<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯรำลึก&#039;ครูจูหลิง&#039;สดุดีครูวีรชนใต้ ส่ง&#039;ตรีนุช&#039;มอบเงินเยียวยาครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 -&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมาย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา &amp;ldquo;ครูจูหลิง ปงกันมูล&amp;rdquo; ที่ อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกฯยังได้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ไปในงานดังกล่าว&amp;nbsp; พร้อมกล่าวเชิดชูครูจูหลิง และครูวีรชนผู้ล่วงลับจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า นับเป็นเวลากว่า 14 ปี ของการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษา ที่เปรียบไปด้วยจิตวิญญาณและความรักในอาชีพของความเป็นครู ครูจูหลิงต้องออกจากบ้านเกิดของตนจากพื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศไปสู่พื้นที่ตอนใต้ เพื่ออุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้รับความรู้เทียบเท่ากับกับเด็กในภูมิภาคอื่นๆ นับเป็นความเสียสละและสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติอย่างแท้จริง ที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งรัดให้ส่วนราชการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่นายสูน และนางคำมี ปงกันมูล บิดา มารดา ของครูจูหลิง ปงกันมูล จำนวน 2,742,000 บาท ในส่วนรายที่เหลือรัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรียังชื่นชมและให้กำลังใจต่อเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและอดทน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแสดงความเสียใจต่อญาติของคุรุวีรชนผู้เสียชีวิตทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120057</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจูหลิง, ตรีนุช, นายกฯ, บิ๊กตู่, เยียวยา, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cf0cd523c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 12:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!บิ๊กตู่ลั่นมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาชาวบ้านที่โดนน้ำท่วมแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 -​ ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร​ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลปัญหาน้ำท่วม​และมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม​ ว่า ยอมรับว่ามีความกังวลและเป็นห่วงประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ แต่ได้มีการเตรียมการไว้ให้พร้อมแล้ว ทั้งการช่วยเหลือและเยียวยา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119625</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, น้ำท่วม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_61666a5434ef4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘รถตู้ต่างจังหวัด’ยื่น5ข้อให้ศักดิ์สยามเยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;สมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด พร้อมผู้ประกอบการ และสมาชิก ขับรถตู้-รถมินิบัสกว่า 30 คัน ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอให้เยียวยาเรื่องพักหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยของสถาบันการเงินและไฟแนนซ์ &amp;nbsp;2.ขอขยายอายุรถจาก 10 ปี ออกไปเป็น 15 ปี และขอให้เยียวยาเรื่องการปรับค่าผิดสัญญาการเช่าซื้อ 3.ขอให้รัฐบาลช่วยจัดหางบประมาณเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ย เพื่อนำมาปรับปรุงสภาพรถให้พร้อมใช้งาน 4.ติดตามเรื่องเงินเยียวยาที่กรมการขนส่งขอชดเชยรถสาธารณะเดือนละ 5,000 บาทต่อคัน เป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 15,000 บาทต่อคัน ตั้งแต่โควิดรอบแรกปี 2563 ที่ยังไม่ได้อนุมัติจากคณะกรรมการขนส่งกลาง และ 5.เรื่องการปฏิรูประบบการขนส่งโดยสารสาธารณะ &amp;nbsp;ทั้งนี้นายศักดิ์สยามได้ส่งตัวแทนมารับหนังสือและข้อเรียกร้องดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117493</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, สมาคมธุรกิจรถตู้ต่างจังหวัด, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614aa2862d933.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยันเงินเยียวยาด้านการศึกษาโอนแล้ว2.17หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและนักศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ดำเนินการ โดยมีความคืบหน้าดังนี้ อว.ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ &amp;ldquo;อว.ลดค่าเทอม&amp;rdquo; แล้วตั้งแต่ 26 ส.ค.64 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ขณะนี้มีจำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่ง อว.ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด เงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา คืนให้กับคนที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้ว หรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายแก่สถาบันที่เหลือ อีกประมาณกว่า 100 แห่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 2,000 บาท ศธ.ได้รับงบประมาณ จำนวน 1.95 หมื่นล้านบาท สำหรับเด็กนักเรียน 9.79 ล้านคน เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา และทำการจัดสรรไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลแล้ว ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยแต่ละสำนักงาน จะโอนเงินไปให้โรงเรียนภายใต้สังกัดต่อไป และโรงเรียนจะโอนเงินหรือจ่ายเป็นเงินสด (หากไม่สามารถโอนเงินได้) ถึงมือผู้ปกครองตั้งแต่วันที่ 1-7 ก.ย. ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่ไม่ได้รับเงินภายในเวลาดังกล่าว ขอให้ติดต่อโรงเรียนที่บุตรหลานศึกษาอยู่ หรือโทร หมายเลข 1579 / 1693&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทั้งสองกระทรวง ติดตามตรวจสอบระบบการจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการทุจริต ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องถึงมือผู้ปกครองนักเรียน และนักศึกษาอย่างครบถ้วน&amp;rdquo;น.ส.รัชดา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115221</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, นักศึกษา, นักเรียน, ภาระค่าใช้จ่าย, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, เยียวยา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98dceeca8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยันช่วยเหลือนร.