<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.มุ่งสู่ฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค เดินหน้าแหลมฉบังเฟส3รับอีอีซีเชื่อมอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐฐบาลเร่งเดินหน้ายกระดับและผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่รัฐบาลหวังจะใช้ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบไปทุกภาคส่วน แต่การก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. ก็ยังมีแผนเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. เปิดเผยว่า การท่าเรือฯ มีแผนจะยกระดับเป็นท่าเรือชั้นนำที่ได้มาตรฐานสากล โดยมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานในระดับโลก การพัฒนาสู่การเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งการพัฒนาสินทรัพย์ในเชิงธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาการให้บริการและยกระดับการทำงานมุ่งสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง ด้วยการนำระบบ Port Community System (PCS) หรือระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ ทั้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ทั้งภาครัฐและเอกชนมาใช้เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการรองรับโครงข่ายการเชื่อมโยงด้าน Logistics ในระดับนานาชาติ&amp;rdquo;
เร่งพัฒนาท่าเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการท่าเรือฯ จะเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของประเทศ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือภูมิภาค โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ที่การท่าเรือฯ ต้องการผลักดันให้เป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของไทย มีเนื้อที่รวมทั้งหมด 6,340 ไร่ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอีอีซี ดังนั้นการยกระดับให้ท่าเรือแหลมฉบังกลายเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาคและเป็นเมืองท่าแห่งอนาคต และมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกเรื่องของการนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี ตามแผนงานโครงการอีอีซี จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และสอดคล้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการเมืองการบินอู่ตะเภาที่จะแล้วเสร็จในปี 2568&amp;quot; เรือโทกมลศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกหนึ่งโครงการคือ การพัฒนาศูนย์การขนส่งสินค้าทางรถไฟ เพื่อก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟบนพื้นที่ 600 ไร่ ให้สามารถรองรับรถไฟได้ 12 ขบวน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG) ซึ่งจะรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้าน ที.อี.ยู.ต่อปี รวมทั้งโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ) ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจร
สำหรับท่าเรือกรุงเทพ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือทุ่นแรง รวมถึงกระบวนการทำงานภายในองค์กรและการให้บริการ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีโครงการปรับปรุงและพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ส่งเสริมระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) และพัฒนาระบบขนส่งและการขนถ่ายสินค้าให้มีโครงข่ายเชื่อมโยง (Logistics Chain) ภายในประเทศ ให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 240,000 ที.อี.ยู.ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ระนอง (ท่าเรือระนอง) จังหวัดระนอง เพื่อรองรับ โครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน และผลักดันให้ท่าเรือระนองเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตก ล่าสุด กทท.ได้ดำเนินการให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท กรีนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ศึกษาและสำรวจออกแบบ (Detail Design) และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ ของภาคประชาชนไปประกอบการดำเนินโครงการปรับปรุงท่าเรือระนองให้มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าแหลมฉบังเฟส 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 นั้น ล่าสุดหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลประโยชน์ตอบแทนภาครัฐของโครงการฯ ค่าสัมปทานคงที่มูลค่าสุทธิที่ 29,050 ล้านบาท และให้คณะกรรมการการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3&amp;nbsp;ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศฯ กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาซองที่ 4 ผลประโยชน์ตอบแทนด้านการเงินและมีมติเห็นชอบกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากประเทศจีน ผ่านการประเมินซองที่ 4 และได้ทำการเปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 5 ซองข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนการพิจารณาซองที่ 5 นั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้มีมติตั้งคณะทำงานช่วยพิจารณาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และพิจารณาร่างสัญญาร่วมทุนฯ โดยมีผู้แทนของกรรมการคัดเลือกฯ จากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน จากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกฯ จะพิจารณาร่างสัญญาฯ และสรุปเสนอต่ออัยการสูงสุดพิจารณาได้ประมาณกลางเดือน พ.ค. หลังจากนั้นจะเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามขั้นตอน คาดว่าในส่วนของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และ กทท. จะดำเนินการตามกระบวนการเสร็จภายในเดือน มิ.ย. จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. เพื่ออนุมัติการลงนาม ซึ่งในขณะนี้ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องการลงนามคู่ขนานไปด้วยแล้ว&amp;rdquo; เรือโทกมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผุดสมาร์ทพอร์ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากแผนการพัฒนาท่าเรือแล้ว ทาง กทท.