<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; เผยมาตรการเยียวยากิจการใน 10 จว.สีแดงเข้ม ช่วยผู้ประกันตน ลดค่าไฟค่าน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.64 - ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-chan-o-cha&amp;rdquo; ระบุว่า เรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ที่ต้องปิดสถานที่และกิจการต่างๆ เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมได้รับรู้ปัญหาของพี่น้องกลุ่มต่างๆ และไม่เคยหยุดคิดที่จะหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด โดยมาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนี้ ผมได้สั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้มีการประชุมไปแล้วเมื่อวานนี้ (12 ก.ค.) และคณะรัฐมนตรีได้ให้การเห็นชอบมาตรการที่นำเสนอในวันนี้(13 ก.ค.) โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สำหรับลูกจ้างและกิจการใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 ขอบเขตของกิจการที่ได้รับการเยียวยา กลุ่มที่ 1: 9 หมวดกิจการ (เพิ่มเติมจากเดิม 4 หมวด) ประกอบด้วย 1) ก่อสร้าง 2) ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 3) ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ 4) กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ 5) ขายส่งขายปลีกและซ่อมยานยนต์ 6) ขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า 7) กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ 9) ข้อมูลข่าวสารและสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 2: 5 กิจการของถุงเงิน (เพิ่มเติมจากเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ประกอบด้วย 1) ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 2) ร้าน OTOP 3) ร้านค้าทั่วไป 4) ร้านค้าบริการ 5) กิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 ระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือ: 1 เดือน (อาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3 รายละเอียดของการเยียวยา แบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ลูกจ้าง ม.33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท) และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุด 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นายจ้าง ม. 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน200 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สำหรับผู้ประกันตนตาม ม. 39 และ 40 รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (freelance) ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40 ภายในเดือน ก.ค. นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท (ตามข้อ 3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างแต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือนก.ค. นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือตามข้อ 1 และ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้าง และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40 ภายในเดือน ก.ค. นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท (ตามข้อ 3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ผู้ประกอบการในระบบ &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; 5 หมวด ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; และโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ &amp;ldquo;มีลูกจ้าง&amp;rdquo; ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม.33 ภายในเดือน ก.ค. นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือตามข้อ 1 และ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ผู้ประกอบการในระบบ &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; 5 หมวด ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; และโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ที่ &amp;ldquo;ไม่มีลูกจ้าง&amp;rdquo; ให้ขึ้นทะเบียนตาม ม. 40 ภายในเดือน ก.ค. นี้ เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท (ตามข้อ 3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน สำหรับประชาชนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ค่าไฟฟ้า ให้มีการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ สค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ให้คิดดังนี้ 1) หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือน ก.พ. 64 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง 2) หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือนก.พ. 64 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ. 64 3) หากใช้ 501 - 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ. 64 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือนก.พ. 64 ในอัตราร้อยละ 50 4) หากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือน ก.พ. 64 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน ก.พ. 64 ในอัตราร้อยละ 70 ทั้งนี้ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สำหรับกิจการขนาดเล็ก &amp;nbsp;ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สำหรับกิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ให้ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge) ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ค่าน้ำประปา ลดร้อยละ 10 สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ระยะเวลา 2 เดือน(ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ ก.ค. และ สค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรวมทั้งสิ้นภายใต้กรอบวงเงิน 12,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อกำหนดแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1 /2564 และให้จัดทำโครงการที่รัฐร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอครม. ภายใน1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ครม. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือกับธนาคารพาณิชย์ ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ให้แก่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนสำหรับผู้ให้บริการนอกระบบการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำหนดมาตรการจริงจังสำหรับผู้ทวงถามหนี้ที่ดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนด้วย และให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเยียวยาในครั้งนี้ แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนได้ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ผมขอให้พวกเราทุกคนไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมและรัฐบาลจะหาทางช่วยทุกท่านให้ได้มากที่สุด และจะไม่มีวันยอมแพ้ต่อสงครามครั้งนี้ ไม่ลดละเลิกล้มความพยายาม ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ และจะสู้จนกว่าเราจะเอาชนะได้ครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109569</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดสถานที่, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม, ล็อกดาวน์, เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a3cdd4019aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศอ.บต.เตรียมเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐฯจำนวน 199 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.63 - ที่ห้องประชุมปัญจเพชร ชั้น 3 ศอ.บต. นายสนั่น สนธิเมือง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อมั่นคง (กสม.) ศอ.บต. เป็นประธานการประชุมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าทีรัฐฯ โดยมีนางอาดีลา บูเดียะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารงานยุติธรรมและอำนวยความเป็นธรรม (กสม.) ปลัดอำเภอในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีการชี้แจงขั้นตอนการยื่นเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบ กพต. การพิจารณาผู้ได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบที่ขอรับการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบ กพต. ประจำปีงบประมาณ 2563 ครั้งที่ 2 จำนวน 199 ราย ประกอบด้วย ผู้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากจังหวัดยะลา 48 ราย จังหวัดปัตตานี 10 ราย จังหวัดสงขลา 82 และจังหวัดนราธิวาส 59 ราย ตลอดจนติดตามความคืบหน้าการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิต ติดตามพบปะเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67797</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดยะลา, ศอ.บต., เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed893b2a646f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 00:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้ส.ส.-NGOออกโรงต้านโจรใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าสรุปเหตุบึ้มป่วน 4 อำเภอ 6 จุดที่ยะลา ทำชาวบ้านบาดเจ็บ 10 ราย ประชาชนกว่าครึ่งแสนกระทบ จี้ &amp;ldquo;นักการเมืองในพื้นที่-นักสิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; แสดงจุดยืนต่อต้านพวกสุดโต่ง &amp;ldquo;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ประสานเสียงสั่งเร่งหาตัวคนร้าย พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 21 ส.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีผู้ไม่หวังดีลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า, เสาสัญญาณโทรศัพท์ และตู้เอทีเอ็ม ใน 4 อำเภอคือ อ.เมืองยะลา, &amp;nbsp;ยะหา, บันนังสตา และธารโต จังหวัดยะลา ช่วงค่ำวันอังคาร ซึ่งสร้างความเสียหายและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ในช่วงเช้าวันพุธ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้เก็บหลักฐาน สำรวจความเสียหาย รวมทั้งเร่งแก้ไขเรื่องเสาไฟฟ้าและสายโทรศัพท์
ต่อมาที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้สรุปเหตุการณ์ใน 4 พื้นที่ 6 จุด ว่าเวลา 19.10 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดบริเวณเสาไฟฟ้า ริมถนนสาย 4065 บ้านเจาะบือแน หมู่ที่ 1 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา ทำให้เสาไฟฟ้าเสียหาย 4 ต้น ราษฎรบาดเจ็บ 4 ราย และไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง, &amp;nbsp;19.40 น. คนร้ายวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทยและออมสิน ที่ท่ารถโดยสาร บ.คอกช้าง อ.ธารโต และวางระเบิดร้านรับซื้อขี้ยางในตลาดคอกช้าง รวมถึงเกิดเพลิงที่บ้านเรือนราษฎร ทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บ 6 ราย ต่อมา 19.45 น. คนร้ายเผายางรถยนต์ บนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) ก่อนถึงโรงงานสามดาวพาราวู้ด ที่บ้านเจาะบันตัง และเผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา, เวลา 19.50 น. เกิดเหตุ ระเบิดเสาไฟฟ้าที่หน้ามัสยิดกำปงนิบง ต.บุดี อ.เมืองยะลา เสาโค่นหักลงมาขวางถนน และเวลา 20.00 น. ระเบิดเสาทวนสัญญาณโทรศัพท์ดีแทค ที่ ม.3. ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา และเผายางรถยนต์ที่บ้านบันนังกูแว ต.บันนังสตา และในเวลาเดียวกันได้เกิดเหตุระเบิด ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ยาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา
&amp;ldquo;คนร้ายได้กระจายกำลังไปวางระเบิดตามจุดต่างๆ เน้นสิ่งสาธารณูปโภค โดยใช้ระเบิดแบบแสวงเครื่องบรรจุในกล่องเหล็กทรงกลม จุดชนวนด้วยการตั้งเวลา และยังพบการวางระเบิดเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะเข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้เรียบร้อยแล้ว แต่แรงระเบิดทำให้สาธารณูปโภคเสียหายจำนวนมาก ไฟฟ้าขัดข้องในหลายพื้นที่ มีประชาชนเดือดร้อนกว่า 53,400 คน และมีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บรวม 10 ราย&amp;rdquo; พ.อ.ปราโมทย์กล่าว&amp;nbsp;
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ายังกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นถึงความพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว การค้าการลงทุนและระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจะเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มก่อเหตุโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองในพื้นที่ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านและประณามการใช้ความรุนแรงดังกล่าว เพื่อปกป้องพิทักษ์สิทธิ และคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสุดโต่ง
