<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 23:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์เตรียมความพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวภายในทศวรรษนี้ ในช่วงเวลาที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวย โดยปรับกลยุทธ์จาก &amp;ldquo;รถยนต์ไฟฟ้านำ&amp;rdquo; (electric-first) เป็น &amp;ldquo;รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น&amp;rdquo; (electric-only) โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะบริษัทรถยนต์ระดับลักชัวรีแถวหน้าของโลก พร้อมเดินหน้าสู่โลกที่ปราศจากการปล่อยมลพิษและอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายในปี 2565 เมอร์เซเดส-เบนซ์จะมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ในทุกเซกเมนต์รถยนต์ของบริษัท และนับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมาทั้งหมดจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น โดยลูกค้าจะสามารถเลือกรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ทุกรุ่นที่บริษัทผลิตขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจที่จะเร่งความเร็วในการปรับกลยุทธ์โดยยังคงเป้าหมายเดิมในการทำกำไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอลา &amp;nbsp;คัลเลเนียส ประธานบริหาร เดมเลอร์ เอจี และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังหมายรวมถึงการจัดสรรเงินลงทุนใหม่ ภายใต้การจัดการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรักษาเป้าหมายในการทำกำไรของเราตามเดิม เพื่อการันตีความสำเร็จที่ยั่งยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณพนักงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น ช่วยให้เรามั่นใจว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จะประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้นของวงการรถยนต์ในอนาคต และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ที่มีความครอบคลุม โดยหมายรวมถึงการเร่งรัดการทำวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง โดยสำหรับการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ระหว่างปี 2565 ถึง 2573 จะมีมูลค่ามากกว่า 40,000 ล้านยูโร การเร่งรัดและพัฒนาแผนพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ไฟฟ้ายังนับเป็นจุดเปลี่ยนของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี โครงสร้างรถยนต์: ในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 3 แบบ ได้แก่ 1.MB.EA ครอบคลุมรถยนต์นั่งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั้งหมด โดยสร้างระบบโมดูลาร์ที่ปรับขนาดได้เพื่อเป็นแกนหลักไฟฟ้าสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ EV ในอนาคต 2.AMG.EA จะเป็นแพลตฟอร์มของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงสำหรับลูกค้า Mercedes-AMG ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะ 3.VAN.EA เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขนส่งและเมืองที่ปลอดมลพิษในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบูรณาการในแนวดิ่ง: หลังการปรับระบบส่งกำลังใหม่เพื่อให้การวางแผน การพัฒนา การจัดซื้อ และการผลิตสอดคล้องในระนาบเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์จะยกระดับการบูรณาการในแนวดิ่งในด้านการผลิตและการพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผลิตเองภายใน ขั้นตอนนี้หมายรวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่จากสหราชอาณาจักรอย่าง YASA ด้วย ซึ่งจะช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมอเตอร์ฟลักซ์แนวแกนที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษเจเนอเรชันต่อไป แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ผลิตภายใน อาทิ eATS 2.0 เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์นี้ที่มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและต้นทุนโดยรวมของระบบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงอินเวอร์เตอร์และซอฟต์แวร์ ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทและซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งที่เชี่ยวชาญด้านส่วนประกอบรถยนต์ EV และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งกลยุทธ์การมุ่งสู่การสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบตเตอรี่: เมอร์เซเดส-เบนซ์ต้องมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่มากกว่า 200 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยวางแผนที่จะตั้งโรงงาน Gigafactory จำนวน 8 แห่งเพื่อผลิตแบตเตอรี่ร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากเครือข่ายของโรงงานผลิตระบบแบตเตอรี่ 9 แห่งที่ได้วางแผนไว้ก่อนแล้ว แบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไปจะมีมาตรฐานสูงและเหมาะสำหรับใช้ในรถยนต์และรถตู้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 90% มอบความยืดหยุ่นที่มากพอต่อการนำเสนอโซลูชั่นเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าทุกคน ในส่วนของการผลิตแบตเตอรี่ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพันธมิตรรายใหม่ในยุโรปเพื่อพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่และโมดูลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้มั่นใจว่า ยุโรปยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ยังช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตระบบส่งกำลังที่มีอยู่เดิม และด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้าที่สุดในรถยนต์และรถตู้ที่พัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงตั้งเป้าหมายที่จะขยายระยะการใช้งานของวงจรชีวิตในการผลิตแบตเตอรี่แต่ละรุ่น ซึ่งสำหรับแบตเตอรี่เจเนอเรชันต่อไป เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง SilaNano เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานต่อไปโดยใช้คอมโพสิตซิลิกอนคาร์บอนในแอโนด ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานที่นานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในขณะที่ใช้เวลาในการชาร์จสั้นลง สำหรับเทคโนโลยีโซลิดสเตต เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเจรจากับพันธมิตรเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นของพลังงานและความปลอดภัยที่สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชาร์จ: เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเริ่มต้นกำหนดมาตรฐานใหม่ในการชาร์จที่เรียกว่า &amp;ldquo;Plug &amp;amp; Charge&amp;rdquo; ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเสียบปลั๊ก ชาร์จ และถอดปลั๊กโดยไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมในการตรวจสอบและการชำระเงิน Plug &amp;amp; Charge จะเปิดตัวพร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่น EQS ในปีนี้ ทั้งนี้ Mercedes me Charge เป็นหนึ่งในเครือข่ายการชาร์จที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปัจจุบันประกอบด้วยจุดชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับและกระแสตรงมากกว่า 530,000 จุดทั่วโลก นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังทำงานร่วมกับบริษัทเชลล์ในการขยายเครือข่ายการชาร์จ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายการชาร์จแบตเตอรี่ของเชลล์ได้ดียิ่งขึ้นผ่านจุดชาร์จมากกว่า 30,000 จุดภายในปี 2568 ทั้งในยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ รวมถึงจุดชาร์จพลังงานสูงกว่า 10,000 จุดทั่วโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังวางแผนที่จะเปิดตัวสถานที่ชาร์จระดับพรีเมียมหลายแห่งในยุโรป เพื่อมอบประสบการณ์การชาร์จแบบเฉพาะตัวด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;VISION EQXX: เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Vision EQXX รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้จริงด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตรโดยกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขหลักเดียวสำหรับกิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อ 100 กิโลเมตร (มากกว่า 6 ไมล์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ที่ความเร็วปกติในการขับขี่บนทางหลวง ทีมงานจากหลากหลายสาขา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากแผนก F1 High Performance Powertrain (HPP) ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กำลังทำงานรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วยความมุ่งมั่นเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่มีความทะเยอทะยานของโครงการ ซึ่งพร้อมจะเปิดตัวให้ได้ชมกันทั่วโลกในปี 2565 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ใน Vision EQXX จะถูกดัดแปลงและนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้งานในโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเตรียมเครือข่ายการผลิตทั่วโลกสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (electric-only) ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งด้วยการลงทุนในระยะเริ่มต้นในการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและระบบการผลิต MO360 ที่ทันสมัย ​​ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถผลิตรถยนต์ BEV จำนวนมากได้แล้วในวันนี้ และไม่เกินปีหน้า รถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ 8 รุ่นจะถูกผลิตจากโรงงาน ผลิต 7 แห่งใน 3 ทวีป นอกจากนี้ โรงงานประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี จะเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ปราศจากคาร์บอนภายในปี 2565 และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ผนึกกำลังกับ GROB ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตแบตเตอรี่และระบบอัตโนมัติของเยอรมนี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทั้งในเรื่ององค์ความรู้และกำลังการผลิตแบตเตอรี่ ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การประกอบโมดูลแบตเตอรี่และการประกอบแพ็ค นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีแผนที่จะเพิ่มโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่แห่งใหม่ในเมืองคุปเปนไฮม์ ประเทศเยอรมนี เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และรักษาความสามารถในการรีไซเคิล โดยจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2566 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่มีแนวโน้มในทางบวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความพร้อมและกำลังดำเนินการอยู่ ภายใต้การทำงานร่วมกันกับตัวแทนพนักงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แผนการปรับทักษะใหม่ที่มีความครอบคลุม การเกษียณอายุก่อนกำหนด และการเข้าซื้อกิจการ TechAcademies จะเสนอการฝึกอบรมเพื่อนร่วมงานสำหรับคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับอนาคต ทั้งนี้ในปี 2564 เพียงปีเดียว พนักงานประมาณ 20,000 คนในเยอรมนีได้รับการฝึกอบรมด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-mobility) เพื่อให้เป็นไปตามแผนสำหรับการพัฒนาระบบปฏิบัติการ MB.OS ที่จะมีการสร้างงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ใหม่กว่า 3,000 ตำแหน่งทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมายในการทำกำไรที่กำหนดไว้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2563 เป้าหมายของปีที่แล้วอิงจากการสันนิษฐานว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะสามารถขายรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วน 25% ภายในปี 2568 ส่วนการปรับแผนในวันนี้จะอิงจากส่วนแบ่งของยอดขาย xEV ที่สันนิษฐานว่าจะสูงสุดถึง 50% ภายในปี 2568 &amp;nbsp;รวมถึงสถานการณ์ในตลาดสำหรับการขายรถยนต์ใหม่ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งที่สำคัญคือการเพิ่มรายได้สุทธิต่อหน่วยโดยการเพิ่มสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ เช่น Mercedes-Maybach และ Mercedes-AMG ในขณะเดียวกันกับที่เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถควบคุมราคาและการขายได้โดยตรงมากขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริการด้านดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนผลลัพธ์นี้ต่อไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมุ่งหน้าลดต้นทุนทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ต่อไป