<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เร่งเพิ่มทักษะแรงงานลุยเมกะโปรเจ็กต์ รองรับลงทุน&quot;อีอีซี&quot;หลังโควิดคลี่คลาย      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเปลี่ยนพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จากพื้นที่เกษตรกรรมและประมงสู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จะเห็นว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาครัฐจะโหมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนโครงการจะเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของไวรัฐโคโรนา-19 หรือโควิด-19 นั้นได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ดังนั้นการลงทุนของภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายว่า ในช่วงแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) การลงทุนของประเทศจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยการลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่อีอีซีโดยตั้งเป้าปีละประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ในเรื่องนี้ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในอีอีซีถือเป็นความพยายามที่ดี แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเพิ่มเติมคือ ต้องหากิจกรรมมาเสริมในส่วนของอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและมีความล่าช้า อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบิน เพราะฉะนั้น หลักๆ เลยต้องคิดว่าจะสามารถนำกิจกรรมใดมาเสริมได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งที่จะลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์) เนื่องจากสิ่งเหล่านี้กว่าจะเห็นผลได้ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ โดยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องของอินฟราฯ ให้เสร็จทัน พร้อมใช้ พร้อมสร้างรายได้ มองว่าภายใน 4-5 เดือนที่ภาครัฐสามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว ก็จะทำให้เริ่มโครงการได้ เช่น การสร้างโรงงาน และการสร้างถนน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันให้ได้ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐเปิดมุมมองว่าไม่ควรจะจำกัดการลงทุนเฉพาะในพื้นที่อีอีซี หากชาวต่างชาติหรือคนไทยต้องการที่จะลงทุนในพื้นที่ใดก็ตาม ก็ควรจะได้รับการสนับสนุน แต่ต้องยอมรับสำหรับความพร้อมในระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของอีอีซีที่มากกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นหากนักลงทุนมีความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดนครราชสีมา ลำพูน หรือจังหวัดอื่น ก็ต้องปล่อยให้มีการลงทุนได้ ไม่ควรปิดโอกาสที่จะเกิดการลงทุนในพื้นที่อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตรียมพร้อมบุคลากร
นายนณริฏ กล่าวว่า จากการประมาณการเศรษฐกิจของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น หากโครงการอีอีซีสามารถเดินหน้าสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3-5% แต่ถ้าไม่สำเร็จหรือมีความล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซี การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ.2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.3% จนกระทั่งเหลือเพียง 1.76% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 3% หากจะเพิ่มการเติบโตให้ได้ 5% ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เราติดกับดักเชิงโครงสร้าง ด้วยการเพิ่มการลงทุน เพราะปัจจุบันมีบริษัทที่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมน้อย สังเกตจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทที่เป็น Old Economy เช่น หุ้น น้ำมัน โรงกลั่น สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องเตรียมความพร้อม อาทิ เตรียมคน ต้องเร่งรัด ฝึกทักษะอาชีพที่จำเป็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย ซึ่งต้องเร่ง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ทันทีที่โควิดคลี่คลายลง&amp;quot; นายนณริฏ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนุนแลนด์บริดจ์-คลองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนณริฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลควรเตรียมความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) โครงการอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตมากขึ้น โดยเป็นโครงการใหม่ที่เชื่อมโยง มีความเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เกี่ยวกับโครงการอีอีซี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะมีการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยส่วนตัวมองว่ามีโครงการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน ได้แก่ โครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) โครงการคลองไทย และโครงการเชื่อมรถไฟไทย-จีน มองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่และสนับสนุนธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้ถ้ารอดชีวิตไปได้ ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากโควิด-19 คลี่คลายลง แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการเดินทางไปพักผ่อนหลังจากได้มีการทำงานและกักตัวมาโดยตลอด มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายจะมีดีมานต์เกิดขึ้นมหาศาล