<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครป.บุกสภาฯ เรียกร้อง ส.ส. โหวตเพื่อการเปลี่ยนแปลง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย.64 - นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เปิดเผยว่าวันนี้เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือเรื่อง &amp;quot;ขอให้ใช้เสียงสวรรค์ของประชาชน โหวตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กู้ชาติบ้านเมืองจากวิกฤตที่กำลังล้มละลาย&amp;quot; ถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคชาติพัฒนา และพรรคเล็กร่วมรัฐบาล ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในหนังสือมีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลวร้ายแรงของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแก่สาธารณะมาอย่างยาวนานและได้ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การออกแบบรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภาที่ตนเองแต่งตั้งเข้ามาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งทั่วไป การสร้างระบอบอำนาจนิยมใหม่ที่ครองงำรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จ ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับและกฎหมายที่ลดทอนอำนาจของตนเอง ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจนขาดระบบการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ จนการบริหารบ้านเมืองขาดความโปร่งใส แม้แต่นายกรัฐมนตรียังไม่มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนเองแก่สาธารณะ ใช้อำนาจรัฐควบคุมกองทัพ บังคับตำรวจภายใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ มาอย่างยาวนาน และสร้างรัฐราชการรวมศูนย์ที่มีระบอบประยุทธ์เป็นศูนย์กลางบัญชาการ เกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งระหว่างประชาชน จนเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองมหาศาล จนเกิดวิกฤตความรุนแรงที่รัฐกลายเป็นคู่ความขัดแย้งกับประชาชนโดยตรงเสียเอง จนไม่อาจกล่าวได้ว่าอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่เป็นการบริหารบ้านเมืองในรูปแบบคณาธิปไตยที่มีระบอบประยุทธ์เป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองและอดีตนายพลอาวุโสคอยสนับสนุนทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดของพล.อ.ประยุทธ์ และพวก ไม่อาจสาธยายได้หมดในคราวเดียวและประวัติศาสตร์กำลังพิพากษาหากอนาคตยังคงอยู่เคียงข้างความหวังของประชาชนไทยที่กำลังทุกข์ยากลำบาก จากวิกฤตเศรษฐกิจ และพิษโควิดที่แพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง จากความผิดพลาดล้มเหลวแทบทุกด้านของรัฐบาลที่มีเคยเห็นหัวประชาชน ไม่เคารพให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุณค่าของชีวิตประชาชนที่นอนรอความตายจากการอหังการ์ของผู้นำที่ไม่เคยออกมารับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเองจากการบริหารไม่เป็น ไร้วิสัยทัศน์ ประมาทเลินเล่อ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มโนธรรมสำนึกบกพร่อง ขาดจริยธรรมและคุณธรรมขั้นร้ายแรง จนไม่อาจมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำประเทศไทยได้อีกต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศที่กำลังพังพินาศใกล้จะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และองค์กรภาคประชาชนเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจและโอกาสบริหารบ้านเมืองมาเป็นเวลามากกว่า 7 ปีแล้ว ไม่สมควรมีโอกาสที่จะคอร์รัปชั่นเวลาเพื่อบริหารบ้านเมืองต่อไป เพราะจะทำให้บ้านเมืองเดินไปสู่วิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ล้มเหลวจนยากจะคาดเดาถึงหายนะ เนื่องจากระบอบประยุทธ์และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลายเป็นอุปสรรคโดยตรงกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และได้ทำลายคุณค่าทางสังคมและการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคร่วมรัฐบาลต่างได้รับอานิสงค์จากระบอบอำนาจนิยมดังกล่าวมาไม่มากก็น้อยจากการร่วมปฏิบัติการทุจริตประพฤติมิชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านกระทรวง ทบวง กรม ในขณะที่การตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอและล้มเหลวทั้งในองค์กรอิสระและระบบรัฐสภาที่ถูกผูกขาดอำนาจร่วมโดยวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดพลาดในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากประชาชนในครั้งก่อนนั้นมาจากการอนุญาตให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เลือกนายกฯ แทนสภาผู้แทนราษฎร และไม่ได้มาจากเสียงสวรรค์ของประชาชน (Vox Populi Vox Dei) ที่ต้องการเลือกนายกฯ ของตนผ่านผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ดังนั้น การออกเสียงไม่ไว้วางใจนายกฯ ในวันนี้จึงเป็นโอกาสโดยตรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของบ้านเมืองที่มาจากสาเหตุของความขัดแย้งหลักในอดีตที่ผ่านมา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงสถานะสถาบันในระบอบประชาธิปไตยที่สามารถเป็นทางออกจากปัญหารัฐที่ล้มเหลวและแก้วิกฤตของชาติบ้านเมืองได้ต่อไป เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยผ่านวิกฤตระบอบอำนาจนิยมนี้ไปด้วยกันร่วมกันคนไทยทั้งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และองค์กรภาคประชาชน จึงขอเรียกร้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคชาติพัฒนา และพรรคเล็กร่วมรัฐบาล ได้โปรดเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเหนือผลประโยชน์อำนาจและเงินตราที่ตนจะได้รับ ออกเสียงโหวตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยกมือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีกันถ้วนหน้า เพื่อเป็นฉันทามติในสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ปัญหาวิกฤตและหาทางออกของประเทศ โดยร่วมกันเลือกให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริงเพื่อมาแก้ปัญหาและบริหารบ้านเมืองตามวาระต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ใช้เสียงสวรรค์ของประชาชนที่ได้มา ลงมติโหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย กู้ชาติบ้านเมืองก่อนที่จะถอยหลังเข้าคลองจากวิกฤตที่กำลังล่มสลาย และก่อนสถานการณ์จะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ที่ประชาชนออกมาแสดงเจตจำนงค์โดยตรงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร และหรือหากนายกรัฐมนตรีได้รับเสียงไว้วางใจแต่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115576</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ซักฟอก, เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bf226de6b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯครป. แนะ &#039;ไฮโซลูกนัท-เด็ก 3 นิ้ว&#039; ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 64 - นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ครป.ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับลูกนัท หรือนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ที่ถูก คฝ.ยิงกระสุนแก๊สน้ำตาเข้าที่เบ้าตากระทบกระเทือนอย่างหนัก ถึงขั้นตาบอดและไม่แน่ใจว่าจะรักษาหายหรือไม่ ระหว่างการชุมนุมวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงคนอื่นๆ ถูกยิงด้วยกระสุนยาง-แก๊สน้ำตา ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหลายคนจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่อยู่แนวหน้าการปะทะสามเหลี่ยมดินแดงทางไปบ้านนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอแนะนำให้ลูกนัทและผู้เสียหายอื่นๆ สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐได้ เพราะการกระทำโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นประชาชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เมื่อพบว่าเป็นการปฏิบัติโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และไม่สมควรแก่เหตุ ตามพรก.ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและการเยียวยา ซึ่งจะต้องมีการชดใช้อย่างเป็นระบบจากรัฐบาล ทั้งการสลายการชุมนุมด้วยอาวุธและการบริหารจัดการโควิดที่่ล้มเหลว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสมานฉันท์ รัฐสภา, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรรมาธิการต่างๆ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการสลายการชุมนุมและใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังและมีการใช้กระสุนจริงหรือไม่ เนื่องจากมีคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ออกมามากมายไม่ยากแก่การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ โดยเฉพาะการใช้กระสุนยางของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องใช้เพื่อป้องกันตัวเมื่อมีผู้ใช้ความรุนแรงหรือขู่จะใช้ทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือประชาชนทั่วไป โดยต้องเล็งที่ท้องหรือที่ขาเท่านั้น แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ยิงสูงกว่าเอวมุ่งหมายเอาชีวิต ขัดต่อหลักการสากลในการใช้กระสุนยาง มีการยิงขึ้นแฟลตดินแดงจนชาวบ้านบาดเจ็บ เป็นการใช้อาสุธตามอำเภอใจจึงจะต้องมีผู้รับผิดชอบ คลิปวิดีโอจำนวนมากยังสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่กระทำการเป็นรายบุคคลได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่ารัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์และสร้างการปรองดองอย่างเป็นระบบ เหมือน คอป. ในอดีต แต่ทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันเหตุการณ์ด้วย ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรคณะกรรมการชุดนี้ต้องทำงานต่อไป โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางและอิสระตามหลักวิชาการ เพื่อหาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เปิดพื้นที่ปลอดภัยในการหารือโดยองค์กรอิสระและความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกันด้วยแนวทางสันติวิธี และสร้างกระบวนการปรองดองแห่งชาติบนหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การทุจริตประพฤติมิชอบในการบริหารจัดการโควิดที่่ล้มเหลว ประชาชนที่เสียเงินฉีดวัคซีนไปแล้วสามารถดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ด้วย เพราะทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และ 55 อย่างชัดเจน หากองค์กรอิสระไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายและให้เกิดความเป็นธรรมได้ บ้านเมืองจะเลวร้ายลงไปอีก ตนขอเตือนผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบหากกระบวนยุติธรรมในประเทศไม่อาจให้ความเป็นธรรมได้ เพราะหวังการออกกฎหมายนิโทษกรรมภายหลัง ระวังจะต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ วันนี้ผู้นำรัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อ และเชื่อหมอรักษามากกว่าหมอระบาดวิทยา ทำให้สถานการณ์บานปลายรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การเมืองอาจรุนแรงมากขึ้นและนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลาย จนอาจนำไปสู่การใช้กำลังทหารเข้ามา หรือการประกาศพรก.