<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2019 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2019 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัดเทียนมู่และการต่อสู้ของสงฆ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เส้นทางจากตลาดดงบา ย่านการค้าสำคัญของเว้ฝั่งเมืองเก่าไปยังวัดเจดีย์เทียนมู่ ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร ผมปั่นจักรยานที่ยืมมาจากโรงแรมเลียบแม่น้ำหอมทางซ้ายมือ และกำแพงเมืองเว้ทางขวามือ (ในช่วงต้นเส้นทาง) จักรยานมือสองจากญี่ปุ่นคันนี้แม้ไม่มีเกียร์ แต่วิ่งฉิวและเบาเท้า อุปสรรคสำคัญอยู่ที่แดดมากกว่า เวลาบ่ายแก่แล้ว แต่ยังร้อนเหลือหลาย หันไปเห็นร้านขายน้ำอ้อยคั้นสดข้างทางจึงได้ทีจอดแวะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
เจดีย์ 7 ชั้นและประตูวัดมองจากด้านในของวัดเจดีย์เทียนมู่ วัดอายุมากกว่า 400 ปีแห่งเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนท้องถิ่นนั่งกันบนโต๊ะเก้าอี้เตี้ยๆ ริมบาทวิถี แม่ค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยตกลงกับผมเรื่องราคา แกหยิบธนบัตรใบละหมื่นดองออกมาเพื่อสื่อสารว่าเป็นราคาของน้ำอ้อย เท่ากับว่าแกก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน แต่มีสัญชาตญาณแม่ค้ามากกว่าเจ๊ที่กำลังหีบอ้อย ผมยื่นเงินให้ 10,000 ดอง แกเอาใบละ 5,000 ดองให้กับแม่ค้า ส่วนแบงก์หมื่นเก็บไว้เองแล้วปั่นจักรยานออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมไม่คิดว่าเป็นการชำระหนี้สินค้างเก่าระหว่างกัน เงิน 5 พันนั้นน่าจะเป็นค่าคอมมิชชั่นมากกว่า เพราะในย่านนักท่องเที่ยวแถวที่พักของผมราคาน้ำอ้อยติดป้ายไว้แค่ 8 พันดอง อันที่จริงตัวแม่ค้าก็ไม่ได้ขาดทุนกำไร เพราะยังไงก็รับ 5 พันเท่าเดิม ดีเสียอีกที่เงินอีก 5 พันหมุนไปสู่กระเป๋าของเพื่อนร่วมชาติที่ใช้ไหวพริบธรรมดาๆ แลกมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม่ค้าใส่ต้นอ้อยเข้าไปในเครื่องหีบแล้วใช้มือผลักก้านหมุน น้ำอ้อยไหลลงสู่แก้วพลาสติกที่รองไว้ แกบดแล้วบดอีกจนน้ำอ้อยในแก้วเป็นฟองครีมสีเขียวอ่อน หากนำไปขายในห้างสรรพสินค้าจะตั้งชื่อว่าน้ำอ้อยลาเต้ก็เก๋ไปอีกแบบ นอกจากทำกำไรจากฟองครีมแล้วผลิตภัณฑ์ก็ดูหน้าตาดี ได้น้ำอ้อยค่อนแก้วแล้วแม่ค้าก็นำน้ำแข็งก้อนใหญ่มาไสเป็นเกล็ดโปะลงในแก้วน้ำอ้อย แกปิดฝา เจาะหลอดลงไป ใส่ถุงพลาสติกหูหิ้ว ผมรับมาดูดอย่างชื่นใจแล้วแขวนไว้บนแฮนด์จักรยานก่อนปั่นต่อไปอีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงวัดเจดีย์เทียนมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จอดรถและร้านรวงขายของที่ระลึกตั้งอยู่ด้านขวามือ ผมรวบรวมแรงขาปั่นขึ้นเนิน เลยบันไดทางขึ้นวัดไปหน่อยทางก็โค้งไปด้านขวาเหมือนว่าโอบรัดเนินลูกนี้ไว้ จากนั้นจอดจักรยานไว้ใต้ร่มไม้ริมถนนพร้อมถุงน้ำอ้อยที่ยังหาถังขยะไม่เจอ เบื้องล่างคือแม่น้ำหอม มองออกไปเห็นส่วนที่เป็นโค้งน้ำหักศอกไปทางซ้าย แม่น้ำไหลมาจากทิศทางนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
จักรยาน (ยืม) ของผู้เขียนจอดอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำหอม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนินเขาที่พูดถึงนี้ชื่อว่า &amp;ldquo;ห่าเค&amp;rdquo; ในอดีตเมื่อ 400 กว่าปีก่อน ชาวบ้านเล่ากันว่ามักจะเห็นผู้หญิงในชุดท่อนล่างสีน้ำเงินท่อนบนสีแดงปรากฏกายอยู่เนืองๆ และรำพันว่าจะมีผู้ยิ่งใหญ่ใจบุญเดินทางมาสร้างเจดีย์ขึ้นบนเนินเขาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนแถบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะขึ้นชื่อว่ารับใช้จักรพรรดิราชวงศ์เลในเมืองหลวงฮานอย ขุนนางตระกูลเหงียนที่ปกครองดินแดนครึ่งล่างของเวียดนามในเวลานั้น รวมถึงแคว้นทวนหัว (ปัจจุบันคือเว้) คือผู้มีอำนาจที่แท้จริง &amp;ldquo;เหงียนฮวง&amp;rdquo; เดินทางมายังบริเวณเนินห่าเคนี้ เห็นเป็นรูปร่างคล้ายมังกรนอนหันศีรษะไปทางด้านหลังก็ชื่นชอบทำเล ทั้งยังได้ฟังเรื่องเล่าของชาวบ้านเข้าก็เลยออกคำสั่งให้สร้างวัดขึ้น ผู้คนเรียกว่า &amp;ldquo;วัดเทียนมู่&amp;rdquo; ซึ่งเทียนมู่หมายถึง &amp;ldquo;นางสวรรค์&amp;rdquo; คนไทยแปลชื่อวัดให้เสร็จสรรพว่า &amp;ldquo;วัดเทพธิดาราม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานบันทึกไว้ในปี ค.ศ.1553 (ก่อนสร้างวัดเทียนมู่ครึ่งศตวรรษ) ว่าบนเนินดังกล่าวนี้เคยมีโบราณสถานของชนชาติจามตั้งอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ทั้งนี้ อาณาจักรจามปารุ่งเรืองสูงสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 10 ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ทางขึ้น-ทางเข้าวัดเจดีย์เทียนมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดเทียนมู่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1601 จากนั้นในสมัยขุนนางตระกูลเหงียนคนต่อๆ มาก็ได้มีการสร้างเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี ค.ศ.1710 เหงียนฟุคชูได้สั่งให้หล่อระฆังขนาดยักษ์ขึ้น หนักถึง 3,285 ตัน ถือเป็นหนึ่งในสมบัติสูงค่าที่สุดในเวียดนามยุคนั้น ว่ากันว่าเสียงระฆังได้ยินไกลถึงราว 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว มีบทกวีและบทเพลงในเวลานั้นมากมายที่ระบุถึงระฆังยักษ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่กี่ปีต่อมา &amp;ldquo;เหงียนฟุคชู&amp;rdquo; ยังให้สร้างส่วนต่างๆ ของวัดขึ้นอีก อาทิ ซุ้มประตูหลักที่มี 3 ช่องทางเดิน หอพระไตรปิฎก หอระฆัง หอกลอง วิหารอีกหลายหลัง และอารามสำหรับพระสงฆ์ ซึ่งทั้งหมดมีหลงเหลือจนถึงปัจจุบันไม่มากนัก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​เจดีย์ฟึกเซียนที่ถูกเรียกกันติดปากว่าเจดีย์เทียนมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง &amp;ldquo;เหงียนอันห์&amp;rdquo; ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิซาลองปกครองเวียดนามและได้สร้างพระราชวัง-กำแพงเมืองเว้ขึ้น จากนั้นในยุคจักรพรรดิมินห์มัง พระราชโอรสก็ได้ปฏิสังขรณ์วัดเทียนมู่ขึ้นอีกเป็นครั้งใหญ่ และแล้วในปี ค.ศ.1844 สมัย &amp;ldquo;จักรพรรดิเชียวชี&amp;rdquo; จักรพรรดิราชวงศ์เหงียนองค์ที่ 3 (พระราชโอรสของจักรพรรดิมินห์มัง) ได้ดำริให้สร้างเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยมขึ้น 7 ชั้น (สูง 21 เมตร) อุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า 7 องค์ หรือ 7 ชาติภพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​แผ่นศิลาจารึกบนหลังเต่าตั้งอยู่ใกล้ๆ เจดีย์เทียนมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจดีย์นี้ในปัจจุบันเมื่อเดินขึ้นบันไดที่อยู่ติดถนนขึ้นไปก็จะเห็นตั้งตระหง่านโดดเด่น เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเว้ กลายเป็นชื่อเรียก &amp;ldquo;เจดีย์เทียนมู่&amp;rdquo; ซึ่งในภาษาเวียดนามเรียกว่า &amp;ldquo;เจดีย์ฟึกเซียน&amp;rdquo; ล้อมรอบสี่ทิศด้วยหอระฆัง หอเต่าแกะสลักจากหินอ่อนขนาดใหญ่จารึกคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้บนแผ่นศิลาที่ตั้งอยู่บนหลังของเต่าอีกที และหอจารึกบทกวีต่างๆ โดยเฉพาะบทกวีจากจักรพรรดิเชียวชี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเดินผ่านซุ้มประตูที่มี 3 ช่อง แต่อนุญาตให้ใช้ช่องกลางแค่ช่องเดียว ด้านบนมีลักษณะเหมือนหอคอยทว่าประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรหันพระพักตร์เข้าด้านในวัด ถัดมาเป็นวิหารหลังใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ สื่อถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถเข้าไปกราบสักการะได้ ผมกราบเสร็จออกมานั่งใส่รองเท้าผ้าใบตรงบันไดทางขึ้นซึ่งไม่สูงนัก คุณยายชาวเวียดนามท่านหนึ่งก้าวมาอย่างช้าๆ ระมัดระวัง อายุอานามคงเลยหลักแปดสิบไปแล้ว ท่านยื่นมือออกมาผมก็รีบลุกพยุงท่านให้เดินขึ้น พอเดินขึ้นไปได้ท่านก็ปล่อยมือ แล้วตรงไปยังหน้าพระพุทธรูป ชายหนุ่มที่น่าจะเป็นหลานเข้ามาขอบคุณผมแล้วรี่ไปหาคุณยาย เขาคงเดินชมนกชมไม้จนเผลอลืมไปว่ามีผู้สูงอายุมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านข้างวิหารหลังนี้มีน้ำตกประดิษฐ์ สระปลาคาร์พ และสนามหญ้า จัดเป็นสวนสวยงาม เดินไปอีกหน่อยเป็นกลุ่มอาคารทำมุมเป็นสี่เหลี่ยม ตรงกลางเป็นลานตั้งกระถางบอนไซไว้หลายต้น ห้องหนึ่งในอาคารทางด้านซ้ายมือเป็นที่สนใจของผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก ห้องแคบๆ นี้จัดแสดงรถยนต์ออสตินสีฟ้า ภาพและประวัติของภิกษุสงฆ์ท่านหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​อีกหนึ่งมุมถ่ายรูปยอดนิยมในวัดเจดีย์เทียนมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุทธศาสนาในเวียดนามนั้นเจริญรุ่งเรืองแซงหน้าฮินดูของชนชาติจามที่ถูกขับลงไปทางใต้ บ้างหันไปนับถือศาสนาอิสลามและต้องเข้าไปอยู่ในดินแดนเขมร กระทั่งยุคที่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามา และฝรั่งเศสยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม มีการจำกัดการประกอบพิธีในพุทธศาสนา แต่แล้วฝรั่งเศสก็ต้องถูกถีบกลับออกไปโดยเวียดมินห์ สหรัฐอเมริการับไม้ต่อพิทักษ์เวียดนามใต้ในนามของค่ายประชาธิปไตยเพื่อต้านคอมมิวนิสต์จากทิศเหนือ จักรพรรดิบ่าวได๋ ประมุขหุ่นเชิดแห่งเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนามถูก &amp;ldquo;โงดิ่นเซียม&amp;rdquo; แย่งอำนาจผ่านการทำประชามติที่มีหลักฐานการโกงอย่างโจ๋งครึ่ม และกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โงดิ่นเซียมนั้นนับถือโรมันคาทอลิก มีนโยบายที่กดขี่และเลือกปฏิบัติกับชาวพุทธ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 70 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของเวียดนามใต้ จนชาวพุทธจำนวนไม่น้อยต้องเปลี่ยนศาสนาไปเป็นคาทอลิก โดยที่ส่วนมากไม่มีความเต็มใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคับข้องในหมู่ชาวพุทธทวีขึ้นเรื่อยๆ และเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนก็คือ ในปี ค.ศ.1963 รัฐบาลได้ออกคำสั่งห้ามประดับธงพุทธศาสนาที่เมืองเว้ในวันวิสาขบูชาที่กำลังจะมาถึง โดยไม่กี่วันก่อนหน้านั้นธงของวาติกันได้รับการประดับไปทั่วเพื่อฉลองให้กับอาร์คบิชอปแห่งเมืองเว้ อาร์คบิชอปท่านนี้มีชื่อว่า &amp;ldquo;โงดิ่นถึก&amp;rdquo; พี่ชายของโงดิ่นเซียมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​รถยนต์ออสติน รุ่นเวสต์มินเตอร์ ด้านหลังคือภาพถ่ายโดยมัลคอล์ม บราวน์ ขณะภิกษุติชกวางดุ๊กเผาตัวเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้กับพุทธศาสนา ด้านซ้ายเป็นภาพสาวกประคองหัวใจที่ไม่ไหม้ไฟของท่านดุ๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนิกชนได้รวมตัวกันในวันวิสาขบูชาเพื่อประท้วงและเดินขบวนถือธงที่สื่อถึงศาสนาพุทธไปยังสถานีวิทยุของรัฐบาล ปรากฏว่ามีกองกำลังกราดยิงเข้าใส่ผู้ประท้วง เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน ประธานาธิบดีโงดิ่นเซียมปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างว่าเป็นฝีมือของฝ่ายเวียดกง ทำให้การประท้วงเพื่อความเท่าเทียมทางศาสนาระอุขึ้นอีก และถี่กว่าเดิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช้าวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.1963 ขบวนผู้ประท้วงในกรุงไซง่อนประกอบด้วยพระสงฆ์และแม่ชีรวมกันหลายร้อยชีวิต ท่านติชกวางดุ๊ก เจ้าอาวาสแห่งวัดฟุคหัว กรุงไซง่อน นั่งมาในรถยนต์นำขบวน รถคันนี้คือออสตินรุ่นเวสต์มินเตอร์สีฟ้า ทะเบียน DBA 599 ภิกษุรูปหนึ่งได้ขอสละชีวิตแทน แต่ท่านติชกวางดุ๊กใช้ความอาวุโสสูงกว่ายับยั้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อขบวนมาถึงสี่แยกใกล้ๆ ทำเนียบประธานาธิบดี และสถานทูตกัมพูชาประจำเวียดนามใต้ ท่านดุ๊กลงจากรถพร้อมกับพระสงฆ์อีก 2 รูป หนึ่งในนี้วางอาสนะลงบนพื้นถนน อีกรูปเปิดกระโปรงรถหยิบถังน้ำมันขนาด 5 แกลลอนออกมา คณะผู้ประท้วงทำวงกลมล้อมท่านดุ๊กไว้ที่เวลานี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะก่อนที่น้ำมันจะถูกราดลงบนศีรษะของท่าน ผู้ที่กำลังจะกระทำบูชายัญใช้นิ้วไล่ลูกประคำที่ละเม็ดพร้อมบริกรรมภาวนาถึงพระอมิตาภพุทธะ จากนั้นนำกลักไม้ขีดออกมาจุดไฟแล้วทิ้งลงสู่ร่างที่โชกด้วยน้ำมัน ชั่วเวลาเพียงกะพริบตาท่านดุ๊กก็อยู่ในกองเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีจดหมายที่ท่านได้เขียนทิ้งไว้ว่า &amp;ldquo;ก่อนจะปิดตาลงและก้าวไปพบพุทธะ ข้าพเข้าขออ้อนวอนต่อท่านประธานาธิบดีโงดิ่นเซียมด้วยความเคารพ โปรดให้ความเห็นใจประชาชนในชาติและปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเสมอภาคทางศาสนาเพื่อความเข้มแข็งของมาตุภูมิของเราชั่วนิรันดร์ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องไปยังผู้ที่นับถือพุทธด้วยความเลื่อมใสและสมาชิกคณะสงฆ์ให้สร้างความเป็นปึกแผ่นเพื่อเสียสละและปกป้องพุทธศาสนา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​แม่น้ำหอมเมื่อยามตะวันใกล้จะตกดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพถ่ายท่านติชกวางดุ๊กในกองเพลิงโดย &amp;ldquo;มัลคอล์ม บราวน์&amp;rdquo; แห่งสำนักข่าวเอพีได้รับการเผยแพร่และดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก &amp;ldquo;จอห์น เอฟ. เคนเนดี&amp;rdquo; ประธานาธิบดีสหรัฐในเวลานั้น (ถูกลอบสังหารในอีกไม่กี่เดือนต่อมา) กล่าวถึงภาพนี้ว่า &amp;ldquo;ไม่เคยมีภาพข่าวใดในประวัติศาสตร์ที่กระจายอารมณ์ความรู้สึกไปทั่วโลกได้เท่ากับภาพข่าวนี้&amp;rdquo; และภาพข่าวนี้เองที่ทำให้มัลคอล์ม บราวน์ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ภาพข่าวยอดเยี่ยมในปีนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้แรงกดดันที่ถาโถมได้ทำให้ประธานาธิบดีโงดิ่นเซียมประกาศที่จะปฏิรูปด้านความเสมอภาคทางศาสนา แต่คำสัญญาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติ เกิดการประท้วงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง กองกำลังพิเศษที่ภักดีต่อ &amp;ldquo;โงดิ่นยู&amp;rdquo; น้องชายของโงดิ่นเซียมได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างวัดพุทธทั่วเวียดนามใต้ รวมทั้งยึดหัวใจที่ไม่ไหม้ไฟของท่านติชกวางดุ๊ก (จากการปลงศพ) ทำให้พระสงฆ์อีกหลายรูปกระทำบูชายัญในแบบเดียวกับท่านดุ๊ก จนในที่สุดกองทัพก็ยึดอำนาจประธานาธิบดีโงดิ่นเซียมโดยมีสหรัฐหนุนหลัง และแล้วโงดิ่นเซียมก็ถูกลอบฆ่าในวันที่ 2 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถยนต์ออสตินถูกนำมาเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ในพื้นที่ของวัดเทียนมู่ เนื่องจากเป็นวัดแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชาวพุทธในเวียดนาม ผมถ่ายรูปอยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบถอยออกมา เพราะมีคนรอคิวถ่ายอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่ของวัดเทียนมู่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยส่วนหน้าและหลังแคบ เลยส่วนกลุ่มอาคารที่ล้อมกันเป็นสี่เหลี่ยมนี้แล้วก็เป็นเขตสังฆาวาสทางด้านซ้ายมือ ด้านหน้ามีสนามปูกระเบื้อง เด็กๆ กำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ นักเรียนศาสนาในชุดขาวที่ยังหนุ่ม 2 คนก็ร่วมโชว์ฝีเท้าด้วย ส่วนหลังสุดของวัดมีเจดีย์ขนาดเล็ก 6 ชั้นตั้งอยู่ กระถางธูปอยู่ด้านหน้า เจดีย์นี้สร้างถวายแด่ท่านติชดอนเฮา อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์เทียนมู่ เป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่อุทิศทั้งชีวิตเพื่อสังคมและพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินกลับลงไปยังริมแม่น้ำหอม จักรยานยังจอดอยู่ที่เดิม ถุงน้ำอ้อยก็ยังอยู่ มองไปยังโค้งน้ำเบื้องหน้าทางทิศตะวันตก พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินในทิศทางนั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46837</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วัดเทียนมู่, วัดเทียนมู่และการต่อสู้ของสงฆ์, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, เมืองเว้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วังเว้และช่างตัดเสื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
