<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 19:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 19:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจออสซี่สลายม็อบแรงงานต้านบังคับฉีดวัคซีน-ปิดไซต์ก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจปราบจลาจลออสเตรเลียในนครเมลเบิร์นสลายการชุมนุมของกลุ่มคนงานก่อสร้างเมื่อวันอังคาร ที่ประท้วงคำสั่งบังคับให้คนงานต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 และมาตรการปิดไซต์ก่อสร้างในเมืองนี้นาน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนงานก่อสร้างหลายพันคนเดินขบวนกลางนครเมลเบิร์นเมื่อวันอังคาร ประท้วงประกาศของรัฐที่สั่งปิดไซต์ก่อสร้างนาน 2 สัปดาห์ในวันอังคาร และบังคับให้คนงานต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า คนงานก่อสร้างมากกว่า 1,000 คน สวมเสื้อกั๊กนิรภัยและรองเท้าทำงาน รวมตัวชุมนุมกลางนครเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรีย เมื่อวันอังคารที่ 21 กันยายน หลายคนจุดพลุแฟลร์, ขว้างขวดและทุบทำลายรถตำรวจหลายคัน และตะโกนต่อต้านคำสั่งบังคับให้คนงานฉีดวัคซีนและมาตรการล็อกดาวน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองใหญ่อันดับ 2 ของออสเตรเลียแห่งนี้อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดมานาน 7 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตา มีรายงานว่า พบหลายคลัสเตอร์เชื่อมโยงกับไซต์ก่อสร้าง ซึ่งมาตรการควบคุมโควิด-19 หย่อนยาน และทำให้ทางการออกข้อกำหนดที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ด้วยการสั่งปิดห้องพักดื่มชาในสถานที่ก่อสร้าง, ประกาศบังคับให้แรงงานต้องฉีดวัคซีน และล่าสุดยังสั่งปิดไซต์ก่อสร้างเกือบทุกแห่งนาน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประท้วงที่คัดค้านมาตรการเหล่านี้เผชิญหน้ากับตำรวจนานหลายชั่วโมง โดยไม่ฟังเสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้สลายตัว และคำเตือนครั้งสุดท้ายของตำรวจที่ว่าจะไม่มีการเตือนอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชน แพตตัน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า ตำรวจประมาณ 500 นายรับมือกับสถานการณ์ &amp;quot;ท้าทาย&amp;quot; นี้ และจำเป็นใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ได้แก่ สเปรย์พริกไทย, กระสุนยาง และระเบิดรับเบอร์บอล ในการสลายการชุมนุม มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นายในเหตุการณ์รุนแรงและมีคนถูกจับกุมมากกว่า 40 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันจันทร์ มีคนงานก่อสร้างมากกว่า 100 คนสวมเสื้อกั๊กนิรภัยก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำลายกระจกด้านนอกอาคารของสหภาพแรงงานกลางนครเมลเบิร์น ซึ่งทำให้รัฐบาลของรัฐวิกตอเรียประกาศปิดไซต์ก่อสร้างชั่วคราว 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันอังคาร และทำให้แรงงานหลายหมื่นคนไม่ได้ทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐวิกตอเรียมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงเมื่อวันอังคาร 603 ราย นครเมลเบิร์นที่เป็นเมืองหลวงของรัฐนี้กำลังอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เช่นเดียวกับนครซิดนีย์ โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งฉีดวัคซีนแก่ประชากรให้ถึงร้อยละ 80 ตามเป้าหมายสำหรับการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 เดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117438</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประท้วงบังคับฉีดวัคซีน, ปิดไซต์ก่อสร้าง, สลายม็อบแรงงานก่อสร้าง, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149d13a6912b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 22:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 22:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐวิกตอเรียเพิ่มโทษหนัก