<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กวันโอนเงินเข้า ‘เราชนะ-ม.33 เรารักกัน&#039; รอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกเดือนเมษายน เพิ่มวงเงินให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ในโครงการ &amp;ldquo;เราชนะ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ม.33 เรารักกัน&amp;rdquo; อีกคนละ 2,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 2 งวด งวดละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการโอนเงินของทั้ง 2 โครงการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเราชนะ &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;


	วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท
	วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท


&lt;p&gt;โครงการเราชนะ : บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;


	วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท
	วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท


&lt;p&gt;โครงการเราชนะ : โอนเงินเข้าบัตรประชาชน (กลุ่มเปราะบาง)&lt;/p&gt;


	วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท
	วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท


&lt;p&gt;สำหรับโครงการ ม.33 เรารักกัน : โอนเงินเข้าแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท
	วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 : จำนวน 1,000 บาท


&lt;p&gt;ทุกโครงการสามารถสะสมยอดใช้จ่ายได้ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102499</URL_LINK>
                <HASHTAG>เราชนะ, เรารักกัน, โอนเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028c9a15f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังประเมิน&#039;เราชนะ-ม33เรารักกัน&#039;หนุนจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 พ.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2564 เห็นชอบ กำหนดเวลาการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการเราชนะ และโครงการ ม33 เรารักกัน อีกคนละ 2 พันบาท โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ในวันที่ 11 พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการเราชนะ จะโอนเงินให้ผู้ได้สิทธิ์ ในกลุ่มที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ บัตรประชาชน รอบแรก 1 พันบาท ในวันที่ 21 พ.ค.2564 และอีก 1 พันบาท ในวันที่ 28 พ.ค.2564 ส่วนกลุ่มที่ใช้สิทธิ์ผ่านแอพลิเคชันเป๋าตัง จะได้รับเงินรอบแรกวันที่ 20 พ.ค.2564 และงวดวันที่ 27 พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการการ ม33 เรารักกัน จะโอนเงินงวดแรกในวันที่ 24 พ.ค.2564 และ งวด 31 พ.ค.2564 โดยมาตรการครอบคลุม ในส่วนโครงการเราชนะ 33.5 ล้านคน และโครงการ ม33 เรารักกัน ครอบคลุม 9.27 ล้านคน โดยที่ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ระบบจะโอนเงินเข้าอัตโนมัติ โดยใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาว กุลยา กล่าวอีกว่า เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ วงเงินรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2564 มากกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะมีการปรับประมาณการตัวเลขจีดีพีอีกครั้งในเดือน ก.ค. 2564 จากปัจจุบันคาดการณ์จีดีพีอยู่ที่ 2.3% โดยหากรวมกับปัจจัยเสริมในเรื่องมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดจากโควิด-19 ระลอกใหม่ ก็มีโอกาสที่ตัวเลขจีดีพีปี 2564 จะขยับเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 2.8% ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการเยียวยาที่ออกมาครั้งนี้มีส่วนช่วยจีดีพีได้มากกว่า 1% เมื่อเทียบกับหากไม่มีการดำเนินโครงการเหล่านี้เลย แต่คงจะเอาไปบวกกับคาดการณ์ปัจจุบันที่ 2.3% เลยไม่ได้ เพราะคาดการณ์ดังกล่าวมีการพิจารณาบางโครงการรวมไปแล้ว แต่ยอมรับว่ามีโอกาสสูงที่จีดีพีจะขยับใกล้ระดับ 2.8% ซึ่งเป็นกรอบที่กระทรวงการคลังได้วางไว้ แต่ทั้งหมดยังต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐานปัจจุบันด้วย เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ค่าเงินบาท และปัจจัยอื่น ๆ&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า วงเงินที่ใช้ในการดำเนินมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ยังมาจาก พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งยืนยันว่าสถานการณ์ด้านการคลังในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ 53% ต่อจีดีพี ถือว่ายังมีช่องว่างในการกู้เงินเพิ่มเติมได้ แต่ไม่อยากให้มองว่าแม้จะมีช่องว่างรัฐบาลก็จะดำเนินการกู้เงินทั้งหมด เพราะทุกอย่างต้องประเมินตามสถานการณ์และความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยั่งยืนทางการคลัง ในเรื่องเงินคงคลัง ฐานะการคลัง หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยยังถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง รวมทั้งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ก็ยังคงเครดิตเรตติ้งประเทศไทยไว้ และมีมุมมองที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการจัดอันดับ ก็มาจากเรื่องความยั่งยืนทางการคลังและสถาบันการเงินที่เข็มแข็ง ทำให้มั่นใจได้ว่าสถานการณ์ด้านการคลังยังแข็งแกร่ง&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนโครงการใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ และมีรายได้ค่อนข้างสูง คือ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ค่าซื้อสินค้า ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไม่เกิน 5 พันบาทต่อคนต่อวัน สะสมสูงสุดไม่เกิน 7 พันบาทต่อคน โดยการใช้จ่ายจะได้รับ e-Voucher ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. 