<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ห่วงสายพันธุ์เดลต้าทำระบาดยืดเยื้อกดเศรษฐกิจโคม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2564 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ขอติดตามและประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเกี่ยวกับมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ล่าสุดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 โดยต้องดูว่าหลังจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์จบแล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่ หรือหากสถานการณ์ดีขึ้นจนสามารถประกาศผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในประเทศไทยนั้น ถือเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทำได้ช้าลง ซึ่ง ธปท. และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการติดตามและประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่านโยบายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 ที่ใช้ทำการประเมิน ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้ภายในต้นไตรมาส 4/2564 โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลัก ๆ ที่ต้องจับตา คือการกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง จนส่งผลให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น รวมถึงต้องจับตามองแรงกระตุ้นทางการคลัง เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ลดลงจะมีผลต่อแรงกระตุ้นทางการคลังในระยะต่อไป และฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจในปัจจุบันอาจจะนำไปสู่การจ้างงานที่จะส่งต่อไปยังฐานะทางการเงินของครัวเรือน ซึ่งก็จะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสมมุติฐานเดิม ธปท. มีการประเมินว่าในปีนี้รัฐบาลจะมีการเบิกจ่ายเงินกู้ ตาม พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาท จำนวน 1 แสนล้านบาท เพราะยังมีการเบิกจ่ายวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทค้างอยู่ และจะมีการเบิกจ่ายอีก 2 แสนล้านบาทในปีหน้า แต่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากข้อมูลสมมุติฐาน ซึ่งภาพเศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. 2564 ได้มีการรวมการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าไว้ในระดับหนึ่งแล้ว และหากสถานการณ์การระบาดยังยืดเยื้อ รุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้างกว่าที่ประเมิน รวมถึงปัจจุบันมีการใช้มาตรการในการควบคุมอย่างล็อกดาวน์ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการรุนแรงกว่าที่เคยคาดการ ซึ่งประเด็นนี้จะส่งผลกระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะมีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมเต็มจำนวนที่ 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลตอนที่ใช้ประเมินสถานการณ์นั้น การระบาดสายพันธุ์เดลต้ายังไม่รุนแรงเท่านี้ จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่สูงขนาดนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ธปท. กำลังเร่งประเมินภาพใหม่ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะเติบโตเป็นบวกหรือลบ จากปัจจุบันคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 1.8% โดยคงต้องไปดูปัจจัยลบเรื่องความไม่แน่นอนของการระบาด สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ยอมรับว่า ณ วันนี้ข้อมูลต่าง ๆ ยังส่งผลกระทบต่อจีดีพีในความเสี่ยงด้านต่ำอยู่&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชญาวดี กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การจัดหาและกระจายวัคซีนที่เหมาะสมให้เพียงพอและทันการณ์ โดยเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงจากเดิมตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการกลายพันธุ์ของไวรัสที่อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น และการระบาดในระลอกล่าสุดนี้ ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงมีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลงเหลือ 7 แสนคน จากเดิม 3 ล้านคน และปีหน้าเหลือ 10 ล้านคน จากเดิมที่ 21.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 พบว่า ภาคบริการและการลงทุนมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติด เป็นตัวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการระบาดในระลอกที่ 3 ขณะที่การส่งออกและการผลิตยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเมื่อมองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลัก ๆ มาจากความเปราะบางของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ยังฟื้นตัวไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ที่การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีแนวโน้มช้ากว่าในอดีต และคาดว่าจะมีลักษณะเป็น W-Shaped ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น กลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ช้าจากการสูญเสียทักษะและอาจทำให้ตลาดแรงงานกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลาดแรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิด scarring effects ที่แก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลทันท่วงที โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระยังมีความกังวลมากและต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของระลอกที่ 3 ซึ่งมีการประเมินระดับรายได้ของกลุ่มแรงงาน พบว่า แรงงานในภาคการค้ามีรายได้ลดลง และเริ่มเห็นการปลดพนักงาน ส่วนภาคบริการรายได้ปรับลดลงชัดเจน มีการลดวันทำงาน ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนที่เดิมเปราะบางอยู่แล้ว&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า 