<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้ช่วยรมต.ยุติธรรม นำกลุ่มผู้ค้า &#039;เราชนะ&#039; บุกทำเนียบฯ จวกรัฐบาลได้หน้าแต่ปชช.เป็นหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64 - ที่ศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ตัวแทนรวบรวมหนังสือคำร้องของกลุ่มผู้ค้าโครงการเราชนะกว่า&amp;nbsp;100 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หลังถูกกระทรวงการคลังส่งหนังสือเรียกเก็บเงิน โดยระบุว่าผู้ค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะต้องชำระหนี้ภายใน 30 วัน ซึ่งกลุ่มผู้ค้ามองว่า เป็นการเอาเปรียบ เพราะของที่ขายออกไปล้วนเป็นเงินต้นทุนที่จะต้องสำรองจ่ายซื้อไปก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสามารถ เปิดเผยว่าโครงการเราชนะเป็นโครงการที่รัฐบาลคิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน เงินก็เป็นของประชาชน รัฐบาลได้หน้าแต่ตอนนี้ประชาชนกับได้หนี้ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ภาระของผู้ค้าที่จะต้องมาแบกรับ แม้รัฐหวังจากกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ได้คิดถึงคนที่ค้าขาย ตนจึงลงมาให้ความช่วยเหลือเพราะเห็นว่าประชาชนไม่ควรจะไม่ได้รับความยุติธรรมแบบนี้ พร้อมถามกับกลุ่มผู้ค้าถ้าย้อนเวลาได้จะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่โดยผู้ค้าทุกคนตอบพร้อมเป็นเสียงเดียวกันว่า &amp;quot;จะไม่เข้า&amp;quot;&amp;nbsp;ตนจึงหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความเดือดร้อนของประชาชนที่หลายคนตั้งใจเดินทางมาขอความเป็นธรรมบางคนเดินทางไปต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในผู้ประกอบกิจการร้านปิ้งย่างในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ถูกเรียกเก็บหนี้ 17.9 ล้านบาท บอกว่าตั้งแต่เปิดร้านมาได้ 12 ปีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีหนี้มากที่สุดในชีวิต ตอนแรกที่เข้าร่วมโครงการก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา ทั้งนี้ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำผิดกติกา และไม่ได้โกงเงินในโครงการ รวมถึงได้เตรียมเอกสารหลักฐานการซื้อวัตถุดิบเข้าร้านไว้แล้ว เพื่อที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์ หากการมาขอความเป็นธรรมครั้งนี้ไม่ได้รับการเหลียวแล รัฐบาลยังจะผลักภาระให้ประชาชน ทั้งนี้ตนยอมรับว่าเครียดมาก ที่ร้านไม่มีเงินรายได้ส่วนอื่นเข้ามาหากเข้ามาใช้หนี้ 17 ล้านจะเอาไหนกิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119518</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, พรรคพลังประชารัฐ, ศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล, สามารถ เจนชัยจิตรวนิช, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61652f32b5363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชือดแล้ว 2พันร้านค้า ผิดเงื่อนไข &#039;เราชนะ&#039; ร่อนหนังสือเรียกเงินคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 2564 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ดำเนินการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในโครงการเราชนะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยประชาชนผู้ได้รับสิทธิ จำนวน 33.2 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 9,000 บาท ตลอดโครงการ ด้วยการใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าในโครงการ 1.3 ล้านราย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และบัตรประจำตัวประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนและผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการเราชนะมาโดยตลอด รวมถึงขอให้ประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการ สามารถแจ้งเบาะแสและส่งหลักฐานการกระทำที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขโครงการ ให้ สศค. ทราบ และได้มีประชาชนส่งเบาะแสและหลักฐานมาให้ ซึ่ง สศค. จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายสำหรับผู้ที่กระทำผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สศค. ได้กำหนดแนวทางเพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดวัตถุประสงค์ของโครงการเราชนะอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสิทธิของประชาชนที่ได้รับในโครงการ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในโครงการ ที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคำยินยอม (Consent) ที่ได้ตกลงไว้ จึงได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะเพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ
อย่างใกล้ชิด โดยในกรณีที่พบการกระทำที่ฝ่าฝืน เช่น การรับแลกวงเงินสิทธิเป็นเงินสด เป็นต้น ก็จะดำเนินการระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการ และร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการสืบสวนสอบสวนต่อไป&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การระงับสิทธิชั่วคราวการใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน เมื่อพบพฤติกรรมที่ผิดปกติในธุรกรรมการใช้จ่าย เช่น จุดรับเงินของแอปพลิเคชันถุงเงิน ขยับไปมาระยะไกล ธุรกรรมเต็มจำนวนวงเงินสิทธิเป็นจำนวนมาก เป็นต้น และแจ้งให้ผู้ประกอบการให้ติดต่อกลับเพื่อชี้แจงโต้แย้ง ภายใน 14 วัน ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว จะนำเอกสารชี้แจงโต้แย้งของผู้ประกอบการที่ได้รับเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เมื่อได้พิจารณาเอกสารหลักฐานของผู้ประกอบการแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการกระทำการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ดังกล่าวจริง หรือกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ชี้แจงโต้แย้งพร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้มีหนังสือประทับตราแจ้งผลวินิจฉัยและขอให้ชำระเงินคืนให้แก่โครงการ และผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนดังกล่าวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามข้อ 2. แล้ว กรณีไม่มีการชี้แจงหรือข้อมูลหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ หรือไม่มีการชำระเงินคืนให้แก่โครงการเราชนะ รวมถึงกรณีอุทธรณ์มาแต่คณะทำงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการก็จะได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการอีกครั้ง โดยหากผู้ประกอบการยังไม่ชำระเงินคืน ก็จะต้องดำเนินการเรียกร้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการเราชนะได้ระงับสิทธิถาวรผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ แล้ว จำนวน 2,099 ราย และได้ออกหนังสือประทับตราแจ้งผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะเพื่อคืนเงินที่ได้รับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้ประกอบการขออุทธรณ์ได้ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา (ขั้นตอนตามข้อ 2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ จึงขอให้ผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผล พร้อมยื่นเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ สศค. ภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ใบเสร็จรับเงินเพื่อแสดงต้นทุนสินค้า หลักฐานการจัดส่งสินค้า เอกสารแสดงสินค้าคงคลัง รวมถึงภาพถ่ายสถานประกอบการ เป็นต้น) เพื่อนำสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานฯ และกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผิดเงื่อนไข, พรชัย ฐีระเวช, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028c9a15f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลแจงร้านค้า ปมเรียกเงินคืน&#039;โครงการเราชนะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสในโลกออนไลน์กรณีกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบผู้ประกอบการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ประกอบการในโครงการเยียวยาของรัฐ โครงการเราชนะ ตรวจพบลักษณะธุรกรรมที่ผิดเงื่อนไข อาทิ ร้านค้ารับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด มีการสแกนเงินเต็มจำนวนวงเงินสิทธิ (1,000 2,000 บาท เป็นต้น) จำนวนมากและร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนซื้อ-ขายข้ามจังหวัด ทำให้จุดรับเงินขยับไปมาเกิน 7,000 กิโลเมตรใน 1 วัน หรือบางรายอยู่นอกพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการฯ จึงจำเป็นต้องมีหนังสือประทับตราแจ้งคำสั่งผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบการ 2,099 ราย ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะ ผู้ประกอบการที่ขาดคุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการเราชนะ (เป็นร้านค้าจากโครงการคนละครึ่ง แต่มีสถานะเป็นนิติบุคคล) ผู้ประกอบการที่ชี้แจงแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับธุรกรรมที่ตรวจพบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่ง พร้อมแสดงหลักฐานให้ทบทวนผลการพิจารณาต่อผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระทรวงการคลังมีขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตั้งแต่การระงับสิทธิการใช้แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ชั่วคราวจนถึงการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามลำดับ รวมทั้ง ยังได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ เพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ อย่างใกล้ชิดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วิงวอนขอให้เห็นใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทุกอย่างต้องยึดตามระเบียบและกฎหมายรองรับ ซึ่งผู้ประกอบการที่สมัครใจร่วมโครงการ ฯ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ ฯ ด้วย หากมีการดำเนินการที่ละเมิดกติกาหรือผิดวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ส่วนราชการที่รับผิดชอบก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อบังคับ เพื่อปกป้องและรักษาสิทธิของประชาชน และให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคำยินยอม เนื่องจากเงินทุกบาทที่นำใช้จ่ายมาจากภาษีของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันก็ฝากย้ำเตือนไปยังผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ฯ อย่าได้มีธุรกรรมเสี่ยง เพราะพบว่ามีการผิดเงื่อนไข อาจเสียสิทธิในการเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐอื่นๆ ในอนาคตด้วย&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119399</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ธนกร  วังบุญคงชนะ, เราชนะ, เรียกเงินคืน, โควิด, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ออมสิน’พักหนี้ร้านอาหาร คนกลางคืนจี้ปลดล็อก1สค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประเดิม &amp;quot;คนละครึ่งเฟส 3&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คึกคัก คลังแจงยืนยันตัวตนได้ตลอดไม่มีหมดเขต รูดม่านโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 2.7 แสนล้านบาท &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ลุยปรับเกณฑ์ขยายมาตรการเว้นชำระเงินต้น-ดอกเบี้ยเงินงวดเป็นศูนย์ 6 เดือนยาวถึง ธ.ค.64 ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจร้านอาหารด้วย ขณะที่ธุรกิจกลางคืนฯ ยื่นหนังสือถึงสภาจี้ปลดล็อกเปิดบริการได้ภายใน 1 ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา นับว่าประชาชนซึ่งโหลดแอปเป๋าตังเพื่อใช้งานและยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วยังใช้งานได้ปกติตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.ของทุกวัน รัฐบาลช่วยจ่ายเงินไม่เกิน 150 บาท/วัน โดยชาวบ้านผู้มีสิทธิ์ต้องโอนเงินตัวเองเข้าไปใน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง เพื่อร่วมจ่ายคนละครึ่ง โดยการใช้สิทธิ์&amp;nbsp; &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; วงเงินรวมไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดโครงการ รัฐบาลกำหนดโอนเงิน &amp;ldquo;เงินเยียวยา&amp;rdquo; แบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรก โอนให้ตั้งแต่ในวันที่ 1 ก.ค.64 จำนวน 1,500 บาท สำหรับผู้ยืนยันตัวตนผ่านเรียบร้อยแล้ว ในส่วนผู้ยังติดขัดเรื่อง &amp;ldquo;ยืนยันตัวตน&amp;rdquo; ไม่ผ่าน ต้องแก้ไขจนกว่าจะผ่านถึงจะเริ่มรับวงเงินสิทธิ์ได้ โดยวงเงินใช้สิทธิ์รอบแรกภายในเดือน ก.ค.-ก.ย.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยากล่าวถึงกรณีที่ประชาชนแจ้งปัญหาว่าไม่สามารถใช้งานโครงการคนละครึ่งระยะ 3 ในวันแรกได้ เนื่องจากติดปัญหาการยืนยันตัวตนว่า สาเหตุที่ต้องมีการยืนยันตัวตน เพื่อเป็นการป้องกันการสวมสิทธิ์ และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยจะให้ทำเฉพาะผู้ที่ไม่เคยยืนยันตัวตนผ่านบัตรประชาชนมาก่อนเท่านั้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้ที่ตู้เอทีเอ็ม (สีเทา) ของ ธ.กรุงไทย หรือสาขา ธ.กรุงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การยืนยันตัวตนสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรีบทำในวันเดียว และไม่มีหมดเขตยืนยันตัวตนแต่อย่างใด โดยหากยืนยันตัวตนเสร็จสิ้นก็สามารถเริ่มใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งในงวดแรกจะได้รับวงเงินก่อน 1,500 บาท เพื่อใช้จ่ายใน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564&amp;rdquo; น.ส.กุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 มีทั้งหมด 31 ล้านสิทธิ์ เริ่มเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.2564 โดยภาครัฐจะโอนวงเงินสิทธิ์ให้ 2 ครั้ง รอบแรก เดือน ก.ค.-ก.