พร้อมทั้งลดส่วนแบ่งการลงทุนของเงินลงทุน แพลตฟอร์มแบตเตอรี่ทั่วไปและโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้ รวมทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ จะช่วยให้เกิดมาตรฐานที่สูงขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง สัดส่วนต้นทุนแบตเตอรี่ภายในรถคาดว่าจะลดลงอย่างมาก การจัดสรรเงินทุนจะถูกปรับจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านำ (EV-first) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น (EV-only) ส่วนการลงทุนในเครื่องยนต์สันดาปและเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด จะลดลง 80% นับจากปี 2562 ถึง 2569 ซึ่งภายใต้แนวความคิดทั้งหมดนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์คาดการณ์อัตรากำไรของบริษัทในยุคของรถยนต์ BEV จะอยู่ในอัตราเดียวกันกับยุคของเครื่องยนต์สันดาป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111337</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_610037556d9cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 00:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 00:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวสติกเกอร์ไลน์ใหม่ งานออกแบบของศิลปินดัง “Tuna Dunn”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งสติกเกอร์ไลน์ชุดพิเศษในชื่อ &amp;ldquo;Here, There and Everywhere&amp;rdquo; โดยเลือก Tuna Dunn หรือ ตุล-ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต ศิลปินและ illustrator เจ้าของลายเส้นที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการบอกเล่าเรื่องราวที่ดูเรียบง่ายแต่โดนใจมาเป็นผู้ออกแบบ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยพร้อมให้ทุกคนที่ &amp;lsquo;add friend&amp;rsquo; กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ &amp;ldquo;Mercedes-Benz TH&amp;rdquo; แล้วลงทะเบียนกับเราผ่านทางแอพพลิเคชัน Line สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ทันที โดยสติกเกอร์ไลน์ชุดนี้ นำเสนอออกมาในคอนเซ็ปต์ของการบอกเล่าเรื่องราวผ่านความสัมพันธ์ของชายหนุ่มและหญิงสาวที่สื่อสารกันด้วยคำพูดที่ทุกคนสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ลายเส้นที่เรียบง่าย ให้ทุกคนได้สนุกกับสีสันใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมนำไปใช้พูดคุยกับเพื่อน ๆ และคนใกล้ชิดได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟน ๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถดาวน์โหลดสติกเกอร์ชุดนี้ได้โดยการเข้าไปที่แท็บ &amp;ldquo;Official Accounts&amp;rdquo; ในหน้า Home ของแอพพลิเคชัน Line จากนั้นกดค้นหา &amp;ldquo;Mercedes-Benz TH&amp;rdquo; แล้วเพิ่มเป็นเพื่อน จากนั้นลงทะเบียนกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ แล้วดาวน์โหลดสติกเกอร์ชุดนี้ได้ทันที หรือหากเป็นเพื่อนกับ &amp;ldquo;Mercedes-Benz TH&amp;rdquo; ก็สามารถลงทะเบียนและกดเข้าไปดาวน์โหลดได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104624</URL_LINK>
                <HASHTAG>Tuna Dunn, ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b277cb511a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยโฉมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์แนวใหม่มอบ “ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก” ให้ผู้ใช้รถยนต์ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-3.1pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-3.1pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์ โชว์วิสัยทัศน์แห่งอนาคต ย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้รถยนต์ในไทย ที่งาน &amp;ldquo;บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม - 4 เมษายน 2564 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ด้วยการสร้างสรรค์บูธรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์โฉมใหม่ที่จะเซอร์ไพรส์ผู้ชมด้วย &amp;ldquo;ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก&amp;rdquo; พร้อมโชว์ไฮไลต์เด็ดของรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูอย่างต่อเนื่อง 5 รุ่นได้แก่ Mercedes-Benz E-Class Coup&amp;eacute; และ Mercedes-Benz E-Class Cabriolet สองยนตรกรรมสปอร์ตโฉมใหม่ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในไทย พร้อมด้วย Mercedes-Benz The new E-Class, Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC และ Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมมอบแคมเปญพิเศษ รับเลยทองคำหนัก 1 บาท มูลค่า 25,150 บาท (มูลค่า ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564) สำหรับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อและรับมอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี รุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม - 15 เมษายน 2564 ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.6pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การก้าวข้ามขีดจำกัดคือสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และในปี 2564 จะยังเป็นปีของการเดินทางต่อไปบนเส้นทางที่เราพร้อมพาลูกค้าไปพบกับความพิเศษ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และนวัตกรรมที่บรรจุไว้ภายในรถยนต์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับทุกคน &amp;nbsp;นี่คือที่มาของการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในวันนี้ ให้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปจากที่เราได้เคยได้ทำมา ทั้งเพื่อเว้นระยะห่างและสร้างความปลอดภัยภายใต้สถานการณ์โควิด-19 พร้อมทั้งเซอร์ไพรส์ผู้ชมทุกคนด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเราเลือกตีความอนาคตให้กลายเป็นความจริงใหม่ในยุคปัจจุบัน นำเสนอออกมาเป็น &amp;ldquo;ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก&amp;rdquo; ที่เชื่อมโยงทุกคนให้สามารถเข้าถึงทุกข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ทุกรุ่นที่ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่ทุกคนรอคอยตลอดช่วงเวลาของการจัดงาน