ไม่กักตัวโดนปรับ1แสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าปรับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่ฝ่าฝืนคำสั่งให้กักตัวอยู่ที่บ้าน เป็นเกือบ 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 110,910 บาท ถ้าฝ่าฝืนกฎร้ายแรงจะโดนยื่นฟ้อง เสียค่าปรับถึง 20,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจและทหารเดินตรวจตราที่สวนฟิตซ์รอยในนครเมลเบิร์น วันที่ 4 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐทางใต้ของออสเตรเลียแห่งนี้กำลังเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 2 ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโทษว่าส่วนหนึ่งมาจากประชาชนฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้นครเมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐวิกตอเรียเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวในยามวิกาล, สั่งปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็น, บังคับประชาชนสวมหน้ากาก เนื่องจากพบผู้ติดไวรัสโคโรนารายวันหลายร้อยราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แดเนียล แอนดรูวส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย แถลงเมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคมว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านล่าสุด พบว่า มีผู้ติดเชื้อ 800 คน หรือมากกว่า 25% ของผู้ติดเชื้อในรัฐวิกตอเรียที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขากลับไม่ได้อยู่ที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนดรูวส์ประกาศขึ้นค่าปรับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่ฝ่าฝืนไม่กักตัวอยู่ที่บ้าน โดยต้องเสียค่าปรับเกือบ 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 110,910 บาท และถ้าโดนจับได้ว่าออกจากบ้านครั้งที่ 2 ก็จะขึ้นค่าปรับจากเดิมอีก 1,652 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 36,630 บาท ผู้ติดเชื้อจะได้รับอนุญาตออกจากบ้านได้ในกรณีเดียวคือต้องเข้าพบแพทย์ฉุกเฉิน จากที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้ออกกำลังกายกลางแจ้งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้ติดเชื้อที่ฝ่าฝืนกฎร้ายแรงโดยส่งฟ้องศาล ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจต้องเสียค่าปรับสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 443,550 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนดรูวส์เผยด้วยว่า จะส่งทหารอีก 500 นายเข้ามาเพิ่มในนครเมลเบิร์น เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกตรวจผู้ติดเชื้อถึงที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชน แพ็ตตัน ผู้บังคับการตำรวจรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า ตำรวจหลายร้อยนายถูกส่งลาดตระเวนตามถนน เพื่อตรวจตราผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว, คนที่ไม่สวมหน้ากาก หรือละเมิดคำสั่งกักตัวอยู่บ้าน และพบว่า มีคนกลุ่มเล็กๆ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่คิดว่าคำสั่งเหล่านี้บังคับใช้กับพวกเขาไม่ได้ โดยไม่ยอมแจ้งชื่อและที่อยู่ที่ด่านตรวจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73438</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักกันโรค, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์น, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f297be47f8ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 20:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกติดโควิดทะลุ18ล้านคน กรุงมะนิลาหวนล็อกดาวน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นครเมลเบิร์นบังคับใช้เคอร์ฟิวยามวิกาลควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็น ส่วนฟิลิปปินส์รื้อฟื้นล็อกดาวน์กรุงมะนิลาและปริมณฑล ขณะยอดติดเชื้อไวรัสทั่วโลกเกินหลัก 18 ล้านรายแล้วในวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดจากเด็กหญิงเพื่อตรวจหาไวรัสโควิด-19 