ฉุกเฉินร้ายแรงตามมาตรา 11 หรือการประกาศกฎอัยการศึกเพื่อรวบอำนาจปกครอง การปะทะและการปราบปรามคือการพยายามสร้างความรุนแรงให้สถานการณ์บานปลาย หากเกิดจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยมิชอบก็อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนกำลังถูกใช้เป็นมือที่ 3 เพื่อหวังผลทางการเมือง เพื่อโชว์ว่าพล.อ.ประยุทธ์ เอาอยู่-ปราบปรามได้ โดยใช้เด็กและเยาวชนเครื่องมือ คำเตือนของการใช้อำนาจโดยมิชอบ ตามข้อกำหนดที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมาย อาจทำให้เจ้าหน้าที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอให้พล.ประยุทธ์และผู้นำรัฐบาล ตระหนักในบาป 7 ประการของมหาตมะ คานธี มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียที่ยกบาป 7 ประการมาให้เป็นเครื่องเตือนสติ วันนี้รัฐบาลทำผิดทุกข้อ คือ 1.เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ 2.หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด 3.ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน 4.มีความรู้มหาศาลโดยประพฤติไม่ดี 5.ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธรรม 6.วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ และ 7.บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ ไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี&amp;quot; นายเมธา กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113735</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ครป., เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_611650ddf3c3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 14:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯครป. ฮึ่ม! นายกฯต้องรับผิดชอบ ปมรายชื่อบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.64 - นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า วันก่อนเครือข่ายภาคประชาชนได้มีการประชุมกันและจะร่วมกันจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายในเดือนสิงหาคมนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีการชุมนุมทางการเมืองจำนวนมากจากหลากหลายกลุ่ม และรัฐสภายังไม่เปิดประชุมหาทางออกให้บ้านเมือง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมัวไปล็อบบี้คดีทุจริตแสนล้านกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวว่า บทเรียนการชุมนุมของประชาชนในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น หลายฝ่ายห่วงใยเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องตระหนักว่าการชุมนุมที่ไร้แกนนำผู้ชุมนุมมีหลากหลายกลุ่ม ในรายงานของฝ่ายความมั่นคงก็มีกลุ่มราษฎรมากกว่า 29 กลุ่มและกลุ่มการ์ดมากกว่า 5 กลุ่ม การจัดการการชุมนุมจึงต้องอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน หลักการสลายการชุมนุม กฎและมาตรฐานสากลในการใช้กำลังอย่างเข้มงวด เพราะไม่เหมือนการชุมนุมในอดีตที่มีแกนนำและมีการเจรจากันอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการกระทำของมือที่สามร่วมกันเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้น หากศึกษาบทเรียนจากการจลาจลในยุโรป การใช้กำลังจากเบาไปหาหนักจะต้องเพียงเพื่อการป้องกันความปลอดภัยของตนเองและผูุ้ชุมนุม เจ้าหน้าที่จะต้องไม่ขยายผลความรุนแรงทางกายภาพด้วยการปราบปรามด้วยความรุนแรงจนเหตุการณ์บานปลายและส่งผลให้เกิดความรุนแรงต่อผู้อื่น และผู้กระทำความผิดทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องรับผิดทางอาญาในภายหลังหากมีหลักฐานปรากฎชัดว่าได้กระทำความผิดทางอาญาอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิ์ของประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนอกจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยที่พึงระวังกระทำผิดทางอาญาตามมาตรา 157 แล้ว กฎกติกาสากลที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดประกอบด้วย 1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) &amp;nbsp;2) หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles of the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials) ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อจำเลย &amp;nbsp;3) หลักปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials) &amp;nbsp;และ 4) แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาฯครป. กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงต้องมีช่องทางกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติและเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องทำงานต่อไปแม้ว่ารัฐบาลใครจะไปรัฐบาลไหนจะมา การรับใช้ผู้มีอำนาจโดยเห็นผู้ชุมนุมไม่ใช่ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นเรื่องที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะทำให้เกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพราะยุทธการณ์แคปซูลน้ำมันวันก่อนที่ท้องสนามหลวงคือยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลและเป็นความพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐอย่างชัดเจน เพื่อโหมไฟแห่งความขัดแย้งและสถาปนาอำนาจต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสำนักงานพระราชวังควรออกมาท้วงติงเรื่องนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่เจ้าหน้าที่รัฐจัดทำรายชื่อบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง (Watchlist) นั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และจะต้องมีความรับผิดชอบตามมา ขอให้ ผบ.ตร.