ดังนั้นทำยังไงที่จะสามารถรองรับความต้องการหลังจากผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปได้&amp;quot; นายนณริฏกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงรุนแรง และส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อ และหลายคนคาดการณ์ว่าการลงทุนน่าจะปรับลดลง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้แจ้งว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท ในจำนวนนี้การขอรับการส่งเสริมนพื้นที่อีอีซีจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท จังหวัดระยอง มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า จากการดำเนินตามแผนการพัฒนาอีอีซี โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในโครงการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การบูรณาการ และการดึงการลงทุนเข้ามาของอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากที่ได้กำหนดเป้าหมายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้รวมการลงทุนที่ได้อนุมัติไปแล้ว 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก ทั้งการลงทุนโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท งบบูรณาการ ปี 2561-2564 อนุมัติไปแล้ว 82,000 ล้านบาท การออกบัตรส่งเสริมการลงทุน 878,881 ล้านบาท และอีกทั้งยังเหลือการลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากแผนเดิมจะมีการลงทุนอยู่แล้วปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มี 4 อุตสาหกรรมใหม่ที่เริ่มเข้ามาแล้ว ที่จะช่วยเพิ่มการลงทุนได้อีกปีละอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี 5 จี อุตสาหกรรมทางการแพทย์แม่นยำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะพลิกโฉมใหม่ และการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) ทำให้แผนที่ปรับใหม่ สามารถเพิ่มการลงทุนได้ถึงปีละ 500,000 ล้านบาท โดยขอไปปรับปรุงแผนให้ชัดเจนก่อน และขอให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จบหรือคลี่คลายได้ภายในปีนี้ เมื่อไปรวมกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ ก็จะผลักดันจีดีพีรวมของประเทศไทยขยายตัวได้ปีละ 4-5% หลังจากที่การระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาและปีนี้สะดุดลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไฮสปีด-สนามบินอีอีซีคืบ
นายคณิศ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) หรือ CP ไปแล้วกว่า 86% และพร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือน ก.ย.2564 คู่ขนานไปกับการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์โฉมใหม่ ที่ผู้โดยสารจะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 290,000 ล้านบาท ที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เข้าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเข้าสำรวจพื้นที่โครงการพร้อมก่อสร้างรั้วมาตรการเขตการบิน ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ และมีกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นเอกชนคู่สัญญา ปัจจุบันตัวร่างสัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยอัยการสูงสุด
โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ ตามที่ มติ ครม.ได้อนุมัติไว้ หลังจากล่าช้ามา 3 ปี ในขั้นตอนฟ้องร้องต่อศาล ขณะนี้ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นณริฏ พิศลยบุตร, ระยอง, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), อีสเทิร์นซีบอร์ด, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), เมกะโปรเจ็กต์, โครงสร้างพื้นฐาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190ca8275cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยเมกะโปรเจ็กต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กระทรวงคมนาคมได้เปิดแผนการลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์ที่จะเร่งผลักดันเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แช่แข็งภาคเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีแผนดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563-66 จำนวน 26 โครงการ วงเงินกว่า 1.12 ล้านล้านบาท กำลังก่อสร้าง 12 โครงการ 6.74 แสนล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ และเตรียมเร่งเครื่องประมูล 8 โครงการกว่า 3.69 แสนล้านบาท ที่เหลือจ่อชงคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมกล่าวว่า โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีจำนวน 12 โครงการ วงเงินรวม 6.74 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา กรมทางหลวง (ทล.) วงเงิน 75,965.24 ล้านบาท 2.โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี วงเงิน 64,107.93 ล้านบาท 3.โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) วงเงิน 2,943.81 ล้านบาท 4.โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วงเงิน 28,338.86 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วงเงิน 109,135.91 ล้านบาท 6.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 50,970.63 ล้านบาท&amp;nbsp;7.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 48,125.98 ล้านบาท 8.โครงการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) เส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. วงเงิน 21,975.94 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,608.81 ล้านบาท 10.โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 84,101.84 ล้านบาท 11.โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงิน 5,839.79 บาท และ 12.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (เฉพาะค่าเวนคืนที่ รฟท.ได้รับงบประมาณ วงเงิน 3,570.29 ล้านบาท)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการที่ ครม.อนุมัติแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการมี 8 โครงการ วงเงินรวม 3.69 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม วงเงิน 1,357.04 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 124,958.62 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ วงเงิน 122,067.27 ล้านบาท 4.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงิน 53,489.58 ล้านบาท
5.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,570.40 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 300 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานโยธา 4,073.23 ล้านบาท ค่างานระบบ 2,197.17 ล้านบาท 6.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 10,202.18 ล้านบาท 7.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช วงเงิน 6,645.03 ล้านบาท และ 8.โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก วงเงิน 44,157.76 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ โครงการที่เตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP มี 2 โครงการ วงเงินรวม 2,276.75 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการศูนย์บริการทางหลวงศรีราชา บนมอเตอร์เวย์ สาย 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา วงเงิน 1,683.88 ล้านบาท 2.โครงการสถานที่บริการทางหลวงบางละมุง บนมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด วงเงิน 592 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะนำเสนอ ครม.ในระยะต่อไป จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 81,335.80 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการมอเตอร์เวย์ สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว วงเงิน 33,170.89 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 32,292.40 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 15,818.51 ล้านบาท 4.โครงการศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา ของสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) วงเงิน 54 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนที่สุดแล้ว ก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ชะลอแผนการทั้งหมดที่วางไว้ไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีบ้างในบางโครงการที่ต้องพิจารณาความเหมาะสม ความจำเป็นของโครงการนั้นๆ จึงมองว่าแม้จะเกิดการระบาดของโควิด-19 แต่รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลังจากที่เสียเวลามา 1 ปีจากโควิด-19 ระบาดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เผชิญกับวิกฤติโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดจากโควิด​-19 ด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99859</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, รถไฟฟ้า, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ce0f34323c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สี จิ้นผิง&#039; เยือนเมียนมา ผลักดันเมกะโปรเจ็กต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเริ่มการเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ เพื่อผลักดันข้อตกลงโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มแถบและเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนางอองซาน ซูจี ถ่ายภาพคู่ระหว่างพิธีต้อนรับที่ทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 กล่าวว่า เมียนมาจัดพิธีต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันศุกร์ โดยข่าวซินหัวรายงานว่า ประธานาธิบดีสีกล่าวต่อบรรดาผู้นำเมียนมาระหว่างพิธีต้อนรับว่า เขาเชื่อมั่นว่าการระดมความพยายามร่วมกันระหว่างสองฝ่ายจะทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จและนำความสัมพันธ์ทวิภาคีเข้าสู่ระดับใหม่และยุคสมัยใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีมีกำหนดจะลงนามข้อตกลงโครงการโครงสร้างพื้นที่ฐานขนาดใหญ่หลายฉบับ ที่เป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มแถบและเส้นทาง หรือโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ โดยหัวใจหลักของความร่วมมือระหว่างสองประเทศคือโครงการท่าเรือน้ำลึก ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) มูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ที่เมืองเจ๊าะผิ่ว ในรัฐยะไข่ ที่จะเป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดียสำหรับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในอนาคต จีนยังวางโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมท่าเรือนี้กับเขตอุตสาหกรรมใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การค้าระหว่างจีนกับเมียนมาเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่า 16.8 พันล้านดอลลาร์ และนอกเหนือจากการเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเมียนมาแล้ว จีนยังเป็นผู้ถือหนี้ต่างประเทศของเมียนมารายใหญ่ที่สุด