<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อเศรษฐกิจจีนหดตัว ไทยก็โดนหางเลข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอข่าวออกมาบอกว่าเศรษฐกิจจีนหดตัวลง ไตรมาสสองที่ผ่านมามีอัตราโตของจีดีพีเพียง 6.2% &amp;nbsp;ต่ำสุดใน 27 ปี ก็มีคำถามทันทีว่าจะกระทบประเทศไทยหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบก็คือมีผลกระทบแน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการแรก การส่งออกของไทยที่หดตัวอยู่แล้วจะเจออุปสรรคเพิ่มขึ้นอีก เพราะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา (อ่าน &amp;quot;กาแฟดำ&amp;quot; เมื่อวาน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สอง รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เพราะเมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัว คนจีนก็คงจะลดการใช้เงินเพื่อท่องเที่ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อนักท่องเที่ยวจีนเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศไทย ผลที่ตามมาก็จะทำให้มีผลทางลบต่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่งคือการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้นักท่องเที่ยวต้องควักกระเป๋ามากขึ้นในการมาเที่ยวไทย จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รายได้ท่องเที่ยวของไทยเราโดนสองเด้งค่อนข้างจะแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเจอศึกหนักในหลายๆ ด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากผลพวงจากเศรษฐกิจจีนที่จะหดตัว ทำให้จีนซื้อของจากไทยน้อยลง นักท่องเที่ยวจีนมาไทยหดตัว ก็ยังมีประเด็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่กำลังตกต่ำ รัฐบาลผสมก็อาจจะต้องควักเงินภาษีประชาชนมาอุ้มราคาสินค้าตามคำสัญญาระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และประเด็นเรื่องบาทแข็งก็เป็นเรื่องที่ถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาอธิบายเรื่องบาทแข็งได้น่าสนใจ สมควรที่จะนำมาเล่าต่อให้ฟังอย่างนี้ครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เงินบาทแข็งค่ามีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินบาทที่แข็งค่ามีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ บางทีเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์อาจไม่สบายใจว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท รายได้จากการส่งออกหายไปแสนล้านบาท ข้อเท็จจริงอีกด้านคือ ถ้าเงินบาทแข็งค่า รายจ่ายจากการต้องนำเข้าสินค้า อาทิ น้ำมัน เครื่องจักร วัตถุดิบจากต่างประเทศ ก็ลดลงเป็นแสนล้านบาทเช่นกัน ดังนั้น เรื่องค่าเงินบาทเป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่ต้องดูทั้งด้านที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ตั้งแต่ต้นปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับ USD จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เป็นสำคัญ เช่น การเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 62 แข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับ USD จากปัจจัยด้านต่างประเทศ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ &amp;nbsp;FED ที่เดิมตลาดคาดว่า FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า แต่สงครามการค้าและผลกระทบที่ชัดขึ้นโดยเฉพาะต่อการลงทุน ทำให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองว่า FED อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ และมีผลทำให้เงิน USD อ่อนค่าลงจากที่เคยคิดไว้ว่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในประเทศ ส่วนแรกคือไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมาก โดยในช่วง 5 &amp;nbsp;เดือนแรกของปีนี้ ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว 1.2 หมื่นล้าน USD ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศที่เข้ามาแล้วต้องแลกเป็นเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และทั้งปี 2562 คาดว่าจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.9 หมื่นล้าน USD ส่วนที่ 2 มีเงินจากต่างประเทศเข้ามาในไทยสูงขึ้น แม้ส่วนนี้ปริมาณไม่ได้มากถ้าเทียบกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ในบางช่วงที่มีมากก็ทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เงินสุทธิที่ไหลเข้ามาตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย 1.8-1.9 &amp;nbsp;พันล้าน USD เช่นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น มีรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายกองทุนเมื่อก่อนมาลงทุนในไทยไม่ได้ วันนี้สามารถกลับมาลงทุนได้ ก็จะมีเงินส่วนนี้เข้ามาส่วนหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันที่สองคือ ดัชนี MSCI ซึ่งนักลงทุนจะดูว่าดัชนีนี้แนะนำให้ไปลงทุนแต่ละประเทศเท่าใด โดยปรับน้ำหนักของไทยขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม วันนั้นวันเดียวตลาดหลักทรัพย์ฯ มียอดซื้อขายถึง 2 แสนล้านบาท ในตลาดพันธบัตรไทยเช่นกัน JP Morgan ก็เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของไทย เวลาที่นักลงทุนกระจายการลงทุนไปประเทศต่างๆ จะอ้างอิงดัชนีเหล่านี้ ซึ่งด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงเสถียรภาพและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย แต่ทำให้มีเงินที่ไหลเข้ามาพักในระยะสั้นอยู่บ้าง.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้: บาทแข็งแล้วไงต่อ?)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41247</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, เมื่อเศรษฐกิจจีนหดตัว ไทยก็โดนหางเลข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