ที่ด้านนอกโรงพยาบาลในกรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียประกาศใช้มาตรการควบคุมโรคระบาดที่เข้มงวดขึ้นหลังจากประกาศภาวะภัยพิบัติเมื่อวันอาทิตย์และใช้เคอร์ฟิวยามวิกาลในเมืองเมลเบิร์น เมืองเอกของรัฐและเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม รัฐบาลท้องถิ่นยังมีคำสั่งให้ธุรกิจที่ไม่จำเป็น ซึ่งยกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ต, ร้านขายยาและร้านขายเหล้า ปิดกิจการชั่วคราว เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครเมลเบิร์นมีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละหลายร้อยราย ทั้งที่ในรัฐอื่นๆ ของออสเตรเลียแทบไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่หรือมีเพียงไม่กี่ราย แดเนียลส์ แอนดรูวส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย ประกาศเมื่อวันอังคารว่า การสั่งปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็น มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะมีคนเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปทำงานลดลงราว 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์ก็กำลังกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในกรุงมะนิลาและปริมณฑล หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศทะลุ 100,000 รายไปแล้ว เมื่อคืนวันอาทิตย์ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ประกาศว่า เมืองหลวงและ 4 จังหวัดโดยรอบ ซึ่งมีประชากรรวมมากกว่า 27 ล้านคน จะกลับเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 4 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาตรการใหม่นี้ ระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงรถโดยสารจีปนีย์ จะหยุดบริการ และระงับเที่ยวบินในประเทศ ประชาชนต้องอยู่บ้านโดยยกเว้นให้ออกไปซื้อสินค้าที่จำเป็นได้หรือไปออกกำลังกายนอกบ้าน ธุรกิจบางประเภทเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เปิดได้ ส่วนร้านอาหารขายได้เฉพาะนำกลับบ้านเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เป็นสถิติที่ 5,032 ราย ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศถึงวันจันทร์อยู่ที่ 106,330 ราย เสียชีวิตแล้ว 2,104 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามซึ่งพบการระบาดรอบใหม่ที่เมืองดานัง สื่อท้องถิ่นรายงานเมื่อวันจันทร์ว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 4 รายเป็นคนงานในโรงงานอย่างน้อย 4 แห่งในเมืองนี้ซึ่งมีคนงานรวมกัน 3,700 คน นับแต่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศครั้งแรกในรอบ 100 วันที่ดานังเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ถึงขณะนี้โควิด-19 ได้แพร่ไปอย่างน้อย 10 พื้นที่แล้ว รวมถึงกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อของเวียดนามเพิ่มเป็นอย่างน้อย 621 ราย เสียชีวิต 6 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกถึงวันจันทร์จากฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์เพิ่มเป็นมากกว่า 18,093,000 ราย และเสียชีวิตแล้ว 689,625 ราย สหรัฐมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 4,667,957 ราย เสียชีวิต 154,860 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดบอราห์ เบิร์กซ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานเฉพาะกิจไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว กล่าวกับซีเอ็นเอ็นเมื่อวันอาทิตย์ว่า สถานการณ์ในสหรัฐขณะนี้แตกต่างจากสถานการณ์ในเดือนมีนาคม-เมษายน โดยเป็นการแพร่ระบาด &amp;quot;ระยะใหม่&amp;quot; ที่มีความแพร่กระจายเป็นพิเศษ โรคนี้ระบาดในพื้นที่ชนบทเท่าๆ กับเขตเมืองแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73335</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ติดเชื้อไวรัส, ล็อกดาวน์กรุงมะนิลา, เมลเบิร์น, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f28177379961.