6 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ดังนั้นทุกส่วนต้องเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการด้านแรงงาน เพื่อรักษาการจ้างงานและพยุงรายได้กลุ่มเปราะบาง มาตรการด้านการคลัง ผ่านการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่ยังควบคุมการระบาดไม่ได้ ส่วนมาตรการด้านการเงิน ได้เร่งดำเนินการผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้ว 6.68 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.19 หมื่นราย โดยวงเงินอนุมัติเฉลี่ย อยู่ที่ 3.1 ล้านบาทต่อราย และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมถึงมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ สินเชื่ออิ่มใจ สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109466</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ, สายพันธุ์เดลต้า, เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d937d8c00e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจได้เลย &#039;ธปท.&#039;ชี้โควิดทุบท่องเที่ยวกระอักอีกนาน ลุ้นฟื้นปี 66  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา &amp;ldquo;ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย ว่า จากการระบาดของโควิด-19 ในหลายระลอก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ทั้งการจำกัดการเคลื่อนที่ การงดเดินทาง การเว้นระยะห่าง ลดการรวมตัว เป็นต้น ถือเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างมากกับภาคการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตราคาร บริษัทนำเที่ยว สายการบิน และอื่น ๆ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนาน จากการออกใช้มาตรการเพื่อยับยั้งการระบาดที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การเร่งการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเริ่มดำเนินการได้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2564 โดยจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107875</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ธปท., เมธี สุภาพงษ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d937d8c00e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ชี้ลูกหนี้กลับมาชำระตามปกติกว่า60% หลังสิ้นสุดมาตรการต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2563 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่สิ้นเดือนต.ค.63 จะสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินนั้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้สำรวจข้อมูลและสอบถามไปยังธนาคารพาณิชย์ถึงการเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าธนาคารที่เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว และจากข้อมูลที่ธปท.ได้รับมาพบว่าธนาคารพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนสิ้นสุดมาตรการ อีกทั้งลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้มีความสามารถกลับมาชำระคืนหนี้สถาบันการเงินได้ตามปกติเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 60% ของจำนวนลูกค้าที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้ทั้งหมด หลังจากที่มาตรการจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นเดือนนี้ ซึ่งสะท้อนทิศทางแนวโน้มของการชำระหนี้ที่กลับมาดีขึ้น และ ธปท.จะยังไม่มีการขยายระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวออกไป แต่จะเปลี่ยนมาใช้มาตรการที่ช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารเป็นกลุ่มๆ แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของลูกหนี้ธนาคารในสัดส่วนที่เหลือราว 40% ที่อาจจะไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกตินั้น จากการสอบถามไปทางธนาคารต่างๆ และได้ให้ธนาคารส่งข้อมูลมาไห้ธปท. พบว่า ธนาคารได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว มีการให้คำปรึกษากับลูกค้า และวางแผนการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าในส่วนที่ได้รับผลกระทบและมีโอกาสไม่สามารถกลับมาชำระคืนหนี้ได้ตามปกติ เป็นกลุ่มลูกค้า SMEs เป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนนี้ ธปท.ได้เล็งเห็นถึงการใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจ SMEs ไว้ โดยเฉพาะโครงการ DR BIZ &amp;quot;การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง&amp;quot; ที่จะเป็นโครงการช่วยแก้หนี้เดิมของธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายราย และให้สินเชื่อใหม่แกลู่กหนี้ที่มีศักยภาพ ส่วนลูกหนี้รายย่อยนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้รายย่อยโดยการรวมหนี้ (debtconsolidation) ทำให้ลูกหนี้รายย่อยไม่เสียประวัติ ลดภาระหนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และใช้วงเงินที่เหลือได้ เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80490</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้, เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0abc3f5844c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เศรษฐพุฒิ-เมธี&#039;ชิงดำผู้ว่าแบงก์ชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค. 2563 นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;ก.ค. 2563&amp;nbsp;ได้เชิญผู้สมัครมาแสดงวิสัยทัศน์ รวม&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน ได้แก่&amp;nbsp;1.นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท., 2.นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท., 3.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ&amp;nbsp;4.นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.)


