<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข้าทาง&#039;เรืองไกร&#039; ร้อง กกต. สอบพรรคเพื่อไทย ขับ 2 ส.ส.ขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 64 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยลงมติขับ ส.ส. 2 คน ไปแล้วนั้น กรณีดังกล่าว เมื่อติดตามข่าวในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยและข่าวในเว็บไซต์สื่อมวลชนอื่นที่เกี่ยวข้อง จะพบเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่ ส.ส. ทั้ง 2 คน ลงมติไม่เป็นไปตามหนังสือพรรคเพื่อไทยวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นผู้ลงนามแจ้งให้ ส.ส. ของพรรคทุกคนต้องลงมติตามความในหนังสือดังกล่าว แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และมาตรา 124 สรุปว่า ส.ส. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.มีเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดในการแสดงความคิดเห็นหรืออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าว ส.ส. ผู้นั้นในทางใดๆ มิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยลงมติขับ ส.ส. 2 คน เมื่อพิจารณาจากข่าวในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยและข่าวในเว็บไซต์สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะพบเหตุที่มาจากหนังสือพรรคเพื่อไทย วันที่ 30 สิงหาคม เป็นส่วนสำคัญด้วย การขับ ส.ส. 2 คน โดยมีเหตุจากข้อความในหนังสือดังกล่าว จึงอาจมีลักษณะที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และมาตรา 124 กรณี จึงมีเหตุต้องขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า การกระทำดังกล่าว หากขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้เข้าข่ายฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง มาตรา 92 หรือไม่ ซึ่งกรณีจดหมายเคยร้องให้ กกต. ตรวจสอบไปแล้ว การลงมติขับ ส.ส. 2 คน จึงเป็นพยานหลักฐานที่ต้องร้อง กกต. เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 19 ต.ค. เวลา 10.00 น. จะไปยื่นหนังสือด้วยตนเองเพื่อให้กกต. ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป ในวันดังกล่าวต้องไปให้ถ้อยคำต่อ กกต. ตามหนังสือที่ ลต. 015/10353 กรณีร้องขอให้กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะต้องมีคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119966</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, ขับ ส.ส., เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d7f1576768.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอี่ยม&#039; ลั่นไม่กลัวโดนยื่นยุบเพื่อไทย จี้ &#039;เรืองไกร&#039; ต้องร้องสอบประยุทธ์ครอบงำพปชร.หรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.64 - ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์&amp;nbsp;เอี่ยมสะอาด&amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ อ้างคลิป นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ร้องยุบพรรคเพื่อไทย โดยอ้างว่า มีนายทุนครอบงำพรรคนั้น ถือเป็นสิทธิของนายเรืองไกร พรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ไปชี้แจงหากถูกเรียก ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร ว่ากันไปตามข้อกฎหมาย ตรงไปตรงมา แต่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐฝ่ายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตั้งคำถามว่า กรณีของพรรคเพื่อไทย อาจไม่ค่อยชัด เมื่อเทียบกับกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งคำถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ การดำเนินการในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีหลักฐานชัดเจน อาจเข้าข่ายบงการครอบงำแทรกแซงพรรคหรือไม่ ทั้งจากกรณีไลน์หลุด กรณีมีนายทุนครอบงำพรรคเพื่อให้ส.ส.ที่เป็นสมาชิกพรรคโหวตเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นนายเรืองไกร จึงควรต้องร้องสอบกรณีของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การร้องยุบพรรคเพื่อไทยของนายเรืองไกรถือเป็นสิทธิ แต่ถ้าไม่ร้องกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจเข้าข่ายบงการครอบงำแทรกแซงหรือมีลักษณะเป็นนายทุนครอบงำพรรคพลังประชารัฐ จะถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดำเนินการว่าสองมาตรฐานหรือไม่&amp;rdquo;นายอนุสรณ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117285</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พรรคเพื่อไทย, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_6148433ceac6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เรืองไกร&#039; ร้อง รมว.คลังสอบ &#039;มาดามเดียร์&#039;  เสียภาษีเงินครบหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 2564 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2565 เปิดเผยว่า ตามข่าวของเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา &amp;nbsp;วันที่ 8 กันยายน 2564 หัวข้อ สั่งปรับ 6.2 ล้าน! ก.ล.ต.ฟัน 7 ราย ปั่นหุ้น&amp;#39;เนชั่นทีวี&amp;#39;-&amp;#39;ภควันต์ วงษ์โอภาสี&amp;#39; ร่วมก๊วน ซึ่งในเนื้อข่าวระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า &amp;nbsp;กลต. สั่งปรับ นายภควันต์ วงษ์โอภาสี จำนวน 1,373,201 บาท นั้ ตามข่าวดังกล่าว ทำให้ต้องย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินของน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี &amp;nbsp;ที่เคยยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 &amp;nbsp;แจ้งต่อ ป.