2564 และใช้จ่าย e-Voucher ได้ในเดือน ส.ค. - ธ.ค. 2564 ซึ่งการใช้จ่ายจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 4 ล้านคน เบื้องต้นมีการประเมินว่าหากประชาชนมีการใช้จ่ายเต็มที่ 6 หมื่นบาทต่อคน เพื่อรับ e-Voucher คืนที่ 7 พันบาทต่อคน จะช่วยทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102166</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac1bb7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เตรียมให้พร้อม! &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; จ่อเปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง&amp;nbsp; เฟส 3 ภายใน มิ.ย.นี้ รับเพิ่มอีก 16 ล้านคน ส่วน 15 ล้านรายเดิมต้องยืนยันสิทธิ์ พร้อมชง ครม.เคาะเติมเงิน 2 พันบาทใส่เราชนะ-ม33เรารักกัน เผย &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; กระตุ้นใช้จ่าย เกณฑ์รับ e-Voucher คืนสูงสุด 7 พัน ต้องใช้จ่ายถึง 7 หมื่นบาท &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ส่งมาตรการสมัครใจพักชำระเงินต้นผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ดีเดย์ 11 พ.ค.นี้ คาดช่วยลูกหนี้ลดภาะได้กว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน จะมีการพิจารณารายละเอียดของมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากผลกระทบของโควิด-19 ระลอกใหม่เพิ่มเติม ในส่วนของมาตรการเราชนะ และมาตรการ ม33เรารักกัน ซึ่งจะมีการเพิ่มวงเงินสิทธิ์ให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมคนละ 2,000 บาท โดยใช้งบประมาณ 8.55 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นจะเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เม็ดเงินใหม่เข้าสู่มาตรการได้ไม่เกินเดือน พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2564 รัฐบาลยังเตรียมที่จะออกมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟู เพื่อดูแลประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายในระยะต่อไป รวมถึงเพื่อเป็นการรักษาระดับและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมาตรการที่ออกมาจะเน้นในการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน ครอบคลุมกว่า 51 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศปี 2564 ประกอบด้วย โครงการเยียวยาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเยียวยยากลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ครอบคลุม 16.15 ล้านคน โดยจะให้วงเงินสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/ บัตรประจำตัวประชาชนไปใช้ ณ ร้านธงฟ้า ร้านค้า และผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็น 1,200 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.2564) และโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ครอบคลุม 31 ล้านคน แบ่งเป็นประชาชนที่อยู่ในโครงการอยู่แล้ว 15 ล้านคน และจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่อีก 16 ล้านคน เงื่อนไขโครงการยังเป็นเหมือนเดิม โดยโครงการจะเริ่มตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนมาตรการคนละครึ่ง เฟส 3 ให้ครอบคลุม 31 ล้านคน ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิ์เดิม 15 ล้านคน จะต้องเข้าไปยืนยันตนใช้สิทธิ์ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือจะเลือกสละสิทธิ์ เพื่อไปใช้มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อและมีรายได้ค่อนข้างสูง คือมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ค่าซื้อสินค้า ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยการใช้จ่ายจะได้รับ e-Voucher ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2564 และใช้จ่าย e-Voucher ได้ในเดือน ส.ค.-ธ.ค.2564 ซึ่งการใช้จ่ายจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องมีการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในแบนเนอร์มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้เท่านั้น และสามารถใช้ได้กับทุกร้านค้าที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งรวมถึงห้างสรรพสินค้า เซเว่นอีเลฟเว่นก็ใช้ได้ และระบบจะให้คืนเป็น e-Voucher ไม่ใช่เงินสด ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ให้ที่ประมาณ 10-15% หรือ หากต้องการใช้สิทธิ์เพื่อให้ได้ e-Voucher สูงสุด 7,000 บาท ต้องเติมเงินเข้าระบบใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 7 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะต้องการกระตุ้นให้ผู้มีกำลังซื้อใช้จ่ายจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น กระทรวงการคลังจะมีการเตรียมงบประมาณให้เพียงพอเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่จดภาษีแวตได้ ในส่วนของการรับสิทธิ์ตามมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาลที่เตรียมจะดำเนินการนั้น ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้ 1 