ทั้งนี้ ที่ประชุมได้สรุปรายชื่อผู้ที่ผ่านสรรหาแล้วจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน เป็นคนใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน และ คนนอก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน เตรียมเสนอให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะรักษาการ รมว.การคลัง พิจารณาเพียง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;รายชื่อ และต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นผู้พิจารณารายชื่อผู้สมัครชิงผู้ว่า ธปท.คนใหม่ จะเห็นชอบหรือไม่


&amp;ldquo;คนที่คณะกรรมการสรรหาเลือก มีความเหมาะสม ไม่ขัดคุณสมบัติ โดยผู้ที่ผ่านการสรรหาลำดับที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มีคะแนนห่างกันไม่มาก ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ได้เสนอทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;รายชื่อให้นายสันติพิจารณาแล้ว แต่ท้ายที่สุดจะต้องผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม ครม.&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายรังสรรค์ กล่าว


ขณะที่นายสุชาติ เตชะโพธิ์ไทร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน&amp;nbsp;(บลจ.)&amp;nbsp;เจเอฟ จำกัด และ นางต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม&amp;nbsp;(ประเทศไทย)&amp;nbsp;จำกัด ไม่ได้เรียกมาแสดงวิสัยทัศน์ เพราะไม่ผ่านคุณสมบัติ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเมธี ได้เดินทางมาแสดงวิสัยทัศน์กับคณะกรรมการ ในช่วงเวลา&amp;nbsp;09.30&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า คณะกรรมการนัดเวลาไว้&amp;nbsp;9.30&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;และให้เวลาแสดงวิสัยทัศน์เป็นเวลา&amp;nbsp;20&amp;nbsp;นาที ต่อมาในเวลา&amp;nbsp;10.20&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เดินทางมามาแสดงวิสัยทัศน์ และกล่าวภายหลังว่า จะเขียนแถลงข่าวการแสดงวิสัยทัศน์ผู้ว่าเป็นบทความให้ทุกคนได้รับทราบในวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ก.ค.นี้ ส่วนผู้สมัครอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน ที่มาแสดงวิสัยทัศน์ได้แก่ นายเศรษฐพุฒิ และ นายรณดล ได้เดินทางมาแสดงวิสัยทัศน์ในลำดับถัดมา โดยไม่ปรากฏตัวให้สื่อมวลชนเห็น


รายงานข่าวจากคณะกรรมการสรรหา ระบุว่า คาดว่ารายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอให้ นายสันติ พิจารณาเลือกเป็นผู้ว่า ธปท.คนใหม่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน ส่วนที่มาจากคนนอก คือ นายเศรษฐพุฒิ ขณะที่คนใน เบื้องต้นยังคาดว่าจะเป็นนายเมธี ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งคู่ จึงขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายว่าต้องการให้ผู้ว่า ธปท.คนใหม่ มาจากคนในองค์กร หรือ คนนอกองค์กร ที่จะสามารถดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน เศรษฐกิจในช่วงและหลังวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp;ได้เหมาะสมกว่ากัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72163</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาสรรหาผู้ว่า ธปท., รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์, เมธี สุภาพงษ์, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f11a67cd8df0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4รายชื่อลุยชิงตำแหน่งผู้ว่าธปท.คนใหม่&#039;เมธี&#039;เต็งหนึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.2563 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การรับสมัครผู้สนใจชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ได้ปิดรับสมัครไปแล้วเมื่อวันที่16 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีผู้ยื่นสมัคร 4 ราย เป็นคนใน 2 ราย และคนนอก 2 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนนอกที่สมัครไม่มีชื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) &amp;nbsp;ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อเป็นตัวเต็งมีคุณสมบัติเป็นผู้ว่า ธปท. คนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คนในที่สมัครมี นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ซึ่งตอนนี้เป็นตัวเต็งผู้ว่า ธปท. คนใหม่จากผู้สมัครทั้ง 4 ราย เนื่องจากมีความรู้ความสามารถ มีบุคลิกของการเป็นผู้ว่า ธปท. และที่ผ่านมามีบทบาทในการออกมาตรการทางการเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเป็นผู้ชี้แจงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซอฟท์โลน และ พ.ร.