รูปปั้นมังกรทองในพระราชวังต้องห้ามมองไปทางพระที่นั่งบัลลังก์ทองและธงชาติเวียดนามหน้าประตูเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระราชวังเมืองเว้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม 2 ครั้งใหญ่ในกลางศตวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ สงครามอินโดจีน ครั้งที่ 1 ระหว่างกองทัพประชาชนเวียดนาม หรือเวียดมินห์ กับกองทัพสหภาพอินโดจีนฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ.1946-1954 และสงครามอินโดจีน ครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนาม (เวียดนามเรียกสงครามต้านอเมริกา) ระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดกง กับกองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร หรืออาจกล่าวในชื่อเวียดนามใต้ ระหว่างปี ค.ศ.1955-1975&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากการสู้รบทำให้อาคารในป้อมปราการเมืองเว้ จำนวน 160 หลัง เหลือรอดเพียง 10 หลัง อาคารที่ไม่ถูกทำลายได้รับการซ่อมแซมจนงดงามดังเดิมในเวลาต่อมา และองค์การยูเนสโกก็ได้บรรจุเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1993 ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสชื่นชม เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการมาเยือนเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมได้เล่าประวัติป้อมปราการเมืองเว้ พระราชวังต้องห้าม และราชวงศ์เหงียนของเวียดนามไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้ขอเชิญท่านผู้อ่านเข้าไปชมด้านใน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ช่างภาพกำลังกำกับท่านั่งบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากผ่านคูเมือง ประตูในกำแพงเมือง และซื้อตั๋วเข้าลอดผ่านประตูเที่ยงวัน ประตูสำคัญที่ในอดีตองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ แล้วก็เข้าสู่ &amp;ldquo;วังไทหวา&amp;rdquo; อาคารพระที่นั่งสีแดงชาด มีพระราชบัลลังก์ตั้งอยู่ในโซนเชือกกั้น พระแท่นราชอาสน์สีทองตั้งอยู่บนฐานยกพื้น 3 ชั้น เสาไม้กลมสีแดงลายมังกรจำนวนหลายต้นค้ำยันอยู่กับเพดานหลังคาที่ไม่สูงมากนัก และป้ายระบุชัดเจน &amp;ldquo;ห้องนี้ห้ามถ่ายรูป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดินทะลุห้องบังลังก์สู่ด้านหลังอาคาร มีการฉายวีดิทัศน์ในจอทีวีขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ถ่ายงานพิธีและงานฉลองต่างๆ ในพระราชวังสมัยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ภาพแผนงานการซ่อมแซมพระราชวัง และภาพเสมือนจริงสมัยที่ทั้งป้อมปราการเมืองยังไม่ถูกทำลาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้ๆ กันมีการติดตั้งแผนที่ขนาดใหญ่ 2 แผ่น ได้แก่ แผนที่ของจีนในยุคปลายราชวงศ์ชิง ปี ค.ศ.1904 ที่แสดงให้เห็นว่าจุดใต้สุดของดินแดนจีนคือเกาะไหหลำ ไม่ได้นับเอาหมู่พาราเซลในทะเลจีนใต้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของจีน (จีนเรียกหมู่เกาะซีชา ส่วนเวียดนามเรียกหมู่เกาะหว่างซา) อีกแผ่นคือแผนที่ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1838 สมัยที่ยังไม่ได้ยึดเวียดนามไปเป็นของตน แผนที่ระบุว่าหมู่เกาะพาราเซลเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมมองว่าเป็นกุศโลบายที่ดีในการแย่งชิงพื้นที่ความรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาวะที่ยังมีความขัดแย้งในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนกับชาติเพื่อนบ้าน และทำให้นึกถึงตอนที่ไปเกาหลีใต้ ในรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินอินชอนกับตัวเมืองกรุงโซลนั้นมีการฉายวีดิทัศน์บนจอวนไปวนมาเพื่อบอกว่าหมู่เกาะด็อกโดเป็นของเกาหลีใต้ ไม่ใช่ของญี่ปุ่น (หมู่เกาะทาเคชิมะ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
นิทรรศการภาพถ่ายและประวัติเมืองเว้บริเวณโถงทางเดินในพระราชวังต้องห้าม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในพื้นที่หลังห้องบัลลังก์นี้ยังติดตั้งเมืองป้อมปราการย่อขนาดไว้ด้วย ขนาดใหญ่พอที่จะมองเห็นรายละเอียดส่วนต่างๆ ของคูเมือง กำแพงเมือง ตัวเมืองชั้นนอก ตัวเมืองชั้นในที่เรียกว่านครจักรพรรดิ และพระราชวังต้องห้ามที่อยู่ในสุด อาคาร สวน บ่อและบึงต่างๆ ถูกนำมาใส่ไว้ครบ ทั้งหมดถูกครอบไว้ด้วยกระจกใสทรงสี่เหลี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกจากอาคารพระที่นั่งดังกล่าวก็เข้าสู่พระราชวังต้องห้าม ทางด้านซ้ายมือมีห้องชื่อ Hall of the Mandarins หรือหอขุนนาง จำลองไว้คล้ายๆ กับห้องบัลลังก์ ซึ่งใครๆ ก็สามารถขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ได้ แต่ต้องซื้อตั๋วเพื่อแต่งชุดจักรพรรดิ ทางฝ่ายบริหารจัดการของพระราชวังมีช่างภาพที่คอยแนะนำท่านั่งบนบัลลังก์ให้ สนนราคาท่านละ 135,000 ดอง นั่งเสร็จแล้วจักรพรรดิองค์ใหม่ก็ขึ้นไปครองบัลลังก์ต่อ ใครจะรับนางสนมถือพัดคอยวีทั้งซ้าย-ขวา ต้องจ่ายเพิ่มอีก 60,000 ดอง หากใครควงภรรยามานางสนมก็ต้องถอยออกไป เพราะภรรยาจะแปลงกายเป็นมเหสียืนอยู่ข้างๆ แทน และถ้ามีลูกๆ มาด้วยก็ให้พวกเขาแต่งเป็นพระโอรสและพระธิดาเข้าเฟรมพร้อมกัน ราคาของเด็กจะลดลงไปนิดหน่อย เบื่อบัลลังก์จะลงไปนั่งในเสลี่ยงและรถลากก็ยังได้ แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 60,000 ดอง เสร็จแล้วจึงรอรับภาพถ่าย อาจจะให้อัดใส่กรอบ ใส่ปฏิทิน หรือถ้วยชากาแฟ ตามแต่สะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ทางเชื่อมที่ไม่ธรรมดาระหว่างประตูในพระราชวังเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดจากพระราชวังต้องห้ามส่วนหน้านี้ เมื่อเดินผ่านประตูกำแพงที่กั้นอยู่ก็เจอกับลานกว้างขวาง มีโถงทางเดินยาวพร้อมหลังคาที่สร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิมล้อมลานดังกล่าวไว้เป็นรูปตัว U ตรงกลางของลานกว้างมีรูปปั้นมังกรทองขนาดใหญ่มองไปทางวังไทหวา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โถงทางเดินทั้ง 2 ด้านจัดแสดงนิทรรศการประวัติของพระราชวังเว้ มีภาพถ่ายโบราณของพระราชวัง ภาพถ่ายงานพิธีที่เคยจัดในพระราชวัง ภาพเขียนโบราณเกี่ยวกับธรรมชาติพร้อมบทกวี ภาพถ่ายและประวัติของบุคคลสำคัญในราชสำนักแห่งราชวงศ์เหงียน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเดินออกจากพระราชวังต้องห้ามไปทางด้านขวามือ มีตำหนักที่สภาพสมบูรณ์ อุทยานและสระน้ำขนาดใหญ่ นำหินมาเรียงเป็นขอบตลิ่ง บางส่วนก่อปูนลงไปเป็นขั้นบันได ไม่ไกลกันคืออาคารโรงละคร เป็นอาคาร 2 ชั้น เพดานสูง โคมไฟสวยงามห้อยลงมาจากเพดานจำนวนหลายดวง จัดวางเก้าอี้ไม้ไว้เป็นระเบียบ เวทีโล่งเพราะการแสดงรอบบ่ายเลิกไปได้สักพักแล้ว แต่ก็ยังเปิดไฟไว้สำหรับให้ผู้มาเยือนถ่ายภาพ ฉากหลังตกแต่งอย่างอลังการ เหนือสุดเป็นมังกร 2 ตัวเหาะขึ้นไปประจันหน้ากัน ด้านข้างของเวทีละครจัดแสดงเครื่องดนตรีโบราณ เครื่องแต่งกายที่ใช้ในการแสดง ทั้งเสื้อผ้าและหน้ากาก ภาพถ่ายขาวดำของศิลปะการแสดงในอดีต ด้านนอกของโรงละครมีศิลปินกำลังเขียนภาพและวางขายไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเชื่อมไปยังสวนขนาดกว้างใหญ่ ผมเดินเข้าไปเห็นสระ ศาลากลางน้ำ และสะพานข้ามคลองเล็กๆ เดินไปจนถึงกำแพง ซึ่งกำแพงนี้คือขอบเขตของนครจักรพรรดิ (Imperial City) แล้วขึ้นไปบนเนินใกล้ๆ มีป้อมหกเหลี่ยม ในอดีตอาจเป็นป้อมปืน ต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บนเนินนี้ด้วย มองลงไปยังสวนเห็นภาพรวมที่เป็นระเบียบสวยงาม หันไปมองนอกกำแพงเห็นรถราวิ่งบนถนนเลียบกำแพง ใกล้ๆ ยังเห็นต้นไม้อยู่หนาแน่น ห่างออกไปเป็นเขตที่อยู่อาศัย ธุรกิจร้านค้า โรงแรมที่พัก รวมถึงหน่วยงานราชการ สถานศึกษา และพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการเมืองไปจนถึงกำแพงด้านนอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ตำหนักที่อยู่รอดปลอดภัยจากการถูกทิ้งระเบิดในสงครามเมื่อกลางศตวรรษที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟ้าใกล้จะมืดลงแล้ว ผมเดินไปบนถนนในนครจักรพรรดิเลียบกำแพงด้านตะวันออกไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายจะออกประตู Cua Hien Nhom มีการจัดแสดงงานฝีมือจำพวกโคมไฟ ดอกไม้กระดาษ หมวกงอบจารึกบทกวี และงานจักสานจากไม้ไผ่อีกหลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกมาจากประตู Cua Hien Nhom ที่มีทางออก 3 ช่อง บนหลังคาของประตูคือหอคอย มีประตูอีก 3 ช่องเช่นกัน โดยขนาดเล็กกว่าประตูด้านล่าง ผมหิวและกระหายมาได้สักพักแล้ว แต่ราคาของกินเล่นและเครื่องดื่มในพระราชวังที่เห็นมีขายอยู่ 3-4 จุด ราคาสูงไปนิด ออกมาได้ก็เจอสารพัดของกิน บางคนตั้งแผงขาย บ้างยืนถือเอาง่ายๆ ป้าคนหนึ่งขายมะม่วงสุกหั่นใส่ถุงไว้แล้ว ชิ้นใหญ่แต่สีไม่ค่อยโสภานัก ผมถามราคา ป้าตอบ 50,000 ดอง หรือประมาณ 65 บาท พอลังเลแกก็ลดลงมาเหลือ 40,000 ดอง ผมต่อ 30,000 ดอง แกก็ยินดีขาย เมื่อหาที่นั่งกินได้รู้สึกทันทีว่า 10,000 ดองก็ยังแพงไป จากนั้นซื้อน้ำที่ร้านริมถนน ขวดเล็กราคา 15,000 ดอง แพงกว่าปกติ 2 เท่า ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการค้าขายในแหล่งท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินไปรับจักรยานที่ฝากไว้ใกล้ๆ ประตูหลักของกำแพงเมืองด้านตรงข้ามแม่น้ำหอม ชอล์กสีขาวที่เขียนเลข 263 บนอานจักรยานยังไม่เลือนหาย ผมยื่นตั๋วระบุหมายเลขเดียวกันให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อนำจักรยานออก จากนั้นเลี้ยวซ้ายปั่นไปบนถนน Le Duan เส้นทางเดียวกับขามา เลียบแม่น้ำหอมไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาขึ้นสะพาน Phu Xuan สู่เขตเมืองใหม่ เข้าย่านนักท่องเที่ยว ถึงโรงแรมก็คืนจักรยาน ขึ้นห้องพักไปอาบน้ำแล้วเดินออกไปยังร้านอาหารชื่อ Rose 2 บนถนน Chu Van An ร้านเดียวกับเมื่อวาน มีอาหารที่กินง่ายและค่อนข้างหลากหลาย ผมชอบผัดผักบุ้งแบบเวียดนามเป็นพิเศษ เพราะน้ำมันน้อยและไม่เค็มจัด อีกจานสั่งปลาทูน่าทอดราสซอสพริกไทยดำ กินกับข้าวสวย ค่าอาหารแค่ร้อยกว่าบาท วันนี้ไม่กล้าดื่มเบียร์ เพราะอาการจามและน้ำมูกไหลที่เริ่มมาตั้งแต่เช้ายังไม่หายไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
โรงละครภายในพระราชวังเมืองเว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขาเดินกลับแวะถามราคาตั๋วรถบัสไปฮอยอันที่ออฟฟิศทัวร์ไม่ห่างจากร้านอาหาร ราคา 90,000 ดอง อีกแห่งที่ถามเมื่อวาน 100,000 ดอง จากนั้นแวะร้านขายยาเพื่อซื้อยาแก้แพ้ คุณป้าเภสัชกรแนะนำตัวยา Loratadine แกบอกว่ากินแล้วไม่ง่วง ราคาแผงละ 30,000 ดอง แล้วถามหาพาราเซตามอล คุณป้าบอกว่ามีแต่ชนิดที่ผสมกาเฟอีน คือตัวยาพาราฯ 500 มิลลิกรัม และกาเฟอีน 65 มิลลิกรัม แผงละ 15,000 ดอง ก็ซื้อมาเผื่อๆ ผมนึกว่ากาเฟอีนที่ผสมลงไปนั้นน่าจะเป็นเพราะย่านนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะและบางคนก็ดื่มหนัก ตื่นมาอาจมีอาการแฮงก์โอเวอร์ พาราฯ ทำให้หายปวดหัว ส่วนกาเฟอีนทำให้สมองตื่น แต่เมื่อค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ทราบว่ากาเฟอีนปริมาณน้อยๆ จะทำให้ตัวยาพาราฯ ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น แต่ผมก็ยังกินเฉพาะยาแก้แพ้ เพราะไม่มีอาการปวดหัว ตื่นมาอีกวันอาการดีขึ้นแค่นิดหน่อยเท่านั้น กินมื้อเช้าของโรงแรมแล้วก็ขึ้นไปนอนต่อจนตื่นอีกทีหลังเที่ยง จากนั้นก็ทำสิ่งที่เหมือนเป็นกิจวัตรคือ ยืมจักรยานของโรงแรมปั่นออกไปกินมื้อเที่ยงที่ร้าน Rose 2 สั่งข้าวผัดทะเลและชาร้อนด้วย หวังว่าอาการน้ำมูกไหลจะดีขึ้น แต่แทบไม่ได้ช่วยอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมมีเพื่อนเยอรมันอยู่คนหนึ่งที่เคยเดินทางมาเว้ไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง เขาชื่อมิชาเอล มักตัดเสื้อสูทแจ็กเกตที่ร้านประจำ ช่างของเขาชื่อโบ เป็นสตรีวัยประมาณ 40 ปี ต่อมาโบได้แยกออกมาเปิดร้านของตัวเองในซอย Vo thi Sau เป็นซอยแยกไปจากถนน Chu Van An มิชาเอลกำชับว่าผมต้องไปเจอโบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สวนสวยมองจากเนินริมกำแพงพระราชวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถึง Bo&amp;rsquo;s Tailor Shop ก็จอดจักรยานหน้าร้านแล้วเดินเข้าไปถามหาโบ เด็กในร้าน 2 คนช่วยกันเรียกโบที่อยู่บนชั้น 2 ให้ลงมา ตอนที่โบลงมาเห็นจากใบหน้าก็ดูออกว่าเธอกำลังนอนกลางวัน ผมขอโทษที่มารบกวน โบบอกว่ารอเจอผมอยู่ เพราะไมเคิลได้ส่งข้อความมาบอกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไมเคิลมาเยือนเว้ครั้งล่าสุดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาพร้อมกับแฟนสาวชื่อเลลา เธอเป็นคนจอร์เจียนที่ย้ายไปทำมาหากินในเยอรมนี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้เป็นเวลาบ่าย 2 นิดๆ ที่เยอรมนียังเช้าอยู่ แต่ผมก็ไม่เกรงใจ วิดีโอคอลหาไมเคิลตามที่เขาสั่งไว้ เขาคุยกับผมแล้วก็คุยกับโบ ทั้งคู่พูดถึงเรื่องการแต่งงานและการมีลูก โบเชียร์ให้ไมเคิลแต่งงานกับเลลาเพื่อจะได้มีลูกให้ทันเธอที่ตอนนี้มีไปแล้ว 3 คน ไมเคิลตอบกลับมาว่าการมีลูกไม่จำเป็นต้องแต่งงาน ผมหัวเราะ แต่โบดูจะเห็นเป็นเรื่องแปลก ไม่แต่งงานกันแล้วจะมีลูกได้อย่างไร ไมเคิลคุยกับโบเสร็จก็คุยกับผมต่อ เขาขอให้ผมกลับมาหาโบอีกครั้งในคืนนี้เพื่อเลลาจะได้ร่วมแจมในวิดีโอคอลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมคุยกับโบเรื่องน้ำดื่มที่ราคาแพง เธอแนะนำบางยี่ห้อที่คุณภาพดีและราคาถูก และไม่ควรซื้อในร้านสะดวกซื้อสัญชาติเกาหลี เพราะพวกเขาจำหน่ายน้ำดื่ม (และสินค้าอื่นๆ) นำเข้าจากเกาหลี ที่เป็นอย่างนี้เพราะนักท่องเที่ยวเกาหลีในเวียดนามได้พุ่งจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางครั้งนักท่องเที่ยวเกาหลีก็ไม่ไว้ใจน้ำดื่มที่ตัวเองไม่รู้จัก เมื่อเห็นน้ำดื่มจากบ้านตัวเองก็ซื้อมาดื่มอย่างอุ่นใจ แม้ราคาจะแพงกว่ามากมายก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โบยังแนะนำร้านกาแฟข้างๆ ร้านของเธอ ชื่อ Pause Coffee เธอว่าเมล็ดกาแฟก็เหมือนๆ กับร้านอื่น วิธีการทำก็ไม่ต่างกัน แต่ร้านนี้ทำออกมารสชาติดีกว่า เพราะคนทำใส่ใจมากกว่า เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่เหมือนกัน แต่คนตัดมีฝีมือและความใส่ใจต่างกัน ผมไม่ได้พิสูจน์ฝีมือการตัดชุดของเธอ แต่ได้พิสูจน์รสชาติกาแฟร้านที่เธอแนะนำ พบว่าโบพูดไม่ผิดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
มุมหัตถศิลป์ในพระราชวังเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนออกมาจากโรงแรมเมื่อตอนบ่ายโมง ผมได้สอบถามรีเซฟชั่นสาวเรื่องร้านแลกเงินที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนดีๆ เธอเขียนที่อยู่ของร้านให้ ผมเพิ่งจะคลี่ออกมาดูตอนที่คิดจะปั่นจักรยานไปยังเจดีย์เทียนมู่ ซึ่งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำหอม เลยพระราชวังเมืองเว้ไปอีกไกลพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกระดาษเขียนชื่อร้าน Phu Cuong ระบุเลขที่ 263 ถนน Tran Hung Dao อยู่ใกล้ๆ ตลาด Dong Ba ผมสะดุดตาเลขที่ร้านเป็นพิเศษ ชอล์กขาวที่มีความเหนียวยังปรากฏจางๆ อยู่บนอานจักรยาน เลข 263 ซึ่งเป็นหมายเลขฝากจักรยานก่อนเข้าพระราชวังเมืองเว้เมื่อวานกับเลขร้านแลกเงินเป็นเลขเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมปั่นจักรยานไปบนถนน Le Loi เลี้ยวขวาขึ้นสะพาน Trang Tien ข้ามแม่น้ำหอมก็ถึงถนน Tran Hung Dao หาเลขที่ 263 เจอก็จอดจักรยานเดินเข้าไป กิจการหลักของร้านนี้คือจำหน่ายทองคำและอัญมณีเครื่องประดับ อัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับถือว่ายุติธรรมดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะทาง 6 กิโลเมตรกว่าจะถึงเจดีย์เทียนมู่ในความรู้สึกตอนนั้นดูจะไม่ห่างไกลสักเท่าไหร่ เพราะผมมีตัวเลข 263 อยู่กับตัวถึง 2 แห่ง และหวังอย่างยิ่งว่าจะปรากฏครั้งที่ 3 ในจอทีวีและคอมพิวเตอร์ในวันที่ 16 เหลือแค่ไม่กี่วันหลังจากนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทุกท่านก็ทราบดีว่าจนป่านนี้ยังไร้วี่แวว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46298</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, พระราชวังเว้, วังเว้และช่างตัดเสื้อ, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, เมืองเว้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2019 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2019 19:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชวงศ์เหงียนและพระราชวังเว้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ซิโคล (Cyclo) หรือสามล้อของเวียดนามจอดรอผู้โดยสารอยู่หน้ากำแพงเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;คงมีหลายสาเหตุที่ทำให้ตื่นมาแล้วมีอาการแสบคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล และจาม ทั้งอากาศที่ร้อน นอนไม่พอ และเมื่อคืนก็ดื่มเบียร์ไปหลายขวด-หลายกระป๋อง โดยเฉพาะชุดสุดท้ายกับหนุ่มเจ้าถิ่นหน้าตาคล้าย &amp;ldquo;โฮจิมินห์&amp;rdquo; มหาบุรุษของเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงแรมที่พักระดับดาวเดียวมีอาหารเช้าให้ด้วย รีเซฟชั่นสาวผละจากหลังเคาน์เตอร์มาถามว่าต้องการรับอะไร มีให้เลือกระหว่างขนมปังแบบฝรั่งเศสกินกับไข่เจียว บะหมี่ผัดโปะไข่ดาว และแพนเค้กกล้วยหอมราดน้ำผึ้ง ผมเลือกอย่างหลัง เพราะน่าจะเข้ากับอาการป่วยอ่อนๆ นี้ได้ดีที่สุด เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลายอย่าง ผมขอน้ำมะนาวร้อน กินเสร็จแล้วขึ้นไปนอนต่อ ตื่นมาตอนเที่ยงก็ขอยืมใช้งานจักรยานของโรงแรม จักรยานพวกนี้แม้ไม่มีเกียร์ แต่วิ่งฉิวเพียงออกแรงปั่นแค่นิดเดียว เจ้าหน้าที่โรงแรมให้ข้อมูลว่าเป็นจักรยานมือสองจากญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกมาไม่ไกลนักก็แวะร้าน Chu Caf&amp;eacute; บนถนน Le Loi เพื่อกินมื้อเที่ยง แต่สั่งชุดอาหารเช้า ในภาพเมนูมีไข่ดาว 2 ฟอง ขนมปัง 2 แผ่น ตอนเสิร์ฟได้ไข่ดาวแค่ฟองเดียว ขนมปังเพิ่มเป็น 4 แผ่น และแถมไส้กรอกมาด้วย 2 ชิ้น ราคาชุดละ 50,000 ดอง หรือประมาณ 65 บาท กินพร้อมๆ กับกาแฟฟิน หรือกาแฟแบบดริปผ่านถ้วยกรอง กว่าน้ำกาแฟจะหยดลงมาสู่แก้วจนหมดก็หายร้อนไปแล้ว แต่ในยามที่อากาศร้อนกลับกลายเป็นว่านี่คือข้อดี ร้านนี้มีขนาดใหญ่ ตกแต่งได้ดี แต่ไม่ติดแอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนบ่ายอากาศยิ่งร้อนเข้าไปอีก ผมยังไม่กล้าปั่นจักรยานท้าแดด อาการจามและน้ำมูกไหลก็ยังไม่ลดลงไป สั่งชาบลูเบอร์รี่มาดื่มก็เอาไม่อยู่ นั่งแช่อยู่ในร้านไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
หนึ่งในประตูที่เข้าสู่เมืองเว้โบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทั่งเกือบ 4 โมงเย็นก็ตัดสินใจปั่นจักรยานออกจากร้านไปบนถนน Le Loi มาจากชื่อวีรบุรุษจักรพรรดิเลเหล่ย เลี้ยวขวาขึ้นสะพานฟูซวน (Phu Xuan) ซึ่งมาจากชื่อเมืองที่ใช้อยู่ก่อน &amp;ldquo;เว้&amp;rdquo; ข้ามแม่น้ำหอมไปยังฝั่งเหนือ ปั่นต่อไปทางซ้ายมืออีกราว 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาข้ามคูเมือง ลอดประตูหนึ่งของกำแพงเมืองเว้ ลุงเจ้าหน้าที่บอกให้ฝากจักรยานโดยคิดเงิน 5,000 ดอง แกนำชอล์กสีขาวเขียนหมายเลขไว้บนอานจักรยาน แล้วยื่นตั๋วใบเล็กจิ๋วมาให้ เป็นหลักฐานตอนมารับกลับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านหน้าพระราชวังมีลานกว้างขวาง มีทั้งสนามหญ้า พื้นซีเมนต์ และปูแผ่นอิฐสี่เหลี่ยมเป็นระเบียบเรียบร้อย คาดว่าช่วงแรกที่ปูอิฐน่าจะมีสีแดงสด แต่ในเวลานี้จางลงไปมากแล้ว ส่วนหน้าสุดของกำแพงเมือง ซึ่งอยู่ติดคูเมืองและใกล้ถนนใหญ่ประดับธงพื้นแดง-ดาวเหลืองบนฐานขนาดยักษ์ เรียงหลั่นกันขึ้นไป 3 ชั้น ใครๆ มาเยือนพระราชวังเว้หลังยุคโทรศัพท์มือถือได้พัฒนาให้มีกล้องหน้าย่อมต้องถ่ายเซลฟี่กับป้อมธงชาติเวียดนามนี้ไว้เป็นที่ระลึก และแม้ว่าได้เข้าไปในพระราชวังแล้วหากถ่ายรูปย้อนออกมาก็ยังจะเห็นธงผืนนี้ปลิวไสวเด่นสง่าไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝนโปรยลงมาเล็กน้อยแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว ผมเข้าคิวซื้อตั๋ว จากบันทึกได้จดลงไปว่าราคา 180,000 ดอง สำหรับค่าเข้าพระราชวังเว้ และหากจะซื้อเป็นแพ็กเกจที่สามารถใช้เข้าสุสานของจักรพรรดิราชวงศ์เหงียนในอดีตอีก 3 แห่ง ได้แก่ สุสานจักรพรรดิมินมังห์ สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก และสุสานจักรพรรดิไคตินห์ ซึ่งล้วนตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอมไล่เรียงกันมาตั้งแต่ช่วงต้นน้ำ ราคาจะอยู่ที่ 360,000 ดอง (ไม่รวมสุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก) และ 500,000 ดอง เข้าได้ทั้ง 4 โบราณสถาน ผมซื้อแค่ตั๋วเดี่ยวพระราชวังเว้ เพราะยังไม่แน่ใจว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่จะอนุญาตให้ไปชมสุสานเหล่านั้นได้หรือไม่ เพราะแต่ละแห่งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ตัวอย่างปืนใหญ่ที่แสดงไว้หลังกำแพงเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกจากซุ้มขายตั๋ว ผมก็ได้ถ่ายรูปป้ายแสดงราคาที่ตั้งไว้ไม่ห่างกันมากนัก และเมื่อตรวจสอบขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ ราคาระบุ 150,000 ดองสำหรับเข้าพระราชวังเว้ 280,000 ดองสำหรับโบราณสถาน 3 แห่ง และ 360,000 ดองเพื่อชมครบทั้ง 4 แห่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องขออภัยที่ผมไม่กล้ายืนยันว่าราคาที่ซุ้มขายกับที่ป้ายถาวรนี้ต่างกัน แต่เมื่อได้อ่านรีวิวในชุมชนไซเบอร์ก็พบว่ามีการตุกติกในเรื่องตั๋วจริง ส่วนใหญ่จะเจอในลักษณะที่ว่าให้ธนบัตรใบละ 200,000 ดอง หรือ 500,000 ดอง เจ้าหน้าที่ที่รับไปก็จะเปลี่ยนธนบัตรใต้โต๊ะแล้วโชว์ใบละ 20,000 ดอง หรือ 50,000 ดองกลับมา เรียกร้องให้ผู้ซื้อตั๋วจ่ายเพิ่ม หลายคนก็จ่ายเพิ่ม เพราะคิดว่าตัวเองสับสนจำนวนเลข 0 ที่มากมายเหลือเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปกติผมจะเก็บตั๋วไว้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้หาไม่เจอ รู้สึกว่าจะโดนเจ้าหน้าที่ขอเก็บตั๋วตอนเดินลอดประตูหน้าเข้าไปยังเขตพระราชวัง โชคดีที่ผมมาสงสัยว่าโดนเล่ห์กลเข้าไปก็เมื่อเวลาผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือน อาการหัวเสียในเวลานั้นไม่มี และถึงตอนนี้ก็ไม่ได้โกรธ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระราชวังเว้เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1803 แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1832 เรียกโดยรวมว่าป้อมปราการเมืองเว้ (Citadel of Hue) หรือกำแพงเมืองเว้ มีลักษณะสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างด้านละประมาณ 2.5 กิโลเมตร กำแพงหนาราว 2 เมตร ตอนแรกสร้างเป็นกำแพงดิน ก่อนที่จะใช้หินและก่ออิฐเสริมในภายหลัง มีประตู 10 แห่ง ทุกประตูมีหอคอยด้านบน ขณะที่ป้อมปืนใหญ่มีถึง 24 ป้อม และคูน้ำได้ล้อมรอบกำแพงไว้ทุกด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แค่นั้นยังไม่พอ ด้านนอกสุดยังมีคลองล้อมรอบไว้อีก นั่นคือคลองที่ขุดตัดเข้ามาจากแม่น้ำหอมที่ไหลผ่านส่วนหน้า (ทิศใต้) ของกำแพงเมือง จำนวน 2 คลอง คลองแรกไหลขึ้นเหนือแล้วเลี้ยวหักศอกไปทางตะวันออก คลองเส้นที่สองไหลขึ้นเหนือไปเช่นกัน บรรจบกับคลองสายแรกที่มุมขวาบนของกำแพง เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้าก็จะเห็นเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 4 รูป จากด้านนอกไปยังด้านใน ได้แก่ สี่เหลี่ยมของคลอง สี่เหลี่ยมของคันดิน (ในเวลานี้คือถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน) สี่เหลี่ยมของคูเมือง และสี่เหลี่ยมของกำแพงเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลอง 2 สายที่ไปเชื่อมกันที่มุมขวาบนของกำแพงเมืองก็จะบรรจบกับแม่น้ำหอม เนื่องจากแม่น้ำหอมไหลผ่านส่วนหน้าของกำแพงเมืองแล้วก็ไหลเลยไปอีกหน่อย จากนั้นเลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางเหนือ ขนานกับคลองสายที่ 2 แล้วไปพบกับคลอง 2 สายที่บรรจบกันตรงมุมขวาบนพอดี แล้วแม่น้ำก็เดินทางต่ออีกประมาณ 10 กิโลเมตร ออกสู่ทะเลตะวันออก (หรือทะเลจีนใต้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดที่คลองด้านนอกสุดที่หุ้มป้อมปราการเมืองเว้นี้ไว้ไหลบรรจบกับแม่น้ำหอมมีป้อมประตูใหญ่อีกแห่งไว้ระวังภัยทางทิศดังกล่าว คูเมืองและคลองล้อมรอบกำแพงเมืองนี้นอกจากออกแบบไว้เพื่อป้องกันอริราชศัตรูแล้วก็ยังใช้ประโยชน์ในการขนส่ง-สัญจรได้ดีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ประตูเที่ยงวัน ในอดีตองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ ปัจจุบันใครๆ ก็เข้าได้ขอแค่ซื้อตั๋ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายในกำแพงเมืองประกอบไปด้วยทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับสิ่งที่เรียกว่าเมือง ทั้งวัด วัง ตำหนัก สำนักงาน สถานที่อยู่อาศัย สนามและสวนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชั้นในถัดจากกำแพงเมืองเรียกว่า Imperial City หรือ &amp;ldquo;เมืองจักรพรรดิ&amp;rdquo; มีวัดและสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงสี่เหลี่ยมอีกชั้นหนึ่ง อยู่ค่อนมาทางด้านทิศใต้ของกำแพงเมือง เทน้ำหนักไปยังตรงกลางของกำแพงเมืองด้านนี้ กำแพงของเมืองจักรพรรดิสูง 4 เมตร และหนา 1 เมตร กว้างยาวด้านละประมาณ 600 เมตร มีประตูทั้ง 4 ด้าน ประตูทางด้านทิศใต้เรียกว่าประตูเที่ยงวัน ประตูนี้ใช้สำหรับองค์จักรพรรดิเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดจากประตูเที่ยงวันเข้าไปไม่ไกลคือพระที่นั่งที่มีพระราชอาสน์หรือบัลลังก์อยู่ตรงกลาง จากนั้นเป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุด ซึ่งอยู่ภายในเมืองจักรพรรดิ คือพระราชวังชั้นใน เรียกกันอีกชื่อว่า &amp;ldquo;เมืองต้องห้ามสีม่วง&amp;rdquo; ไม่ได้มีความหมายแฝงทางด้านเพศสภาพแต่อย่างใดหากแต่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวตามความเชื่อของจีนโบราณที่ว่าเป็นที่อยู่ของดวงวิญญาณองค์จักรพรรดิ ส่วนเมืองต้องห้ามสีม่วงนี้เป็นที่อยู่ของจักรพรรดิ สมาชิกราชวงศ์ และผู้ใกล้ชิดเท่านั้น มีกำแพงอีกชั้น สูงและหนาลดลงมาจากกำแพงเมืองจักรพรรดิแค่เล็กน้อย กำแพงด้านหน้าและด้านหลังยาว 324 เมตร ส่วนด้านซ้ายและขวายาว 290 เมตร มีประตูเข้าออก 7 ประตู&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างกำแพงเมืองเว้และพระราชวังเว้ขึ้น &amp;ldquo;ตระกูลเหงียน&amp;rdquo; เป็นขุนนางที่มีอิทธิพลทางการเมืองมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 รับใช้ราชวงศ์เล และได้ปกครองเวียดนามตอนกลางไปจนถึงตอนใต้มาเป็นเวลา 200 กว่าปี โดยมี &amp;ldquo;ฟูซวน&amp;rdquo; หรือเว้ในปัจจุบันเป็นเมืองเอก ส่วนทางเหนือนั้นเป็นการปกครองของขุนนางตระกูลชิง (Trinh ในภาษาเวียดนามออกเสียงว่า &amp;ldquo;ชิง&amp;rdquo;) คู่ขัดแย้งของตระกูลเหงียน ขณะที่จักรพรรดิราชวงศ์เลที่เมืองทังลอง (ฮานอย) นั้นไร้อำนาจที่แท้จริง คงเทียบได้กับญี่ปุ่นยุคที่มีจักรพรรดิแต่เพียงในนาม ทว่าประเทศถูกปกครองโดยโชกุนตระกูลต่างๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​งานซ่อมแซมพระราชวังเว้ยังดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปกครองของขุนนางตระกูลเหงียนมาถึงช่วงที่ถูกร่ำลือในเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง อีกทั้งภาวะความเป็นผู้นำของตระกูลเหงียนก็อ่อนแอลงมาก สามพี่น้องจากหมู่บ้านเต่ยเซินได้เป็นผู้นำก่อการกบฏขึ้นในปี ค.ศ.1774 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้ขับไล่บรรดาขุนนางตระกูลเหงียนออกไปได้ อีกทั้งจับสังหารเสียเกือบหมดที่ไซง่อน ยกเว้น &amp;ldquo;เหงียนอันห์&amp;rdquo; ที่ในเวลานั้นอายุเพียง 13 ปี สามารถหนีรอดไปลี้ภัยในสยาม สมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สามพี่น้องแห่งหมู่บ้านเต่ยเซินที่ใช้สกุลเหงียนเช่นกัน เพราะมีข้อมูลที่น่าเชื่อว่าย่าของพวกเขาคือคนในตระกูลเหงียน (ปู่ของเขามีสกุลโฮ หรือบางทีก็แค่อยากใช้สกุลเหงียนขึ้นมาเฉยๆ ทั้งนี้ โฮจิมินห์ตอนเกิดใช้สกุลเหงียน) ถึงขั้นเก่งกาจขึ้นเหนือไปรบเอาชนะขุนนางตระกูลชิงได้ พวกตระกูลชิงหนีขึ้นเหนือเข้าไปในจีนที่เวลานั้นอยู่ในยุคราชวงศ์ที่ชื่อออกเสียงว่า &amp;ldquo;ชิง&amp;rdquo; คล้ายๆ กัน (Qing Dynasty)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เหงียนยัค&amp;rdquo; คือผู้นำปฏิวัติคนโตได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิคนแรกของราชวงศ์เต่ยเซิน คนต่อมาที่ฝีมือการยุทธ์ยอดเยี่ยมน่าเกรงขามเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ชื่อว่า &amp;ldquo;เหงียนเว้&amp;rdquo; (หรือจักรพรรดิกวางจุง) แต่คงจะไม่ใช่ที่มาของชื่อเมืองเว้ เพราะตอนที่เหงียนอันห์กลับมาล้างแค้นปราบราชวงศ์เต่ยเซินขณะมีจักรพรรดิองค์ที่ 3 และทวงดินแดนคืนกระทั่งรวบรวมชาติเวียดนามได้สำเร็จเป็นผู้ที่ให้เมืองนี้ชื่อว่า &amp;ldquo;เว้&amp;rdquo; อีกทั้งพบว่ามีชื่อนี้อยู่ก่อนแล้วในช่วงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหงียนอันห์ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์เหงียน มีพระนามว่าจักรพรรดิซาลอง พระองค์ได้เรียกประชุมบรรดาซินแสระบือนาม แล้วออกคำสั่งให้สร้างกำแพงเมืองเว้และพระราชวังขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยและการสู้รบ แต่พระองค์ไม่ได้อยู่เห็นพระราชวังสร้างเสร็จ เพราะสวรรคตในปี ค.ศ.1820 พระราชวังมาแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1832 ในสมัยจักรพรรดิมินมังห์ผู้เป็นพระราชโอรส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xydpdef1a014&quot; style=&quot;text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;
​​​​​​​ทางเดินสู่ห้องพระราชบัลลังก์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระราชวังเว้อยู่เป็นราชธานีของเวียดนามได้ไม่เท่ากับเวลาที่สร้างไปด้วยซ้ำ ในปี ค.ศ.1859 ก็ต้องเสียดินแดนตอนใต้ที่เรียกว่า &amp;ldquo;โคชินไชน่า&amp;rdquo; ให้กับนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส ก่อนจะสูญเสียอัมนัม (เวียดนามตอนกลาง) และตังเกี๋ย (เวียดนามตอนเหนือ) อย่างเบ็ดเสร็จตามสนธิสัญญาเว้ ค.ศ.1883 แย่ไปกว่านั้นโคชินไชน่ายังกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา อีกอาณานิคมของฝรั่งเศส พระราชวังเว้มีความสำคัญในทางขนมธรรมเนียมประเพณีและงานพิธีต่างๆ เท่านั้น จักรพรรดิมีสถานะเป็นหุ่นเชิด กระทั่งสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ต้องหนีออกจากพระราชวังหลังการประกาศอิสรภาพต่อฝรั่งเศสของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามภายใต้การนำของโฮจิมินห์ เหลือเพียงเวียดนามใต้ที่ถูกเรียกว่ารัฐเวียดนาม (State of Vietnam) จักรพรรดิบ๋าวได่ จักรพรรดิราชวงศ์เหงียนองค์สุดท้ายถูกฝรั่งเศสเชิดต่อในฐานะประมุขของรัฐ แต่สุดท้ายก็ต้องไปลี้ภัยในฝรั่งเศส&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คืนวันและภัยธรรมชาติอาจนำมาซึ่งความเสื่อมทรุดของเมืองจักรพรรดิและปราการเมืองเว้อยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่ได้รับจากสงครามอินโดจีน ครั้งที่ 1 ระหว่างเวียดมินห์กับฝรั่งเศส และสงครามอินโดจีน ครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนาม ระหว่างเวียดนามเหนือกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุทธการที่เมืองเว้ ปี ค.ศ.1968 อาคารและสิ่งปลูกสร้างสำคัญ จำนวน 160 หลัง ภายในกำแพงเมืองเหลือรอดจากการถูกทำลายเพียง 10 หลังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1933 พระราชวังเว้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก มีการบูรณะและพิทักษ์รักษาอาคารส่วนที่อยู่รอดจนสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับผู้ที่มาเยือนเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์หน้าเชิญเข้าไปเที่ยวในพระราชวังเว้ด้วยกันนะครับ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45760</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, พระราชวังเว้, ราชวงศ์เหงียน, ราชวงศ์เหงียนและพระราชวังเว้, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, เมืองเว้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2019 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2019 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>One for the Road</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ย่ำสนธยาที่ริมฝั่งแม่น้ำหอม เมืองเว้ จังหวัดเถื่อเทียนเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้นน้ำจากเทือกเขาอันนัมส่วนที่พาดผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามไหลออกมาเป็นสองแควสั้นๆ ก่อนรวมกันเป็นแม่น้ำหอม (Song Huong) ไหลขึ้นเหนือผ่านสุสานจักรพรรดิมินห์มังทางฝั่งซ้าย เยื้องๆ ไปทางขวาเป็นสุสานของจักรพรรดิไคตินห์ จากนั้นผ่านสุสานของจักรพรรดิตึดึ๊ก เลี้ยวขวาไปทางทิศตะวันออกผ่านเจดีย์เทียนมู่ทางซ้ายมือ แล้วผ่านพระราชวังเว้อันกว้างใหญ่ไพศาลบนฝั่งเดียวกัน ก่อนจะเดินทางต่ออีกประมาณ 10 กิโลเมตรออกสู่ทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) รวมทั้งสิ้นแม่น้ำหอมยาว 30 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ถือเป็น 30 กิโลเมตรที่ทรงคุณค่าและเข้มข้นในความหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ริมฝั่งแม่น้ำหอมฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังเว้ หรืออาจเรียกฝั่งใต้ มีทางเดินเป็นระเบียบและกว้างขวาง สร้างไว้ยาวราวๆ&amp;nbsp; กิโลเมตรครึ่ง ผมเดินจากจุดจอดเรือมังกร ใกล้ๆ &amp;ldquo;สวน 3 กุมภาพันธ์&amp;rdquo; สวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ ลอดใต้สะพานสำหรับข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งพระราชวัง 2 สะพาน คือสะพาน Trang Tien และสะพาน Phu Xuan ทราบว่าพื้นที่ทางเดินบริเวณนี้ถูกครอบครองโดยคนท้องถิ่นในเวลาเช้า ส่วนนักท่องเที่ยวจะมาเดินเล่นในเวลาเย็นย่ำเป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝั่งซ้ายมือของทางเดินริมน้ำคือสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ร้านอาหารและคาเฟ่เก๋ๆ ผมถอยกลับไปยังเชิงสะพาน Phu Xuan แล้วผละออกจากทางเดินริมแม่น้ำสู่ถนน Le Loi ถนนเส้นหลักที่ขนานไปกับแม่น้ำส่วนที่ไหลผ่านใจกลางเมือง ฝั่งขวามือเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย สำนักงานธนาคาร รวมถึงโรงแรมใหญ่ๆ ก่อนจะไปชนกับโซนท่องเที่ยวยามราตรีเมื่อถนน Doi Cung ทางขวามือเข้ามาเชื่อมกับถนน Le Loi&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​หมาน้อยริมน้ำ ยุคนี้สบายใจขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่หลักของนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นประเภทแบ็กแพ็กเกอร์ อธิบายง่ายๆ ได้ว่ามีลักษณะคล้ายๆ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดด้านละประมาณ 250 เมตร มีถนน Le Loi เป็นหลักอยู่ด้านหนึ่ง อยู่ด้านตรงข้ามกับถนนชื่อ Vo Thi Sau และถนน Doi Cung ที่ผมเพิ่งเดินเข้าไปเป็นด้านตรงข้ามกับถนน Chu Van An ที่ผมเดินออกมาจากโรงแรมในตอนแรก ภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้มีซอยเล็กซอยน้อยอีกนับสิบ ใช้สามล้อ มอเตอร์ไซค์ และจักรยานเป็นยานพาหนะหลัก บางซอยเป็นถนนคนเดินร้อยเปอร์เซ็นต์ ขนาดจักรยานเจ้าหน้าที่ประจำด่านยังต้องออกคำสั่งให้เดินจูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเข้าไปอาบน้ำในโรงแรมที่พักบนถนน Chu Van An แล้วออกไปเดินเล่นในย่านนักท่องเที่ยว ดังที่ได้กล่าวไว้ในสองหรือสามฉบับก่อนหน้านี้ว่า มีคนถีบสามล้อและคนขี่มอเตอร์ไซค์คอยตามแนะนำให้ใช้บริการหญิงงามเมือง ผมเป็นเป้าหมายของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นผู้ชายเดินคนเดียว มากเข้าการเชื้อเชิญก็ลุกลามไปถึงขั้นตอแยและราวี มีคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตามตื๊อจากปลายซอย &amp;ldquo;ฟาม งู เลา&amp;rdquo; จนถึงต้นซอยที่ตัดกับถนน Le Loi ผมต้องแวะที่บาร์ชื่อ DMZ เลือกนั่งที่โต๊ะด้านนอกตัวร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชื่อ DMZ ของบาร์มาจาก Demilitarized Zone หรือ &amp;ldquo;เขตปลอดทหาร&amp;rdquo; อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือของเว้ประมาณ 100 กิโลเมตร เขตปลอดทหารนี้ตั้งขึ้นในการประชุมเจนีวา ค.ศ.1954 หลังสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงซึ่ง &amp;ldquo;เวียดมินห์&amp;rdquo; หรือกองทัพประชาชนเวียดนาม ภายใต้การนำของ &amp;ldquo;โฮจิมินห์&amp;rdquo; มีชัยเหนือกองทัพฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคม ข้อตกลงจากการประชุมได้กำหนดให้พื้นที่กว้าง 5 กิโลเมตรครอบคลุมทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเบนไห่ที่ไหลจากพรมแดนลาว-เวียดนาม จากตะวันตกไปตะวันออก ระยะทาง 55 กิโลเมตร ลงสู่ทะเลจีนใต้ โดยห้ามทหารของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าไป คือฝ่ายเวียดมินห์และฝ่ายเวียดนามใต้ที่มีจักรพรรดิบ๋าวได่เป็นผู้นำหุ่นเชิดของฝรั่งเศส และเมื่อฝรั่งเศสถอยออกไปปล่อยให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาทำสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนาม เขตปลอดทหารนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิสู้รบสำคัญโดยฝ่ายเวียดนามเหนือสามารถเข้ายึดครองเอาไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ร้านอาหารทะเลบริเวณสามแยกที่ถนน Chu Van An บรรจบกับถนน Le Loi เหมาะแก่การรับประทานเป็นกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีบริษัทจัดทัวร์จากเว้ไปเยี่ยมชมเขตปลอดทหาร หรือ DMZ นี้กันอย่างคึกคัก โดยนักท่องเที่ยวจะต้องระมัดระวังไม่ล้ำเข้าไปในเขตห้ามเข้า เพราะยังมีระเบิดที่ยังไม่ทำงานซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อนนี้ผมวางแผนจะนั่งรถบัสเข้าลาวโดยผ่านเมืองดงฮา เมืองหลวงของจังหวัดกว่างชีที่เขตปลอดทหารนี้ตั้งอยู่ ว่าจะโฉบไปดูสะพานเหี่ยนเลืองที่ใช้ข้ามแม่น้ำเบนไห่ สหรัฐได้ทิ้งระเบิดทำลายเมื่อปี ค.ศ.1967 ระหว่างสงครามเวียดนาม (ปัจจุบันสร้างใหม่ใกล้ๆ สะพานเก่า) สะพานนี้เป็นแบบคานสร้างจากเหล็กกล้า หัวสะพานฝั่งเหนือทาสีแดง ฝั่งใต้ทาสีเหลือง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อสัปดาห์ก่อนทำให้ผมจำเป็นต้องกลับเมืองไทยทางอากาศดังที่ได้อธิบายเหตุผลไว้ในตอนต้นของบันทึกการเดินทาง เมื่อเมืองดงฮาไม่ใช่ทางผ่านผมก็เลยเบรก DMZ ของจริงมานั่งดริงก์ที่บาร์ DMZ แทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบียร์ Larue ของบาร์ DMZ ราคาขวดละ 35,000 ดอง ผมดื่มไปจะหมดขวดแล้วพี่นายหน้าค้ากามก็ยังนั่งคอยอยู่บนมอเตอร์ไซค์ที่จอดตรงข้ามร้าน เขาจ้องมองมาทางผมอย่างไม่คลาดสายตา หากว่าผมเรียกพนักงานมาเก็บเงินเขาก็จะสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์ ผมเดินไปไหนเขาก็จะได้ขี่ตามทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ที่นั่งและทางเดินริมแม่น้ำหอมระหว่างสะพาน Trang Tien และสะพาน Phu Xuan&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเรียกพนักงานสาวเข้ามา พี่มอเตอร์ไซค์ขยับตัวเตรียมพร้อม แต่แทนที่ผมจะจ่ายเงินแล้วลุกออกจากร้าน พนักงานสาวกลับนำเบียร์มาวางให้ผมอีกขวด ผมคิดในใจว่าถ้าพี่มอเตอร์ไซค์รอผมจนหมดขวดที่สอง ผมก็จะสั่งขวดที่สาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำว่า &amp;ldquo;เวลาเป็นเงินเป็นทอง&amp;rdquo; ใช้ได้กับทุกที่ทุกวงการ พี่มอเตอร์ไซค์ไม่เสี่ยงแทงพนันผมอีกต่อไป เขาสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ขับออกไปโดยไม่หันมามองให้เสียอารมณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซอยฟามงูเลานี้มีบาร์แบบตะวันตกเกือบทั้งหมด แต่ส่วนริมๆ ของย่านนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กลับเป็นร้านแบบเวียดนาม นั่นคือเน้นทั้งกินอาหารและดื่มเบียร์ ร้านมีขนาดใหญ่ โต๊ะหลายตัว ตั้งล้นออกมาบนบาทวิถี แต่ไม่เกะกะขวางทาง เพราะคนลงไปเดินบนถนนที่ค่อนข้างโล่ง ลูกค้าเป็นคนหนุ่มสาวชาวเวียดนาม นั่งกันโต๊ะละหลายคน ผมไม่กล้ายืนยันว่าเป็นคนเว้ท้องถิ่นหรือนักท่องเที่ยวจากเมืองอื่น เพราะระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเป็นฤดูท่องเที่ยวของชาวเวียดนาม พวกเขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ เช่นเดียวกับเบียร์ที่ทยอยมาเสิร์ฟไม่ขาดระยะ โดยพนักงานสาวสวยแต่งชุดโชว์ส่วนสัดรัดรูปด้วยลายและโลโก้เบียร์ที่ร้านนั้นๆ ตกลงทางการค้ากันไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​สามล้อชมเมืองเว้เป็นหมู่คณะบนถนน Le Loi&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหา 2 