ราว 4 พันล้านดอลลาร์ หรือ 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนที่สีจะมาเยือนเมียนมา นางอองซาน ซูจี เพิ่งเดินทางไปรัฐกะฉิ่นติดชายแดนจีน ซึ่งเป็นการเยือนที่เกิดไม่บ่อยนัก รัฐนี้เป็นที่ตั้งโครงการเขื่อนขนาด 6,000 เมกะวัตต์ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ที่จีนให้ทุนสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้ถูกระงับเมื่อปี 2554 หลังจากมีเสียงวิจารณ์ทั่วประเทศ และถูกมองว่าทำให้สี จิ้นผิง เสียหน้า เพราะสีคือผู้ลงนามสัญญาโครงการนี้เองกับรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อปี 2552 ครั้งที่เขายังเป็นรองประธานาธิบดี คาดว่านักเคลื่อนไหวจะชุมนุมประท้วงที่นครย่างกุ้งในวันเสาร์เพื่อคัดค้านการรื้อฟื้นโครงการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกเหนือจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในทางการเมือง จีนคือพันธมิตรที่คอยอุ้มชูรัฐบาลเมียนมาจากการโดนประชาคมโลกโดดเดี่ยวจากกรณีวิกฤติโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ในบทความที่เผยแพร่ผ่านสื่อทางการเมียนมาสัปดาห์นี้ สีกล่าวว่า จีนสนับสนุนเมียนมาในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและศักดิ์ศรีของชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความริเริ่มแถบและเส้นทาง, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, อองซาน ซูจี, เมกะโปรเจ็กต์, เมียนมา, เยือนพม่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e21bfa108ab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร. ปลื้มรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายกระฉูด 3.1 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สคร. ปลื้มรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่ายกระฉูด 3.1 แสนล้านบาท ขยายตัว 45% จากปีก่อน อานิสงส์ลงทุนโครงการใหญ่คืบต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรงตั้งแต่เดือนม.ค. &amp;ndash; ก.ย 2561 มีจำนวน 3.1 แสนล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 45% เมื่อเทียบกับผลเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 87% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แบ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ แบบปีงบประมาณเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ตั้งแต่เดือนต.ค. 2560 &amp;ndash; ก.ย.2561 จำนวน 1.01 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม และรัฐวิสาหกิจปีปฏิทินเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ตั้งแต่เดือนม.ค. &amp;ndash; ก.ย. 2561 จำนวน 2.27 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 98% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนใหญ่มาจากรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 และโครงการขยายระบบไฟฟ้า ระยะที่ 12 &amp;nbsp;ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต &amp;ndash; สะพานใหม่ - คูคต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โครงการพัฒนาระบบสายส่งจำหน่ายระยะที่ 1 และโครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ 9 ส่วนที่ 1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 ปี 2560 &amp;ndash; 2564 ของการไฟฟ้านครหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คาดว่ารัฐวิสาหกิจปีปฏิทินจะสามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยประมาณการว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนที่เหลือได้สูงสุดถึง 90% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งปี ภายสิ้นเดือนธ.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงทุนของรัฐวิสาหกิจยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สคร. จึงยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการลงทุนและเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในไตรมาส 4/2561 โดยได้เร่งรัดรัฐวิสาหกิจให้เบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำกับดูแลการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งกำชับให้รัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในระยะเวลาที่เหลือของปี 2561 ที่เหลืออีก 3 เดือน ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21434</URL_LINK>
                <HASHTAG>การลงทุนภาครัฐ, การเบิกจ่าย, ประภาศ คงเอียด, รัฐวิสาหกิจ, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21258</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2018 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาคมยันเมกะโปรเจ็กต์ 2 ล้านล้านไม่แท้งแม้เปลี่ยนรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อาคม&amp;quot; ยันเมกะโปรเจ็กต์ 2 ล้านล้านไม่มีแท้ง เดินต่อฉลุยแม้เปลี่ยนรัฐบาล แจงแนวทางลงทุนแก้เกมเพดานหนี้สาธารณะ รฟม.เผยยอดคนใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินต่ำกว่าเป้า 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีความเป็นห่วงว่ายุทธศาสตร์คมนาคมขนส่งปี ‭2558-2565‬ วงเงิน 2 ล้านล้านบาทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะไม่ราบรื่นต่อเนื่องหรือถูกล้มเลิกโครงการเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลยืนยันว่ากรอบยุทธศาสตร์ 20 ปีเป็นกรอบนำทางซึ่งวันนี้ได้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ต้องมีกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปีที่กำกับการทำงานของรัฐบาลในทุกรัฐบาล ซึ่งแผนยุทธศาสตร์นี้จะเป็นแผนทอนเป็นรองลงมา เช่นโครงการรถไฟทางคู่ เฟส1,2และ3 ซึ่ง เฟสที่2 จะเร่งดำเนินในเรื่องของการเห็นชอบและอนุมัติให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากนั้นนะเป็นกระบวนการออกทีโออาร์และเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป และมีบางโครงการที่ขณะนี้มีการทยอยประมูลและก่อสร้างไปบ้างแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีเรื่องความเป็นห่วงตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศที่ค่อนข้างสูง รวมถึงงบประมาณที่จำกัดจนอาจกระทบแผนลงทุนนั้น &amp;nbsp;ขณะนี้มีการส่งเสริมให้เกิดการระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน(TFF) นอกจากนี้ยังมีอีกรูปแบบคือให้เอกชนร่วมลงทุน จึงจะเห็นว่าโครงการที่ทยอยดำเนินการขณะนี้ 100% &amp;nbsp; มีการลงทุนไม่ผ่านระบบงบประมาณ เพราะใช้วิธีการระดมทุนในตลาด แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนก็ยังมีในส่วนของภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบคือการเวนคืน เนื่องจากเอกชนไม่มีอำนาจในการเวนคืนและจัดกรรมสิทธ์ที่ดินเรื่องนี้ก็ต้องใช้อำนวจของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันว่าแผนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า10เส้นทาง ในเขตกรุงเทพ ตอนนี้เกือบครบหมดแล้ว เหลือเพียงสายสีส้มตะวันตก วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท และสายสีแดง(มิสซิ่งลิ้งค์) วงเงินราว 4 หมื่นล้านบาท จะนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้ นอกจากนี้ได้เตรียมแผนมาสเตอร์แพลนรถไฟฟ้า เฟส 2 ไว้สำหรับรัฐบาลชุดต่อๆไป เนื่องจากโครงข่ายการเติบโตของเมืองไม่รอโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นเมืองต่างๆเติบโตเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร เมื่อโครงข่ายไม่พอเราต้องเติมให้เพียงพอ หรือกรณีที่มีรถไฟฟ้าขัดข้อง ผู้โดยสารสามารถเลือกเส้นทางโดยการเปลี่ยนแนวอื่นได้&amp;quot;นายอาคมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบัตรโดยสาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)กล่าวว่า ปัจจุบันความนิยมการใช้รถไฟฟ้าแค่ 5% ที่เหลือ 57%รถส่วนบุคคล และ36% ยังใช้รถเมล์ ดังนั้นผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าอยู่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เช่นสายสีน้ำเงินผู้โดยสารต้องใช้บริการ 7-8 แสนคน แต่ปัจจุบันใช้บริการแค่ 3แสนคน ถือว่าต่ำกว่าเป้ามากกว่า 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ดังนั้นเส้นทางใหม่ๆที่กำลังก่อสร้าง จะต้องจัดการผังเมืองและจัดทำฟีดเดอร์เพื่อให้ดึงประชาชนมาใช้บริการ ให้ได้ ขณะเดียวกันการก่อสร้างรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด อาจไม่จำเป็นในทุกเส้นทาง ต้องดูบริบทของเมืองเนื่องจากรถไฟค่าก่อสร้่างสูง โดยดูว่าจังหวัดที่เหมาะสมคือภูเก็ต ด้วยเพราะมีนักท่องเที่ยวถึงปีละ 40 ล้านคน&amp;quot;นายสมประสงค์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21258</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เปลี่ยนรัฐบาล, เมกะโปรเจ็กต์, เมกะโปรเจ็กต์ 2 ล้านล้านไม่มีแท้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181023/image_big_5bce8dfa86e08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เยียวยาหลังพัฒนาอีอีซี ภารกิจจัดการปัญหาท้องถิ่น( สถานีอีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยียวยาหลังพัฒนาอีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภารกิจจัดการปัญหาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โครงการพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ถือว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของประเทศชาติในยุคปัจจุบันนี้ เพราะนอกจากจะเป็นการพัฒนาพื้นที่แล้ว ยังช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ สินค้า การลงทุน บุคลากร อาชี การศึกษา และอีกหลาย ๆ ด้านให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน ทั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประเทศ ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เกิดอีอีซีอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดให้กลายเป็นโครงการต้นแบบของไทยให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จึงไม่แปลกที่อีอีซี จะได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่ฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว แต่ก็ยังมีเอกชนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย สถานบันวิจัย สถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรขนาดย่อมอีกหลายแห่ง ที่มั่นใจ และพร้อมก้าวไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า อีอีซี ไม่ใช่แค่พัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง แต่พัฒนาทุก ๆ อย่างยึดโยงกัน จึงต้องการผู้ที่เข้ามาดูแลจากหลาย ๆ หน่วยงานเช่นกัน อย่างที่ผ่านมาชัดเจนก็คือ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่รับหน้าที่หลักจะเข้ามาเป็นแกนนำในการพัฒนาเรื่องอีอีซี เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลคอบคลุมเรื่องการลงทุน รูปแบบอุตสาหกรรม การสนับสนุน และกำกับ ติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้ามามีบทบาท อย่างเช่น กระทรวงการคลัง ที่จะต้องทำการพิจารณางบประมาณ หรือโครงการที่ต้องใช้งบ ซึ่งเป็นหน้าที่หลังของกระทรวงอยู่และ กระทรวงพลังงาน ที่จะต้องวางแผนจัดการการใช้พลังงานในพื้นที่ และกำกับไม่ให้เกิดความซับซ้อน และสนับสนุนให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน หรือหน่วยงานอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เข้าไปร่วมการพัฒนาอีอีซี ทั้งนี้ ก็มีอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ในการที่จะเข้าไปดูแลกำกับ และส่งเสริมทำให้การพัฒนาพื้นที่ดำเนินไปอย่างมีศักยภาพที่ดี นั่งก็คือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ภายใต้กำกับกระทรวงมหาดไทย ที่ก็มีบทบาทจะเข้ามาสนับสนุนอีอีซีอีกหน่วยงานหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยพันธกิจหลักของกรมฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นการเข้าไปดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งผู้ที่จะมาให้ข้อมูลความร่วมมือของ สถ. ได้อย่างละเอียด ก็คงต้องเป็นคนที่ควบคุมดูแลหน่วยงานอย่างเช่น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เพียงผู้เดียว ถึงจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้มข้นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มุมมองการพัฒนาอีอีซี ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนตัวเห็นว่าโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ดีอยู่แล้ว เพราะภาครัฐเองก็ต้องมีการศึกษาออกมาแล้วว่ามีความเหมาะสม ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่ได้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้าไปเพิ่มก็จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศได้ อย่างเช่นในเรื่องของการขนส่ง ก็มีทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ และยังเป็นจุดที่ใกล้พอที่จะรองรับการกระจายตัวของเศรษฐกิจของเมืองหลักอย่างกรุงเทพมหานครได้ด้วย ซึ่งบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนก็ไม่น่ามีปัญหาแครงใจมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภารกิจหลักของกรมฯ ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีหน้าที่กำกับดูแลคล้ายกันกับการเข้าไปดูแลในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงคนในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก หนึ่งคือต้องตอบคำถามให้ได้ว่าหากมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวแล้ว คนในท้องถิ่นจะได้อะไรบ้าง และหากในอนาคตพื้นที่ได้รับความนิยม มีการแห่แหนเข้าไปทำธุรกิจกันมากขึ้น มีปริมาณคนเข้าไปในพื้นที่เยอะขึ้น ทั้งต่างชาติ ต่างด้าว แรงงานไทยเองด้วย จะมีการจัดการและบริหารอย่างไร รวมถึงด้านการพัฒนาถนน ทางเดินรถ เพื่อให้สะดวกต่อการคมนาคมจะต้องมีการวางแนวทางไปอย่างไรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ทางกรมจะต้องคิดแนวทางต่าง ๆ ดังกล่าวออกมาเพื่อเตรียมนำเสนอรัฐบาลในการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ โดยในเรื่องดูแลคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าวที่เข้าไปทำงานในพื้นที่นั้น ก็ต้องดูสิทธิ์สนับสนุนในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นทั้งเรื่องของการรักษาพยาบาล การให้สิทธิ์ลูกหลายได้เรียนโรงเรียนในพื้นที่ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน อาหาร ต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ในอนาคตคนจะเข้าไปในพื้นที่เพิ่มอีกเป็นแสน เป็นล้านคน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคจะต้องเตรียมให้พร้อม สนามบินหรือระบบคมนาคมก็ต้องสะดวกสบาย รวมถึงอุตสาหกรรมภาคบริการที่จะสามารถผลิตบุคลากรให้ทันใช้งานในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันถ้าจะให้ท้องถิ่นได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น การศึกษาก็ต้องเข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอนาคต ทั้งคน แรงงาน โดยอาศัยความร่วมมือจาก &amp;rdquo;ประชารัฐ&amp;rdquo; ให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาสามารถเข้าไปพัฒนาเด็ก และคนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ เพื่อรองรับความเจริญในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จุดยุทธศาสตร์อีอีซี ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่อีอีซี เป็นพื้นที่ที่ติดขอบชายแดน ส่งผลให้เป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นที่สุด เพราะธุรกิจและกิจการที่อยู่ในพื้นที่ก็สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสะดวก รวมถึงส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียงได้ด้วย แต่สิ่งที่ต้องคิดต้องทำต่อจากนี้คือ การทำการศึกษาตลาด และความต้องการของลูกค้า ว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้การผลิตสินค้าและส่งออกเป็นไปได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แต่ในอีอีซีเองก็ยังมีผลกระทบเช่นกันถึงจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะต้องมีคนเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรถูกใช้ไปมากขึ้น ความปลอดภัยก็จะลดลง ขยะเพิ่ม น้ำเน่าเสียเพิ่ม อากาศแย่ลง หรือแม้แต่กระทั่งราคาอาหารและค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา ซึ่งในส่วนนี้เองก็เป็นการบ้านที่รัฐบาลจะต้องคิด