<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่าย2พันเราชนะ-ม.33 พักหนี้เกษตร2.8ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เฮ! ครม.ไฟเขียวเติมเงิน 2 พัน &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; เริ่มโอน 21 พ.ค. &amp;quot;เรารักกัน&amp;quot; ได้ 24 พ.ค. ใช้ยาวถึง 30 มิ.ย.&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชี้เยียวยาประชาชนกว่า 40 ล้านคน ธ.ก.ส.ลุยพักหนี้อุ้มเกษตรกร 2.8 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 11.55 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการทางเศรษฐกิจที่ ครม.ได้พิจารณามีหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากวงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนบนพื้นฐานของโอกาสและศักยภาพของท้องถิ่น ซึ่งจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อสถานการณ์โควิด-19 บรรเทาลง โดยจะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเป็นกลไกสำคัญ ภายใต้การติดตามของรองนายกฯ ทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติเห็นชอบกับการเพิ่มเงินสนับสนุนในโครงการเราชนะ อีกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวนมากถึง 33.5 ล้านคน และเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการม33เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์เช่นกัน และขยายเวลาของโครงการออกไปถึงเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 8 ล้านคน รวมแล้วกว่า 40 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเพิ่มวงเงินสิทธิตามช่องทางที่เคยได้รับของแต่ประชาชนแต่ละกลุ่มโดยอัตโนมัติ สำหรับโครงการเราชนะ จะได้รับเงินเพิ่ม 2,000 บาทต่อคน แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1,000 บาท ระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษหรือกลุ่มผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกวันที่ 21 พ.ค.2564 และรับเงินโอนจำนวน 1,000 บาทอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ค. และสำหรับประชาชนกลุ่มที่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท รอบแรกในวันที่ 20 พ.ค. และอีก 1,000 บาท ในวันที่ 27 พ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการม33เรารักกัน จะได้รับเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน โดยจะได้รับเงิน 1,000 บาท ครั้งแรกในวันที่ 24 พ.ค. และอีก 1,000 บาทในวันที่ 31 พ.ค. โดยผู้มีสิทธิจากทั้ง 2 โครงการสามารถใช้จ่ายได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. ส่วนโครงการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ กระทรวงการคลังจะเสนอเพื่อให้ ครม.พิจารณาในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 73,843 ล้านบาท ส่วนประชาชนกลุ่มแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่ง และประชาชนกลุ่มผู้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวน 16.8 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.2564 เป็นต้นมา จำนวน 115,724 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค.2564 เป็นต้นมา จำนวน 15,461 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 32.9 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 205,028 ล้านบาท และมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะที่ใช้จ่ายจนครบวงเงินสิทธิ์แล้ว จำนวน 25.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.3 ล้านกิจการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้กำหนดพักชำระหนี้เงินต้นให้กับเกษตรกรและบุคลากร ผู้ประกอบการ (นิติบุคคล) สหกรณ์ (ไม่รวมสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ) กลุ่มเกษตรกร กลุ่มบุคคล กองทุนหมู่บ้าน หรือชุมชนและองค์กร ที่มีสัญญาเงินกู้และมีต้นเงินคงเป็นหนี้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.2564 และเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่งวดเดือน เม.