<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ต.ลงมติ 8 ต่อ 7 ไม่เห็นชอบ &#039;ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&#039; ดำรงตำแหน่ง &#039;ผู้พิพากษาอาวุโส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา &amp;nbsp;สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)ครั้งที่ 23/2564 &amp;nbsp;โดยมีวาระน่าสนใจเรื่องการผ่าน นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ช่วยทำงานผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปดำรงตำเเหน่งผู้พิพากษาอาวุโส วาระ 1 ต.ค.หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนมีการลงมตินางเมทินี ประธานศาลฎีกาได้ออกจากที่ประชุมเนื่องจากก่อนหน้านี้เคยถูกนายปรเมษฐ์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ (ยกฟ้องไปเเล้ว) โดยมี นางวาสนา หงส์เจริญ &amp;nbsp;รองประธานศาลฎีกาดำเนินการเป็นประธานที่ประชุมเเทนชั่วคราว ผลการลงมติครั้งเเรกก.ต.มีมติ 7 ต่อ 7 เสียงทำให้ประธานในที่ประชุมต้องลงมติชี้ขาด ไม่เห็นชอบ 8 ต่อ 7 ให้ดำรงตำเเหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับนายปรเมษฐ์ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนร้ายเเรง กรณีถูกกล่าวหาว่าเเทรกเเซงคดีในศาลอาญาคดีทุจริต เเละประพฤติมิชอบภาค 1 ซึ่งมีทั้งโจทก์เเละจำเลยเป็นข้าราชการระดับสูงในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612339a1d50af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องกรณี &#039;ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&#039; ยื่นฟ้องปธ.ศาลฎีกา ประพฤติมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลยุติธรรม ว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาในคดีแดงที่ 90/2564 ในคดีที่ นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อดีตอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาและประธานคณะกรรมการตุลาการเป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ตามป.อาญามาตรา 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อครั้งที่โจทก์ เป็นอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 จำเลยซึ่งเป็นประธานศาลฎีกาได้ออกคำสั่งที่ 333/2564 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้สอบสวนเรื่องที่โจทก์ถูกร้องเรียนว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีอาญาเรื่องหนึ่งของศาลอาญาคดีทุจริตภาค1 ระหว่างนั้นประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์ไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามมา &amp;nbsp;ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ตามประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นกรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ.2544 ข้อ 11 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าเมื่อได้รับรายงานผลการสอบสวนในชั้นต้นแล้ว หากประธานศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือดำเนินการเพื่อให้มีคำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนั้นเมื่อมีรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้นยืนยันว่า การกระทำของโจทก์มีพฤติการณ์เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาขาดความเป็นอิสระ เพื่อให้โจทก์ได้เปรียบในผลแห่งคดีอันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับโจทก์ ซึ่งถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการอันมีลักษณะต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงมีอำนาจที่จะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ได้ สำนักงานศาลยุติธรรมยังยืนยันว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการดำเนินการโดยชอบตามกฎหมาย ดังนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์จึงไม่ใช่การใช้อำนาจโดยมิชอบตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์กรณีถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยร้ายแรงของจำเลยตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 415/2564 ตลอดจนการที่จำเลยมีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 371/2564 ให้โจทก์ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบดำเนินการตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ตลอดจนวิธีการสอบสวนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คดีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, ศาลฎีกา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bc6790bf28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง &#039;ปิยกุล บุญเพิ่ม&#039; ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม ข้าราชการตุลาการ ตำแหน่ง ประธานศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกา แทนนางเมทินี ชโลธร ที่จะพ้นจากตำแหน่งประธานศาลฎีกา ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุลาการ, ประธานศาลฎีกา, ปิยกุล บุญเพิ่ม, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7cd127b86d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานศาลฎีกา ออกสารถึงตุลาการข้าราชการศาลยุติธรรม คำนึงถึงความปลอดภัยประชาชนจากโควิดเป็นสำคัญ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.64 - นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้ออกสารประธานศาลฎีกา มีใจความว่า ท่านผู้พิพากษา ข้าราชการและบุคลากรในศาลยุติธรรมทุกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่และผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในแต่ละวันบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานอย่างหนักต่อเนื่องยาวนานด้วยความเสียสละเพื่อรักษาชีวิตและดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนสถานการณ์นี้ไม่เพียงเป็นปัญหาในทางสุขอนามัยเท่านั้น &amp;nbsp;แต่ยังก่อให้เกิดปัญหานานัปการทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม การศึกษา