และร่วมมือกับส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือและควบคุมดูแล ต้องมีการนำข้อกฎหมายมากำหนดใช้ให้เข้มข้นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราเป็นห่วงความรู้สึกของคนนพื้นที่มากที่สุด หากการเข้าไปใช้พื้นที่ของรัฐบาลแต่ไม่สามารถสร้างความสุขและความพึงพอใจให้กับคนในพื้นที่ได้ ก็จะไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งรัฐก็จะมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือการทำให้คนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุด หลังจากการคนพวกนั้นอนุญาติให้เข้าไปใช้ศักยภาพของพื้นที่และใช้สิ่งแวดล้อมของพื้นที่เพื่อพัฒนาอีอีซี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ต้องยอมรับว่าเมื่อมีการเติบโตของชุมชน สิ่งที่จะตามมาก็คือขยะ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทางกรมก็มีแผนออกมารองรับเบื้องต้นแล้ว ในขณะที่อีอีซียังไม่สมบูรณ์ 100% ซึ่งต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกที่ดี สร้างวินัย พัฒนาคนในพื้นที่ให้รู้จักวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยยึดอาศัยหลักการ 3R หรือ Reduce(รีดิวซ์) คือการลดการใช้ การบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง Reuse (รียูส) คือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาใช้ซ้ำ และ Recycle(รีไซเคิล) เป็นการนำหรือเลือกใช้ทรัพยกรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการลดทรัพยากรธรรมชาติที่จะต้องนำมาผลิตเป็นการนำของที่มีอยู่แล้วมารีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากคนในท้องถิ่น ซึ่งภายในปี 2562 นี้ ทางกรมจะร่วมมือกับท่องถิ่น และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) ในการเร่งเครื่องให้มีการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจัดทำถังขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อให้เป็นการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาจจะมีโครงการที่จูงในให้เข้าร่วมอย่างการมอบรางวัล หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในสมัยอดีตยังไม่มีการจัดกการหรือวิธีการกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียงการฝังกลบ เผา หรือกองทิ้ง จึงสร้างปัญหาให้กับพื้นที่ คนในชุมชน และสภาพแวดล้อมที่ถูกเบียดเบียนจากขยะ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันนี้มีการกำจัดขยะในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยวิธีที่มีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ และรายได้ให้เพิ่มขึ้นจากขยะ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ หรือโรงกำจัดขยะเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งในอนาคตจะเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะเป็นการบริหารจัดการขยะที่ปลายทางที่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดการลงทุนในประเทศเพื่อขึ้นอีกด้วย ซึ่งปัญหาขยะนั้น ไม่ใช่จะมีแต่ในพื้นที่อีอีซี แต่ยังครอบคลุมไปพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;324 ภูเขาขยะ จากทั้งหมด 76 จังหวัดที่เป็นปัญหาให้กับพื้นที่นั่น ๆ อยู่ตอนนี้ เพราะเป็นขยะที่ถูกสะสมมานาน วิธีการเดิม ๆ คือการเผา ก็จะมีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้หมด ซึ่งก็ไม่มีใครออกมาให้คำตอบได้ เพราะหากต้องเผาก็จะต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ แต่ทำไมเมื่อจะเผาแล้ว ไม่นำขยะที่พอจะสร้างคุณค่าได้มาพัฒนาตามวิธีการของโรงไฟฟ้าขยะ ภูเขาขยะทั่วประเทศทั้งหมด หากเปลี่ยนเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจะได้อยู่ที่ 800 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นกำลังไฟฟ้าที่สูง เมื่อเทียบกับปัญหาขยะที่จะลดลงไป และภายใน 3 ปี คนในพื้นที่นั่น ๆ จะไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่รบกวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยในการวางนโยบายนั้น จะต้องเอาข้อมูลของภูเขาขยะทั้งหมดไปศึกษา เพื่อกำหนดจุดตั้งโรงงาน และเปิดจุดรับซื้อไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน และไม่ต้องกลัวที่จะไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะขยะเกิดขึ้นทุกวัน ในส่วนของเอกชนเองหากจะเข้ามาลงทุนแล้ว ก็ต้องวางแผนมาก่อนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ มีการการันตีระยะยาวว่าจะสามารถทำได้ในรูปแบบใด ระยะเวลาเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีนโยบาย แต่ไม่ควรกำหนดระยะเวลา ว่าจะต้องเกิดเมื่อไหร่ เพราะเราต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งในทางปฏิบัติเองก็ยอมรับว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าเรื่องนี้ไม่เคยมีใครคิดให้เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นกฏระเบียบจึงไม่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราไม่เคยมีใครคิดว่าจะบริการจัดการขยะอย่างไรในยุคก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่ในยุคของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผลักดันให้เรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แต่เรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนจึงมีแต่อุปสรรค กว่าจะดำเนินการวางกฎระเบียบ แก้ไขกฎหมายให้ออกมาได้ ก็ใช้เวลานานหลายปี เพราะเราเป็นประเทศที่รัฐบาลกลางเข้มแข็ง กฎหมายหรือการทำงานร่วมกับเอกชนจึงถูกจำกัดมาโดยตลอด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเมื่อกฎหมายการจัดการขยะแล้วเสร็จเมื่อปี 