ย.2564 จำนวน 1,500 บาท และรอบ 2 เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2564 จำนวน 1,500 บาท รวมเป็น 3,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการคนละครึ่งเฟส 3 ที่เริ่มใช้วันนี้วันแรก ปรากฏว่าตั้งแต่เช้าแอปพลิเคชันเป๋าตังล่ม แต่ภายหลังกลับมาใช้งานได้แล้ว ทางกระทรวงการคลังแจ้งว่าแอปเป๋าตังใช้งานได้ปกติแล้ว ส่วนผู้ที่ยังมีปัญหาให้เช็กเวอร์ชั่นแอปเป๋าตังว่าอัปเดตเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดหรือยัง ซึ่งเวอร์ชั่นล่าสุดคือ 11.4.0 และขอให้ยืนยันตัวตนก่อนใช้สิทธิ์ ผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่ต้องยืนยันตัวตนทุกคน ส่วนผู้รับสิทธิ์รายเดิม เฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยยืนยันด้วยบัตรประชาชนที่สาขาและตู้ ATM ต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาหรือตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยาเปิดเผยด้วยว่า โครงการเราชนะซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เพื่อก่อให้เกิดการนำไปใช้เพื่อการใช้จ่ายสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง อันจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 โดยสนับสนุนวงเงินสิทธิ์ช่วยเหลือให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ จำนวน 33.2 ล้านคน คนละไม่เกิน 9,000 บาท ได้ดำเนินโครงการสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2564 โดยมียอดใช้จ่ายทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 273,475 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับเกณฑ์มาตรการในการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เงินงวดเป็นศูนย์ ตลอด 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่ได้นำเงินกู้ไปประกอบกิจการร้านอาหาร สามารถขอเข้าร่วมมาตรการนี้ได้ จากเดิมให้สิทธิ์เฉพาะธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 250 ล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน สามารถขอเข้าร่วมมาตรการดังกล่าวเพื่อรับสิทธิ์ยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย มีผลตั้งแต่งวดเดือน ก.ค.- ธ.ค.2564 โดยแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้ ที่สาขาธนาคารออมสิน หรือศูนย์สินเชื่อธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้ติดต่อขอสินเชื่อไว้ หมดเขตแจ้งความประสงค์วันที่ 23 ก.ค.2564 ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดทำมาตรการยกเว้นการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะหมดเขตให้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่รัฐสภา สมาพันธ์ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงแห่งประเทศไทย นำโดยนายนนทเดช บูรณะสิทธิพร ตัวแทนชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ บาร์ และนายธัญญ์นิธิ ปภัสสุรีย์โชติ ตัวแทนชมรมคนดนตรีแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยศิลปินนักร้องหลากหลายวง อาทิ Slot Machine, Tattoo colour, Cocktail, Apartment Khunpa ยื่นจดหมายเปิดผนึกเพื่อทวงถาม และพิจารณาร่วมกันหาทางออก กรณีการขอมาตรการผ่อนปรน และมาตรการเยียวยาให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจกลางคืน และธุรกิจบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด- 19 ต่อ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนายธัญญ์นิธิกล่าวว่า จากประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงทั้งหมด ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงเจ้าของกิจการ แต่ยังส่งผลถึงพนักงาน ลูกจ้าง และกลุ่มนักดนตรีอิสระที่รับค่าจ้างแบบรายวัน ซึ่งที่ผ่านมายังมีผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาจากภาครัฐได้ครบถ้วน ทางสมาพันธ์ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจกลางคืนฯ จึงขอยืนยันในข้อเรียกร้อง ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ขอให้ยกเลิกคำสั่งปิดสถานบันเทิงแบบเหมารวม 2.ขอให้มีคำสั่งปลดล็อกให้ธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงได้กลับมาเปิดบริการ และสามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ภายในวันที่ 1 ส.ค.นี้ 3.ผ่อนปรนให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อบริโภคในร้านได้ 4.ผ่อนปรนให้มีการจัดมหรสพ โดยให้คงการปฏิบัติตามมาตรการคำสั่งของ ศบค. เพื่อรักษามาตรฐานการควบคุมโรค 5.พิจารณาจัดสรรวัคซีนให้ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานประกอบการธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงโดยเร็วที่สุด 6.ให้มีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการเยียวยา การพักชำระหนี้ และการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ต่อผู้เดือดร้อนตั้งแต่การออกคำสั่งครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 มี.ค.63 7.เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน หรือประชาชนในกลุ่มภาคธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อน เข้าร่วมรับฟัง และเสนอแนะ ในกระบวนการออกมาตรการต่างๆ และ 8.เปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชนที่เดือดร้อน. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108343</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายมาตรการเว้นชำระเงิน, คนละครึ่งเฟส 3, ชำระเงินต้น-ดอกเบี้ย, ธุรกิจกลางคืน, สินเชื่อธุรกิจร้านอาหาร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d98df27060e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2021 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงเรียกเงินคืน &#039;เราชนะ&#039; พบผิดเงื่อนไข วอนอย่าเห็นหน่วยงานรัฐเป็นศัตรู </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.64 - นายชื่นชอบ คงอุดม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่กระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ตอบโต้กรณีที่โลกโซเชียลโจมตีการที่กระทรวงการคลังระงับสิทธิ์โครงการเราชนะของผู้กระทำผิดเงื่อนไข และนำเอกสารสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เรียกคืนเงินมาเผยแพร่ โดยระบุว่า &amp;ldquo;อยากให้ทุกคนเห็นใจการทำงานของหน่วยงานรัฐ ทุกอย่างมีระเบียบและกฎหมายรองรับไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ เราต้องช่วยกันอย่ามองข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐเป็นศัตรูครับ ก่อนจะเข้าโครงการทุกท่านรู้ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์อยู่แล้วว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาต้องยอมรับกติกาครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เอกสารของ กระทรวงการคลัง ระบุว่า จากกรณีข่าวผู้ประกอบการที่กระทำเข้าข่ายผิดเกณฑ์ใน &amp;ldquo;โครงการเราชนะ&amp;rdquo;ปรากฎอยู่บนโซเชียลมีเดียกระทรวงการคลัง ได้ตรวจสอบธุรกรรมฯ เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการที่สุจริต พบธุรกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของโครงการฯ และได้ระงับสิทธิ์ชั่วคราวการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยผู้ประกอบการที่ระงับสิทธิชั่วคราวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 และวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 รวม 2,751 ราย โดยได้พิจารณาตรวจสอบธุรกรรมแล้วจำนวน 2,739 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยยังไม่ได้จัดส่งเอกสารแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบการดังกล่าว สำหรับผู้ประกอบการที่ระงับสิทธิชั่วคราวเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2564 จำนวน 120 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการชี้แจงโต้แย้งมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีข่าวของผู้ประกอบการที่ปรากฏอยู่ในโซเชียลมีเดียในขณะนี้ และได้ยกหยิบยกภาพถ่ายเอกสารในการเรียกเงินของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)มาเป็นตัวอย่างนั้น ขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการรับแลกวงเงินสิทธิเป็นเงินสด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ โดย โครงการฯได้รับการแจ้งเบาะแสและหลักฐาน ซึ่งเมื่อตรวจสอบธุรกรรมการรับชำระเงินแล้วพบว่ามีความผิดปกติสอดคล้องตามหลักฐานและเบาะแสที่ได้รับแจ้ง จึงได้ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการและเรียกชำระเงินคืนจากโครงการฯ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังได้เข้มงวดในการติดตามตรวจสอบประชาชนและผู้ประกอบการที่กระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการอย่างใกล้ชิด และได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการของกระทรวงการคลังปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิการเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐในอนาคต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d83de2f66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังพบธุรกรรมผิดปกติสั่งระงับสิทธิผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ&#039;เราชนะ&#039; 2,751 ราย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นางสาวกุลยา &amp;nbsp;ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการเราชนะว่า กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้มีการกำหนดแนวทางเพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดวัตถุประสงค์ของโครงการเราชนะ (โครงการฯ) อย่างเข้มงวด โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ (คณะทำงานฯ) ในการติดตามตรวจสอบผู้ประกอบการและประชาชนที่กระทำการเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ อย่างใกล้ชิด ในกรณีที่พบการกระทำผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ เช่น การรับแลกวงเงินสิทธิเป็นเงินสด เป็นต้น จะดำเนินการระงับสิทธิชั่วคราวการเข้าร่วมโครงการฯ และร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันปรับปรุงระบบการปฏิบัติงานของแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ให้มีความรัดกุมและเหมาะสมมากขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการที่สุจริต ตลอดจนควบคุมและลดโอกาสในการกระทำความผิดของผู้ประกอบการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังได้ทำการระงับสิทธิชั่วคราวการผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เนื่องจากตรวจพบธุรกรรมที่ผิดปกติจำนวน 2,751 ราย โดยได้มีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจัดส่งเอกสารชี้แจงโต้แย้งมาภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคณะทำงานฯ ได้วินิจฉัยเอกสารชี้แจงโต้แย้งแล้วและได้มีมติให้ยกเลิกการระงับสิทธิชั่วคราวผู้ประกอบการจำนวน 187 ราย โดยผู้ประกอบการจะสามารถเข้าร่วมโครงการเราชนะโดยการใช้แบนเนอร์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; ในแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ได้อีกครั้ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ผ่านการวินิจฉัย สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะมีเอกสารแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกระทรวงการคลังได้ย้ำว่า กระทรวงการคลังจะเข้มงวดในการติดตามตรวจสอบประชาชนและผู้ประกอบการที่กระทำการเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการของกระทรวงการคลังปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของแต่ละโครงการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิการเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐในอนาคตและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังได้แถลงเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าของ โครงการฯ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ดังนี้ 1) ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp; 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 100,025 ล้านบาท 2) ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ &amp;nbsp;www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 17.1 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 146,471 ล้านบาท และ 3) ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 &amp;nbsp;ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวน 20,116 ล้านบาท ทำให้มีมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 266,612 ล้านบาท และมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการฯ ที่ใช้จ่ายจนครบวงเงินสิทธิ์แล้ว จำนวน 22.1 ล้านคน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 1.3 ล้านกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106003</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ตัด สิทธิ์ ร้านค้า เราชนะ, ตัดสิทธิผู้ประกอบการ, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac1bb7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เตรียมถก ศบค. วางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่นำร่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2564 เวลา 13.30 น. ผ่านระบบ VDO Conference โดยจะมีการประชุมหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามมาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งโครงการเราชนะ โครงการ ม.33 เรารักกัน และมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจและมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ พร้อมกับร่วมกันพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดเพื่อวางแนวทางในการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมจะได้มีการพิจารณารายละเอียดแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดพื้นที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดนำร่องในอนาคตอันใกล้ รวมถึงจะได้พิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ตลอดจนมาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่กลุ่มนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105123</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.33 เรารักกัน, อนุชา บูรพชัยศรี, เราชนะ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60863ef490d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