ออกมาชี้แจงเรื่องนี้และยุติการปฏิบัติในลักษณะรัฐตำรวจ (Police State) เพราะตอนนี้ประเทศไทยแทบจะแบกรับความล้มเหลวของระบอบประยุทธ์ไว้ไม่ไหวแล้ว อย่าให้ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือของทหารเลวอีกเลย นอกจากนั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการหากการใช้อํานาจของรัฐเป็นไปโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ หรือเกินสมควรแก่เหตุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะจำเลยระมัดระวังในการควบคุมและสลายการชุมนุมโดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของสื่อนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าคำสั่งของนายกรัฐมนตรีมิชอบ และจะต้องรับผิดด้วย แม้วันนี้จะออกมายกเลิกประกาศฉบับที่ 29 คำสั่งปิดปากสื่อมวลชนห้ามเสนอข่าวที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวไปแล้วก็ตาม หลังศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้ข้อกำหนดดังกล่าว &amp;nbsp;แต่คำสั่งที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ถึงวันที่ 9 สิงหาคมนั้นเป็นวันที่กฎหมายบังคับใช้โดยมิชอบไปเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบชั่วดีในเรื่องนี้ด้วย รวมถึงต้องยกเลิกฉบับที่ 27 และฉบับอื่นๆ ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบที่ผ่านมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉินฯ ทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ.โรคติดต่ออยู่แล้ว ก็เพียงเพื่อคุ้มครองความผิดพลาดของนายกฯ เท่านั้น ในการเลี้ยงไข้โควิด-19 แต่ท่านไม่เข้าใจว่า อำนาจมีแนวโน้มแห่งความฉ้อฉลอยู่ในตัวเอง และอำนาจเด็ดขาดจึงฉ้อฉลอย่างเบ็ดเสร็จ และไม่สามารถใช้แก้โควิดระบาดได้ เพราะ พรก.ฉุกเฉินฯ &amp;nbsp;มีเจตนารมณ์ให้อํานาจฝ่ายบริหารใช้อํานาจพิเศษบางประการสําหรับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว แต่พล.อ.ประยุทธ์ พยายามลากยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนการพยายามออก พรก.จำกัดความรับผิดฯ นั้น เป็นการใช้บุคลากรทางการแพทย์เป็นข้ออ้าง เพราะเหมือนรัฐบาลบังคับหมอ-พยาบาลรักษาโรคตามที่ตนวินิจฉัยและให้วัคซีนผิดพลาด พล.อ.ประยุทธ์และพวกจึงกลัวความผิดจากการใช้อำนาจเผด็จการดังกล่าวจะย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง แม้พรก.ฉุกเฉินฯ จะป้องกันความผิดทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครอง แต่เฉพาะการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็นเท่านั้น และไม่ได้ตัดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังที่ศาลรับไต่สวนคุ้มครองชั่วคราว รัฐบาลจึงใช้วิชาเดิมในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเอง แต่ไม่ได้สนใจการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่ตนเองก่อขึ้นต่อประชาชนเพื่อสร้างความปรองดองในสังคมตามเป้าหมายที่เป็นข้ออ้างของคสช.แต่อย่างใด&amp;quot; เลขาฯครป.ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112956</URL_LINK>
                <HASHTAG>Watchlist, เมธา มาสขาว, ไทยไม่ทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_609792e189d35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯครป.เปิด 100 รายชื่อเหมาะนั่งนายกฯแทน &#039;บิ๊กตู่&#039; อย่างฮา! &#039;ลายด่าง-นนท์ 3 นิ้ว-มาชิน&#039; ติดโผด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.64 - นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะเอาใคร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวของประชาชนไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบกบเลือกนาย ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 17-21 พฤษภาคม 2535 หรือการขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยม-เผด็จการรัฐสภา ด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นและการฉ้อฉลในอดีต ก็ไม่เคยเห็นการเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ เพราะจะต้องเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญหรือผลจากการเลือกตั้งทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้น คนที่ชอบถามหาว่าไม่เอาประยุทธ์ แล้วจะเอาใคร จึงเป็นแค่การเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อยกย่องความล้มเหลวของพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป และนับเป็นปฏิบัติการข่าวสารรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ การปล่อยเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมก็ล้วนมาจากฝ่ายรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ &amp;nbsp;รวมถึงรัฐมนตรีหลายคน ระวังจะผิดกฎหมายและจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนายกฯ คนเหล่านี้จะต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กับกระแสข่าวนายกพระราชทานก็คงไม่มี เพราะประเทศไม่ได้ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือเกิดช่องว่างเหมือนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และการที่คนในรัฐบาลออกมาให้ข่าวว่ารัฐบาลจะอยู่ต่อจนครบวาระนั้น ความจริงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถอยู่ครบวาระอีก 1 ปีครึ่งได้ตามที่รัฐบาลปล่อยข่าวปลอม เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 มาตรา 158 ระบุว่า &amp;quot;นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ซึ่งจะครบกำหนด 8 ปีในอีก 1 ปีข้างหน้า ดังนั้นจะไม่สามารถอยู่ครบวาระที่เหลือได้อย่างแน่นอนตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ คสช.