ก. การสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ร่วมกับนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่า ธปท. คนปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงเวลาที่ผู้ว่า ธปท. ควรจะมาจากคนใน เนื่องจากการบริหารเศรษฐกิจของประเทศในวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง และยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร การทำงานของ ธปท. จะมีบทบาทสำคัญมาก การได้คนในที่ทำงานเรื่องนี้มาก่อนจะทำให้การแก้ปัญหาต่อเนื่อง และการให้คนในเป็นผู้ว่า ธปท. จะได้เปิดโอกาสให้คนในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ขยับ เพื่อสร้างบุคคลากรรุ่นใหม่รองรับในอนาคตต่อไป&amp;quot; แหล่งข่าว กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. จะประชุมเพื่อคัดสรรผู้เหมาะสมอีกครั้ง เพื่อทำงานต่อจากนายวิรไท ที่จะหมดวาระในตำแหน่ง 5 ปี ในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69028</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิงผู้ว่า ธปท., ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191205/image_big_5de86d26b8663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2020 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2020 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;รับห่วงค่าบาทโป๊กเล็งงัดมาตรการเบรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2563 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในระยะ2สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์โควิด-19ของไทยดีกว่าอีกหลายประเทศและตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส1/2563ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่ง ธปท. กังวลว่าการแข็งค่าเร็วของเงินบาทอาจไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังเปราะบาง หลายภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิด-19อย่างรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของไตรมาส2/2563ในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่ง ธปท. จะตรวจสอบการทำธุรกรรมของกลุ่มผู้ค้าทองคำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งพิจารณาแนวทางการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19ในไทยและภูมิภาคที่ปรับดีขึ้น อาจทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียและเงินบาทเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนบางกลุ่มที่ใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ไม่พึงประสงค์ และ ธปท.พร้อมพิจารณาใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจในปัจจุบัน&amp;rdquo; นายเมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในช่วงต่อไป สถานการณ์โควิด-19และสภาวะตลาดการเงินโลกจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับจะมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางตรงของทั้งภาครัฐและเอกชนที่อาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกลับทิศได้ในบางช่วง ธปท.จึงขอแนะนำให้ผู้ที่มีธุรกรรมเงินตราต่างประเทศป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรับมือกับความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาททั้ง2ทิศทางในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2563 ขยายตัว -1.8% เทียบกับการขยายตัว 1.5% ในไตรมาสที่ 4/2562 โดยในด้านการใช้จ่าย โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอลง การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาครัฐและเอกชนปรับตัวลดลง และการส่งออกรวมปรับตัวลดลงตามการส่งออกบริการที่ปรับตัวลดลงมาก โดยไตรมาส 1/2563 ถือว่าเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2557 ที่จีดีพี อยู่ที่ระดับ -0.4% หรือเป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะเป็นช่วงที่ลดลงต่ำสุดของปีนี้ เนื่องจากหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างหยุดชะงัก ทุกอย่างถูกล็อกดาวน์ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน การท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจ ห้างร้านต่าง ๆ จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่วนตัวเลขจะลดลงอยู่ในระดับเท่าใดนั้น ต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง&amp;rdquo; นายทศพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะปรับตัวลดลง -6.0% ถึง -5.0% เนื่องจากการปรับตัวลดลงของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก, การลดลงรุนแรงของจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ, การระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาภัยแล้งโดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งปีจะอยู่ที่-8.0% การบริโภคภาคเอกชน -1.7% และการลงทุนรวม -2.1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง -1.5% ถึง -0.5% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 4.9%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67597</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าเงินบาท, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0abc3f5844c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ธปท.”ส่งซิกหมดยุคบาทโป๊ก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ธ.