ประการที่ขัดขวางการเข้าไปสัมผัสร้านแบบที่ว่านี้คือพวกเขาเปิดเพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์แม้ว่าจะเป็นร้านนั่งโต๊ะธรรมดาๆ และอีกอย่างก็คือไม่มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งคนเดียว ผมกินมื้อเย็นมาแล้วถ้าจะสั่งแค่เบียร์ก็เกรงใจทางร้านหากจะขอนั่งโต๊ะที่พวกเขาเหมือนจะเตรียมไว้สำหรับหมู่คณะ ไม่พ้นผมต้องหาบาร์แบบตะวันตกอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดินไปเดินมาหลายนาทีไม่มีร้านเข้าตา แบบที่ฝรั่งเรียกว่า No Energy คือไม่ครึกครื้น ไร้ชีวิตชีวา ส่วนมากตั้งใจประดิษฐ์ประดับร้านให้เป็นตะวันตกมากเกินไป จนผมถอดใจเดินไปบนถนน Chu Van An หมายจะกลับไปนอน เหลือบไปเห็นป้ายร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งเขียนว่า ONE FOR THE ROAD คนรู้จักวลีนี้ย่อมรู้จักการดื่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น่าเสียดาย ทันทีที่ผมเดินเข้าร้าน ดนตรีสดก็หยุดเล่นตามกำหนดเวลา 5 ทุ่มตรง แต่ไหนๆ ก็เข้าไปแล้ว ดูในเมนูเครื่องดื่มมีเบียร์ 333 อยู่ด้วย จำหน่ายเป็นกระป๋อง ราคา 30,000 ดอง เท่ากับ 40 บาท ปกติผมไม่ค่อยชอบ &amp;ldquo;เบียร์ข้าว&amp;rdquo; แต่สำหรับเบียร์ตัวนี้ขอยกเว้น ดื่มครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อนก็ติดใจ แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีโอกาสได้จิบซ้ำเพราะหาตามผับตามบาร์ไม่ค่อยเจอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แรกเริ่มเดิมทีเบียร์ตัวนี้มีชื่อว่า &amp;ldquo;33&amp;rdquo; มาจากปริมาตรบรรจุขวด นั่นคือ 33 เซนติลิตร ถือกำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แต่ใช้สูตรและวัตถุดิบของเยอรมนี ต่อมาฝรั่งเศสได้ย้ายโรงงานผลิตมาอยู่ที่กรุงไซง่อนระหว่างที่เข้ายึดครองเวียดนาม และว่ากันว่าเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในหมู่ทหารจีไอของสหรัฐ ระหว่างสงครามเวียดนาม แต่ภายหลังจากที่ผู้บุกรุกถูกขับออกไป ฝรั่งเศสเผ่นในปี ค.ศ.1954 อเมริกาหนีในปี ค.ศ.1975 เบียร์ยี่ห้อ 33 ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;333&amp;rdquo; เพื่อลบภาพของจักรวรรดินิยมตะวันตก แต่ยังคงเลข 3 ไว้ให้คนไม่ลืมรสชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​BMW ในมาดไม่คาดฝันบนถนน Le Loi&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมนั่งดื่มเจ้าตอง 3 อยู่ตรงเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์บาร์ไป 2 กระป๋องก็เรียกเก็บเงิน และแล้วก็เป็นจริงดังที่คาด เด็กเสิร์ฟรับเงินไปยื่นให้ฝรั่งหนุ่มที่มีบุคลิกยิ้มแย้ม น่าจะเป็นเจ้าของร้านหรือไม่ก็หุ้นส่วนสำคัญ ผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นฝรั่งเศสหรืออเมริกัน เท่าที่ทราบจากเพื่อนฝรั่งเศสที่เคยเดินทางท่องเที่ยวในเวียดนาม พวกเขาบอกว่าชาวฝรั่งเศสได้รับการต้อนรับในภาพรวมที่ค่อนข้างเป็นลบ สำหรับชาวอเมริกันผมยังไม่เคยได้ยินว่าได้รับการต้อนรับอย่างไร เพราะผมเองก็มีเพื่อนอเมริกันน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขออนุญาตกลับมาที่ One for the road วลีนี้ฝรั่งพูดภาษาอังกฤษนิยมใช้เมื่อจะดื่มสักแก้ว (หรือขวด) ก่อนกลับบ้านหรือออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเดินทางระหว่างเมืองในอดีตนั้นหากไม่เดินเท้าก็ใช้รถม้า ซึ่งกว่าจะถึงที่หมายถัดไปอาจใช้เวลาเป็นวันๆ ร้านอาหารและที่พักแบบขายอาหาร (Inn) ไม่ได้หาง่ายๆ จำเป็นต้องห่ออาหารไปกินระหว่างทาง อาหารพวกนี้ก็จะเป็นอาหาร &amp;ldquo;for the road&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้วลี One for the road สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นพบครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Edinburgh Evening News ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ.1939 ที่รายงานการอภิปรายในสภาสหราชอาณาจักร ส.ส. สุภาพสตรีท่านหนึ่งถามกระทู้นายกรัฐมนตรีในประเด็นที่ว่าควรพิจารณาถึงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยก็เป็นอันตรายได้ รัฐมนตรีคมนาคมเป็นผู้มาชี้แจงแทน กล่าวตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;กระผมได้อ่านรายงานและรับทราบดีว่าสุภาพสตรีผู้ทรงเกียรติท่านนี้มีอคติต่อสิ่งที่เรียกว่า &amp;ldquo;one for the road&amp;rdquo; เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ถนนคนเดิน Di Bo ในย่านนักท่องเที่ยวเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุภาพสตรีท่านนี้เหมือนหยั่งรู้อนาคต เมื่อ 80 ปีก่อนนั้นหากจะดื่มสักกรึ๊บสองกรึ๊บก่อนออกเดินทางไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะวิธีเดินทางส่วนใหญ่คือการเดินและนั่งรถม้า ทว่าในเวลาต่อมาพวกที่ออกจากผับหรือบาร์มักจะขับรถยนต์ จึงมีการรณรงค์ &amp;ldquo;ดื่มไม่ขับ&amp;rdquo; เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่ายังมีบางประเทศ รวมถึงอังกฤษ (และไทย) ที่อนุญาตให้ดื่มวิสกี้ได้ประมาณ 1 แก้ว หรือเบียร์ 1 ขวดเล็ก ก็น่าจะผ่านด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ วลี One for the road จึงยังใช้ได้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ได้ยินกันมากก็คือ One more for the road ขออีกแก้ว (หรือขวด) ซึ่งหมายความว่าดื่มมาพอสมควรแล้วแต่ยังจะตบท้ายอีกหน่อยเพื่อให้แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ต่อเนื่องระหว่างทางไปจนถึงเตียงนอน โดยที่ยังไม่ชัวร์ว่าเตียงนอนนั้นเป็นเตียงที่บ้านหรือโรงพยาบาลกันแน่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาเลยเที่ยงคืนแล้วตอนที่ผมออกจากร้าน ONE FOR THE ROAD คราวนี้คิดจะกลับไปนอนจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนจะพ้นโซนกินดื่มหันไปเห็นร้านชื่อ BROWN EYES มีคำขยายความด้านล่างแปลเป็นไทยได้ว่า &amp;ldquo;ปิดตี 5 หรือจนกว่าคนสุดท้ายจะร่วง&amp;rdquo; ผมอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าข้างในจะมีลักษณะอย่างไร จำต้องเดินเข้าไปพิสูจน์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ร้าน DMZ &amp;ldquo;เขตปลอดทหาร&amp;rdquo; ส่วน McNamara Line ที่เขียนไว้หมายถึงเขตยุทธศาสตร์ของสหรัฐอยู่ด้านล่างและขนานไปกับเส้น DMZ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้านมี 2 ชั้น ขนาดใหญ่พอควร ลูกค้ามีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนเวียดนามแน่นร้าน เบียดเสียดกันเต้นดนตรีป๊อปแดนซ์ที่ผมพอรับได้ การจะซื้อเครื่องดื่มต้องต่อคิวที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ ผมได้ Huda เบียร์ประจำเมืองเว้มา 1 กระป๋อง ราคา 30,000 ดอง แล้วหามุมยืนใกล้ๆ เคาน์เตอร์ที่ล้อมพนักงานจ่ายเครื่องดื่มไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีคนลุกไปจากเก้าอี้จึงเข้าไปนั่ง ชายหนุ่มคนข้างๆ อายุราวยี่สิบกลางๆ ตัดผมสกินเฮด ไว้เคราแพะ พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้ ผมเรียกเขาในใจว่าลุงโฮ (จิมินห์) เพราะทรงหนวดเคราละม้ายกัน ลุงโฮยื่นบุหรี่ให้สูบ ผมขอบคุณแต่ปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมดื่มเบียร์หมดก็บีบกระป๋องยื่นให้เขาใช้เขี่ยบุหรี่เพื่อไม่ต้องสับสนกับกระป๋องที่ยังมีเบียร์เหลืออยู่ ลุงโฮไม่เข้าใจความหมาย ยกเบียร์กระดกจนหมดแล้วบีบกระป๋องตาม สงสัยจะท้าทายลุงโฮโดยไม่ตั้งใจเข้าซะแล้ว ผมสั่งกระป๋องใหม่มาเผื่อลุงโฮด้วย เขารีบดื่มจนหมดแล้วบีบกระป๋อง ผมก็ต้องดื่มให้หมดแล้วบีบกระป๋องอีกเช่นกัน ลุงโฮรีบสั่งมาอีก 2 กระป๋อง ยังดีที่รู้สึกได้ว่าบรรยากาศออกไปในทางเป็นมิตรมากกว่าปฏิปักษ์ ดื่มชุดหลังนี้หมดแล้วผมก็ขอตัวกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยอมให้เฟซบุ๊กลุงโฮไปเพื่อให้เขาสบายใจว่าหากต้องการนัดมาบีบกระป๋องกันใหม่ผมก็จะหนีไม่พ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45225</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, พระราชวังเว้, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, เมืองเว้, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