ทั้งที่งานมอเตอร์โชว์และที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ด้วยการพลิกโฉมหน้าการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายในงานใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และประสบการณ์การพูดคุยกับ &amp;ldquo;ดิจิทัลไกด์&amp;rdquo; ที่ครอบคลุมและครบครันตอบทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดภายใต้กลยุทธ์ &amp;ldquo;Electric First&amp;rdquo; พร้อมทั้งพาผู้เข้าร่วมงานไปสัมผัสกับนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผ่าน &amp;ldquo;ประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำลึก&amp;rdquo; ที่จะฉีกทุกกฎการเข้าชมงานมอเตอร์โชว์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.6pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ได้แก่ &amp;ldquo;Mercedes-Benz E 200 Coup&amp;eacute; AMG Dynamic&amp;rdquo; ยนตรกรรมที่รังสรรค์ขึ้นอย่างชาญฉลาด ด้วยการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;Sensual Purity&amp;rdquo; ที่ผนวกความเป็นสปอร์ตคูเป้เข้ากับความหรูหราได้อย่างน่าทึ่ง โดยมาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า พร้อมให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.6 วินาที มอบความเร็วสูงสุดที่ 237 กิโลเมตร/ชั่วโมง Mercedes-Benz E 200 Coup&amp;eacute; AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,550,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic&amp;rdquo; ยนตรกรรมสปอร์ตเปิดประทุนสุดหรูหราที่พร้อมเผยความสง่างามให้โลกได้เห็น และถ่ายทอดความสปอร์ตได้อย่างเหนือชั้นในทุกมุมมอง โดยมาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 197 แรงม้า พร้อมให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.9 วินาที มอบความเร็วสูงสุดที่ 234 กิโลเมตร/ชั่วโมง Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 5,140,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;Mercedes-Benz The new E-Class&amp;rdquo; รถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์กับดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ และสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบขนาด 1,950 ซีซีพร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลัง 194 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.3 วินาที ถ่ายทอดพลังจากเครื่องยนต์อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 6.5% Mercedes-Benz The new E-Class มีวางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ &amp;nbsp;Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport ราคา 3,540,000 บาท Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC&amp;rdquo; ยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีสายพันธุ์แรงที่มาพร้อมความอเนกประสงค์และดีไซน์สปอร์ตตามปรัชญาของ Mercedes-AMG ในทุกรายละเอียด โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 306 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบ/นาที จึงมอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.1 วินาที Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC วางจำหน่ายในราคา 3,190,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-3.1pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive&amp;rdquo; ที่สุดแห่งยนตรกรรมเอสยูวีรุ่นแรกในไทยที่ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเข้ากับความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์ดีเซล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิต ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันที่ 3 พร้อมมอบพละกำลังสูงสุดถึง 320 แรงม้า ให้อัตราเร่งที่พุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่พร้อมทลายทุกข้อจำกัดในทุกเส้นทางและตอบสนองต่อทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive วางจำหน่ายในราคา 4,699,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-9.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-9.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นอกจากนี้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังร่วมมือกับหอการค้าเยอรมัน-ไทยและบริษัทชั้นนำจากประเทศเยอรมนีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ประกาศเปิดโครงการ &amp;ldquo;Clean Air Initiative&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการ ด้วยจุดมุ่งหมายในการผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ผลิตสินค้าและบริการที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะนำโครงการ &amp;ldquo;Charge to Change&amp;rdquo; ที่ได้ริเริ่มขึ้นในปีที่แล้วและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมในการช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั่วประเทศไทยหันมาชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลกร่วมกัน มารวมอยู่ในโครงการ &amp;ldquo;Clean Air Initiative&amp;rdquo; ในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-9.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:1.4pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ผู้สนใจสามารถเข้าชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม - 4 เมษายน 2564 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97615</URL_LINK>
                <HASHTAG>motorshow2021, ข่าวรถ, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_606153196e991.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 00:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 00:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายโต เตรียมส่ง “The new E-Class” ลุยตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำปี 2563 ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ลักชัวรีระดับโลกด้วยยอดขายทั่วโลกเกิน 2 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 พร้อมย้ำว่าแม้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ตลอดปีที่ผ่านมา แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมองเห็นสัญญาณบวกต่อเนื่องทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของตลาดจีน ดันยอดขายในจีนเติบโตขึ้น 11.7% และผลักดันให้ยอดขายในเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นรวม 4.7% ส่วนในประเทศไทย ยอดขาย &amp;ldquo;เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี&amp;rdquo; ก็เติบโตขึ้น 14.9% โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เติบโตขึ้นถึง 33.9% แสดงให้เห็นว่าความต้องการขับรถยนต์สมรรถนะสูงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายในส่วนของบริการหลังการขายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เติบโตขึ้นในทุก ๆ แผนกตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับปี 64 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยเปิดปีด้วยการแนะนำ &amp;ldquo;Mercedes-Benz The new E-Class&amp;rdquo; ก่อนตามด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความมั่นใจว่าตลาดรถยนต์ลักชัวรีจะยังคงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพราะแม้ว่าเราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา แต่เรายังมองเห็นสัญญาณบวกจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยในตลาดโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงสามารถรักษายอดขายได้มากกว่า 2 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ด้วยยอดขาย 2,528,349 คัน เพราะเราได้ปรับกลยุทธ์ด้านการขายและการบริการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความต้องการในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้เราสามารถทำยอดขายรถยนต์ไฮบริดได้สูงถึง 115,000 คันหรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในหลาย ๆ ตลาด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก เราสามารถทำยอดขายได้ถึง 1,024,315 คันหรือเติบโตขึ้น 4.7% โดยมีตลาดจีนเป็นตลาดสำคัญในการขับเคลื่อน ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นถึง 11.7% หรือ 774,382 คันซึ่งถือว่าเป็นสถิติใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับในตลาดไทย ด้วยสถานการณ์โควิดที่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงให้ความสำคัญกับสภาพคล่องของผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และสามารถประคับประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นปี 2563 มาได้ด้วยดี โดยเรายังมองเห็นสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทั้งยอดขายของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่เพิ่มสูงขึ้น 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ไตรมาสเดียว ยอดขายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเพิ่มสูงขึ้นถึง 33.9% เลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่า ความต้องการขับรถยนต์สมรรถนะสูงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายรถยนต์ V-Class ซึ่งเราเปิดตัวรุ่นใหม่ในปีที่ผ่านมาก็เพิ่มสูงขึ้น 59.2% ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฝ่ายบริการลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้วางกลยุทธ์ในการให้บริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งนั่นคือหัวใจในการบริการของเรา โดยเราได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยืดระยะเวลาของ &amp;ldquo;แพ็คเกจเมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิส พลัส&amp;rdquo; ขยายระยะเวลาเกินกำหนดของการเข้ารับบริการบำรุงรักษา การดูแลเรื่องความสะอาดที่ศูนย์บริการฯ รวมไปถึงการนำเสนอ &amp;ldquo;Welcome Back Service Campaign&amp;rdquo; เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าด้วยส่วนลดและข้อเสนอพิเศษสำหรับบริการหลังการขาย ทั้งหมดนี้จึงทำให้ยอดขายในส่วนของบริการหลังการขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งยอดขายน้ำมันเครื่อง MBOil ที่เติบโตขึ้น 14.4% ยอดขาย MBPaint ที่เติบโตขึ้น 24.4% ยอดขายยางรถยนต์ MBTire ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 260.8% ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก เราเตรียมนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นคอมแพ็คใหม่ รถยนต์ Dream Car รุ่นใหม่ที่หลายคนรอคอย รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ที่จะมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าเป็นนิวเอจของเทคโนโลยีไฮบริด รวมถึง Mercedes-Benz The new E-Class ใหม่ ยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ โดยมาพร้อมความเหนือชั้นของขุมพลังเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี EQ Power&amp;nbsp; เจเนอเรชันที่ 3 ที่เราพร้อมกระตุ้นตลาดรถยนต์ลักชัวรีอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ ในปี 2563 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงสานต่อการทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดนิ่งเหมือนเช่นที่ผ่านมา ทั้งการให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียนเยาววิทย์ จังหวัดพังงา และการให้การสนับสนุนนักเรียนอาชีวะภายใต้โครงการนักเรียนช่างฝึกหัดเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามมาตรฐานการศึกษาทวิภาคีเยอรมัน-ไทย ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมด 5 สถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก บ้านโป่ง และวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่คนไทยเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ร่วมกันในปีที่แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้านภัยโควิด-19 ด้วยการเชิญชวนผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์โพสต์ภาพคู่กับรถยนต์ของตนเองแล้วมอบเงินบริจาค 500 บาทต่อภาพ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถรวบรวมเงินเป็นจำนวน 2 ล้านบาทเพื่อมอบให้กับ 4 โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสถาบันบำราศนราดูร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93708</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_60314655a7df2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2020 