ย. 2564 เป็นต้นไป และต้องไม่เป็นหนี้ตามโครงการนโยบายรัฐ หรือโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือ หรือมีเงื่อนไขตามมาตรการอื่นๆ จำนวน 2.82 ล้านราย เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความกังวล และลดภาระการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวให้แก่ลูกหนี้ โดยลูกหนี้สามารถนำเงินงวดที่จะต้องชำระหนี้ ไปเป็นสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตประจำวันและประกอบธุรกิจได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของการพักชำระหนี้จะพิจารณาจากการกำหนดงวดชำระหนี้ตามศักยภาพของเกษตรกร บุคคล สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนิติบุคคล ซึ่งจะพักชำระต้นเงินออกไป 6 เดือนถึง 1 ปี นับจากงวดที่ถึงกำหนดชำระเดิม และเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า โดยลูกค้าต้องชำระเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการขอสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 สำหรับเกษตรกร ลูกจ้างภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเพื่อป้องกันการเป็นหนี้นอกระบบ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.35% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์การเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ต้นเงินได้ผ่านช่องทาง LINE Official BAAC Family เว็บไซต์ https://www.baac.or.th และ Call Center 0-2555-0555 พร้อมทั้งสามารถแจ้งความประสงค์ขอใช้สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ผ่าน LINE Official BAAC Family ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102591</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พักหนี้เกษตรกร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มเกษตรกร, เติมเงิน 2 พัน, เยียวยาประชาชน, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a96b9da610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกลโต้&#039;ทวีศิลป์’อย่าเลี่ยงบาลีช่วยรัฐบาลยันต้องเยียวยาประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค. 2564 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า หลังจากได้ฟัง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชี้แจงกรณีไม่ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ด้วยเหตุผลว่า ถ้าประกาศแล้วต้องมีการเยียวยาและเป็นภาระของภาษีเงินของทั้งประเทศก็ได้แต่อึ้ง เพราะคิดว่า รัฐบาลคงกำลังเข้าใจอะไรผิด เวลานี้ถึงไม่มีคำว่ามาตรการล็อกดาวน์ก็หลีกเลี่ยงการเยียวยาไม่ได้ เนื่องจากมีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจากคำสั่งปิดสถานที่เต็มไปหมด แม้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะบังคับใช้ในบางพื้นที่ตามความเข้มข้นของสถานการณ์ก็ตาม แต่เมื่อมีคำสั่งและการเป็นรัฐบาลก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมาด้วย ไม่ใช่เล่นลิ้นเลี่ยงด้วยวาทกรรมแบบที่กำลังทำอยู่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นที่น่าสังเกตว่า การระบาดของ โควิด 19 รอบนี้ นอกจากพูดมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว รัฐบาลกลับไม่เคยพูดถึงแนวทางเยียวยาเศรษฐกิจเลย ผลที่ตามก็คือทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ เพราะสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้หลายคนรู้สึกว่า ปัญหาปากท้องสำคัญกว่ากลัวติดโควิดเสียอีก ยิ่งไปดูสถิติการฆ่าตัวตายยิ่งพบว่าพุ่งขึ้นสูงที่สุดในรอบ 18 ปี ซึ่งประเมินกันว่าน่าจะมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ นั่นยิ่งสะท้อนภาพความล้มเหลวของรัฐบาลตลอดปีที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคก้าวไกล ยังกล่าวต่อว่า เวลานี้หลายธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่ภาครัฐแทบไม่เคยปรับเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ หลายประเทศเมื่อเกิดปัญหาสิ่งที่ต้องรีบทำคือสนับสนุนเงินเข้าภาคธุรกิจเพื่อพยุงการจ้างงานเอาไว้ แต่บ้านเราอย่าว่าแต่พยุงการจ้าง ต่อให้เลิกจ้างทั้งหมดยังเอาธุรกิจไม่รอด และหมายความว่ามันส่งผลกระทบต่อมาตรการทางสาธารณสุขด้วย ซึ่งเริ่มจะเห็นสัญญาณการดื้อแพ่งจากบางกลุ่มธุรกิจที่เขาไม่ไหวแล้วกับมาตรการไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ การบริหารสถานการณ์แบบเล่นคำเพื่อหาช่องไม่ต้องช่วยเหลือประชาชน ถือได้ว่านี่เป็นรัฐบาลที่ไร้ความรับผิดชอบมากที่สุดเท่าที่เคยพบมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กู้เงินมาเกือบ 2 ล้านล้านบาท ทราบว่ายังเหลือ ทำไมไม่นำมาใช้สำหรับสถานการณ์แบบนี้ วางกรอบช่วยเหลือที่ชัดเจนลงไปในฐานะที่เป็นรัฐบาลเรื่องนี้ต้องทำได้ ทียึดอำนาจ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ทำมาหมดแล้ว พอเรื่องช่วยเหลือประชาชนกับทำตัวอิดออด ปัญหาในเวลานี้ไม่ใช่การเล่นลิ้นว่าจะล็อกดาวน์หรือไม่ล็อกดาวน์ สิ่งที่ต้องตอบให้ได้ ตอบให้เสียงดังฟังชัดคือ ท่านจะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง เมื่อมีคำสั่งออกมาแล้วกระทบต่อชีวิตของเขา กระทั่ง เรื่องซอร์ฟโลน พวกเราพูดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วทั้งในสภานอกสภาว่า ให้รีบแก้เงื่อนไขวงเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้เข้าถึงได้เสียที ไม่ใช่ช่วยแต่ลูกหนี้เกรดเอของธนาคารเสร็จแล้วปล่อยรายย่อยตายไปหมด ตอนนี้สำหรับพวกเขาความมั่นใจต่อรัฐบาลคงแทบไม่เหลือแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ นพ.