ร่างขึ้นเอง ซึ่งรัฐบาลมี 2 ทางเลือก คือไม่ลาออกก่อนกำหนดก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะบอกว่าไม่สามารถนับย้อนหลังได้ ควรนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ แต่นี่คือ &amp;quot;รัฐธรรมนูญของพล.อ.ประยุทธ์&amp;quot; เขียนขึ้นมาเอง เขียนเป็นหลักการไว้อย่างชัดเจนก็ควรปฏิบัติตามกันด้วยครับ ช่วยกันรักษาเจตนารมย์ที่ตนเองร่างกันขึ้นมากับมือด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างของการเมืองไทย มีจริยธรรมกันหน่อย ไม่ใช่ไม่ได้ดั่งใจก็ยกเว้นไปเสียหมดไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมเชื่อว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะตัดสินใจเลือกให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกแทนการยุบสภา เพราะยังสามารถใช้ที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากเลือกนายกคนใหม่ที่ต้องการได้เพื่อทำงานต่อไปก่อนหมดวาระ เนื่องจากความเสื่อมถอยของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปัจจุบันได้เผชิญสถานการณ์ความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตโควิดระบาดอย่างร้ายแรงจนมีผู้คนล้มตายกลางถนนจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ดังนั้น การเลือกเปลี่ยนหัวโขนเพื่อรักษาอำนาจ จะเป็นแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายกฯ คนใหม่จะเป็นใครนั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ตามกติการัฐธรรมนูญ 2560 มีอยู่ 5 คน มาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากกว่าร้อยละ 5 ในสภา คือ 1. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 2. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 3. นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;4. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;และ 5. นายอนุทิน ชาญวีรกุล จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะเลือกใครต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ที่มี ส.ว.แต่งตั้งด้วย ซึ่งทั้ง 5 คนนี้เหมาะสมมากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากเสียงไม่พอ เพราะ ส.ว.แต่งตั้งไม่ยอมยกมือรับรองตามที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนเสนอ ตามเกมของพรรคพลังประชารัฐ รัฐสภาก็สามารถใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ซึ่งระบอบประยุทธ์ออกแบบไว้ ตามมาตรา 272 วรรค 2 &amp;nbsp;เพื่อเสนอนายกนอกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองคนอื่นได้ ก็จะสมประสงค์ของผู้มีอำนาจในรัฐบาล และ ส.ว. แต่งตั้ง ที่ใช้เงื่อนไขนี้เอาเปรียบประชาชน เพราะมีเสียง ส.ว.250 คนอยู่ในมือ ก็สามารถโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ที่ต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็น 6. พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ์ หรือ 7. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่คุมอำนาจรัฐอยู่ หรือแม้กระทั่งตัวแทนของระบอบ 3 ป. คนอื่นๆ ที่อาจจะมาจากแวดวงนายทุนผูกขาด นักธุรกิจการเมือง หรือเทคโนแครต ที่ พล.อ.ประวิตรเห็นสมควร หรือผู้แทนอื่นๆ จากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี 8.นายชวน หลีกภัย 9.นายชวลิต ยงใจยุทธ 10.นายอานันท์ ปันยารชุน &amp;nbsp;หรือเจ้าสัวทั้งหลายที่เหมือนเป็นเจ้าของประเทศตัวจริงไปแล้วไม่ว่าจะเป็น 11.นายธนินท์ เจียรวนนท์ 12.นายเจริญ สิริวัฒนภักดี 13.นายสุทธิชัย จิราธิวัฒน์ 14.นายเฉลิม อยู่วิทยา หรือ 15.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ก็สามารถเป็นไปได้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าได้ถามเลยว่าไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะเอาใคร เพราะคนที่มีความสามารถมากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีมากมายในแผ่นดิน แต่ถ้าถามจริงๆ ว่า ใครเหมาะสมและเก่งกว่าประยุทธ์ อยากให้รัฐสภาโหวตเลือก และมีเสียงในรัฐสภารับรองเกินกึ่งหนึ่งหลังโหวตเสนอนายกนอกบัญชีรายชื่อไปแล้ว ผมก็อยากจะบอกชื่อให้เพิ่มเติมเล่นๆ สัก 100 ชื่อ สำหรับคนที่ไม่รู้จริงๆ ว่าไม่เอาประยุทธ์ แล้วจะเอาใคร? ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ 17.นพ.ประเวศ วะสี 18.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 19.นายสุลักษณ์ ศิวะรักษ์ 20.ศ.คณิต ณ นคร 21.นายชุมพล ณ ลำเลียง 22.นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล 23.ดร.กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ &amp;nbsp;24.นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล &amp;nbsp;25.นายอุทัย พิมพ์ใจชน &amp;nbsp;26.นายกรณ์ จาติกวณิช 27.นายพิชัย นริพทะพันธุ์ &amp;nbsp;28.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 29.นายศุภชัย พานิชภักดิ์ 30.นางนวลพรรณ ล่ำซำ 31.นายวิรไท สันติประภพ 32.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 33.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 34.ศ.ธีรยุทธ บุญมี 35.นายสุริยะใส กตะศิลา (ถูกตัดสิทธิ์ ต้องนิรโทษกรรมก่อน) 36.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ถูกตัดสิทธิ์ ต้องนิรโทษกรรมก่อน) 37.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 38.นายเสนาะ อูนากูล 39.รศ.ดร.วิทยากร เชียงกูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือ 40.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา &amp;nbsp;41.ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข 42.ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ 43.