ค. 2562 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ไม่ได้สบายใจที่ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท. ได้ดำเนินการในหลายเรื่องที่จะพยายามชะลอการแข็งค่าของค่าเงิน เช่น ความเข้มงวดในการติดตามเงินที่ไหนเข้ามาเก็งกำไร และการยืนยันตัวตนที่ชัดเจนของนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบัญชีเงินฝากในประเทศไทยได้ ซึ่ง ธปท. ก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ถ้าเห็นความผิดปกติก็จะสอบถามไปยังธนาคารที่เกี่ยวข้องเพื่อขอดูข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงที่มีเงินไหลเข้ามาก ๆ ธปท. ก็เข้าไปแทรกแซงตลาดในบางช่วง เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ธปท. ได้มีการผ่อนปรนการนำเงินเข้ามาของผู้ส่งออกและเปิดให้คนไทยที่เป็นบุคคลธรรมดาลงทุนในต่างประเทศได้ รวมถึงการหักลบกลบหนี้กับภาระที่มีในต่างประเทศ ซึ่งมาตรการนี้เพิ่งดำเนินการก็อาจจะยังไม่เห็นผลเร็วนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญในขณะนี้ คือ แนวโน้มตลาดได้เปลี่ยนไปจากเดิม คือ ค่าเงินของภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง นักลงทุนในตลาดโลกเลือกที่จะเปลี่ยนมุมมองในการมองทิศทางของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทด้วย จึงเห็นว่าในช่วงหลัง ๆ ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง และจะมีทิศทางที่กลับทิศแล้ว ซึ่งไม่ได้มาจาก ธปท. เข้าไปแทรกแซง แต่เป็นการคาดการณ์ของตลาดเองที่มองว่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ จะเห็นว่าแรงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มลดลง การเกินดุลมีแนวโน้มลดลง ส่วนผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผลต่อค่าเงินบาทโดยตรง แต่ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของทิศทางค่าเงินบาทในช่วงต่อไป&amp;rdquo; นายเมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธี กล่าวอีกว่า อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ &amp;nbsp;(yield curve) ของไทยยังต่ำกว่าสหรัฐฯอยู่ และเกือบจะต่ำที่สุดในเอเชีย รวมถึงอาเซียนด้วย ทำให้แรงดึงดูดที่จะเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินคงน้อยลง โดยจากที่ทราบกันมาทั้งปีว่าการไหลเข้าของเงินที่เข้ามาลงทุนในหุ้นและพันธบัตรเป็นการไหลออกสุทธิ จึงไม่ได้เป็นเรื่องของการเข้ามาเก็งกำไร นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องของผู้ส่งออกนำเงินเข้ามาจากการเกินดุล รวมถึงการท่องเที่ยวที่ยังค่อนข้างเยอะ ซึ่ง ธปท. ก็ได้ผ่อนคลายให้ผู้ส่งออกแล้ว ก็คงจะนำเงินเข้ามาไม่มาก ก็จะลดแรงกดดันค่าเงินไปได้อีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นเรื่องทองคำที่คิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับลดลงไปค่อนข้างมาก การขายทองคำออกไปลดลงจนแทบจะไม่มีให้เห็นในช่วงนี้ ดังนั้นแรงกดดันจากการขายทองคำออกไปเพื่อรับเงินตราต่างประเทศเข้ามาก็น้อยลง ธปท. ก็ได้พูดคุยกับผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ให้มีการค้าขายกันเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแนวโน้มในตลาดขณะนี้ไม่ได้ว่าบาทจะมีทิศทางแข็งค่าข้างเดียวเหมือนในอดีตแล้ว มีหลายนักวิเคราะห์บอกว่าให้ผู้นำเข้าต้องมีการทำประกันความเสี่ยง ไม่ใช่รอค่าเงินแข็งแล้วค่อยไปทำ เพราะหากมีการเปลี่ยนทางแรงขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องเสียโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ค่าเงินบาทแข็งค่าถึงจุดสูงสุดแล้วหรือไม่ อาจจะยังบอกไม่ได้ แต่ค่าเงินมีทิศทางการเคลื่อนไหว 2 ทิศทางมากขึ้น ไม่ใช่ทางเดียวเหมือนในอดีต เป็นไปตามบทวิเคราะห์ของหลาย ๆ ฝ่าย ที่มองว่าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะค่าเงินบาทจะไม่ Safe Heaven เหมือนในอดีต ดูจากภาพรวมค่าเงินบาทก็แข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปค่อนข้างเยอะแล้ว ซึ่งนักลงทุนก็เริ่มคิดได้ว่าถ้าลงทุนในประเทศที่ค่าเงินแข็งไปทำไม เพราะโอกาสถูกตีกลับก็จะมีเยอะ&amp;rdquo; นายเมธี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเมธี กล่าวอีกว่า ธปท. ดูตามสถานการณ์ซึ่งช่วงก่อนหน้าก็ยังไม่มั่นใจว่าค่าเงินบาทจะกลับทิศทางหรือไม่ แต่ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้น สอดคล้องกับนักวิเคราะห์หลายสำนัก ก็คิดว่าโอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมีมากขึ้น ส่วนค่าบาทจะอ่อนลงไปถึง 32-33 บาทนั้นเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก แต่เคลื่อนไหวในทางอ่อนค่านั้นโอกาสจะมีมากขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหตุผลที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าไม่ควรลงทุนในเงินบาท เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่แทบจะไม่มีแล้ว และเห็นว่าอาจจะลงทุนในบาทมากเกินไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งท่าทีของ ธปท. ที่เอาจริงเอาจังในเรื่องการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี แนวโน้มค่าเงินบาทที่มีการอ่อนค่าลงก็ยังไม่น่าจะช่วยเรื่องการส่งออกได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็จะช่วยให้ผู้ส่งออกมองทิศทางในอนาคตว่าค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวในลักษณะที่อ่อนตัวลงได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ ธปท.ธนาคารพาณิชย์ และตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมส.อ.ท. นั้น ขณะนี้ ธปท.มีคณะทำงานซึ่งพูดคุยกับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อดูแลการป้องกันความเสี่ยง หรือบริหารจัดการความเสี่ยง หากเอกชนมีปัญหา หรืออุปสรรคอย่างไร ธปท. ก็ได้รับฟังปัญหา และดูวิธีบริหารจัดการในหลายมุมให้ครบถ้วน รวมถึงมุมมองของเอกชนให้มาช่วยกันคิด ซึ่งธปท. ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เป็นการระดมความคิด และคาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51828</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), หมดยุคบาทแข็ง, เมธี สุภาพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191205/image_big_5de86d26b8663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