คนต่อ 1 โครงการเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้รายเดือน และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้สินเชื่อของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้ขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สมัครใจเข้ามาตรการพักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่เป็นรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ โดยมีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าโครงการได้จำนวนประมาณ 1 ล้านราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพักหนี้รอบใหม่ไม่สามารถพักหนี้แบบอัตโนมัติได้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และไม่สามารถกวาดทุกกลุ่มได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน การพักต้นก็มีภาระผ่อนจ่ายลดลง ซึ่งกลุ่มที่ต้องการร่วมต้องแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน MyMo เท่านั้น โดยจะเน้นไปที่กลุ่มอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ บางอาชีพที่เคยได้ครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้ หากรายได้ไม่ถูกกระทบ ก็จะร่วมมาตรการไม่ได้&amp;quot; นายวิทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลูกหนี้รายใดมีความจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการพักชำระเงินต้น ธนาคารอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เป็นรายกรณี ซึ่งเป็นมาตรการเสริมจากการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดชำระเดิม โดยที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 5 แสนราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยลูกค้าสินเชื่อของธนาคารออมสินสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้ามาตรการพักชำระเงินต้นเป็นการชั่วคราว และเลือกแผนการชำระหนี้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ได้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.-30 มิ.ย.2564 สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่มีวงเงินกู้เกิน 10 ล้านบาท สามารถติดต่อดำเนินการที่สาขาของธนาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง รายละ 10,000 บาท จะเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อผ่าน MyMo ได้ในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยจะแบ่งกลุ่มดูแลลูกค้าในระบบ MyMo เดิมก่อน 9 ล้านราย จากนั้นจะช่วยในกลุ่มที่มี MyMo ในกลุ่ม 6 จังหวัดสีแดงเข้ม และช่วยเป็นการทั่วไป จนครบเป้าหมาย 1 ล้านราย ซึ่งเชื่อว่าสินเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆ ทยอยปล่อยได้ตามกรอบสิ้นปี 2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, คนละครึ่ง เฟส 3, ม.33, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ยืนยันสิทธิ์, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เติมเงิน 2 พันบาท, เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093f955d6d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ่งกว่าวาเลนไทน์!&#039;จับกัง1&#039;ปลื้ม คนแห่ใช้&#039;เรารักกัน&#039;เงินหมุน 5,700 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 - นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะมนตรี (ครม.) ถึงการใช้จ่ายโครงการ ม.33 เรารักกัน ในวันที่22 มี.ค. เป็นวันแรก ว่า การโอนเงินวันแรกให้กับผู้ประกันตนคนละ1,000 บาท มีจำนวน 5.7 ล้านคน ทำให้มีเงินหมุนเวียนถึง 5,700 ล้านบาท และขณะนี้มีผู้ยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชันเป๋าตัง เกือบ 96% มีผู้ทบทวนสิทธิ์ประมาณ 7 แสนคน โดยส่วนนี้พยายามจะดำเนินการให้เร็วและผู้ประกันตนจะได้รับเงินไปในครั้งเดียว 4 พันบาท ในวันที่ 12 เม.ย.นี้และสามารถใช้ได้ไปถึงวันที่ 31 พ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.แรงงาน กล่าวว่า และจากการลงพื้นที่ลงไปสำรวจผู้ใช้แอพพลิเคชันเป๋าตัง ทั้งในตลาดและผู้ประกันตน พบว่าราบรื่นดี มีระบบบริหารจัดการลงตัวถือว่าน่าพอใจ เพราะไม่มีอะไรที่ผิดพลาดในทุกขั้นตอน พ่อค้าแม่ค้าได้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น3-4 เท่าตัว สร้างบรรยากาศที่ดีทั้งผู้ใช้จ่ายและผู้ขาย เหมือนกับชื่อโครงการ เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงตัดพ้อของผู้ประกันตน มาตรา 33 บางคน ได้รับเงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 5 แสนบาท จะมีการทบทวนสิทธิ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เท่าที่ดูจากข้อมูลผู้ที่มีเงินฝากเกินจำนวน ที่มาลงทะเบียนใช้สิทธิ์มีแค่ 168,000 คน ส่วนในจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 9 ล้านคน ที่ไม่มาใช้สิทธิ์เพราะรู้ตัวเองอยู่แล้ว เราไม่สามารถเช็คจำนวนได้ ทั้งนี้เงินจำนวน 4 พันบาท ที่รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาเป็นการช่วยเดือนเดียว เพราะกลัวว่าเงินที่มีอยู่จะไม่พอสำหรับผู้ประกันตนทั้งหมด เนื่องจากเป็นในส่วนของเงินกู้ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานเรื่องการทุจริตในโครงการดังกล่าวที่ขายสิทธิ์เพื่อแลกกับเงินสด หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้ประสานไปถึงผู้นำสหภาพแรงงานทุกกลุ่ม ให้แนะนำทำความเข้าใจถึงการบริหารจัดการเงิน โดยเงินจากแอพพลิเคชันให้ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องอาหารการกิน และเก็บเงินสดไว้ในส่วนที่จำเป็นอื่น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถฯ และขอให้ใช้เงินด้วยความรอบคอบในสิ่งที่จำเป็นยืนยันว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาให้ครบทุกกลุ่ม ทั้งนี้ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการ ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้รับทราบแล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96966</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.33, สุชาติ ชมกลิ่น, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_60595e06aa430.