<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม! ธุรกิจรถเช่าย่านเขาหลักหวังคลายล็อก หลังแบกภาระผ่อนเดือนละกว่า 1 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ธุรกิจการเช่ารถยนต์ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังย่านเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พบว่าขณะนี้กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างหนัก ทั้งธุรกิจการเช่ารถยนต์&amp;nbsp; รถยนต์โดยสารไม่ประจำทาง รถยนต์ป้ายเขียว (วิ่งรับส่งผู้โดยสารเฉพาะเส้นทางหรือบางเวลา) รถยนต์เช่าเหมา โดยเฉพาะที่ บริษัท ชีพเพอร์แธนโฮเทล ไทยแลนด์ ซึ่งมีรถยนต์เช่าจำนวนกว่า 40 คัน ต้องแบกภาระการผ่อนชำระรายเดือนเดือนละกว่า 1 ล้านบาท แถมยังมีค่าประกันภัย ค่าดูแลรถ และรายจ่ายพนักงานในแต่ละเดือน ขณะรายได้แทบไม่มีเข้าในระบบของบริษัทเลย เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศและข้ามจังหวัดได้ ทำให้ทางผู้ประกอบการ พนักงาน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล และจังหวัดพังงา ให้คลายล็อก หาทางออกให้กับธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนบดี ครองยุติ เจ้าของบริษัท ชีพเพอร์แธนโฮเทล ไทยแลนด์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ได้รับผลกระทบมาก การปิดพื้นที่ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจของตนเองต้องชะงัก ไม่สามารถวิ่งรถขนส่งผู้โดยสาร และ นักท่องเที่ยวได้ จนต้องจอดรถและดูแลสภาพรถเท่าที่มีหากขายทิ้งหรือหยุดผ่อนชำระ หนี้สินที่ตามมาจะเป็นปัญหากระทบกับครอบครัว ลูกจ้าง พนักงาน เพิ่มเติมขึ้นอีก จึงอาศัยการพักชำระหนี้ หาแหล่งเงินกู้ หวังว่าเมื่อมีการเปิดการท่องเที่ยว สภาพเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเลิศชัย ทองนุ้ย ผจก.บ.ชีพเพอร์แธนโฮเทล ไทยแลนด์ กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแล หรือ เยียวยา ให้แก่ผู้ประกอบการ พนักงาน ลูกจ้าง ด้านการขนส่งนักท่องเที่ยวบ้าง และ ต้องการให้คลายล๊อกให้แก่ธุรกิจด้านการขนส่งผู้โดยสารรถยนต์ให้มากกว่านี้ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมดำเนินการตามมาตรการที่ภาครัฐได้วางหรือมีมาตรการรองรับไว้ จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19ในระลอกใหม่นี้ ทำให้ทางบริษัทต้องแบกภาระผ่อนชำระค่างวดรถยนต์จำนวนประมาณ 40 คัน ให้ไฟแนนซ์เดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114763</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพังงา, ธุรกิจเช่ารถ, เขาหลัก, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128d7d4a9747.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล ช่วยลูกหนี้รายย่อย กำหนดค่าทวงหนี้งวดแรก 50 บาท ถ้าต่ำกว่า 1 พันไม่ให้เก็บ มีผลต้น ก.ย.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้&amp;nbsp;เรื่องการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆในการทวงถามหนี้ ไม่เกิน 1 พันบาท ซึ่งจะมีผลบังคับหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน เป็นต้นไป โดยจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้รายย่อยกว่า 12.24 ล้านบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา&amp;nbsp;ยังกล่าวว่า เป็นผลจากการทำงานทุกฝ่ายร่วมกันในรัฐบาล โดยคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ที่มีพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กำหนดมาตรการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยทึ่ร่วมกันผลักดันการประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ภายในต้นเดือนกันยายน 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม&amp;nbsp;ปีละหลายพันเรื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหนี้สินที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนรายย่อยโดยตรงซึ่งความเดือดร้อนที่พบสามารถแบ่งได้ 3 ส่วน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ในอัตราสูงมากและแพงเกินสมควร โดยเฉพาะค่าทวงถามหนี้ภาคสนามสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยถูกเรียกเก็บ 2-4 หมื่นบาทต่อครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) การเก็บค่าทวงถามหนี้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้กี่งวดก็ได้ ทำให้ลูกหนี้บางรายถูกเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้เป็นสิบๆ งวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ความเดือดร้อนที่พบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับประชาชนที่จ่ายค่างวดไม่สูงนัก กลายเป็นว่าค่าทวงถามหนี้อาจจะใกล้เคียงหรือบางครั้งสูงกว่าค่างวดที่ไปทวงเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ได้ประกาศกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ในการทวงถามหนี้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) อัตราค่าทวงถามหนี้กรณีทั่วไปรวมจำนำทะเบียน ให้คิดค่าทวงถามหนี้ไม่เกิน 50 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระ 1 งวด และให้คิดไม่เกิน 100 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 1 งวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) อัตราค่าทวงถามหนี้ภาคสนามจะเก็บเพิ่มเติมสำหรับกรณีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ สำหรับค่าใช้ลงพื้นที่ติดตามทวงถามหนี้ตามที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 400 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ และจะเก็บได้ต่อเมื่อลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 1 งวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) การยุติการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเก็บค่าทวงถามหนี้หลายสิบงวดแบบไม่มีข้อจำกัด คณะกรรมการฯจึงกำหนดให้การเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้จะยุติเมื่อผู้ให้บริการได้รับชำระหนี้ครบตามจำนวน หรือ มีหนังสือบอกเลิกสัญญา แล้วแต่เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) การกำหนดค่างวดที่ต่ำกว่า 1,000 บาท ไม่ให้มีการเก็บค่าทวงถามหนี้ เพื่อคุ้มครองประชาชนรายย่อยที่จ่ายค่างวดจำนวนน้อย ๆ ไม่ให้ต้องจ่ายค่าทวงถามหนี้แพงเกินไปเช่น สมมติมีค่างวดรถมอเตอร์ไซค์ 750 บาท ถ้าลูกหนี้ค้างชำระค่างวด 1 งวด ไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ แต่ถ้าเกิดค้างชำระอีกเป็น 2 งวดค่างวดค้างชำระสะสมจะเท่ากับ 1,500 บาท กรณีเช่นนี้สามารถเก็บค่าทวงถามหนี้ได้ 50 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกาศกำหนดอัตราค่าทวงถามหนี้ที่ชัดเจนในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเหมือนสภาวะสุญญากาศที่เจ้าหนี้สามารถเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้กี่บาทก็ได้ และกี่ครั้งก็ได้ แต่ในอนาคตจากนี้ไป การทวงถามหนี้จะมีกติกาที่ชัดเจนขึ้น เช่น ในกรณีสินเชื่อทั่วไป ถ้ามีการผิดนัดชำระหนี้ 4 งวด จะเก็บค่าทวงถามในแต่ละงวดเพียง 50, 100, 100, 100 บาทรวมเป็น 350 บาท. ในขณะที่ถ้าเป็นกรณีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีค่าทวงถามหนี้ภาคสนามจะอนุญาตให้เก็บค่าทวงถามหนี้ภาคสนามได้ไม่เกินงวดละ 400 บาท โดยเริ่มเก็บได้ในงวดที่ 2 และต้องหยุดเมื่อมีการบอกเลิกสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในกรณีที่ประชาชนพบการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่คณะกรรมการฯกำหนด หรือพบการทวงถามหนี้ในลักษณะข่มขู่ไม่เหมาะ สามารถร้องเรียนมาที่คณะกรรมการทวงถามหนี้ โทร 1567 สายด่วน ศูนย์ดำรงธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113280</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวงถามหนี้, ราชกิจจานุเบกษา, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. ขยายมาตรการเยียวยาแรงงาน-ผู้ประกอบการ 29 จังหวัดสีแดงเข้ม ปรับกรอบวงเงินเป็น 6 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3&amp;nbsp;ส.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงาน ผู้ประกอบการ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 พร้อมขยายกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือ เพิ่มเป็น 60,000 ล้านบาท จากเดิม 30,000 ล้านบาท&amp;nbsp;รายละเอียด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปรับเพิ่มพื้นที่ดำเนินการจากเดิม 13 จังหวัด เป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;29 จังหวัด ได้แก่&amp;nbsp;&amp;nbsp;กทม. กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี อยุธยา เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สงขลา สิงห์บุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรีและอ่างทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กลุ่มเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ ยังคงครอบคลุมกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนที่อยู่ในระบบประกันสังคมและไม่อยู่ในระบบประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประเภทกิจการที่ให้ความช่วยเหลือ คือ กิจการในระบบประกันสังคมจะครอบคลุม 9 สาขาและในกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo;&amp;nbsp;ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จำนวน 5 กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. รูปแบบการให้ความช่วยเหลือเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือกลุ่ม 13 จังหวัดเดิม ได้แก่ ก.ค.-ส.ค. 64 (2 เดือน) กลุ่ม 16 จังหวัดที่เพิ่มเติม คือ ส.