ทวีศิลป์ นั้น นายณัฐชา กล่าวว่า คงโทษไม่ได้ เพราะคงต้องออกมาชี้แจงไปตามหน้าที่ แต่คนที่หลบอยู่ข้างหลังที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงของคุณหมอทวีศิลป์ครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นกันชัดเจนว่า การจะลุ้นให้รัฐบาลนี้แก้ไขปัญหาได้ คงเป็นเรื่องยากเต็มที่ เพราะว่าบรรดาคำที่พูดผ่านคุณหมอทวีศิลป์นั้นล้วนบ่งบอกถึงแก่นรากความคิดอันคร่ำครึของรัฐบาลที่ถูกเปิดเผยออกมาโชว์ตัวอย่างไร้ยางอาย แค่ความคิดพื้นฐานที่ว่าอะไรคือภาษี ควรใช้อย่างไร ใครควรเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารภาษี แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าประชาชนไม่อยู่ในความคิดของพวกเขาเลย มีแต่รัฐอำนาจนิยม รัฐที่เอาแต่ใจตัวเองแต่อยู่เหนือความรับผิดชอบทั้งปวง ซึ่งขณะที่คนไทยกำลังเผชิญกับภัยที่ต้องการการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลกลับทำเพียงให้หมอคนหนึ่งออกมาพูดเพื่อหาข้ออ้างเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบ นี่จึงถือเป็นวิกฤตในวิกฤตอย่างยิ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88689</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, เยียวยาประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff1aeffd53e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ฝ่ายค้านตั้งเงื่อนไขผ่านพรก.เงินกู้ตั้งกมธ.เงา-รายงานการใช้เงินต่อสภาทุกเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 พ.ค.63 - นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า ในวันนี้ที่จะมีการหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ตัวแทนพรรคการเมืองเกี่ยวกับกรอบการอภิปรายพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน ฝ่ายค้านจะยืนยันตามหลักการเดิมว่าไม่ควรมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาการอภิปราย เพราะพระราชกำหนดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งประธานสภาฯมีอำนาจควบคุมการประชุมได้ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ เช่น หากใครอภิปรายวกวนก็สามารถให้หยุดการอภิปรายได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวว่า สำหรับท่าทีของฝ่ายค้านต่อการลงมติในพระราชกำหนดนั้นฝ่ายค้านเห็นด้วยกับหลักการเพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ แต่เนื่องจากการตราพระราชกำหนดดังกล่าวรัฐบาลไม่ได้กำหนดรายละเอียดสำคัญบางประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน กระบวนการการใช้เงิน และการตรวจสอบการใช้เงิน ด้วยเหตุนี้ฝ่ายค้านจึงขอตั้งเงื่อนไขว่าหากฝ่ายค้านลงมติเห็นชอบกับพระราชกำหนดแล้ว รัฐบาลจะต้องรายงานการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อสภาทุกเดือน ไปจนถึงร่วมกับฝ่ายค้านในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ ซึ่งพรรคก้าวไกลได้เสนอญัตติเข้าสู่สภาไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่สภาจะพิจารณาพระราชกำหนดนายสุทิน กล่าวว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนดจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของฝ่ายค้านที่จะดำเนินการ เพราะฝ่ายค้านเห็นว่าหากยื่นตีความแล้วจะทำให้การดำเนินการตามพระราชกำหนดเกิดความล่าช้า แต่หากถึงที่สุดแล้วมีความจำเป็นก็จะต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง ซึ่งยืนยันว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของฝ่ายค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เท่าที่ตรวจสอบพระราชกำหนดพบว่าอาจปัญหาการตราพระราชกำหนดสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเนื่องจากมีข้อมูลว่ารัฐบาลเพิ่งดำเนินการกู้เงินไปเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการตราพระราชกำหนดอาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จึงเห็นว่าถ้ารัฐบาลจะดำเนินการเช่นนี้เงินส่วนที่เหลือที่จะต้องกู้ตามพระราชกำหนดควรเปลี่ยนมาเป็นการดำเนินการกู้ผ่านการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณกลางปีแทน เพื่อให้สภาได้ตรวจสอบ&amp;quot; นายสุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66600</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุทิน คลังแสง, พรก.กู้เงิน, เยียวยาประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea8301d9a5fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สส.พท.จี้รัฐเลิกพรก.