ป.ช. ไว้บางส่วนที่อาจเกี่ยวข้องกับข่าว ก.ล.ต. ข้างต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือนายภควันต์ วงษ์โอภาสี เป็นน้องชายของน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ในการแจ้งบัญชีดังกล่าว น.ส.วทันยา แจ้งว่า มีเงินให้กู้ยืมแก่นายภควันต์ จำนวน 2 ครั้ง คือ ลำดับที่ 1 วันที่ 6 ธันวาคม 2561 จำนวน 24,907,500 บาท ลำดับที่ 2 วันที่ 20 ธันวาคม 2561 จำนวน 20,454,794.52 บาท รวมเป็นเงิน 45,362,294.52 บาท หมายเหตุว่า ลำดับที่ 1-2 เป็นของผู้ยื่น คำนวณยอดเงินให้กู้ยืม พร้อมดอกเบี้ย ณ วันที่ 5 มิ.ย. 62 และแจ้งว่า มีเอกสารประกอบเงินให้กู้ยืม จำนวน 8 แผ่น เมื่อย้อนไปดูการแจ้งรายได้ต่อ ป.ป.ช. พบว่า น.ส.วทันยา แจ้งว่า มีดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (ต่อปี) จำนวน 2,215,000 บาท ดังนั้น รายได้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าว หากได้รับเงินมาในปีใด เช่นในปี 2562 หรือ 2563 เงินได้นั้นถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อกรมสรรพากรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงมีเหตุต้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมสรรพากรทำการตรวจสอบจากบัญชีที่แจ้ง ป.ป.ช. หลังจากแจ้ง ป.ป.ช. แล้ว มีการรับเงินค่าดอกเบี้ยมาแล้วเท่าใด ปีละเท่าใด และดอกเบี้ยนั้นได้นำไปเสียภาษีแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรายงานบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. น.ส.วทันยา มีคู่สมรสชื่อ นายฉาย บุนนาค และเมื่อตรวจดูข้อมูลหุ้น NBC (บมจ. เนชั่น บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น) &amp;nbsp;จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า หุ้น NBC มีนายฉาย บุนนาค เป็นประธานกรรมการบริษัท เมื่อค้นข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ (แบบ 59) &amp;nbsp;พบว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคม 2561 น.ส.วทันยา เคยซื้อหุ้น บมจ. นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) จำนวน 4,200 ล้านหุ้น ๆ ละ 0.01 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 42 ล้านบาท และต่อมา เมื่อวันที่ 11-12 ธันวาคม 2561 ขายหุ้น บมจ. นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) จำนวน 4,200 ล้านหุ้น ๆ ละ 0.01 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 42 ล้านบาท ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ใกล้เคียงกับเวลาที่ให้กู้ยืมเงินแก่นายภควันต์ ด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า NBC มีนายฉาย บุนนาค เป็นประธานกรรมการบริษัท ประธานกรรมการบริหาร &amp;nbsp;และมี บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 จำนวน 71.45% บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG)มีนายฉาย บุนนาค เป็น ประธานกรรมการบริหาร รองประธานกรรมการ , ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และมีบมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 จำนวน 9.96%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า จากข้อมูลที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. และข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีเหตุควรตรวจสอบขยายผลต่อไปจาก ก.ล.ต.ว่า มีความเชื่อมโยงกันระหว่าง น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี นายภควันต์ วงษ์โอภาสี &amp;nbsp;และนายฉาย บุนนาค หรือไม่อย่างไร รวมทั้งความเชื่อมโยงระหว่าง หุ้น NBC , NMG และ NEWS ด้วย เพราะวันที่ 9 กันยายน 2564 นายภควันต์ วงษ์โอภาสี ยังเป็นผู้ถือหุ้น NBC &amp;nbsp;อยู่จำนวน 5,500,000 หุ้น เนื่องจากค่าปรับของ ก.ล.ต. ต้องนำส่งคลัง และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ล้วนอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีนี้ จึงควรขอให้ รมว.คลัง ตรวจสอบรายได้ของน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส. พรรคพลังประชารัฐว่า มีการเสียภาษีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยปีละ 2,215,000 บาท ต่อกรมสรรพากรโดยถูกต้องครบถ้วน หรือไม่ และตรวจสอบความสัมพันธ์รายการเงินให้กู้ยืมที่แจ้งต่อป.ป.ช. มีความสัมพันธ์กับคดีของ ก.ล.ต. หรือไม่ โดยจะส่งหนังสือในเช้า 13 ก.ย. ทางไปรษณีย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116423</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี, สอบเสียภาษี, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613d7f1576768.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039; ชง ปปช. ไต่สวน &#039;วิสาร&#039; หา &#039;บิ๊กตู่&#039; จ่ายหัวละ 5 ล้านซื้อเสียง ส.ส. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 64 - นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่าตามที่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวหาในลักษณะยืนยันข้อเท็จจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จ่ายเงินให้ ส.