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เคนิน&#039; สาวอเมริกันซิวแชมป์หญิงเดี่ยวออสเตรเลียน โอเพ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โซเฟีย เคนิน สาวน้อยวัย 21 ปีจากสหรัฐอเมริกา มืออันดับ 15 ของโลกผงาดแชมป์หญิงเดี่ยว ออสเตรเลียน โอเพ่น หลังเอาชนะ การ์บีเน มูกูรูซ่า แชมป์แกรนด์สแลม 2 รายการวัย 26 ปีจากสเปน 2-1 เซ็ตด้วยสกอร์ 4-6, 6-2 และ 6-2 ในการแข่งขันที่เมลเบิร์นพาร์ค ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ออสเตรเลียน โอเพ่น, เทนนิส, เทนนิสอาชีพ, เมลเบิร์น, เมลเบิร์นพาร์ก, แกรนด์สแลม, แชมป์หญิงเดี่ยว, โซเฟีย เคนิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200201/image_big_5e355935cbeee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวียนนา&#039; รักษาแชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกของดิอีโคโนมิสต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ดิอีโคโนมิสต์เปิดเผยการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2562 ยกให้กรุงเวียนนาของออสเตรียเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นครเมลเบิร์นของออสเตรเลียรองแชมป์ ส่วนเมืองที่ไม่น่าอยู่ที่สุดคือกรุงดามัสกัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถม้าวิ่งผ่านวิหารเซนต์สตีเปนในกรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 / JOE KLAMAR / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ยูนิต (อีไอยู) หน่วยวิจัยของนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ ยกย่องให้เมืองหลวงของออสเตรีย ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องดนตรีคลาสสิกและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังมีพื้นที่สีเขียวและระบบบริการสาธารณะอันยอดเยี่ยม เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเมื่อปี 2561 แทนที่นครเมลเบิร์นที่ครองแชมป์มา 7 ปีติดต่อกัน ในการจัดทำดัชนีเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกของอีไอยู ที่สำรวจ 140 เมืองใหญ่ทั่วโลก และในปีนี้ 2562 อีไอยูยังคงยกให้กรุงเวียนนาครองอันดับ 1 อีกเป็นปีที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 กล่าวว่า การจัดอันดับของอีไอยูที่เผยแพร่ในวันเดียวกัน เป็นการสำรวจจากปัจจัยหลากหลายด้าน เช่น มาตรการการครองชีพ, อาชญากรรม, โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม, การเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุข รวมไปถึงความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยมีคะแนนเต็ม 100&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเวียนนา ซึ่งมีระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกสบาย, น้ำประปาที่สดชื่นจากเทือกเขาแอลป์ และชีวิตหลากวัฒนธรรม ได้คะแนนสูงสุดถึง 99.1 คะแนน เท่ากับคะแนนที่ได้เมื่อปีที่แล้ว ส่วนเมลเบิร์นนั้นได้คะแนนน้อยกว่าแค่ 0.7 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จักรยานจอดเป็นแถวด้านนอกโรงอุปรากรในกรุงเวียนนา / JOE KLAMAR / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับที่เหลือใน 10 อันดับแรก ได้แก่ 3. เมืองซิดนีย์ของออสเตรเลีย 4. เมืองโอซากาของญี่ปุ่น 5. เมืองแคลการีของแคนาดา 6. เมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดา 7. เมืองโทรอนโตของแคนาดา และกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น 9. กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก และ 10. เมืองแอดิเลดของออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของอีไอยูชี้ว่า เมืองในยุโรปตะวันออกและอเมริกาเหนือยังคงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใน 20 อันดับแรกนั้น มีเมืองในยุโรป 8 เมือง ที่เหลือเป็นเมืองของญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และแคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ดัชนีเมืองน่าอยู่ของอีไอยูให้ความสำคัญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการดำรงชีวิต ซึ่งส่งผลให้กรุงนิวเดลีของอินเดียและกรุงไคโรของอียิปต์อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 118 และ 125 ตามลำดับ เนื่องจาก &amp;quot;คุณภาพอากาศแย่, อุณหภูมิเฉลี่ยที่ไม่น่าปรารถนา และการจัดสรรน้ำที่ไม่เพียงพอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหานครเช่นกรุงปารีสอันดับร่วงลง 3 อันดับ มาอยู่ที่ 25 ด้วยผลจากการประท้วงของคนเสื้อกั๊กเหลือง ส่วนลอนดอนและนิวยอร์กอยู่อันดับ 48 และ 58 จากภาพลักษณ์ของความเสี่ยงต่ออาชญากรรมและการก่อการร้าย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่แบกรับภาระหนักเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเมืองที่น่าอยู่น้อยที่สุดคือ กรุงดามัสกัสของซีเรีย รองลงมาคือกรุงลากอสของไนจีเรีย, กรุงธากาของบังกลาเทศ, กรุงตริโปลีของลิเบีย, เมืองการาจีของปากีสถาน, กรุงพอร์ตมอร์สบีของปาปัวนิวกินี, กรุงฮาราเรของซิมบับเว, เมืองดูอาลาของแคเมอรูน, กรุงแอลเจียร์ของแอลจีเรีย และกรุงการากัสของเวเนซุเอลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นปีนี้ เวียนนาเพิ่งได้รับการยกย่องเป็นเมืองที่คุณภาพชีวิตดีที่สุดจากการจัดอันดับของบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ เมอร์เซอ เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44998</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเวียนนา, ครองแชมป์เมืองน่าอยู่, ดัชนีเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก, ดิอีโคโนมิสต์, อีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ยูนิต, อีไอยู, เมลเบิร์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6f7d98afce3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออสซี่จับโคตรไอซ์ 1.6ตันส่งจากไทย! ‘กรมศุลฯ’เต้นสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตำรวจออสเตรเลียยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศได้ โดยซุกไว้ในลำโพงปะปนสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ส่งลงเรือมาจากกรุงเทพฯ เข้าเทียบท่านครเมลเบิร์น มีน้ำหนักเกือบ 1.6 ตัน &amp;ldquo;กรมศุลากร&amp;rdquo; เต้นสั่งสอบสวนพร้อม ป.ป.ส.จัดการตามกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอบีซีนิวส์ออสเตรเลียเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย. อ้างคำแถลงของสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (เอเอฟพี) วันเดียวกันว่า การตรวจยึดยาเสพติดปริมาณมหาศาลครั้งนี้เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย (เอบีเอฟ) ที่ตรวจพบเมทแอมเฟตามีนหรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ายาไอซ์ ซุกซ่อนอยู่ในลำโพงเครื่องเล่นเสียงบรรจุอยู่ในตู้สินค้าที่ขนส่งมาจากกรุงเทพฯ ถึงท่าเรือในนครเมลเบิร์น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเอกซเรย์ตรวจพบสิ่งผิดปรกติภายในลำโพงเหล่านี้ และเมื่อเจ้าหน้าที่เอบีเอฟแกะดู ก็พบห่อสุญญากาศบรรจุยาเสพติดอยู่ภายใน&amp;quot; แถลงการณ์ของเอเอฟพีกล่าว โดยระบุว่า ยาไอซ์ที่พบนี้มีน้ำหนักรวมกันเกือบ 1,600 กิโลกรัม ซึ่งมากที่สุดเท่าที่ออสเตรเลียเคยยึดได้ และหากออกสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 26,228 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจออสเตรเลียกล่าวว่า ตำรวจยังไม่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยคนใดในคดีนี้ ซึ่งนอกจากยาไอซ์ 1.6 ตันแล้ว ยังตรวจพบเฮโรอีนน้ำหนัก 37 กิโลกรัม มูลค่า 18.