2560 ก็สามารถดำเนินการมาได้ไม่นาน ก็ยังมามาติดมุมมองของคนที่ยกร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) อีก เพราะว่าโรงกำจัดขยะ มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าออกมาด้วย เลยต้องถูกบัญญัติลงไปในแผนพีดีพี แต่เพราะนโยบายของประเทศไทย จะให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่างเช่นก๊าซธรรมชาติ น้ำ แต่รับนโยบายไฟฟ้าจากขยะยังน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงจะมองว่าพลังงานหลักจะมีความปลอดภัยกว่า แต่ก็ต้องชี้ให้เห็นว่าการกำจัดขยะ ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม โลกร้อน โรคระบายที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ และพัฒนาชีวิตการเป็นอยู่ของคน และที่สำคัญที่สุดคือแก้ทางตัน เนื่องจากประเทศไทยไม่มีพื้นที่จะไปขยายเพื่อรองรับขยะแล้ว จึงเกิดปัญหาคนประท้วงตามบ่อขยะอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ทิ้งมานาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ไหว คนมีความคาดหวังสูงก็จะไม่อยากยอมรับอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21016</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงอุตสาหกรรม, ชุมชน, อีอีซี, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd8126a1b43f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 22:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอมีเงินก่อน &#039;มหาเธร์&#039; ยืนยันพับเมกะโปรเจ็กต์กู้ทุนจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ยืนยันระหว่างการเยือนจีนวันสุดท้ายเมื่อวันอังคารว่า มาเลเซียจะระงับเมกะโปรเจ็กต์สร้างทางรถไฟเชื่อมชายแดนไทยและโครงการท่อส่งน้ำมัน มูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทุนส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมจีนไว้จนกว่ามาเลเซียจะมีเงินมากพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด (กลาง) ขณะประชุมร่วมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน (ไม่ปรากฏในภาพ) เมื่อวันจันทร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมาเลเซียเมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเยือนจีนนาน 5 วัน ว่าเขาได้อธิบายให้บรรดาผู้นำรัฐบาลจีนเข้าใจเหตุผลที่มาเลเซียต้องระงับโครงการเส้นทางรถไฟชายฝั่งตะวันออก (อีซีอาร์แอล) โดยโครงการนี้จะพักไว้ก่อนจนกว่ามาเลเซียจะมีเงินมากพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินมากเหลือเกิน ซึ่งเราไม่มีจ่าย ไม่มีใช้หนี้ และมาเลเซียก็ไม่ได้ต้องการโครงการเหล่านี้ในเวลานี้ด้วย ปัญหาของเราคือจะแก้ปัญหาการขาดดุลการเงินอย่างไร&amp;quot; คำชี้แจงของมหาเธร์ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า รัฐบาลของเขากำลังพยายามลดหนี้ของประเทศซึ่งสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 8.26 ล้านล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านหลู่กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยอมรับว่า ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศมักนำไปสู่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนมองสัมพันธภาพระหว่างสองประเทศด้วยมุมมองในระยะยาว และจะแก้ปัญหานี้ผ่านการสานเสวนาและเจรจาต่อรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาเธร์กล่าวไว้ภายหลังพบกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียงของจีนเมื่อวันจันทร์ว่า เขาเชื่อว่าจีนจะช่วยเหลือมาเลเซียแก้ปัญหางบประมาณของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (ขวา) ประชุมกันที่เรือนรับรองเตียวหยูไถ่ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันจันทร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 727,400 ล้านบาทที่มหาเธร์สั่งระงับไว้ก่อน นอกจากเส้นทางรถไฟชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซียที่เชื่อมกับชายแดนภาคใต้ของไทยและกรุงกัวลาลัมเปอร์แล้ว ยังรวมถึงโครงการท่อส่งน้ำมัน 2 สาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการแรกมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 654,338 ล้านบาท) มาเลเซียทำสัญญาไว้กับไชน่าคอมมิวนิเคชันส์คอนสตรักชัน ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ทุนโครงการเกือบทั้งหมดเป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการท่อส่งน้ำมัน 2 สายนั้น สายหนึ่งอยู่ในรัฐซาบาห์บนเกาะบอร์เนียว และอีกสายเชื่อมรัฐมะละกากับรัฐเกดะห์ กระทรวงการคลังมาเลเซียเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า มาเลเซียได้จ่ายเงิน 88% ของทุนสร้างที่มีมูลค่า 2.32 พันล้านดอลลาร์ (ราว 75,887 ล้านบาท) แก่บริษัทก่อสร้างของจีนแล้ว แต่งานกลับทำไปได้แค่ 13% มหาเธร์กล่าวว่ามาเลเซียไม่เห็นถึงความจำเป็นของโครงการนี้ จึงต้องยกเลิกหรือระงับไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนพฤษภาคม มหาเธร์ก็เคยสั่งระงับแผนรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกับสิงคโปร์มาแล้ว อ้างว่าใช้เงินมากไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15897</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, มหาเธร์ โมฮัมหมัด, มาเลเซีย, เมกะโปรเจ็กต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c1e0d7116b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