ค. 64 (1เดือน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้รับมอบหมายให้ไปเร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขับรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 64 ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เพื่อนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112074</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มคนขับแท็กซี่, คณะรัฐมนตรี, พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม, ล็อกดาวน์, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43e53578d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 20:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ สั่งสภาพัฒน์ฯหาช่องเยียวยาผู้ค้าในตลาดถูกสั่งปิดตามมาตรการรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ในช่วงต้น พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงใช้ช่องทางไลน์พูดคุย ปรึกษา หารือกันเองก่อนในแต่ละเรื่อง เพราะมีกลุ่มไลน์อยู่แล้ว หากมีเรื่องอะไรให้คุยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังพูดถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแม่ค้าในตลาดต่างๆ โดยยกตัวอย่างตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ที่เพิ่งมีการสั่งปิดไปเพราะโควิด-19&amp;nbsp;และแม่ค้าออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือ โดยได้สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปหามาตรการช่วยเหลือเยียวยา สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ให้คนกลุ่มนี้และเอสเอ็มอีได้อีกหรือไม่อย่างไร งบประมาณหากจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ เพราะสถานการณ์ไม่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้อ่านคำถามของผู้สื่อข่าวที่ส่งมาให้ที่ประชุมฟัง โดยเป็นคำถามเรื่องแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยังไม่ได้ดำเนินการอะไร เอาข่าวมาจากไหน มั่วไปหมด&amp;rdquo;&amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ระหว่างการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เล่าให้ที่ประชุมฟังแบบติดตลกว่า มีคนเอาภาพตนที่ใส่นาฬิกา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เรือนในวันนี้ไปเผยแพร่ ต้องมีคนในห้องประชุมนี้เอาภาพไปให้แน่ๆ เหตุผลที่ใส่นาฬิกา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เรือน เนื่องจากตนแก่แล้ว เรือนหนึ่งไว้ใส่ดูเวลา อีกเรือนหนึ่งไว้ใส่ตรวจดูสุขภาพ ทั้งความดัน หัวใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111327</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffee0d44e79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ปกครอง 2 พันบาทต่อนร. 1 คน ลดค่าเทอมนิสิต-นศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ภาครัฐและเอกชน ดังนี้&amp;nbsp;1. มาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ) กรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564&amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาท/นักเรียน 1 คน,&amp;nbsp;จัดสรรค่าใช้จ่ายให้แก่สถานศึกษาเพื่อช่วยจัดการเรียนรู้,&amp;nbsp;ลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายในโรงเรียนเอกชนให้เท่ากับปีการศึกษา 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตกรรม (อว) กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท&amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเป้าหมายคือ นิสิต/นักศึกษาชาวไทย ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา&amp;nbsp;ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวทางการดำเนินการ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ&amp;nbsp;จะได้รับส่วนลดเป็นลักษณะร่วมจ่ายระหว่างรัฐและสถาบันอุดมศึกษาในอัตรา 6:4&amp;nbsp;โดยค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดร้อยละ 50&amp;nbsp;&amp;nbsp;/ 50,001 - 100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และเกิน 100,000 บาท ลดร้อยละ 10&amp;nbsp;โดยส่วนลดสูงสุดรวมกันไม่เกินร้อยละ 50,&amp;nbsp;สถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา รัฐสนับสนุนในอัตรา 5,000 บาท/คน&amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังขอให้พิจารณาเพิ่มเติม ทั้งขยายเวลาผ่อนชำระ จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมสำหรับยืมเรียนออนไลน์ รวมทั้งลดค่าหอพักด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศธ. และ อว. จะได้เร่งจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนแหล่งเงิน ตามขั้นตอนของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 รวมทั้งจะมีการกำหนดกลไกการตรวจสอบยืนยันตัวตนของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือและการจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือผ่านระบบบัญชีธนาคาร&amp;nbsp;พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงหลักการและแนวทางการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111278</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษา, คณะรัฐมนตรี, มาตรการช่วยเหลือ, ลดค่าเทอม, เยียวยาโควิด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล จัดชุดสินเชื่อ-พักหนี้-ไกล่เกลี่ยหนี้ ช่วยเกษตรกรก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการรัฐในการบรรเทาปัญหาหนี้สินประชาชนและและการเข้าถึงสภาพคล่องของภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้กำชับให้การดำเนินการต้องครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคการเกษตรด้วย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้ออกมาตรการสินเชื่อ 2 โครงการ วงเงินรวม 9 หมื่นล้านบาท คือ 1.โครงการสินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้แก่เกษตรกรหรือหรือบุคคลทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อการประกอบอาชีพเกษตร หรือลงทุนค้าขายที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก ให้กู้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี ดอกเบี้ย 4%ต่อปีปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 2.โครงการสินเชื่อนวัตกรรมดี มีเงินทุน วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปที่มีทักษะและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพนั้นๆ อาทิ กลุ่ม Smart Farmer เพื่อมีเงินไปฟื้นฟูหรือต่อยอดธุรกิจ ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระต้นเงิน 3 ปีแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับการพักชำระหนี้ ธ.ก.ส.ได้ออกมาตรการให้การช่วยเหลือแก่ลูกค้าเกษตรกร บุคคล ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วย เป็นการพักชําระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ถึงกําหนดชําระอย่างน้อย 2 เดือน นับจากงวดชําระเดิม ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือขึ้นอยู่กับการได้รับผลกระทบและศักยภาพของลูกค้า ผู้สนใจแจ้งความประสงค์การเข้าร่วมโครงการได้ผ่านช่องทาง LINE Official : BAAC Family &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.baac.or.th&amp;nbsp;หรือที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. - 15 ส.ค.นี้ และสำหรับลูกค้าเกษตรกรและบุคคล 19 ก.ค. -15 ธ.ค. ปีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มว่า กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ได้จัดโครงการ &amp;ldquo;บังคับคดีร่วมใจไกล่เกลี่ยช่วยเหลือเกษตกรถูกยึดทรัพย์จำนอง&amp;rdquo; เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เจรจากันด้วยความพึงพอใจ และเป็นธรรม ผู้ไกล่เกลี่ยกรมบังคับคดีเป็นคนกลางในการเจรจา โดยเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้ และลูกหนี้ก็สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน ช่วยให้ลูกหนี้ไม่ถูกยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ หรือนำไปขายทอดตลาดในที่สุด โครงการนี้มีจนถึง 15 ก.ย.นี้ ในพื้นที่กทม. และสำนักงานบังคับคดีจังหวัด/สาขาทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลได้ออกมาตรการให้การช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดโควิด-19 มุ่งหวังให้ครอบคลุมกับประชนทุกกลุ่ม โดยพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและภาคเอกชนเพื่อให้การขับเคลื่อนฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีส่วนร่วมและตรงจุดให้มากที่สุด สำหรับการประชุมครม.ในวันที่ 27 ก.ค. จะมีการพิจารณาถึงมาตรการลดค่าเทอมของนักเรียน-นักศึกษาทั้งสถาบันรัฐและเอกชน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้มาก&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111164</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1e6b28afc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ผุดไอเดียเปิดพื้นที่จังหวัดชายแดน ให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 - นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า&amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์ต้องหัดรับฟังเสียงของประชาชนและต้องฟังเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจ รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะ เมื่อฟังแล้วก็ต้องนำไปพิจารณาแก้ไข เพราะคนที่ลำบากที่สุดในขณะนี้คือ ประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ต้องทนแบกภาระมากว่าปีแล้ว โครงการและนโยบายต่างๆ น่าจะต้องเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่ใช่ไปซ้ำเติมหรือไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ในโครงการ คนละครึ่ง รัฐกลับใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลในการเรียกเก็บภาษีกับร้านค้า ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกที่ถูกเวลา หากเป็นสถานการณ์ปกติ ในช่วงที่ผู้ประกอบการมีกำไร การเรียกเก็บภาษีถือเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ แต่ในภาวะวิกฤตขณะนี้ การเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่ง กลับเป็นเหมือนการซ้ำเติมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่แบกปัญหากันหนักมากอยู่แล้ว ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลใช้อะไรคิด ถึงได้ซ้ำเติมผู้ประกอบการแบบนี้ในภาวะเช่นนี้ นอกจากนี้ยังอยากขอให้พลเอกประยุทธ์ได้พิจารณาเปิดให้ประชาชนสั่งซื้อร้านอาหารในห้างได้โดยมีจุดรับส่ง เพื่อนำกลับบ้านเพื่อช่วยทั้งประชาชนให้มีทางเลือกในการซื้ออาหาร