-ผู้ปกครอง-ครูฝ่าโควิด &#039;ตรีนุช&#039;เร่งจ่ายเยียวยาทันทีที่ได้งบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 64 - ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในงานแถลงข่าว &amp;quot;จุดยืนลดภาระทางการศึกษา&amp;quot; ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เชื่อมสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี น.ส. ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวง ศธ. เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดยืนของรัฐบาลคือการลดภาระทางการศึกษาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้ร่วมมือกัน ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนทราบดีว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการลดกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ต้องหยุดชะงัก ทำให้เกิดรูปแบบการดำรงชีวิตวิถีใหม่หรือที่เรียกว่า นิวนอร์มอล ที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และรวมถึงกิจกรรมทางด้านการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาตามรูปแบบวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนการสอนทางไกล นักเรียนต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาโดยไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งในส่วนของโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ทั้งมาตรการทางการเงิน อุปกรณ์สำหรับเรียนการสอน รวมถึงอินเตอร์เน็ตฟรีสำหรับการศึกษาเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งประเทศได้รับการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ผู้เรียนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ โดยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งให้มีการปรับรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆไปประยุกต์กับการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคตถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่โดยผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ตลอดจนการสนับสนุน อุปกรณ์ด้านการศึกษาและระบบอินเตอร์เน็ตที่จำเป็น ต่อการศึกษาที่บ้านเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความรู้อย่างครบถ้วนและมีศักยภาพสูงสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมการปลูกฝังวินัย จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ประวัติศาสตร์และความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอเน้นย้ำโดยขอให้ใช้โอกาสนี้ ทำให้ทั้งครู เด็ก ผู้ปกครอง มีโอกาสเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน สนับสนุนซึ่งกันและกันในลักษณะของแอคทีฟ learning ขอให้สร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้เด็กสนใจเอาใจใส่การเรียน แม้จะอยู่ที่บ้านก็ตาม ผู้ปกครองหลายคนมีภาระ อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเด็ก ครูและวิธีการสอนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องดูแลครูทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับการศึกษารูปแบบใหม่ในอนาคต เพราะนับวันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในโลกยุคหลังสถานการณ์โควิดเมื่อยุติลงแล้ว ผมเคยให้แนวทางไปกับ รมว.ศึกษาธิการ รวมทั้ง รมช.ในหลายเรื่อง ขอให้นำสิ่งที่ผมได้มอบนโยบายลงไปนำสู่การปฏิบัติให้ได้ มีการประเมินผลทั้งครู เด็ก มีการเปลี่ยนแปลงปรับรูปแบบปรับหลักสูตร รวมทั้งเอกสารตำราต่างๆให้มีความทันสมัย สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเราศึกษาไปเพื่ออะไร ทั้งเพื่อให้มีงานทำ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ สำคัญที่สุดคือเมื่อเรียนทางวิชาการแล้ว ต้องเรียนรู้ในทางปฏิบัติไปด้วยพร้อมๆ กัน&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงท้ายว่า ขอขอบคุณและชื่นชมทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการผลักดันพัฒนารูปแบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูง สอดคล้องกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในสถานการณ์ โควิด-19 ได้ช่วยกันสนับสนุนมาตรการการช่วยเหลือลดภาระให้กับผู้ปกครอง นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา เพื่ออำนวยให้การศึกษาไทยก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงแม้ในยามสถานการณ์วิกฤต เพราะเราไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคต ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เป็นเด็กที่เข้มแข็ง เป็นคนดีในสังคม มีจิตสาธารณะเผื่อแผ่ แบ่งปัน เคารพในสถาบันหลักของชาติ สิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ของเราให้มีอนาคต ประเทศชาติก็จะมั่นคงและยังยืนต่อไป เราต้องสร้างสังคมและครอบครัวให้เข้มแข็ง มีความผูกพันในครอบครัว ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ต้องดูแลไปพร้อมๆ กันเพื่อให้ทุกคนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวยืนยันว่า ทันทีที่งบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 22,000 ล้านบาท จากกระทรวงการคลังถึงกระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งส่งมอบเงินเยียวยาให้กับนักเรียนทุกคนทันที จำนวน 2,000 บาท ภายใน 7 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรีนุช, นายกฯ, บิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, ลดค่าเทอม, ศธ., เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_6119f80906646.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษก ศบศ. ย้ำนายกฯห่วงประชาชนสั่งขยับเวลาจ่ายเงินเยียวยา‘นายจ้าง-ลูกจ้าง ม.33 ใน 10 จังหวัด 9 กิจการเร็วขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.64 - &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกคน &amp;nbsp;จึงได้สั่งการให้เร่งรัดขยับเวลาการจ่ายเงินเยียวยา ให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ใน 9 ประเภทกิจการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ โดยจะเริ่มทยอยจ่ายตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ &amp;nbsp;ซึ่งผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท จะโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเท่านั้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้วันละ 1 ล้านบัญชี &amp;nbsp;จากผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยามีจำนวน 2.87 ล้านคน ส่วนนายจ้างจะได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ตามจำนวนลูกจ้าง หัวละ 3,000 บาท สูงสุดลูกจ้างไม่เกิน 200 คน สำหรับนายจ้างบุคคลธรรมดา จะโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขประจำตัวประชาชนเช่นกัน และนายจ้างสถานะนิติบุคคล จะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามชื่อนิติบุคคลนายจ้าง ทุกๆวันศุกร์ จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษก ศบศ. ยังกล่าวถึงการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิล่าสุดไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 หลังผ่านมา 1 เดือน ปรากฎว่ายอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการมีผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 36.89 ล้านคน มียอดใช้จ่ายสะสม รวม 49,884.3 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 22.74 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 46,317.