ประชาชนจำนวนมากไม่อาจประกอบอาชีพได้ตามปกติขาดรายได้มาจุนเจือครอบครัวทั้งความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังบั่นทอนกำลังใจของผู้คน ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตประจำวันว่าจะสามารถใช้ชีวิตไปได้ด้วยความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดียอมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญปัญหา ในการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากปกติแล้วในแต่ละวัน จะมีคู่ความและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาใช้บริการในศาลจำนวนมาก แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศาลยุติธรรมจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อทำงานในวิถีใหม่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้มาติดต่อราชการและบุคลากรของศาลยุติธรรมเป็นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ในช่วงต้นของสถานการณ์การแพร่ระบาดจึงได้มีการนำมาตรการเลื่อนคดีส่วนใหญ่มาใช้ &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตามการเลื่อนคดีออกไปโดยไม่ทราบระยะเวลาสิ้นสุด ย่อมทำให้คดีล่าช้าส่งผลกระทบต่อคู่ความโดยเฉพาะคดีอาญาที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างพิจารณา จึงได้มีการนำวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อให้คดีบางส่วนสามารถดำเนินไปได้โดยปลอดภัยแก่ทุกฝ่าย ทั้งได้ออกคำแนะนำตลอดจนระเบียบราชการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้พิพากษาในอันที่จะเป็นคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้องแม้อยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดิฉันได้มอบหมายให้สำนักงานศาลยุติธรรมเร่งดำเนินการสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานในวิถีใหม่สามารถดำเนินไปได้โดยราบรื่น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากท่านผู้พิพากษา ข้าราชการและบุคลากรของศาลในยุติธรรมทั่วประเทศ และด้วยจิตสำนึกของความรับผิดชอบต่อประชาชนความเสียสละและความตระหนักต่อภาระหน้าที่ศาลยุติธรรมทุกแห่งจึงสามารถบริหารจัดการคดีไปได้ตามสมควรแก่สภาวการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดิฉันขอขอบคุณท่านผู้พิพากษาข้าราชการและบุคลากรในศาลยุติธรรมทุกท่านที่ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เต็มกำลังความสามารถเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีแม้ส่วนหนึ่งจะยังคงมีความกังวลใจในความปลอดภัย อันแสดงให้เห็นถึงความสำนึกในหน้าที่และความเสียสละของทุกท่านเพื่อให้ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ด้วยสถานการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะมีการแพร่ระบาดของโรครุนแรงขึ้นและยาวนานกว่าที่คาดไว้ ดิฉันจึงอยากเน้นย้ำให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและบุคลากรในศาลยุติธรรมยิ่งขึ้น พึงให้ความเมตตาห่วงใยและเข้าใจในความรู้สึกของประชาชน ที่ต้องเสี่ยงต่อความปลอดภัยเมื่อมาที่ศาลเป็นสำคัญ หากไม่สามารถพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่อาจพิจารณาคดีโดยวิธีอื่นได้ด้วยความปลอดภัยอย่างแท้จริง ก็พึงเลื่อนคดีออกไปก่อนเพื่อมิให้เกิดความสูญเสียใด ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ทุกท่านดำเนินชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท รักษาระยะห่าง ทางสังคมปฏิบัติตามข้อแนะนำทางการแพทย์ เช่นนี้เราทุกคนก็จะสามารถผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ด้วยกัน หากท่านมีปัญหาข้อขัดข้องหรือความกังวลใด ๆ ดิฉันพร้อมรับฟังและหาหนทางแก้ไขให้อย่างสุดกำลังความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในท้ายที่สุดดิฉันขอส่งกำลังใจและความปรารถนาดีมายังทุกท่านด้วยความเชื่อมั่นว่าความตั้งใจดีความเสียสละและความห่วงใยซึ่งกันและกันนี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านผู้พิพากษาข้าราชการและบุคลากรในศาลยุติธรรมทุกท่านมีพลังกายพลังใจที่เข้มแข็งในการทำงานและการดำเนินชีวิตแล้วเราจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109154</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, เมทินี ชโลธร, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e80450760ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ต.มีมติ 9 ต่อ 6 ไม่พักราชการ &#039;ปรเมษฐ์&#039; อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 ถูกกล่าวหาเเทรกเเซงพิจารณาคดี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการครั้งที่ 14/2564 โดยมีการพิจารณา เเละมติที่น่าสนใจดังนี้
&amp;nbsp;
โดยที่ประชุมมีมติตามที่มีการเสนอให้พักราชการนาย ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค1 &amp;nbsp;ที่ถูกย้ายช่วยราชการในตำเเหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1ระหว่างสอบสวน ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543มาตรา 74 เมื่อข้าราชการตุลาการผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูก ตั้งกรรมการสอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถ้า ก.ต. เห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือ พิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้พักราชการก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ ก.ต.เคยมีมติว่ากรณีที่เป็นวินัยร้ายเเรงให้ส่งให้ ก.ต.พิจารณาในเรื่องการสั่งพักราชการทุกกรณี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงมติในครั้งนี้มีการยื่นร้องให้ นางเมทินีประธานศาลฎีกา ไม่มีสิทธิลงมติเนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย กรณีที่เคยถูกนายปรเมษฐ์ยื่นฟ้อง เเต่ที่ประชุมก.ต.มีมติเห็นว่าไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียอนุญาตให้ลงมติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุม ก.ต.