<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าใช้เอพริลฟูลโทรป่วนเรื่องโควิด-19ชี้มีโทษถึงติดคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563- เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมีมาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ช่วยกันลดการแพร่กระจายของเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ให้โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาพยาบาลของท่าน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใด ๆ เพื่อตรวจเชื้อ &amp;nbsp;แต่หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งได้ที่สายด่วน 1669 &amp;nbsp;แต่ขอย้ำว่าหากโทรแจ้งสายด่วน 1669 ต้องมีอาการฉุกเฉินจริงๆ อย่าโทรมาแกล้ง หรือป่วนเล่น เพราะทุกนาทีมีค่าเสมอสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ผู้ที่โทรป่วนจะมีความผิดตาม ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน 2551 &amp;nbsp;คือ ผู้ใดใช้ระบบสื่อสารและเทคโนโลยีที่จัดไว้สำหรับการปฏิบัติการฉุกเฉินโดยประการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปฏิบัติการฉุกเฉิน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายอาญา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ &amp;nbsp;ยังอยากฝากเตือนไปยังประชาชน ว่า วันนี้เป็นวันที่ 1 เมษายนนี้ ซึ่งเป็น วันโกโหกโลก หรือ วัน April Fools&amp;rsquo;day &amp;nbsp;อย่าฉวยจังหวะนี้ในทางที่ผิด ด้วยการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่ไม่เป็นความจริง &amp;nbsp;โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จนสร้างความแตกตื่นตกใจ &amp;nbsp; เช่น โกหกว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;โกหกว่าอยู่ในสถานที่ที่มีคนติดเชื้อ &amp;nbsp;โกหกข้อมูลวิธีการรักษาแบบผิดๆ &amp;nbsp; ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามกฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มีความผิดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์ต่อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอความกรุณาอย่าล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้ &amp;nbsp;ประชาชนควรร่วมมือร่วมใจกัน &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo; และช่วยกันผ่อนแรงบุคคลากรทางการแพทย์ ที่ขณะนี้ทำงานกันอย่างหนักเพื่อประชาชนทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61665</URL_LINK>
                <HASHTAG>1669, สพฉ., เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา, เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, เอพริลฟูล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e840a90b5e6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอบรพ.พระราม2 ชี้หากผิดโทษติดคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัจฉริยะรุกหนักคดีสาดน้ำกรด บุกสาธารณสุข จี้ สบส.ฟัน รพ.ปฏิเสธผู้ป่วย ขีดเส้น 3 วันต้องรู้เรื่อง โวยอย่ามัวทำงานแต่ในห้องแอร์ รพ.พระราม 2 แจงอีกหน ยันทำตามมาตรฐาน ผู้ป่วยต้องการไปรักษาที่ รพ.บางมดเอง ผอ.สำนักสถานพยาบาลฯ รุดตรวจข้อเท็จจริง เก็บข้อมูล 2 รพ.ก่อนส่งให้อนุกรรมการพิจารณา หากพบความผิด โทษทั้งจำคุกและปรับ คุมตัวมือสาดน้ำกรดทำแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข เช้าวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำครอบครัว น.ส.ช่อลัดดา ที่ถูกสามีสาดน้ำกรดเสียชีวิต เดินทางไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ยื่นหนังสือร้องขอให้มีการดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 ฝั่งธนบุรี ฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เนื่องจากปฏิเสธการรักษาทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต โดยมี นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดี สบส. เป็นผู้รับหนังสือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า อยากให้ สบส.ดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 และขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุดภายใน 3 วัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเพราะ รพ.เอกชนปฏิเสธการรักษา&amp;nbsp;ทั่วประเทศมีนับหมื่นราย หลังเข้าไปใช้บริการโรงพยาบาลที่ใช้เงินเป็นตั้ง จนได้รับการร้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ประภาสกล่าวว่า&amp;nbsp;เป็นเรื่องของ สบส.ที่ต้องดูแลคุณภาพ เมื่อได้รับการแจ้งข้อมูลเข้ามา ก็ต้องตรวจสอบว่าโรงพยาบาลดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ เราพร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบทั้งด้านวิชาชีพและมาตรฐานการรักษา ต่อไปจะเป็นการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกที่จะเข้าไปพูดคุยกับทางโรงพยาบาล ประเด็นความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลและเป็นมติของรัฐมนตรี ในเรื่องนโยบายยูเซป การดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤติภายใน 72 ชั่วโมงแรก สามารถไปเข้ารับการรักษาสถานพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ พอเข้าไปเสร็จ พยาบาลจะต้องเข้าไปประเมินเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ โดย 72 ชั่วโมงแรก ทางโรงพยาบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในจุดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าวิกฤติก็ต้องดูแลรักษา หรือแม้ไม่วิกฤติก็ต้องดูแลรักษาเบื้องต้น ถ้าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องมีการถามถึงสิทธิ์ เป็นใครก็ต้องให้การดูแลรักษา&amp;nbsp;ส่วนเรื่องทางโรงพยาบาลหรือพยาบาลจะมีความผิดหรือไม่ ต้องขอดูข้อเท็จจริงก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวสวนขึ้นว่า&amp;nbsp;วันเกิดเหตุไม่มีแพทย์วินัยโรค มีแต่พยาบาล&amp;nbsp;ซ้ำยังให้เงิน 40 บาทให้ผู้ป่วยเดินทางไปรักษาโรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม เรื่องนี้มัวแต่ขอดูข้อเท็จจริง ต้องออกไปตรวจสอบบ้าง อย่ามัวแต่ทำงานอยู่ในห้องแอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ประภาสกล่าวว่า จะพยายามเร่งคลี่คลายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร็วที่สุด โดยตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดกับข้อกฎหมายแยกความผิดทางอาญา กรณีการปฏิเสธการรักษา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และสามารถเพิกถอนใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล พร้อมกันนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย กรณีนายอัจฉริยะให้เวลาตรวจสอบภายใน 3 วันนั้น จะทำได้จริงหรือไม่ ทาง สบส.จะดำเนินการให้เร็วที่สุด
สพฉ.ไม่ฟันธงสาดน้ำกรดฉุกเฉินหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเหตุการณ์สาดน้ำกรดนี้เป็นฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ เพราะขณะนี้ข้อมูลยังไม่แน่ชัด แต่ตามหลักเกณฑ์การฉุกเฉินวิกฤติแบ่งเป็น 3 ระดับ วิกฤติเร่งด่วน วิกฤติไม่เร่งด่วน และวิกฤติถึงแก่ชีวิต ซึ่งกรณีการสาดน้ำกรดใส่ จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตเข้า รพ. แจ้งพยาบาลว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งไม่ได้ระบุชัดว่าโดนสารเคมีหรือน้ำร้อน เบื้องต้นก็ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการวินิจฉัยได้ยาก เพราะหากเป็นกรดอ่อน ตามร่างกายอาจไม่มีร่องรอยมาก มีแค่รอยแดงตามผิวหนัง แต่กรณีการสาดน้ำกรดก็ขึ้นอยู่กับบริเวณและจุดที่โดนด้วย เช่น โดนตามหลังมือ อาจไม่รุนแรง แต่หากเข้าดวงตาและใบหน้า และมีการสูด กลืนสาร ก็จะเข้าไปทำลายหลอดลม ทางเดินหายใจได้ ทำให้เสียชีวิต &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติ จำเป็นต้องเป็นแพทย์หรือไม่ เลขาธิการ สพฉ.กล่าวว่า ไม่จำเป็น พยาบาลสามารถทำได้ เนื่องจากมีการเรียนและอบรมไม่ต่างจากแพทย์ แต่ตามหลักปฏิบัติควรมีแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินตลอดช่วงเวลาของการเปิดสถานพยาบาล&amp;nbsp;