ศ.วิทิต มันตาภรณ์ 44.นายเกียรติ &amp;nbsp;สิทธีอมร 45.นายโภคิน พลกุล 46.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล 47.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ 48.ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ 49.ดร. อัมมาร สยามวาลา 50.รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสิรฐ 51.ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร 52.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด 53.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร 54.นายสมชาย หอมลออ 55.นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส 56.นายชวลิต วิชยสุทธ์ 57.นายไพศาล พืชมงคล 58.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี 59.นพ.วิชัย โชควิวัฒน 60.นายจาตุรนต์ ฉายแสง 61.นายวิทยา แก้วภราดัย 62.นายปรีดา เตียสุวรรณ์ 63.นายกษิต ภิรมย์ 64.นายสมบัติ บุญงามอนงค์ 65.นายนคร มาฉิม 66.นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ 67.นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ 68.รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ 69.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ 70.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 71.ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม 72.นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา 73.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 74.พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข 75.นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ 76.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ 77.นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ 78.พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ 79.ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือ 80.รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปกติ 81.นายสมชัย สัจจพงษ์ 82.นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ 83.นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ 84.ดร.ธาริษา วัฒนเกส 85.ดร.ธัญญา โพธิ์วิจิตร (เป็ด เชิญยิ้ม) 86.สรยุทธ สุทัศนะจินดา 87.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ 89.นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล 90.นายเตช บุนนาค 91.นายสุทิน คลังแสง 92.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง 93.นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 94.นายบำรุง คะโยธา 95.นายสมศักดิ์ โกสัยสุข 96.นางสาวรสนา โตสิตระกูล 97.นางวทันยา วงษ์โอภาสี 98.นายอานนท์ นำภา 99.นายวัชร วิวัชรวงศ์ หรือแม้กระทั่ง 100.ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ก็สามารถเป็นไปได้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครบ 100 คนแล้ว เชิญยกมือเลือกสรรกันเพิ่มเติมตามชอบใจ แต่จำไว้หลักการสำคัญ, นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร และเป็น ส.ส. ประเทศไทยจึงจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111531</URL_LINK>
                <HASHTAG>เมธา มาสขาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_609792e189d35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พายุกำลังมา! เลขาฯครป. จี้ ส.ส.-มหาเศรษฐีสละเรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ค.64 &amp;nbsp;- นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ร่วมก่อตั้งไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กล่าวว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีภาวะผู้นำสูงมาก เป็นภาวะผู้นำประเทศไปสู่ความฉิบหายและหายนะอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อต่อวันมากกว่า 1 หมื่นคนแล้ว และเสียชีวิต 141 คน เท่ากับทุก 10 นาทีจะมีคนป่วยโควิดตาย 1 คน และยอดผู้ป่วยโคม่าที่พุ่งสูงนั้น อาจจะทำให้มีคนป่วยตายอีกวันละเป็นพันคนแน่ๆ หากรัฐยังล้มเหลวแบบนี้ หลายคนยังนอนรอความตายอยู่ที่บ้าน ไม่มีหมอ ไม่มียา ไม่มีเตียง และไม่มีใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวของรัฐบาล 14 วันนั้น จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล เพราะเป็นมาตรการที่รุนแรงสูงสุดและสุดท้ายแล้ว หลังวันที่ 26 กรกฎาคมเป็นต้นไปหากตัวเลขไม่ลดลง รัฐก็จะเผชิญสถานะล้มเหลวอย่างรุนแรงและจะไม่มีข้ออ้างที่จะบริหารบ้านเมืองอีกต่อไป เพราะนับวันยิ่งอยู่ประเทศยิ่งแย่ลง การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพล.อ.ประยุทธ์ ก็คือการเพิ่มมาตรการควบคุมสูงสุดเพื่อลดการเคลื่อนไหว ปิดกิจกรรมและกิจการทุกอย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เกิดขึ้นในวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มาตรการดังกล่าวเหมือนกับต้องการสกัดกั้นประชาชนไม่ให้ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมากกว่า โดยห้ามการชุมนุมหรือการทำกิจกรรมที่รวมกันเกิน 5 คน อย่างเด็ดขาดตั้งแต่คืนวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น นับเป็นกฎเหล็กที่คุมทั้งโควิด คุมทั้งม็อบ และต้องการสกัดคาร์ม็อบที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศหลัง 14 วันสุดท้ายที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนหากรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ที่ต้องการล็อคดาวน์ประยุทธ์ เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ล็อคดาวน์ประเทศเพื่อรักษาประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นโอกาสที่ดีที่เจ้าสัวซีพีและมหาเศรษฐีอีกหลายคนเริ่มกลับใจไม่สนับสนุนเรือที่กำลังล่มอยู่ เพราะพายุลูกใหญ่กำลังจะมา ด้วยความอาลัยต่อคุณณรงค์ โชควัฒนา นักธุรกิจเพื่อสังคม และอีกหลายคนที่ต้องมาเสียชีวิตไปเพราะโควิด นักธุรกิจและมหาเศรษฐีจะต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชาติบ้านเมืองให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยใจดีให้เสรีทางเศรษฐกิจเต็มที่โดยไม่มีการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้นายทุนมหาเศรษฐีผูกขาดความร่ำรวยจากส่วนเกินจนเหลื่อมล้ำถึงที่สุด โดยรัฐไม่กำกับดูแลแต่เหมือนประเคนให้ ทุนผูกขาดรายใหญ่รวยขึ้นมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี การทำ CSR คืนให้สังคมแค่ 1,200 ล้านบาทก็เพียงแค่ 1% ของรายได้เท่านั้น ท่านจึงยังติดหนี้บุญคุณแผ่นดินอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กว่า 7 ปีที่ผ่านมาคือบริหารเศรษฐกิจโดยเน้นน้ำหนักการทำนโยบายการเงินไว้ที่ตลาดเสรีโดยใช้แนวคิดทฤษฎีแบบเสรีนิยมใหม่ แต่ไม่ได้สนใจนำแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยมาปรับใช้ทางเศรษฐกิจเหมือนประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป ที่เห็นว่าตลาดเสรีมันมีปัญหาล้มเหลวเพราะระบบและข้อมูลข่าวสารระหว่างคู่แข่งทางเศรษฐกิจมันเหลื่อมกันมาก รัฐจึงต้องเข้ามาแก้ไขจัดการกับกลไกตลาดที่อ้างกันว่าเสรี ให้เป็นจริงและเป็นธรรมมากที่สุด โดยต้องควบคุมทุนเก็งกำไรให้มากขึ้น ไม่ให้เกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งของประชาชนอย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการจัดการโควิดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จึงล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน พวกเขาจึงไม่สนใจที่จะล็อคดาวน์ดอกเบี้ยและหนี้สินของประชาชนจากสถาบันทางการเงินนอกจากให้เลื่อนการชำระออกไป และยังเพิกเฉยต่อการเอาเปรียบขูดรีดประชาชนจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝากของภาคการเงินการธนาคารที่สูงมากใน 7 ปีที่ผ่านมา แม้แต่บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตก็ยังใช้โอกาสนี้ในการเก็งกำไรจากปัญหาสุขภาพของประชาชนจนก้าวกระโดดเติบโตอย่างมั่งคั่ง แ่ต่รัฐบาลไม่ได้สนใจกำกับดูแลและควบคุมกลไกตลาดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนเลย กลับกันกลับให้นายทุนเข้ามาผูกขาดหากำไรส่วนเกินจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศอีกด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อีกความหวังริบหรี่ก่อนประเทศหายนะนั้น ยังมีอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ผมยังมีความหวังว่าหากฝ่ายค้านมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยเร็วที่สุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดร่วมใจลงมติไม่ไว้วางใจให้พล.อ.ประยุทธ์ บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะสามารถทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที โดยใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรเป็นทางออกให้ชาติบ้านเมือง จัดการกับผู้นำที่ไร้จิตสำนึก เพียงแต่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นแก่ลาภยศเงินตรา หรือชาติบ้านเมือง.&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110081</URL_LINK>
                <HASHTAG>เมธา มาสขาว, ไทยไม่ทน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_609792e189d35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2021 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่าย 30 องค์กรปชต. ล่าชื่อขับไล่รัฐบาลได้แล้ว 8 หมื่นราย ค้านแก้ รธน.สืบทอดอำนาจเผด็จการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.64 - ที่อนุสรณ์สถาน&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ตุลา&amp;nbsp;กลุ่มเครือข่าย 30&amp;nbsp;องค์กรประชาธิปไตย&amp;nbsp;แถลงข่าวขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยนายเมธา&amp;nbsp;มาสขาว&amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย&amp;nbsp;30&amp;nbsp;องค์กรประชาธิปไตย กล่าวว่า&amp;nbsp;ขณะนี้มีประชาชนร่วมลงชื่อ เพื่อขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จำนวน 8&amp;nbsp;หมื่นกว่ารายชื่อ&amp;nbsp;และจากนี้ไปขอให้ประชาชนมาลงชื่อเพิ่มให้มากที่สุด เพราะรัฐบาลนี้บริหารงานหลายด้านล้มเหลว&amp;nbsp;และรวบอำนาจรวมศูนย์กลางไว้กับตัวเองหลายเรื่อง&amp;nbsp;แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ได้&amp;nbsp;จึงสมควรที่จะลาออกจากตำแหน่งทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครือข่าย&amp;nbsp;30&amp;nbsp;องค์กรประชาธิปไตย จะสนับสนุนการขับไล่พลเอกประยุทธ์ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ร่วมกับขบวนการประชาชนทุกกลุ่มที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กลุ่มประชาชนคนไทย หรือเครือข่ายราษฎร&amp;rdquo; นายเมธา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา&amp;nbsp;กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น&amp;nbsp;ถ้าเราไม่หยุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราจะจมปลักอยู่กับรัฐธรรมนูญนี้และระบบเผด็จการแบบนี้ไปอีก&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ปี และเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp;(พปชร.)&amp;nbsp;พรรคร่วมรัฐบาล และส.ว. กำลังดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ เพื่อผลประโยชน์ในการจะสืบทอดอำนาจ และแก้ไขในส่วนที่ตนเองได้ประโยชน์เท่านั้น&amp;nbsp;ดังนั้น ทางกลุ่มจึงขอคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธา กล่าวด้วยว่า ทางเครือข่ายฯ ขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรื้อระบอบคสช.ของกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และไอลอว์ และเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ การจัดทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นนของประชาชนว่าสมควรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเราจะมีการจัดตั้งสภาประชาชน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เสนอประชามติคู่ขนานกับ ส.ส.ร.ต่อไป รวมถึงขอให้ส.ว.ทบทวนบทบาทของตัวเองแล้วออกมาจากความขัดแย้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107716</URL_LINK>