และร้านอาหารสามารถประคองตัวได้เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีการล็อกดาวน์นี้อีกนานขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ ภาคเอกชน โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอถึงพลเอกประยุทธ์ ในการช่วยเหลือ SMEs ให้อยู่รอดซึ่งหากเป็นผู้นำที่เข้าใจเศรษฐกิจและมีความรู้ในภาคธุรกิจจริงๆ ก็ควรจะรับพิจารณาเพื่อดำเนินการ และอาจจะช่วยเหลือเพิ่มมากกว่า 4 ข้อ ที่เสนอมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตนี้&amp;nbsp;ในภาวะเช่นนี้ ทุกธุรกิจประสบปัญหากันหมด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษา และจัดลำดับความสำคัญ และหาทางแก้ไขให้เข้ากับพื้นที่ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการขนส่งชายแดน ที่จำเป็นต้องส่งสินค้าข้ามแดน มีปัญหาเรื่องที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และต้องตรวจไวรัสโควิดทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งประมาณ 3,000 บาท ถ้าต้องขน 10 คัน ก็ต้องจ่าย 30,000 บาท และการตรวจแต่ละครั้งใช้ได้แค่ 7 วันเท่านั้น และการขนส่งสามารถทำได้แค่ 1 รอบเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นอยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาเป็น 14 วันได้หรือไม่ เพื่อช่วยธุรกิจที่ยังพอทำมาค้าขายได้ และช่วยสนับสนุนให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดชายแดนได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบ เพราะธุรกิจเหล่านี้ ยังสามารถสร้างรายได้ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปัจจุบัน เงินดอลล่าร์สหรัฐ และเงินบาทไทย ขาดแคลนอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากในการซื้อขายสินค้าเพื่อการส่งออก &amp;nbsp;ทั้งนี้เพราะการค้าขายชายแดนระหว่างไทยและลาวลดลงอย่างมากในช่วงวิกฤตไวรัสโควิดนี้ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้เริ่มทำ Sandbox ในแต่ล่ะจุดแล้วไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ตหรือที่เกาะสมุย ด้งนั้นจึงควรพิจารณาทำ Sandbox ในจังหวัดชายแดนต่างๆ ด้วย ตามความพร้อม ก็น่าจะเป็นไปได้ &amp;nbsp;โดยน่าจะอนุญาตให้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว สามารถเดินทางข้ามประเทศเข้ามาได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาในแต่ละจังหวัดที่กับติดชายแดนและมีการค้าขายกันมาก ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ อาจจะไม่ทราบว่าคนลาวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดหนองคายกันอย่างมาก จนยอดขายในห้างสรรพสินค้าและในห้างโมเดิร์นเทรดที่หนองคายมียอดขายติดอันดับของประเทศไทย การเปิดแซนด์บอกซ์ที่หนองคายจะช่วยส่งเสริมธุรกิจและเพิ่มการค้าขายได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤติโควิด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษาหาทางดูแลให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้ด้วย ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำจะต้องออกจากทำเนียบและออกจากบ้าน แล้วมาทำความเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของประชาชนและปัญหาของภาคธุรกิจในแต่ละพื้นที่และในแต่ละภาคส่วน ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะยิ่งบานปลายไปมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวว่า จังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าขายมากกับประเทศเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจของหนองคาย จึงขึ้นกับกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนอ้างอิงตาม หมอพร้อม จังหวัดหนองคายมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 จำนวน 750 ราย รวมแล้วมีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนสะสมทั้งหมด 96,392 ราย คิดเป็น 15.37% เท่านั้น ในขณะที่ในกรุงเวียงจันทร์มีประชากรลาวที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่มาก อีกทั้งยังได้รับการฉีดวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์ ที่มีคุณภาพดีกว่าวัคซีนที่ไทยใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแล้วไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร&amp;nbsp;การฟื้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด ผู้นำจะต้องมีความรู้ความสามารถและจะต้องมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำก่อนและหลัง อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ หากผู้นำขาดทักษะในเรื่องนี้เศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นได้ยาก และ พลเอกประยุทธ์น่าจะรู้ดีถึงข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องนี้ และไม่ควรจะดื้อรั้นอีกต่อไป ซึ่งจะสร้างปัญหาให้ประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, การเมือง, คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อไทย, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8e61cea98e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