ด้านความเคลื่อนไหวของส่วนกลางนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าได้สั่งการไปแล้วหลังเกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการติดตามสืบสวนสอบสวนกันอยู่ และมอบหมายให้หน่วยงานด้านการสาธารณสุขและ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเข้าไปช่วยดูแลด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้มีกติกาอยู่แล้ว ขณะนี้ก็ต้องติดตามเฝ้าระวังกันด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุว่าต้องพูดคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการป้องกันต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ต้องระวังให้มากขึ้น โดยขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย โดยเราพยายามทำทุกอย่างแล้ว ทั้งการระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุและอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งยะลาไม่ค่อยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น &amp;nbsp;ต้องให้เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนและติดตามผู้กระทำความผิดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรยืนยันว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ต้องการให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง และไม่เกี่ยวกับเหตุระเบิดใน กทม. ส่วนการเดินหน้าพูดคุยสันติสุขเพื่อจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยังคงมีอยู่ต่อไป ที่ผ่านมามีความคืบหน้าอยู่พอสมควร ส่วนหัวหน้าคณะพูดคุยยังไม่ได้ตั้งใหม่ ขณะที่การกำหนดโซนนิ่งในพื้นที่นั้น เร็วๆ นี้จะเพิ่มอีก 1 อำเภอ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงเหตุร้ายใน จ.ยะลา ว่ามีประชาชนบาดเจ็บ 8 คน เป็นผู้ใหญ่ 4 คน ชาย 2 คนและหญิง 2 คน และเด็กอีก 4 คน เป็นหญิงทั้งหมด ในส่วนของเด็กนั้น ได้รักษาและเดินทางกลับบ้านแล้ว ส่วนผู้ใหญ่ 4 คนอยู่ระหว่างรอการประเมินอาการของแพทย์ ซึ่ง พม.ยะลาได้เร่งลงพื้นที่ประเมินทางสังคมและได้เยียวยาความเสียหายตามเกณฑ์และระเบียบของทางราชการเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเสียใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ พร้อมทั้งได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งเข้าช่วยเหลือเยียวยาประชาชนบริสุทธิ์และเด็กที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นฟูความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคที่ถูกทำลาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยเร็ว พร้อมได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เร่งติดตามผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว และให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่และตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผู้ช่วย ผอ.รมน.) กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว ซึ่ง พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุ โดยช่วงที่ผ่านมาเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นมากน้อยสลับกันไป โดยเกิดขึ้นเป็นช่วงจังหวะ แต่ไม่ได้มากขึ้นจนถือเป็นนัยสำคัญหรือน่าห่วงใยอะไร เพราะไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นมากหรือน้อย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็ให้ความสำคัญ และทุ่มเทการทำงานเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มากที่สุด&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า คนที่ไม่เข้าใจและยังมีการลอบก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเข้าถึงคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เป็นธรรมดา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้นโยบายอยู่เสมอว่า เป็นธรรมดาที่คนหมู่มาก 77 ล้านคน จะให้ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจ มุ่งมั่นทำความดีเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งคนที่ไม่เข้าใจก็อาจเข้าใจในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำได้
ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว พร้อมมีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรม เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราสถานที่ต่างๆ โดยขณะนี้ ผบช.ภ.9 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวนบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐาน และพิสูจน์ถึงตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ พร้อมออกติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งสาเหตุนั้นเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ที่มุ่งหวังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตัดประเด็นอื่นทิ้งไป
ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวประณามการก่อเหตุดังกล่าวว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ผิดกฎหมาย และละเมิดต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จึงขอให้ผู้ก่อเหตุหรือผู้อยู่เบื้องหลัง ยุติการกระทำความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคง เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว มีมาตรการป้องกันการก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สินของทางราชการและประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวอย่างทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา ต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวัง และปลูกฝังค่านิยมการปฏิเสธการใช้ความรุนแรง และการใช้ยุทธวิธีโจมตีสาธารณะที่สร้างความหวาดกลัว เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหา แต่กลับจะยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงของความแตกแยกในสังคมมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายวัสกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43989</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอ.รมน., ต้านโจรใต้, นักสิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์, ออกโรงต้านโจรใต้, เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ, เร่งหาตัวคนร้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d56df5a069.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