สบส.ตรวจ รพ.พระราม 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานต่อมาว่า ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. เดินทางไปยัง รพ.พระราม 2 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคมกล่าวว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบ รพ. 2 แห่ง คือ รพ.พระราม 2 และ รพ.บางมด โดยได้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ทั้งหมด อาทิ เวชระเบียนคนไข้ หลังจากนี้จะส่งมอบเรื่องให้อนุกรรมการพิจารณาว่ามีความผิดอะไรหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลฯ ก็จะส่งให้ทางแพทยสภาต่อไป คาดว่าจะใช้เวลา 1 สัปดาห์นับจากนี้ โดยหากมีความผิด ก็จะผิดในมาตรา 36 เรื่องรองรับผู้ป่วยกรณีส่งต่อ ทั้งนี้ หากเข้าข่ายเคสฉุกเฉินจริง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.00 น. พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการ รพ.พระราม 2 พร้อมด้วย นพ.พีระ คณานุวัตน์ ศัลยแพทย์ทั่วไปและที่ปรึกษาประจำ รพ.พระราม 2 แถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.วัลลภากล่าวว่า รพ.พระราม 2 รับคนไข้หญิงไทยอายุ 38 ปี ซึ่งเข้ามาในโรงพยาบาลในลักษณะเดินกึ่งวิ่งมาจากด้านล่างของโรงพยาบาล บริเวณทางลาดขึ้นไปที่ห้องฉุกเฉินบริเวณชั้น 2 เวลาตี 5 เศษ ถึง 6 โมงเช้า ของวันที่ 9 พ.ย.2561 แต่เนื่องจากคนไข้ไม่เคยมาที่ รพ.พระราม 2 จึงวิ่งผ่านห้องฉุกเฉินด้านหน้าไปบริเวณ OPD และลงไปที่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล จนพบพนักงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยของโรงพยาบาล สอบถามคนไข้และพาคนไข้เข้ามาที่ห้องฉุกเฉินบริเวณประตูหลังซึ่งอยู่หน้าลิฟต์ ขณะที่คนไข้เข้าไปที่ห้องฉุกเฉินได้ร้องบอกเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ห้องฉุกเฉินว่า ช่วยด้วย ปวดแสบปวดร้อน พยาบาลห้องฉุกเฉินจึงรีบเข้าช่วยปฐมพยาบาลคนไข้พร้อมสอบถามอาการ ทราบว่าคนไข้ถูกสามีสาดน้ำร้อนเข้าหน้าในขณะนอน พยาบาลจึงได้ทำการปฐมพยาบาล พร้อมวัดสัญญาณชีพ ผลความดันปกติ ชีพจรปกติ การหายใจปกติ ออกซิเจนในเลือดปกติ&amp;nbsp;
ผอ.รพ.ย้ำทำตามมาตรฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น พยาบาลได้โทรศัพท์รายงานแพทย์ที่ปรึกษาทางศัลยกรรม นพ.พีระ คณานุวัฒน์ พร้อมแจ้งอาการและสัญญาณชีพให้ทราบ นพ.พีระสั่งให้ทำแผลคนไข้และรับไว้เป็นผู้ป่วยใน เพื่อให้ยาระงับปวดและสังเกตอาการ แต่คนไข้ได้แจ้งปฏิเสธการรักษาเป็นผู้ป่วยใน พร้อมทั้งบอกความต้องการที่จะไปรักษาตามสิทธิ์ประกันสังคมของตน ซึ่งอยู่ที่ รพ.บางมด และประสงค์ขอเดินทางไปเอง ทาง รพ.พระราม 2 จึงได้โทร.แจ้งที่ รพ.บางมด แต่ไม่สามารถติดต่อผู้ตรวจการณ์ของ รพ.บางมดได้ในขณะนั้น จึงขอสายคุยกับพยาบาลห้องฉุกเฉิน และแจ้งว่าจะมีคนไข้คนดังกล่าวไปที่ รพ. จากนั้น รพ.พระราม 2 ได้นำส่งคนไข้ขึ้นรถแท็กซี่ไป รพ.บางมดตามความประสงค์ประมาณ 6 โมงเช้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รพ.พระราม 2 ขอยืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตามมาตรฐานโรงพยาบาลในการดูแลคนไข้ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคนไข้ในการสูญเสียครั้งนี้&amp;quot; ผอ.รพ.พระราม 2 กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พีระกล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลไปยัง สบส.