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 404.5 ล้านบาท)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครก พาลเมอร์ ผู้บังคับการตำรวจเอบีเอฟรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า การยึดยาเสพติดในครั้งนี้ส่งผลสะเทือนอย่างมากต่อการจัดหายาเสพติดในรัฐนี้ หากเอบีเอฟไม่มีขีดความสามารถในการตรวจหาและระบุเป้าหมายที่ซับซ้อน ยาเสพติดเหล่านี้จะสามารถออกสู่ท้องถนนในนครเมลเบิร์นและที่ต่างๆ การตรวจยึดยาไอซ์ในครั้งนี้เป็นการยึดยาไอซ์ปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ และแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความแน่วแน่ของเอบีเอฟที่จะหยุดยั้งการนำเข้ายาเสพติดเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า เมื่อปี 2560 ตำรวจออสเตรเลียตั้งข้อหาชาย 8 คนที่เกี่ยวข้องกับการยึดยาไอซ์น้ำหนัก 1.2 ตัน จากเรือลำหนึ่งที่เมืองเจอรัลด์ตัน ชายฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบกรณีทางการออสเตรเลียยึดยาเสพติดประเภทยาไอซ์ล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ที่ตรวจพบจากตู้นำเข้าสินค้าที่ส่งออกไปจากไทย โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นผู้ส่งออกตู้สินค้าดังกล่าว ซึ่งให้ตรวจสอบอย่างละเอียด และประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดำเนินการในขั้นตอนทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยยุทธ คําคุณ โฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ในหลักการการตรวจสอบสินค้าขาออกจะใช้วิธีบริหารความเสี่ยง ซึ่งกรมศุลกากรคงไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ทั้งหมด เพราะในแต่ละปีมีใบแจ้งส่งสินค้าออกมากกว่า 1 ล้านรายการ โดยกรมศุลกากรยังไม่ได้รับการประสานขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลจากทางการออสเตรเลียแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพุธที่ 5 มิ.ย. ที่ ป.ป.ส.ได้แถลงผลการบูรณาการปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดที่จับกุมนายสุวิทย์ หรืออ๊อฟ พรมโอ่น อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 ซอยสุขสวัสดิ์ 31/1 แขวงและเขตราษฎร์บูรณะ กทม. พร้อมของกลางยาเสพติดไอซ์ 1,495 กิโลกรัม เคตามีน 91 กิโลกรัม รถบรรทุกหกล้อ 2 คัน รถยนต์ 4 คัน และเครื่องบรรจุยาเสพติด 1 เครื่อง ซึ่งการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.มีประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนสำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ว่าผู้ต้องหาร่วมกับพวกเปิดโกดังแอบอ้างทำธุรกิจขายทุเรียนย่านปทุมธานี เลขที่ 16/56 หมู่ 2 ต.บางหลวง อ.เมืองปทุมธานี เพื่อเก็บพักคอยยาเสพติดก่อนส่งออกไปต่างประเทศ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม จนกระทั่งวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 02.00 น. พบนายสุวิทย์ และนายหมู (นามสมมุติ) ที่หลบหนี ได้ขับรถเก๋งต้องสงสัยฮอนด้า รุ่นฟรีด สีขาว ทะเบียน ขจ 2715 ชลบุรี เข้ามาในโกดัง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถ แต่นายหมูซึ่งเป็นคนขับไหวตัวหลบหนีไปได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจค้นรถพบของกลาง ไอซ์จำนวน 4 กล่อง กล่องละ 25 ก้อน รวม 100 กิโลกรัม และเคตามีน 2 กล่องน้ำหนักรวม 91 กิโลกรัม ต่อมาได้เข้าตรวจค้นด้านในโกดังหมายเลข 7 พบไอซ์น้ำหนัก 1,395 กิโลกรัม ซุกซ่อนในช่องลับพื้นรถบรรทุกหกล้อยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 72-3007 นครปฐม ส่วนรถบรรทุกหกล้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 70-3006 นครปฐม พบว่ามีการทำช่องลับบริเวณพื้นกระบะด้านท้ายเช่นเดียวกัน แต่ไม่พบยาเสพติด ซึ่งเชื่อว่าอาจจะมีการนำออกจากรถและส่งจำหน่ายไปก่อนแล้ว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37959</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลากร, กรุงเทพฯ, ซุกไว้ในลำโพง, ตำรวจออสเตรเลีย, ยาไอซ์, ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ, สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์, หนังสือพิมพ์, เมลเบิร์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190607/image_big_5cfa6dc6a12f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวียนนาครองแชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุด กรุงเทพฯ อันดับ 98 จาก 140</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรุงเวียนนาของออสเตรียสามารถโค่นนครเมลเบิร์นลงจากบัลลังก์แชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก 7 ปีซ้อนได้ตามการจัดอันดับของอีไอยูประจำปี 2561 นี้ ส่วนไทยขยับขึ้น 4 อันดับจากปีที่แล้วมาอยู่ที่อันดับ 98 จาก 140 เมืองทั่วโลก รั้วที่ 3 ในภูมิภาคนี้รองจากสิงคโปร์และกัวลาลัมเปอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นครเมลเบิร์นของออสเตรเลียครองแชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกมา 7 ปีซ้อน แต่ปีนี้ได้อันดับที่ 2 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการจัดอันดับของอีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ยูนิต (อีไอยู) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 14 สิงหาคม 2561 ส่งให้เมืองหลวงของออสเตรียเป็นมหานครของยุโรปเมืองแรกที่สามารถครองแชมป์เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกของอีไอยูได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า แต่ละปี หน่วยงานวิเคราะห์ในสังกัดอีโคโนมิสต์กรุ๊ปแห่งนี้จัดอันดับเมืองใหญ่ทั่วโลก 140 เมือง โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านในการให้คะแนนซึ่งมีเต็ม 100 คะแนน อาทิ มาตรฐานการดำรงชีวิต, อาชญากรรม, โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม, การเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพ ไปจนถึงเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้ กรุงเวียนนาได้คะแนน &amp;quot;เกือบสมบูรณ์แบบ&amp;quot; ที่ 99.1 คะแนน แซงนครเมลเบิร์นซึ่งได้อันดับสองด้วยคะแนนถึง 98.4 อันดับรองลงไปในท็อปเทนได้แก่ 3. โอซากา (ญี่ปุ่น) 4. แคลการี (แคนาดา) 5. ซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) 6. แวนคูเวอร์ (แคนาดา) 7. โตเกียว (ญี่ปุ่น) และ โทรอนโต (แคนาดา) 9. โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) และ 10. แอดิเลด (ออสเตรเลีย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยของอีไอยูกล่าวว่า เมืองที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดมีแนวโน้มเป็นเมืองขนาดกลางในประเทศร่ำรวย หลายเมืองในท็อปเทนมีประชากรค่อนข้างเบาบาง ซึ่งเอื้อต่อกิจกรรมสันทนาการโดยไม่นำไปสู่การก่ออาชญากรรมในระดับสูงหรือเป็นภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออสเตรเลียและแคนาดาซึ่งมี 3 เมืองติดท็อปเทน มีสัดส่วนประชากรแค่ 3.2 และ 4 คนต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น ตามลำดับ เทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 58 คน/ตร.กม. อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นเป็นข้อยกเว้น โดยค่าเฉลี่ยความหนาแน่นประชากรทั่วประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 347 คน/ตร.กม. แต่ญี่ปุ่นก็มีชื่อเสียงเรื่องเครือข่ายขนส่งที่ดีเยียมและมาตรฐานการครองชีพที่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเมืองที่ไม่น่าอยู่ที่สุด ไล่จากอันดับล่างสุดขึ้นมาได้แก่ ดามัสกัส (ซีเรีย), ธากา (บังกลาเทศ), ลากอส (ไนจีเรีย), การาจี (ปากีสถาน), พอร์ตมอร์สบี (ปาปัวนิวกินี), ฮาราเร (ซิมบับเว), ตริโปลี (ลิเบีย), ดูอาลา (แคเมอรูน), แอลเจียร์ (แอลจีเรีย) และดาการ์ (เซเนกัล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองที่น่าอยู่ที่สุดได้แก่ สิงคโปร์ (อันดับ 37) ตามด้วยกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย (อันดับ 78) ส่วนกรุงเทพมหานครนั้น ปีนี้ได้อันดับ 98 ดีขึ้น 4 อันดับ จากอันดับ 102 ในปี 2560 ถือว่าขยับเข้าใกล้กรุงกัวลาลัมเปอร์มากที่สุดโดยห่างเพียง 20 อันดับ จากปีที่แล้วซึ่งห่างกันถึง 32 อันดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศที่มีพัฒนาการดีที่สุดในช่วง 5 ปีนั้น ได้แก่ อาบีจาน (ไอวอรีโคสต์), ฮานอย (เวียดนาม), เบลเกรด (เซอร์เบีย) และเตหะราน (อิหร่าน).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, อีไอยู, เมลเบิร์น, เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก, เวียนนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72c39e0eeb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