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 23,455.6 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 22,861.8 ล้านบาท &amp;nbsp;2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 59,284 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 758.3 ล้านบาท &amp;nbsp;3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.26 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,644.8 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 826,684 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 163.8 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า ทั้งนี้จากการประเมินพบว่าประชาชนทั่วประเทศ ยังมีการใช้จ่ายผ่านโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงรายละเอียดของบางโครงการ เช่น โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยขยายระยะเวลาการซื้อสินค้าหรือบริการที่จะได้รับ e-Voucher ถึงวันที่ 31 พฤศจิกายน 2564 เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณ e-Voucher สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อคนต่อวัน และปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ เป็น 1.4 ล้านสิทธิ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และขณะนี้กระทรวงการคลังได้กำชับให้ธนาคารกรุงไทย เร่งดำเนินการปรับปรุงระบบการใช้จ่ายเงินในโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ให้สามารถเชื่อมกับระบบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ โดยคาดว่าจะดำเนินการเชื่อมระบบเสร็จสิ้นและพร้อมใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2564 นี้ เพื่อรองรับการใช้จ่ายหลังกระทรวงการคลังโอนเงิน &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; รอบ 2 อีก 1,500 บาทเข้าแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ถึงสิ้นปี 2564 ส่วนยอดการลงทะเบียนล่าสุดของวันที่ 30 ก.ค. 2564 โครงการคนละครึ่งมีการลงทะเบียนแล้ว 29.9 ล้านคน เหลืออีก 1.1 ล้านคน จะครบ 31 ล้านคน และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่ปรับลดเหลือ 1.4 ล้านสิทธิ ขณะนี้เหลืออีก 937,338 สิทธิ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนควบคู่ไปกับการดำเนินการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้ออย่างเต็มที่ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111731</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ธนกร วังบุญคงชนะ, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_608618b7370f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคเอกชนโคราชสุดทน!เรียกร้องรัฐบาลเยียวยาเหมือนพื้นที่สีแดงเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2564 - ที่หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และชมรมธนาคารจังหวัดนครราชสีมา ได้มีมติเห็นชอบขอยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ และลูกจ้างในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่จังหวัดสีแดงทั้ง 53 จังหวัด ให้ได้รับการเยียวยาให้เหมือนกับจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เนื่องจากขณะนี้จังหวัดนครราชสีมาได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สีแดง 1 ใน 53 จังหวัด ซึ่งมีมาตรการควบคุมแตกต่างจากพื้นที่สีแดงเข้มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชนแทบไม่แตกต่างกับพื้นที่สีแดงเข้ม และยังเป็นจังหวัดที่มีอัตราผู้ติดเชื้อเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลับได้รับมาตรการเยียวยาช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ชาย &amp;nbsp;ผลพานิชย์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจในจังหวัดนครราชสีมาได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นครั้งแรก และมีการล็อกดาวน์ประเทศในทั่วโลก ทำให้สถานการณ์การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวในจังหวัดหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด &amp;nbsp;ในปี 2563 ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจจากข้อมูลสถิติของภาครัฐของจังหวัดนครราชสีมา ธุรกิจลำดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบ คือ ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ประมาณ 40,000 ล้านบาท ภาคการค้าส่งค้าปลีก ได้รับผลกระทบประมาณ 25,000 ล้านบาท และภาคการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบ ประมาณ 20,000 ล้านบาท รวมแล้วในปี 2563 ธุรกิจในจังหวัดนครราชสีมาได้รับผลกระทบมากกว่า 80,000-90,000 ล้านบาท จากการรวบรวมสถิติตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการปิดกิจการของธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต ที่พัก บริษัททัวร์ ร้านของฝาก ร้านนวดเพื่อสุขภาพ โรงงานอุตสาหกรรม และร้านค้าปลีกทั่วไป ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมามีการปิดกิจการไปแล้วมากกว่า 3,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การที่รัฐบาลประกาศการเยียวยาจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มควบคุมสูงสุด และเข้มงวด เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และลูกจ้างได้ในเบื้องต้น ทำให้ช่วยพยุงเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชนให้สามารถดำเนินต่อไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันจังหวัดนครราชสีมา จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่จังหวัดสีแดงทั้ง 53 จังหวัด ให้ได้รับการเยียวยาให้เหมือนกับจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มควบคุมสูงสุด และเข้มงวดด้วย โดยขณะนี้ได้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้องผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไปเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111367</URL_LINK>
                <HASHTAG>53 จังหวัด, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน, สีแดง, สีแดงเข้ม, หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100c0cfce1d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