แล้ว มีกล้องวงจรปิดซึ่งเก็บข้อมูลทั้งหมด เห็นหน้าคนไข้และมีลูกสาววิ่งตามเข้ามา และร้องขอความช่วยเหลือว่า ปวดแสบปวดร้อน เหมือนถูกน้ำร้อนหรืออะไรสาดมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำบัตรบอกว่ายังไม่ต้องทำบัตร ฉุกเฉินได้เลย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เมื่อเห็นเป็นรอยแดง เรายังบอกไม่ได้ว่าโดนน้ำกรด น้ำร้อน หรือเปลวไฟ แยกไม่ได้ ส่วนบริเวณห้องฉุกเฉินติดกล้องไม่ได้ เพราะต้องเปิดเสื้อผ้าทำแผลผู้ป่วยจึงสงวนไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลักฐานอะไรเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธรักษา นพ.พีระกล่าวว่า การปฏิเสธรักษานั้น จริงๆ เป็นเรื่องการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่พยาบาลและคนไข้ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต ตนยังไม่ทราบ เพราะข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลจากทายาทโดยธรรมเท่านั้นจะรับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าการที่ผิวหนังไหม้ระดับ 3 ทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่ นพ.พีระกล่าวว่า เสียชีวิตได้ เพราะเสียเกลือแร่ หรือการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด แต่ต้องใช้เวลานาน 3-4 วัน ส่วนกรณีนี้ลักษณะของแผลไม่เป็นเหตุให้เสียชีวิต ซึ่งหากเป็นผิวหนังไหม้ระดับ 3 จิ้มแผลจะไม่เจ็บเลย เพราะชาไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับคลิปวิดีโอที่บันทึกคนไข้มา รพ.เปิดเผยไม่ได้ ยกเว้นญาติมาเซ็นรับไป
คุมมือสาดน้ำกรดทำแผน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการติดตามจับกุมนายคำตัน สิงหนาท อายุ 50 ปี ผู้สาดน้ำกรดใส่ น.ส.ช่อลัดดา ภรรยา มีรายงานว่า ตำรวจ สน.ท่าข้ามได้จับนายคำตันได้แล้วเมื่อคืนวันอาทิตย์ หลังหนีไปกบดานที่บ้านเพื่อนใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ และเดินทางกลับถึง กทม.เมื่อเที่ยงคืนเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำตันรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริง เป็นเพราะความหึงหวงที่ภรรยาขอเลิก จึงไปซื้อน้ำกรดมาหวังจะสาดหน้าให้เสียโฉม ไม่คิดว่าจะถึงขั้นเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย ตำรวจได้คุมตัวนายคำตันไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพภายในห้องเช่า ท่ามกลางประชาชนมุงดูจำนวนมาก จากนั้นได้นำตัวกลับ สน.ท่าข้าม โดยจะนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาธนบุรีอนุมัติฝากขังในเวลา 10.00 น. วันที่ 13 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ นางทองอาด ทาระวัน มารดา พร้อมกับญาติ เดินทางไปรับศพ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน นางทองอาดกล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะผู้ก่อเหตุเป็นลูกเขย ไม่ให้อภัยกับการกระทำในครั้งนี้ เพราะถือว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ ส่วนคำชี้แจงของทางโรงพยาบาล ไม่ยอมรับผิด ไม่ขอโทษ อีกทั้งบอกให้ครอบครัวของพวกตนไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทำให้เสียความรู้สึก หากหากโรงพยาบาลรับผิดชอบควรจะให้โอกาสในการรักษาซึ่งจะทำให้บุตรสาวมีโอกาสรอดชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางทองอาดบอกว่า จะนำศพลูกไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแสงธรรมรังสี ต.โนนทอง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น เป็นเวลา 1 วัน ส่วนผลการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ระบุว่าเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21842</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำตัน สิงหนาท, นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร, นพ.พีระ คณานุวัตน์, พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181112/image_big_5be9841cbb5b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