ฉุกเฉิน-เคอร์ฟิวสร้างบรรยากาศลงทุนท่องเที่ยวเร่งเยียวยาแรงงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.63 - นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐใช้มาตรการล็อคดาวน์ประเทศเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการประสบความยากลำบาก หลายธุรกิจไม่สามารถเปิดกิจการได้ เพราะต้องปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ จากปัจจัยดังกล่าว หลายธุรกิจต้องปลดคนงาน ซึ่งจากการประเมินของภาคเอกชนคาดว่าในเดือนมิถุนายน จะมีแรงงานตกงานราว 7.13 ล้านคน การตกงานของภาคแรงงานสามารถ แบ่งออกเป็น จากธุรกิจบันเทิง 6 หมื่นคน ร้านอาหาร 2.5 แสนคน สปาและร้านนวดในระบบ 3.96 หมื่นคน สปาและร้านนวดนอกระบบ 2 แสนคน โรงแรม 9.78 แสนคน ศูนย์การค้าและธุรกิจค้าปลีก 4.2 ล้านคน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7.76 หมื่นคน สิ่งทอ 2 แสนคน ธุรกิจก่อสร้าง 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และหากยืดเยื้อต่อไปอีก 2-3 เดือน ตัวเลขการตกงานอาจเพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านคน เป็นแรงงานทั้งในและนอกระบบประกันสังคม ขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือธุรกิจเอสเอ็มอี และหากการระบาดของโควิด-19 ยืดยาวเกินเดือนมิถุนายน วิกฤติจะลามไปกระทบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจส่งออกขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ตัวเลขคนตกงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายการุณ กล่าวว่า จากวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนใหญ่หลวงแก่รัฐบาล ที่ลังเล เชื่องช้า ไม่รอบคอบ&amp;nbsp; แม้แต่การเยียวยาประชาชน รัฐบาลก็ล้มเหลว ทำได้ไม่ทั่วถึง และไม่ทันเหตุการณ์ รัฐต้องเร่งเยียวทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วเพื่อต่อชีวิตของประชาชนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ&amp;nbsp; รัฐบาลควรเตรียมการคลายล็อคกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้ทำงานโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม ควรรีบยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก ฉุกเฉิน รวมทั้งเลิกเคอร์ฟิว แต่มาใช้อำนาจตามกฎหมายปกติแทนจะสามารถสร้างบรรยากาศการลงทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลต้องวางแนวทาง กิจกรรมและพฤติกรรมที่เรียกว่า New Normal ที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ที่สำคัญคือประเทศไทยในช่วงต่อจากนี้ไปมีโอกาสดีที่จะพลิกวิกฤติโควิดให้เป็นโอกาสอันดี เพราะประเทศไทยจะเป็นที่สนใจทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน การศึกษา การส่งออกสินค้าต่างๆ รวมถึงเป็นแดนสวรรค์ที่ใครก็อยากมาพักอาศัยทั้งชั่วคราวและถาวรรัฐบาลต้องเตรียมการและวางแผนรองรับโอกาสเหล่านี้ให้ดี&amp;rdquo; นายการุณ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65354</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, การุณ  โหสกุล, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เยียวยาประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e970ccd102f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯห่วงแฟลตดินแดงถล่ม สั่งเยียวยาเร่งหาสาเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 62 - พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานกรณีอาคารแฟลตเคหะชุมชนดินแดงทรุดตัวลงมาขณะรื้อถอนเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เบื้องต้นทหารจากกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อยเขตดินแดงร่วมกับเจ้าหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติได้เข้าตรวจสอบความเสียหายเพื่อรื้อถอนซากอาคารที่ทรุดตัวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ตั้งเต็นท์จัดเวรติดตามสถานการณ์ร่วมกับศูนย์อำนวยการจิตอาสา กทม. (เขตดินแดง) เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยในวันนี้ ชุดจิตอาสาจะปฏิบัติการร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง สน.ดินแดง เขตดินแดง เพื่อเก็บกู้ซากรถยนต์ที่ถูกทับ เสาไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย และอาคารที่ทรุดตัวโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ แสดงความห่วงใยประชาชน พร้อมย้ำให้ดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามระเบียบทางราชการ และเร่งหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บก็ตาม&amp;rdquo; พล.ต.อธิสิทธิ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32875</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, พล.ต.อธิสิทธิ์, เยียวยาประชาชน, เร่งหาสาเหตุ, แฟลตดินแดงถล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f68a92f40c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