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลย้ำพรุ่งนี้รอบเก็บตก&#039;ม.33 เรารักกัน&#039; -ไม่มีสมาร์ทโฟน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.64- &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ ม.33 เรารักกัน เยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 33 วงเงินคนละ 4,000 บาท ที่เปิดให้ลงทะเบียนมาตั้งแต่ระหว่างวันที่ 21 ก.พ. - 7 มี.ค. ที่ผ่านมา จะเปิดลงทะเบียนอีกครั้งสำหรับรอบขอทบทวนสิทธิระหว่างวันที่ 15-28 มี.ค. &amp;nbsp;โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบแรก สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.ม33เรารักกัน .com ส่วนกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน สามารถเดินทางไปลงทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อรักษาสิทธิการได้รับเงินเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จากรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ ได้เตรียมความพร้อม การเปิดลงทะเบียนสำหรับกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน โดยผู้มีสิทธิสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ไปขอลงทะเบียนรับสิทธิได้ โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องมีคุณสมบัติ เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ,สัญชาติไทย , มียอดเงินจากทุกบัญชี ไม่เกิน 500,000 บาท (นับถึง 31 ธ.ค. 2563) ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่ได้รับสิทธิในโครงการเราชนะ นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2564 ได้เห็นชอบการขยายเวลาการยืนยันตัวตนเพื่อใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุด้วยว่า สำหรับ โครงการ ม.33 เรารักกัน โดยกลุ่มที่ลงทะเบียนแล้วเสร็จระหว่างวันที่ 21 ก.พ. - 7 มี.ค. จากเดิมที่จะต้องกดใช้งานและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังระหว่างวันที่ 15-21 มี.ค. ให้สามารถขยายเวลาเป็นระหว่างวันที่ 15 มี.ค. - 31 พ.ค.2564 &amp;nbsp;เช่นเดียวกับกลุ่มรอบทบทวนสิทธิ ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15-28 มี.ค. &amp;nbsp;จากเดิมที่จะต้องมีการยืนยันตัวตน ระหว่างวันที่ 5-11 เม.ย. ให้ขยายเป็น 5 เม.ย.-31 พ.ค. โดยทุกคนที่ได้มีการยืนยันตนตัว จะได้รับวงเงินคนละ 4,000 บาท ตามมาตรการที่กำหนด .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96028</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันสังคม, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb0ce3422a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขู่ร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าตรวจพบเจอโทษหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7​ มี.ค.นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ที่ดำเนินการมาระยะหนึ่ง และโครงการเรารักกันที่จะเริ่มใช้จ่ายได้เร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะในส่วนของการควบคุมดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ให้ติดตามตรวจสอบไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนถึงปัญหานี้มายังรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีขอให้ร้านค้าเห็นใจประชาชน เพราะทุกคนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เหมือนกัน รัฐบาลมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อให้ผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค.63 จนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินคดีกับร้านค้าที่กระทำผิดไปแล้ว 68ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านธงฟ้า 47 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งไปยังร้านค้าทุกแห่งและออกตรวจสอบไม่ให้ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับ เช่น ห้ามยึดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ห้ามรับ/แลกเป็นเงินสด ห้ามบังคับการซื้อ/ขายสินค้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ สุรา เบียร์ ห้ามเอาเปรียบขึ้นราคาและขายเกินราคาที่กำหนดโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับร้านธงฟ้านั้นมีข้อกำหนดชัดเจนอยู่แล้วว่าควรทำอย่างไร ดังนั้น ถ้าตรวจพบการกระทำผิดจะถูกยกเลิกจากโครงการทันทีและอาจถูกยึดเครื่อง EDC หรือยกเลิกการใช้แอปพลิเคชัน ทำให้ไม่สามารถขายสินค้ากับโครงการได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากประชาชนพบร้านค้าที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นราคา, คนละครึ่ง, ร้านค้าฉวยโอกาส, อนุชา บูรพชัยศรี, เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028012bcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