                <HASHTAG>เครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย, เมธา มาสขาว, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d6f9b7bf30f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขา ครป. เสนอยุทธศาสตร์ร้อยบุปผา-แม่น้ำร้อยสาย ร่วมขับไล่นายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 มิ.ย. 2564 ณ เวทีไทยไม่ทนเสวนาโต๊ะกลมออนไลน์วันนี้ นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ภาคประชาชนวันนี้ ควรเป็นยุทธศาสตร์ร้อยบุปผา รวมพลังแม่น้ำร้อยสาย เพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นภารกิจแรกของประชาชนทุกฝ่าย ที่ถึงแม้แต่ละกลุ่มอาจมีความหลากหลายทางอุดมการณ์ทางการเมือง แต่สามารถมีภารกิจแรกร่วมกันได้ในการขับไล่รัฐบาลทรรัฐ ระบอบ 3 ป.ที่กุมอำนาจผูกขาดประเทศไทยทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จนประชาชนยากแค้นทุกข์เข็ญทั้งแผ่นดิน แบ่งแยกประชาชนออกจากรัฐธรรมนูญและอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ข้อเสนอของภาคประชาชนแต่ละกลุ่มก็ล้วนต้องการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภารกิจข้อ 1 ของแกนนำราษฎรรุ่นใหม่ กลุ่มรีเด็ม กลุ่มเยาวชน-ประชาชนปลดแอก กลุ่ม นปช. กลุ่มพันธมิตร กลุ่มประชาชนคนไทย กลุ่มคนเดือนพฤษภา 35 กลุ่มคนเดือนตุลา กลุ่มพี่น้องแรงงาน สลัม และภาคประชาชน หรือเครือข่ายนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศ บางส่วนแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง แต่ไม่จำเป็นต้องละทิ้งจุดยืนของตนเอง สนามประชาธิปไตยของภาคประชาชนในยุคสมัยใหม่เป็นพื้นที่กลางที่ประชาชนทุกฝ่ายสามารถร่วมลงสนามและสร้างสรรค์กิจกรรมของตนเองได้อย่างเสรี เพื่อร่วมกันขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ เพราะที่เขารวบอำนาจปกครองอยู่ได้เพราะประชาชนอ่อนแอ ถูกแบ่งแยกแล้วปกครองมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะสามัคคีประชาชน รณรงค์ให้คนไทยไม่ทนต่อระบอบประยุทธ์อีกต่อไป และดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้ ระบอบทักษิณกับระบอบประยุทธ์กำลังกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะผลประโยชน์ส่วนตัวของทั้งสองกลุ่ม ประชาชนจึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวด้วยยุทธศาสตร์แม่น้ำร้อยสาย ร่วมกันขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีการเชื่อมต่อทุกฝ่ายมาร่วมกันขับไล่นายกฯ ให้ลาออก ซึ่งหากเรามีข้อเสนอว่าใครจะมาเป็นนายกคนต่อไปหลังพล.อ.ประยุทธ์แล้ว ก็จะเหมือนกบเลือกนาย การเสนอตัวเลือกต่างๆ ก็จะเป็นปัญหาความขัดแย้งในหมู่ประชาชนได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะไทยไม่ทนจึงไม่นำเสนอใคร เหมือนกับการออกมาชุมนุมโค่นล้มเผด็จการถนอม ณรงค์ ประภาศ เมื่อปี 2516 และการขับไล่พล.อ.สุจินดา และพวกในเหตุการณ์เดือนพฤษภา 2535 ที่มีเพียงพันธกิจขับไล่ผู้นำทรราชย์ออกไปให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสังคมทุกฝ่าย โดยเฉพาะบทบาทรัฐสภาในการดำเนินการต่อตามรัฐธรรมนูญและครรลองประชาธิปไตย เพื่อหานายกคนใหม่มาแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของ ครป. นั้นเคยแถลงไปแล้วที่ผ่านมาว่า ครป.ไม่เอานายกคนนอก นายกต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น โดยขอให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกตามมติสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงประชาชนที่จะกดดันพันธกิจหน้าที่ของนายกคนใหม่ต่อไป &amp;nbsp; และการไล่พล.อ.ประยุทธ์ และ 3 ป.ออกไปนั้น เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย และแก้ไขปัญหาการผูกขาดเศรษฐกิจในสถานการณ์วิกฤต และไม่ได้เรียกร้องให้ยุบสภา เพราะไม่ใช่ความผิดของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ กุมอำนาจรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือสถาบันทั้งปวง และอาจเลือกหนทางยุบสภาภายหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เอื้อประโยชน์ตนเอง &amp;nbsp;ซึ่งระบอบ 3 ป.ก็จะกลับมามีอำนาจรอบใหม่ โดยใช้ระบบ ส.ว.เลือกเข้ามามีอำนาจเหมือนเดิม และประเทศไทยก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องลาออกเท่านั้น เพื่อให้นายกคนใหม่มาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤตประเทศไทย เดินหน้าแก้ปัญหาโควิดระบาด แก้ไขการผูกขาดเศรษฐกิจของกลุ่มทุนผูกขาด และแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106245</URL_LINK>
                <HASHTAG>เมธา มาสขาว, เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), เวทีไทยไม่ทน, ไล่นายกน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5e3ea1dd6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
