<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่อนคลายกักตัว  3พื้นที่&quot;ภูเก็ต สมุย เชียงคาน&quot;กรณีจัดงานอีเว้นต์ใหญ่ ประกวดนางงาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25มี.ค.64-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สาธิตกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับรูปแบบสถานกักกันผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และการผ่อนคลายกิจกรรมในสถานกักกันตามที่ ศบค.กำหนด เพื่อรองรับการเปิดประเทศ ทั้งสถานกักกันทางเลือก (Alternative Quarantine) ที่ให้ผู้กักตัวใช้ห้องฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้สระว่ายน้ำ ปั่นจักรยานในพื้นที่ปิด และสถานกักกันในกิจการเพื่อสุขภาพที่ให้มีกิจกรรมในห้องจัดกิจกรรม ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในที่พัก การประชุมทางธุรกิจ การจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ หรือประกวดนางงาม เป็นต้น โดยมอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจัดทำหลักเกณฑ์และข้อกำหนดกลางมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานรองรับต่อไป รวมทั้งเห็นชอบหลักการรูปแบบการท่องเที่ยว Sand Box ในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว 3 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเชียงคาน จ.เลย ภายใต้เงื่อนไขการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวภายในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) จากการทำประชาพิจารณ์ นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่จะต้องได้รับวัคซีนโควิด 19 แล้ว มีมาตรการควบคุมการเข้าออกพื้นที่ มีระบบติดตามตัว และมีความพร้อมด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97281</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเชียงคาน จ.เลย, เมดิคัลฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c7376150e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอหนุนอุตสาหกรรมการแพทย์เต็มสูบดันไทยสู่เมดิเคิลฮับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ธ.ค. 2563 นางสาวดวงใจ &amp;nbsp;อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมบริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และบริษัท แนบโซลูท จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ ว่า เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ทั้งยังเป็นกิจการที่สร้างฐานความรู้ให้แก่สังคมไทยโดยหลังจากนี้บีโอไอมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ และยา (เมดิเคิล ฮับ) ซึ่งครอบคลุมถึงด้านเครื่องมือแพทย์ และการบริการ ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์เฉพาะทาง ซึ่งหลังจากนี้อาจจะต้องมีการไปเพิ่มเงื่อนไขในแต่ละประเภทให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อให้เกิดการสนับสนุนการดึงดูดการลงทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวดวงใจ กล่าวถึงบริษัท ใบยาฯ ว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการส่งเสริมการงทุนจากบีโอไอในกิจการเทคโนโลยีชีวภาพ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตที่ใช้เซลล์พืช เงินลงทุน 3.94 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยเป็นโครงการผลิตโปรตีนตัดแต่งจากการใช้ใบยาสูบ เพื่อเป็นแหล่งผลิตโปรตีนแบบชั่วคราว ถือเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ใช้ใบยาสูบในการเพาะเลี้ยงโปรตีน ตัดแต่งที่มียีนเป้าหมาย จากนั้นจึงสกัดโปรตีนที่ได้ ออกจากใบของต้นยาสูบ และทำให้บริสุทธิ์ เพื่อจำหน่ายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ บริษัท แนบโซลูท จำกัด เป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน ได้รับส่งเสริมในกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เงินลงทุน 3.46 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการให้บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ 2 เรื่อง คือ 1.การทดสอบประสิทธิภาพของชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ในการป้องกันเชื้อไวรัส โดยวิธีทดสอบการทะลุผ่านของเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถทำการทดสอบได้ทั้งในรูปแบบตัวอย่างผ้าของชุด PPE หรือทดสอบทั้งชุด PPE และ2.การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง ยา สารสกัด และสารออกฤทธิ์ เป็นต้น โดยใช้เทคนิคเซลล์เพาะเลี้ยง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวสุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่าล่าสุดบริษัทได้ใช้โปรตีนที่สกัดได้จากใบยาสูบ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความคืบหน้าล่าสุดคือได้พัฒนาวัคซีนดังกล่าวและเตรียมทดสอบใช้กับมนุษย์ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในกลางปี 2564 และถ้าได้ผลจะถือว่าเป็นวัคซีนของคนไทย 100% และจะสามารถกระจายให้ใช้ได้กับคนไทยในประเทศภายในช่วงปลายปี 64 หรือต้นปี 65 ซึ่งคาดว่าราคาที่ตั้งไว้ไม่น่าจะเกิดเกณฑ์ที่ผู้ผลิตหลายเจ้ากำหนด หรือประมาณ 500 บาทต่อ 1 โดส หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากวัตถุดิบของบริษัททำมาจากพืช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมลงทุนพัฒนาพื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิตวัคซีนดังกล่าว โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันกำลังกาพันธมิตรในการร่วมมืออยู่ โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่รวบรวมการวิจัยและพัฒนาแล้ว ทั้งนี้บริษัทเตรียมดำเนินการพัฒนายารักษาโรคโควิด-19 เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับวัคซีน โดยปัจจุบันต้องรอสัตว์ทดลองที่สั่งจากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาทดลองยาตัวดังกล่าว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปีหน้าเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของกิจการเทคโนโลยีชีวภาพนี้ ตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้ว จำนวน 51 โครงการ เงินลงทุน 25,449 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 20 โครงการ สำหรับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์นั้น ตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,918 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 10 โครงการ &amp;nbsp;ซึ่งยังถือว่าไม่มากนัก แต่เราจะโตไปพร้อมกัน และบีโอไอพร้อมสนับสนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์นับรวม ทุกประเภทกิจการที่อยู่ภายใต้หมวดนี้ จากสถิติตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 129 โครงการ เงินลงทุนรวม 30,887 ล้านบาท จากสถิติที่ผ่านมาในอดีตจะพบว่า กิจการในกลุ่มการแพทย์ มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเฉลี่ยปีละ 30 กว่าโครงการ แต่มียอดพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 60 โครงการภายในระยะเวลา 9 เดือนของปี 2563 นี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85690</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, อุตสาหกรรมการแพทย์, เมดิคัลฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f08da9a88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2018 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.เมดิคัลฮับ ออกกฎต่างชาติที่มาพำนักรักษาตัวชั่วคราวที่ทำประกันสุขภาพ จะได้Long staty visa วีซ่า 1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23ธ.ค.61-คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) เห็นชอบ ปรับปรุงหลักเกณฑ์กรณีชาวต่างชาติพำนักอยู่ชั่วคราวระยะ1 ปี (Non-immigrant Visa O-A) ต้องทำประกันสุขภาพ ภาคบังคับ ภายใต้ พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์กิตติศักดิ์ &amp;nbsp;กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้เป็นประธานร่วมกับ นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะปรับปรุงเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การขอรับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวสำหรับกรณี Long stay visa 1 ปี (Non-immigrant Visa O-A) กำหนดต้องมีการประกันสุขภาพของไทยคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่พำนักให้ราชอาณาจักร จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยนอกไม่น้อยกว่า 40,000 บาท กรณีผู้ป่วยในไม่น้อยกว่า 400,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่มีประกันสุขภาพของต่างประเทศ ที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยไม่น้อยกว่าที่กำหนด จะได้รับการยกเว้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพของไทย และสามารถนำมาใช้แสดงประกอบการขอรับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวได้โดยอนุโลม โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย จะร่วมกันกำหนดแนวทางการตรวจสอบเอกสารการประกันของต่างประเทศ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณากำหนดเป็นนโยบายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ Long Stay Visa 1 ปี เป็นการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศไทย ซึ่งจะเกิดผลดีในด้านค่ารักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24878</URL_LINK>
                <HASHTAG>long stay visa1ปี, Non-immigrant Visa O-A, คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub), ต้องทำประกันสุขภาพ ภาคบังคับ ภายใต้ พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522, เมดิคัลฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181223/image_big_5c1f5d83a2f58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
