่งกฎกระทรวงนั้นออกได้ง่าย ทำให้เกิดความกังวลกัน และการให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาเพิ่มได้แบบนี้ทำให้ไม่มีการตรวจสอบกันระหว่างผู้สั่งจ่ายและผู้จ่ายยา ความปลอดภัยก็น้อยลง อีกทั้งยังมีมาตรา 13(2) ที่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม สามารถผลิตยาตามใบสั่งได้ ก่อให้เกิดเรื่องตำรับยาที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซึ่งในปี 2557 เคยมีการประชุมวิชาชีพทางการแพทย์ทั้งหมด ก็เห็นตรงกันว่า หากการผสมยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับไว้แล้ว และใช้หลักเภสัชกรรมน่าจะเป็นประโยชน์ ก็อนุญาตในตรงนี้แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไม่มีเภสัชกร ภก.ประพนธ์ กล่าวว่า พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 กำหนดให้ 3 วิชาชีพจ่ายยาได้อยู่แล้ว และยังมีระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยบุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือสภากาชาดไทย มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2539 จึงทำให้บุคลากรสาธารณสุขที่ประจำใน รพ.สต. เสมือนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ จึงสามารถจ่ายยาได้ดังนั้นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องวิชาชีพอื่นให้จ่ายยาได้ลงไปในร่าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16803</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประพันธ์ อางตระกูล, พรบ.ยาใหม่..., เภสัชกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e401567b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กฉัตรสั่ง&#039;อย.&#039;สางปมพรบ.ยา ยึดประโยชน์ปชช.เป็นตัวตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 61 - พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มเภสัชกรคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ. &amp;hellip; ที่ให้บุคคลซึ่งไม่ใช่เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้ ว่า ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น ๆ เพราะยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาพูดคุยกัน คาดว่าจะเป็นในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างยกประเด็นและเหตุผลมา ผมจึงให้ อย.เชิญทั้งสองฝ่ายมา และกำชับกับทาง อย.ว่าต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง จะไม่มีการเอื้อประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ต้องให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด และให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด&amp;quot; พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16696</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กฉัตร, พ.ร.บ.ยา, พล.อ.ฉัตรชัย, อย., เภสัชกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180903/image_big_5b8cd2058a71b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