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ มอบประกาศนียบัตรจากประเทศเยอรมนีแก่นักเรียนช่างฝึกหัดรุ่นที่ 30 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรโครงการนักเรียนช่างฝึกหัดที่ผ่านการรับรองคุณภาพเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามมาตรฐานการศึกษาทวิภาคีเยอรมัน ในสาขาวิชาเมคคาทรอนิคส์ยานยนต์เพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคีและเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอาชีวะสู่การเป็นช่างเทคนิคมืออาชีพที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานเดียวกับประเทศเยอรมนี โดยมีประธานในพิธีคือ พุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหารฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย มาริอุส เมฮ์เนอร์ รองผู้อำนวยการบริหาร หอการค้าเยอรมัน-ไทย  และ ยาน แชร์ อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับตัวแทนสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการกับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้รับการทดสอบจากสมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเยอรมนี หรือ Association of German Chambers of Commerce and Industry (DIHK) และยังเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองในด้านการฝึกอาชีพในระดับอาชีวศึกษาและฝึกอบรมทวิภาคีในประเทศไทยตามหลักสูตรเยอรมัน หรือ Certificate ระดับ บี และเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองถึงระดับอาชีวศึกษาและฝึกอบรมทวิภาคีหลักสูตรเยอรมันในต่างประเทศ หรือ Certificate ระดับ เอ ซึ่งทั้งสองระดับเป็นหลักสูตร 2 ปีของการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติที่ควบคุมโดยผู้ฝึกอบรมที่ได้การรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ณ ศูนย์ฝึกอบรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถนนบางนา-ตราด กม. 19 และศูนย์บริการของผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;โดยในปีนี้มีนักเรียนช่างฝึกหัด เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นที่ 30 จำนวน 50 คน จากผู้จำหน่าย 21 แห่ง ได้รับประกาศนียบัตร Automotive Mechatronic Technician Certificate Level A จำนวนทั้งสิ้น 10 คน และ ประกาศนียบัตร Automotive Mechatronic Technician Certificate Level B มีจำนวนทั้งสิ้น 40 คน โดยทั้งนักเรียนช่างฝึกหัดและเจ้าหน้าที่ทุกคนจะนำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนไปปรับใช้เพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าที่ดีที่สุด และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าทุกท่านที่เข้ารับบริการกับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทุกแห่งทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ทั้งนี้ นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาทุกคนจะได้รับการบรรจุเข้าทำงานในบริษัทของผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 21 แห่ง คือ บริษัท จิตต์ชัยชลบุรี จำกัด, บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด, บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด สาขา งามวงศ์วาน, บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด สาขา ลุมพินี, บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด สาขา ราชดำเนิน, บริษัท เบนซ์ บีเคเคกรุ๊ป จำกัด, บริษัท เมโทร ออโต้เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ส จำกัด, บริษัท สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท ไพรมัส ออโตเฮ้าส์ จำกัด, บริษัท จันทบุรี เจพี มอเตอร์ จำกัด, บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โคราช ออโต้เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด, บริษัท เอ็มบี รามอินทรา จำกัด, บริษัท สงวนวัฒนาเอนเตอร์ไพร์ส จำกัด, บริษัท เบนซ์พระราม3 จำกัด, บริษัท เบนซ์ เภตรา จำกัด, บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด, บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด, บริษัท เอ็มบี พัทยา ออโต็เฮ้าส์ จำกัด และบริษัท บีเคเค ออโตเฮาส์ กาญจนาภิเษก จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของทางผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ได้รับประกาศนียบัตรในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาการขายที่ผ่านการรับรองตามกระบวนการ Certified Salespeople จำนวน 39 คน จากผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ 17 แห่ง เจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาการบริการที่ผ่านการรับรองตามกระบวนการ Certified Service Advisor จำนวน 20 คน จากผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ 15 แห่ง เจ้าหน้าที่ช่างวิเคราะห์ที่ผ่านการรับรองตามกระบวนการ Certified Diagnosis Technician จำนวน 16 คน จากผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ 10 แห่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87225</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc2637d3301.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2020 01:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2020 01:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พาสื่อมวลชนสัมผัสของแรงตระกูล GT</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จํากัด จัดกิจกรรมพาสื่อมวลชนร่วมเดินทางเพื่อไปทดลองขับรถแรงตระกูล GT บนเส้นทาง กทม-หัวหิน ในกิจกรรมครั้งนี้ มีรถยนต์มาให้สัมผัส คือ รุ่น GT-C , C 63 S 4MATIC+ , GT 53 4MATIC+ โดยแต่ละคันมีสมรรถนะความแรง รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม วัสดุตกแต่งแต่ละรุ่นสุดพรีเมี่ยม พร้อมราคาค่าตัวที่คนทั่วไปยากจะเอื้อมถึง แต่ยังคงเป็นรถในฝันที่หลายคนอยากได้ไว้ครอบครอง โดยรถที่ถือว่าเป็นเรือธงในแบรนด์นี้ต้องยกให้รถในตระกูล GT ซึ่งจะมีรุ่นย่อยหลากหลายรุ่นจำแนกตามตัวถังและความแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คันแรก GT C มีต้นฉบับมาจากรุ่น SLS Roadster ผสานเข้ากับเทคโนโลยีจากสนามแข่งรวมเข้ากับปรัชญาการสร้างรถของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อให้เป็นรถแข่งที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน ขุมพลังใต้ฝากระโปรงคือเครื่องยนต์ GT C มากับเครื่องยนต์เบนซิน M178 DE40 V8 DOHC 32 วาล์ว Direct Injection ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. เทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุด 558 แรงม้า ที่ 5,750 &amp;ndash; 6,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 680 นิวตันเมตร ที่ 1,900 &amp;ndash; 5,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ AMG Speedshift DCT ขับเคลื่อนล้อหลัง&amp;nbsp; มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที เครื่องยนต์ในตระกูลนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม เพราะนอกจากอยู่ในรถของ Mercedes-AMG แล้ว เครื่องยนต์ในตระกูลนี้ยังถูกส่งไปติดตั้งอยู่ในซูเปอร์คาร์แบรนด์อื่นอีกด้วย โดยแต่ละเครื่องจะมีวิศวกรหนึ่งคนทำหน้าที่ประกอบและดูแลเครื่องยนต์ตัวนั้นทั้งกระบวนการ ซึ่งจะมีลายเซ็นกำกับไว้ทุกเครื่อง เป็นที่มาของคำว่า one man one engine เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ Mercedes-AMG สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างในรถ GT C คือ การเป็นรถเปิดประทุน หลังคาอ่อนพับเก็บได้ การเปิด-ปิดหลังคา ใช้เวลาเพียง 11 วินาที และสามารถเปิด-ปิดได้ ขณะที่รถวิ่งได้ด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GT C มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Gearshift Paddles ล้ออัลลอย AMG คู่หน้า ขนาด 19 นิ้ว / คู่หลัง ขนาด 20 นิ้ว ยางแบบสปอร์ต คู่หน้า ขนาด 275/35 ZR19 &amp;ndash; ยางคู่หลัง ขนาด 325/30 ZR20 จานเบรกคู่หน้าแบบ Perforated 390 มิลลิเมตร / คู่หลัง 360 มิลลิเมตร ระบบเบรกแบบ AMG High-Performance Composite Brake คาลิปเปอร์เบรกสีแดง ไฟหน้า แบบ LED High Performance ชุดตกแต่งภายนอกด้วยสีดำ AMG Exterior Night package กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยไฟฟ้า กระจกมองข้าง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor ระบบท่อไอเสีย AMG Performance Exhaust System หลังคาผ้า Soft Top Fabric อุปกรณ์ลดกระแสลมบริเวณผู้โดยสาร Draught Stop ระบบช่วงล่างแบบ AMG RIDE Control Sport Suspension ระบบควบคุมการเลี้ยวด้วยล้อหลัง AMG Rear Axle Steering เฟืองท้ายแบบ AMG rear-axle differential ระบบพวงมาลัยแบบ AMG-speed sensitive sport steering ชุดปะยางแบบฉุกเฉิน TIREFIT&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสารออกแบบได้อลังการ สวยหรู ผสานดีไซน์สไตล์ของรถแข่ง การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพในระดับไฮ-เอนด์ โดยคำนึงถึงความสะดวกและง่ายในการใช้งาน มีฟังก์ชั่น Eco Start / Stop พวงมาลัยแบบ AMG Performance Steering Wheel หุ้มด้วยหนัง Nappa ระบบกุญแจ Keyless-GO เบาะนั่งแบบ AMG Performance Seats หุ้มด้วยหนัง Nappa เบาะนั่งปรับระดับด้วยไฟฟ้า พร้อม Memory Seat ระบบบันทึกความจำ Memory พวงมาลัย และ กระจกมองข้าง ระบบปรับอุณหภูมิบริเวณต้นคอ AIRSCARF ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Lighting แดชบอร์ดหน้า และ แผงประตูหุ้มด้วยหนัง ระบบ COMAND Online ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ THERMOTRONIC ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester เครื่องเล่น DVD ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touch Pad ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ AMG Dynamic Select กาบบันไดเรืองแสง พร้อมสัญลักษณ์ AMG ตกแต่งภายในด้วย AMG Piano Lacquer Package ระบบความปลอดภัย Safety ระบบเบรก ABS / EBD / BA ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ AMG Traction Control 9-Step&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบเบรก Adaptive Brake พร้อมฟังก์ชั่น HOLD ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-Start Assist ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attention Assist ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE System ระบบเซนเซอร์กะระยะช่วยจอด PARKTRONIC กล้องมองภาพขณะถอยจอด ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน Adaptive Brake Lights ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ระบบจำกัดความเร็ว Speedtronic ระบบตรวจวัดแรงดันลมยางอัตโนมัติ Tyre Pressure Monitor ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ 1 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัย 2 ตำแหน่ง Mercedes-AMG GT C Roadster&amp;nbsp; ราคาเริ่มต้น 16,800,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คันต่อไปคือ C 63 S 4MATIC+ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส M177 DE40 แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. Direct Injection เทอร์โบคู่ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 83.0 x 92.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5 : 1 ให้กำลังสูงสุด 510 แรงม้า ที่ 5,500 &amp;ndash; 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 2,000 &amp;ndash; 4,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT MCT Sports Transmission 9 จังหวะ 9G-Tronic ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD เครื่องยนต์ V8 4.0 Bi-Turbo ประกอบมือ &amp;rdquo; one man &amp;ndash; one machine &amp;rdquo; วิศวกร 1 คน ต่อ 1 เครื่องยนต์ โดยวิศวกรเริ่มตั้งแต่การประกอบติดตั้งเพลาข้อเหวี่ยงเข้ากับเสื้อสูบ ไปจนถึงการวางสายไฟ และ การเติมน้ำมันเครื่อง ลายเซ็นวิศวกรผู้ประกอบเครื่อง 1 คนที่รับผิดชอบ จะอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์ตัวนั้นๆ Performance ตัวเลขสมรรถนะ จากโรงงานอัตราเร่ง 0-100 km/h : 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed : 290 km/h (locked) รายละเอียด Option ของ Mercedes-AMG C 63 S Coupe&amp;rsquo; (Facelift) เวอร์ชั่นไทย ชุดเฟืองท้ายแบบ LSD (Limited-slip differential) กระจังหน้า AMG Specific Radiator Grille แบบด้าน ล้อ AMG 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว ชุดตกแต่งรอบคัน AMG BodyStyling ไฟหน้า MULTIBEAM LED ระบบไฟสูง ULTRA RANGE Highbeam ระบบปรับโหมดการขับขี่ AMG Dynamic Select Comfort , Sport , Sport+ , Race , Slippery&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยหลังคากระจก Panoramic Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เบาะนั่งคู่หน้า แบบ AMG Performance Seats ระบบอุ่นเบาะ Heated Seat ปรับได้ 3 ระดับ ชุดมาตรวัด Full Digital ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงข้อมูล อุณหภูมิของเหลว, แรง G-Force, จับเวลา Race Timer, เครื่องยนต์ Engine Data ปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบClassic , Sport , Super Sports พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัด AMG Performance Steering Wheel พวงมาลัยหุ้มด้วยหนัง Nappa Leather ตัดสลับ DINAMICA microfibre หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว ระบบ COMAND Online ชุดควบคุม Touchpad Controller ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์ Apple CarPlay ระบบเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes me connect ระบบโทรช่วยเหลือฉุกเฉิน Emergency Call System ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Telediagnostics / ตั้งค่ารถยนต์ ฟังก์ชั่นสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อเปิดระบบปรับอากาศด้วยมือถือ Remote Engine Start ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า Head-up Display ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร Ambient Lighting ปรับได้ 64 สี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบความปลอดภัยให้มาครบครัน ทั้งระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS / EBD / BA ระบบเบรก Adaptive Brake พร้อมฟังก์ชั่น Hold ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-Start Assist ระบบช่วยเบรก Active Brake Assist ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ระบบจำกัดความเร็ว Speedtronic ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ ASSYST service ระบบเตือนแรงดันลมยาง tyre pressure monitoring system ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attention Assist ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน Adaptive Brake Light ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist เซนเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด Parktronic กล้องมองภาพขณะถอยจอด ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ Mercedes-AMG C 63 S Coupe&amp;rsquo; Facelift สนนราคาที่ 10,129,000 sบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกคันคือ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ เป็นรถสปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ในตระกูล AMG GT และยังเป็นรถ 4 ประตูรุ่นแรกที่ Mercedes-AMG พัฒนาเองทั้งหมด สามารถเลือกได้ทั้งรุ่น 53 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเทอร์โบ ความจุ 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 435 แรงม้า ติดตั้งกระจังหน้าแบบ AMG พร้อมสัญลักษณ์เมอเซเดส-เบนซ์, สปอยเลอร์หลัง Aerofoil สามารถยืดออกด้วยไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า, ไฟหน้า MULTIBEAM LED, ระบบเบรก AMG High-performance, ท่อไอเสียคู่ AMG และล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 20 นิ้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอ Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ พร้อมระบบเครื่องเสียง MB Audio 20 รองรับ Apple CarPlay/Android Auto ได้, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester&amp;reg;, พวงมาลัย AMG Performance แบบท้ายตัดหุ้มหนัง Nappa, เบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับ DINAMICA Microfibre ในรุ่น 53 และเบาะนั่ง AMG Performance Seats ในรุ่น 63Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ ติดตั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้า EQ Boost แรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ ช่วยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และเกียร์ ทั้งสองรุ่นติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+, ระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL+ ที่ใช้ระบบ ADS+ สามารถปรับได้ 3 ระดับ, ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ ราคา 9,990,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76702</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f552c04279b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่ง “Welcome Back Service Campaign” ชวนลูกค้ารับข้อเสนอพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเว้นระยะห่างทางสังคมและเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการมอบบริการสุดพิเศษ เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงเสนอแคมเปญ &amp;ldquo;Welcome Back Service Campaign&amp;rdquo; สำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ถึงเวลาต้องเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง เพื่อดูแลความพร้อมในการใช้รถยนต์ในทุก ๆ เส้นทางกับข้อเสนอพิเศษมากมายเมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แก่ ฟรีน้ำมันเครื่องแท้ MBOil 2 ลิตรเมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง&amp;nbsp; รับบัตรกำนัลน้ำมันเครื่องแท้ MBOil อีก 1 ลิตร (สำหรับการใช้บริการครั้งต่อไป) เมื่อนัดหมายเข้ารับบริการผ่านระบบออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th/OnlineAppointmentBooking หรือทางแอปพลิเคชัน Mercedes me Service ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งทาง App Store และ Google Play รับส่วนลด 20% สำหรับอะไหล่ในกลุ่มไส้กรอง ได้แก่ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ และไส้กรองอากาศแอร์ ฯลฯ รับข้อเสนอแบ่งชำระ 0% นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายนจนถึง 30 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เมอร์เซเดส-เบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f3261bccbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