ส. หัวละ 5 ล้านบาท ที่อาคารรัฐสภา ชั้น 3 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น &amp;nbsp;คำกล่าวหาดังกล่าว พูดถึงการกระทำที่เกิดขึ้นนอกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร แม้ผู้พูดจะอยู่ในห้องประชุม แต่น่าจะไม่ได้รับความคุ้มครองรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 วรรคหนึ่ง เพราะอาจเป็นการพูดใส่ร้ายที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม ข้อ 69 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีข้อกำหนดไว้หลายข้อ ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงตามที่นายวิสาร กล่าวหา เรื่องนี้จะเป็นความผิดทางอาญาตามมาได้ ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาว่าให้เงิน และตัว ส.ส. ที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงิน คนละ 5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะพูดโดยไม่รับผิดชอบ โดยอ้างเอกสิทธิ์ หาได้ไม่ เพราะกระทบความน่าเชื่อถือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาได้ เรื่องนี้ย่อมมีผลกระทบและเสียหายมาก หากไม่มีการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริง ซึ่งแม้แต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องรีบตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบข้อกล่าวหาของนายวิสาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า หากพิจารณาคำกล่าวหาของนายวิสาร แล้ว จะเห็นได้ว่า องค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจไต่สวนเรื่องนี้ คือ ป.ป.ช. เพราะคำกล่าวหาดังกล่าว มีทั้ง พรป.ปปช. และมาตรฐานทางจริยธรรม เข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเบื้องต้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1. หากคำกล่าวหาของนายวิสาร ไม่เป็นความจริง มีการบิดเบือน ใส่ร้าย อาจผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 15 และหาก ป.ป.ช. เห็นว่า เป็นกรณีร้ายแรง ย่อมชี้มูลความผิด และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หากนายกรัฐมนตรีมีการจ่ายเงินให้ ส.ส. คนละ 5 ล้านบาท จริง ก็อาจเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 17 ซึ่งควรเป็นเรื่องร้ายแรง ป.ป.ช. ก็ต้องชี้มูล และส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิจารณาพิพากษาได้เช่นกัน.และ 3. หากมี ส.ส. รับเงินคนละ 5 ล้านบาท จากนายกรัฐมนตรี จริง ส.ส. ก็อาจจะผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 9 และถือเป็นเรื่องร้ายแรงทันที ป.ป.ช. ต้องชี้มูลและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า เรื่องนี้ จึงมีความสำคัญ ที่ ป.ป.ช. ต้องรีบเข้ามาไต่สวนตามหน้าที่และอำนาจโดยเร็ว ซึ่งตาม พรป.ปปช. มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ป.ป.ช. ต้องไต่สวนต้นเรื่อง คือนายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อนายกรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ที่ถูกกล่าวหา หากไม่มีมูลความจริง และเป็นการใส่ร้าย บิดเบือน ก็ควรดำเนินการกับนายวิสาร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมต่อไป แต่หากมีมูล ก็ต้องดำเนินการกับนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. ที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรฐานทางจริยธรรม และดำเนินการทางอาญา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร สรุปว่า ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงจำเป็นต้องร้องให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงจาก นายวิสาร ก่อนเป็นลำดับแรก ตนจึงจะส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. ในเช้าวันที่ 6 ก.ย.นี้ ทางไปรษณีย์ EMS&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115653</URL_LINK>
                <HASHTAG>5ล้าน, การเมือง, ซื้อเสียง, วิสาร เตชะธีราวัฒน์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_61344bfa19077.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักร้อง&#039;เล่นแรง!ยื่นกกต.ยุบเพื่อไทย ชี้หนังสือบังคับส.ส.ลงมติโหวตซักฟอกรัฐบาลขัดรธน. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64-นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2565 กล่าวว่า ตามที่พรรคเพื่อไทย ออกหนังสือที่ พท 0762/2564 ขอให้ส.ส. พรรคทุกคนลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คน นั้น ข้อความในหนังสือน่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 124 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2542การออกหนังสือดังกล่าว ในเชิงบังคับล่วงหน้าว่า ส.ส. จะต้องลงมติตามความในหนังสือ ส่อเข้าข่าย อาจเป็นปฏิปักษ์ ตามแนวที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 3/2562 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกรกล่าวว่า การกระทำตามหนังสือของพรรคเพื่อไทยดังกล่าว อันอาจเป็นปฏิปักษ์นั้น จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อตามความในพรป.พรรคการเมือง มาตรา 92 และอาจเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ตามมาตรา92 วรรคหนึ่ง (2) ตามมาได้ ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) เป็นหน้าที่และอำนาจของกกต. ดังนั้นจึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อให้ กกต. พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จะมีคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทย หรือไม่ และจะเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย หรือไม่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115116</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., บังคับส.