มีมติ 9 ต่อ 6ไม่เห็นชอบพักราชการ นายปรเมษฐ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายปรเมษฐ์ ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่นายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. , น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงถูกย้ายไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยก่อนหน้านี้ นายปรเมษฐ์ได้ยื่นฟ้อง 3 คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ &amp;nbsp;อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1&amp;nbsp; กล่าวว่า รู้สึกดีใจ และขอขอบคุณ ก.ต. เสียงข้างมาก ที่ยังพิจารณาให้ความยุติธรรมและเป็นธรรมการเป็นเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว ย่อมต้องมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจาก บุคคลหรือองค์กรอื่นใด และต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างเสมอภาคกัน &amp;nbsp;และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน ตามประกาศ คณะกรรมการฯ อย่างเสมอภาคไม่เร่งรัด รีบด่วน และด่วนสรุปความเห็นเช่นเดียวกับผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมรายอื่นที่ถูกกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น และ คณะกรรมการสอบสวนวินัยชุดอื่น ยังใช้เวลาสอบสวนหลายเดือน &amp;nbsp;เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีระยะเวลา ในการรวบรวมพยานหลักฐาน นำสืบแก้ในผลร้าย &amp;nbsp;อีกทั้งจะต้องทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหาในประเด็นและข้อเท็จจริงใดที่ร้องงเรียนกล่าวหานั้น แต่ตนยังไม่ได้ทราบเลย จึงมองว่าทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107205</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bc6790bf28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่คำแนะนำของ &#039;ประธานศาลฎีกา&#039; ว่าด้วยการใช้มาตรการกำกับดูแลในระหว่างปล่อยตัวชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.64 - ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศเผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการใช้มาตรการกำกับดูแลในระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวพ.ศ. 2564 ลงใน&amp;nbsp;เว็บไซต์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีเนื้อหาดังนี้ ตามที่พระราชบัญญัติมาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 กําหนดให้มีมาตรการกํากับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวขึ้น โดยมุ่งประสงค์ที่จะเสริมสร้าง ประสิทธิภาพในการป้องกันการหลบหนีและภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่ ผู้ต้องหาหรือจําเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวจากศาล ซึ่งนอกจากจะทําให้สังคมได้รับความปลอดภัยยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดความจําเป็นในการเรียกหลักประกันลงด้วย ส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจําเลยที่ยากจน ซึ่งไม่อาจหาหลักประกันมาวางย่อมมีโอกาสที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวเช่นเดียวกับผู้ต้องหาหรือจําเลยอื่น อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อีกทางหนึ่ง จึงสมควรจัดวางระบบ การใช้มาตรการกํากับดูแลดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้แพร่หลายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ประธานศาลฎีกา จึงออกคําแนะนํา ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 การกํากับดูแล หมายถึง การสอดส่องดูแลให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติตามคําสั่ง หรือเงื่อนไขที่ศาลกําหนดซึ่งรวมถึงการรับรายงานตัวและการให้คําปรึกษาแก่บุคคลดังกล่าวด้วย เพื่อมิให้เกิดการหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายใด ๆ ดังที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2 ในกรณีปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 111 หากศาลเห็นว่า มีความจําเป็นเพื่อคุ้มครองสังคมจะมีคําสั่งกําหนดเงื่อนไขหรือสั่งใช้ มาตรการกํากับดูแลกับผู้ถูกปล่อยชั่วคราวนั้นก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 การปล่อยชั่วคราวในกรณีอื่นนอกจากข้อ 2 ศาลจึงคํานึงถึงการใช้วิธีกําหนดเงื่อนไข ให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติและมาตรการกํากับดูแลเป็นเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4 เงื่อนไขที่อาจกําหนดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติในระหว่างปล่อยชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 วรรคสาม เช่น(1) ให้มาศาลตามกําหนดนัด (2) ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน (3) ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือออกนอกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (4) ห้ามพบหรือเข้าใกล้ผู้เสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัย(6) การเปลี่ยนหรือย้ายที่อยู่อาศัยต้องแจ้งให้ศาลทราบ (7) ห้ามเข้าไปในสถานที่บางแห่ง (8) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลบางประเภท (9) ให้รายงานตัวต่อผู้กํากับดูแลหรือบุคคลที่ศาลกําหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(10) ให้เข้ารับคําปรึกษาหรือการบําบัดรักษาความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ (11) ให้เข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด (12) ห้ามทํากิจกรรมหรือประกอบอาชีพบางอย่าง (13) ห้ามพกพาอาวุธปืน (14) ห้ามกระทําการตามที่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5 นอกจากกําหนดเงื่อนไขตามข้อ 4 แล้ว ศาลจะกําหนดให้มีผู้กํากับดูแลเพื่อสอดส่องดูแล รับรายงานตัว หรือให้คําปรึกษาแก่ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวด้วยก็ได้ โดยอาจแต่งตั้งจากบุคคลที่ขึ้นบัญชีไว้ ต่อศาลหรือบุคคลอื่นที่ศาลเห็นว่า เหมาะสมและสามารถสอดส่องดูแลให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ ตามเงื่อนไขหรือคําสั่งของศาลได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายและมีการกําหนด เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่อยู่หรือการเดินทางซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ศาลอาจสั่งใช้อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจํากัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวควบคู่ไปด้วยก็ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 การกําหนดเงื่อนไขการแต่งตั้งผู้กํากับดูแลตลอดจนการสั่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ศาลพึงพิจารณากําหนดให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาหรือจําเลยเป็นราย ๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าศาลเห็นว่า การใช้วิธีการตามวรรคหนึ่งเป็นอันเพียงพอต่อการป้องกันการหลบหนีหรือ ก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ศาลจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่เรียกหลักประกันเลยก็ได้ เว้นแต่เป็นคดีเกี่ยวกับการทุจริตฉ้อฉลอันมีผลกระทบต่อสาธารณชนส่วนรวมหรือการค้ายาเสพติดให้โทษ ที่พฤติการณ์แห่งคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 7 ถ้าความปรากฏต่อมาว่า วิธีการที่กําหนดไว้ไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม ศาลอาจมีคําสั่ง ให้ใช้วิธีการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่เห็นสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8 ภายหลังที่ศาลมีคําพิพากษาแล้ว หากจําเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนหรือได้รับ การปล่อยชั่วคราวในศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์และไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับ พยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นใด แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือยังไม่ได้รับอนุญาต ให้อุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลที่มีอํานาจนําวิธีการตามคําแนะนํานี้ไปใช้ประกอบการพิจารณาสั่งคําร้องขอ ปล่อยชั่วคราวด้วยเพื่อให้จําเลยมีโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้นและสามารถดูแลความปลอดภัย ให้แก่สังคมได้ในขณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 9 การประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับผู้กํากับดูแล อาจดําเนินการโดยผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ใดก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่มีความจําเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งอยู่นอกเขตศาลเป็นผู้กํากับดูแล อาจขอให้ เจ้าหน้าที่ศาลที่บุคคลดังกล่าวมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตของศาลนั้นประสานงานให้ และเพื่อความรวดเร็ว การติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลด้วยกันจะดําเนินการโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 การจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่ผู้กํากับดูแลให้ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วย มาตรการกํากับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล และเพื่อให้การดําเนินการเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ศาลอาจแจ้งให้ผู้กํากับดูแลทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวภายหลังจากปฏิบัติ หน้าที่เสร็จสิ้นแล้วก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 11 ให้สํานักงานศาลยุติธรรมจัดทําคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้กํากับดูแล รวมทั้ง คู่มือในการปฏิบัติตนของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวและสนับสนุนการดําเนินการของศาลต่าง ๆ ให้เป็นไป ตามคําแนะนํานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564
เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106188</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปล่อยตัวชั่วคราว, คดีอาญา, ประกันตัว, ประธานศาลฎีกา, ศาลยุติธรรม, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210101/image_big_5fee85862902b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาชั้นฎีกา-อุทธรณ์ เป็นคกก.สอบข้อเท็จจริงปมภาษีโตโยต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม สำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ รวม 10 คน โดยมี นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งคณะทำงานชุดนั้นมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่สังคมและดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนกรณีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ เช่น หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา สำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันนี้&amp;nbsp;นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 4 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ.2544 ออกตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ให้เสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิด หรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำว่า ศาลยุติธรรมจะแสวงหาทุกข้อเท็จจริงและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยจะทำทุกทางพิสูจน์ให้ความจริงปรากฏอย่างชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากพบว่าคนของศาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับใด แต่หากไม่เป็นความจริงก็จะเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของทุกท่านกลับคืนมา ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำให้ประชาชนยังคงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันศาลยุติธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการตรวจสอบของศาลยุติธรรมมีความเข้มแข็งและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดมา หากผู้พิพากษาคนใดมีพฤติการณ์ทุจริต เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเสมอ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ebf745503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