ส., ยุบพรรค, เพื่อไทย, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d95e18fbf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นักร้อง&#039; ค้นจากกูเกิลพบหลักฐานเชื่อได้ว่า &#039;หัวหน้าพรรคก้าวไกล&#039; ปกปิดทรัพย์สิน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค 64 &amp;nbsp;- นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2565 &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ค้นหาหลักฐานใน &amp;nbsp;google และขอเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อช่วย ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล &amp;nbsp;ตนยังได้ค้นคว้าหาข้อมูลต่อไป และได้พบข้อมูลเพิ่มเติม ว่า นายพิธา ระบุในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่า คู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด แต่ไม่ได้แจ้งหุ้นไว้แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัย เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่พบข้อมูล บริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด แต่อย่างใด และเมื่อค้นหาต่อไปก็พบชื่อของ บริษัท เลอ บลังซ์ จำกัด แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อขอเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบพบว่า บริษัท เลอ บลังซ์ จำกัด เป็นบริษัทที่คู่สมรสนายพิธา เป็นกรรมการและถือหุ้นอยู่ด้วยจำนวน 97 หุ้น ๆละ 10,000 บาท รวมมูลค่า 970,000 บาท นายพิธา เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและลงลายมือชื่อไว้ และเคยถือหุ้น 2 หุ้น รวม 20,000 บาท ประกอบกับการยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด ณ วันที่ 30 เม.ย. 61 คู่สมรสนายพิธา ยังคงถือหุ้นอยู่เท่าเดิม และไม่มีการยื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จะมีเฉพาะที่คู่สมรสนายพิธาได้มีการยื่นแก้ไขนามสกุลจาก ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนามสกุลเดิม เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่า ณ วันที่ 25 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันที่นายพิธายื่นบัญชีต่อ ป.ป.ช. &amp;nbsp;ซึ่งนายพิธาแจ้งว่าคู่สมรสเป็นเจ้าของบริษัท เลอ-บลองค์ จำกัด นั้น ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่า คู่สมรสนายพิธายังคงถือหุ้นอยู่ 970,000 บาท อยู่ด้วย เอกสารที่ขอมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเป็นหลักฐานที่ต้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไปว่า นายพิธา ปกปิดบัญชีเงินลงทุนของคู่สมรส หรือไม่ และนายพิธาจะอ้างว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้ เพราะในเอกสารบริษัทดังกล่าวมีนายพิธา เคยถือหุ้น เคยร่วมก่อตั้งและลงลายมือชื่อไว้ด้วย ประกอบกับเคยมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกานักการเมือง เช่น คดีหมายเลขแดงที่ อม.195/2562 &amp;nbsp;พิพากษาว่าการไม่แจ้งเงินลงทุนใน หจก. 1 ล้านบาท เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิทางการเมืองห้าปี ไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า จึงมีเหตุต้องขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายพิธา และเป็นเรื่องที่ควรแจ้งสื่อให้ทราบด้วย &amp;nbsp;เพื่อป้องกันมิให้เรื่องเงียบหาย และเป็นการช่วยติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. ให้เป็นไปโดยเร็วด้วย ในวันที่ 30 ส.ค. จะส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไปทางไปรษณีย์ EMS
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114911</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, บัญชีทรัพย์สิน, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b1725aeb62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039; ร้อง กกต. ยุบพรรคก้าวไกล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.64 -&amp;nbsp;นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยขอให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะต้องมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ เนื่องจากพบเห็นการกระทำตามคำร้อง เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ส.ส. พรรคก้าวไกล หลายคนได้ร่วมกันในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายมาตรา 36 งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการในพระองค์ เช่น ข้อความที่ว่า &amp;ldquo;ความจงรักภักดี ไม่ได้วัดกันที่จำนวนหน่วยถวายรักษาความปลอดภัย จำนวนข้าราชบริพาร จำนวนซุ้มเฉลิมพระเกียรติ หรือการใช้ 112 แจกจ่ายประชาชน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ทำให้งบสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้&amp;rdquo; จึงเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกล ได้กระทำการอัน &amp;ldquo;อาจเป็นปฏิปักษ์&amp;rdquo; ตามความในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) ที่ควรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกล ตามมาตรา 92 วรรคสอง ต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114272</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., พรรคก้าวไกล, ยุบพรรค, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f070d5b5816c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