ยังมีแผนที่จะพัฒนาที่ดินในเชิงธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะจะพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ตั้งอยู่กลางเมือง มีพื้นที่ 2,353 ไร่ ให้เป็น สมาร์ทพอร์ต ซึ่งในส่วนนี้มีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีแผนที่จะพัฒนาเป็นโครงการสมาร์ทพอร์ต (Smart Port) แบบมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม ศูนย์กลางการแพทย์ โรงแรม สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และท่าเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน PPP ระยะเวลา 30-35 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศักยภาพที่ดินปัจจุบันมีราคาประเมินประมาณ 200,000 บาทต่อตารางวา ให้การพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่า ทำให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพฯ ดังนั้นแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ท่าเรือกรุงเทพ พื้นที่ทั้งหมด 2,353 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่ 4 แปลง โดยจะเริ่มจากที่ดิน 17 ไร่ ติดอาคารสำนักงานของ กทท. ส่วนแนวทางการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารทรัพย์สินนั้นจะดำเนินการคู่ขนานกับการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ก่อน อย่างไรก็ตามพื้นที่ 17 ไร่เป็นพื้นที่ว่าง มีความพร้อมในการดำเนินการ จะมีการทบทวนผลการศึกษาให้เป็นปัจจุบัน จากนั้นจะเสนอบอร์ด กทท.ขอดำเนินการ โดยจะพัฒนาเชิงพาณิชย์แบบ Mixed use เป็น สำนักงาน ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์แสดงสินค้า นิทรรศการ ศูนย์การประชุม พื้นที่ค้าปลีก เป็นต้น ขณะที่ประเมินมูลค่าที่ดินประมาณ 200,000 บาทต่อตารางวา&amp;quot; เรือโทกมลศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัดฝุ่นท่าเรือบกขนส่งสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่า กทท.มีแผนยกระดับให้มีมาตรฐานในระดับโลก นำระบบ Port Community System (PCS) มาบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก หรือ Big Data ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านการขนส่งทางน้ำทั้งภาครัฐและเอกชน หรือระบบศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อมาให้บริการ รวมถึงพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ซึ่งร่วมศึกษากับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา (อีอีซี) รวมถึงลงนามความร่วมมือกับกลุ่มอมตะ ที่ได้เข้าไปลงทุน Dry Port ที่ สปป.ลาว เพื่อรับสินค้าจากจีนและลาวไปยังท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เป็นการต่อยอดในการเพิ่มปริมาณตู้สินค้าอีกทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของการท่าเรือฯ ในไตรมาสแรกปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณสินค้าผ่านท่า ลดลง 6.24% หรือคิดเป็น 25.762 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่า ลดลง 2.81% หรือ 2.311 ล้าน ที.อี.ยู. ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเชื่อว่าหลังจากที่ประเทศไทยและหลายประเทศมีวัคซีนป้องกัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าและตู้สินค้าผ่านท่ามีทิศทางฟื้นตัว อย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสะท้อนการเติบโตของปริมาณสินค้า.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103107</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท., ท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือภูมิภาค, ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, สมาร์ทพอร์ต, เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f6a2da7c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท. จับมือปตท. เพิ่มประสิทธิภาพขนส่งขนส่งตู้สินค้าในท่าเรือแหลมฉบัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ตุลาคม 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการศึกษาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งตู้สินค้าในท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) โดยมี ร้อยตำรวจตรี มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ร่วมเป็นสักขีพยานฯ พร้อมด้วย นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตเลียมขั้นปลาย และเรือเอก กานต์ เมนะรุจิ รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องพลังไทย อาคาร 1 ชั้น 3 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว เป็นการศึกษาและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งภายใน ทลฉ. ในการรองรับและสนับสนุนแผนพัฒนา 3 โครงการหลักของ ทลฉ. ได้แก่ โครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับความต้องการการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ ทลฉ. (Single Rail Transfer Operation : SRTO) เพื่อรองรับการขนส่งตู้สินค้าด้วยระบบรางที่ ทลฉ. และโครงการท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) เพื่อเป็นการพัฒนาเส้นทางการเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งกับ ทลฉ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ ทลฉ. และโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งเป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากถนนสู่ทางรางและทางน้ำ เพื่อเป็นการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งตู้สินค้าที่ ทลฉ. ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และระบบโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ พร้อมลดปริมาณการจราจรที่หนาแน่น และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉพาะในเส้นทางมาบตาพุด-แหลมฉบังอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80261</URL_LINK>
                <HASHTAG>การขนส่งตู้สินค้าในท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.), การท่าเรือแห่งประเทศไทย, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f843d88dcced.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท. ต่อสัญญาร่วมลงทุนเอกชนท่าเทียบเรือตู้สินค้าบี3แหลมฉบัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ดำเนินการต่อสัญญาร่วมลงทุน โดยวิธีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการท่าเทียบเรือตู้สินค้า บี 3 ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ คณะกรรมการ กทท. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการต่อสัญญาร่วมลงทุนฯ ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการเจรจาได้กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนการต่ออายุสัญญาร่วมลงทุนท่าเทียบเรือตู้สินค้า บี 3 ทลฉ. ประกอบด้วย ผลประโยชน์ตอบแทนคงที่รายปี (Fixed Fee) รวมจำนวน 680 ล้านบาท และผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม (Additional Fee) ปีที่ 1-5 จำนวน 325 บาทต่อทีอียู. (จากเดิม 275 บาทต่อทีอียู.) โดยผลประโยชน์ตอบแทนรวม (ผลประโยชน์ตอบแทนคงที่รายปี (Fixed Fee) บวกผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม (Additional Fee)) ตลอดอายุสัญญา คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จำนวน 677.16 ล้านบาท ที่ Discount Rate ร้อยละ 10 โดยมีการประกันรายได้ขั้นต่ำ/ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) เป็นจำนวน 420,000 ทีอียู.ต่อปี (จากเดิม 300,000 ทีอียู.ต่อปี) และในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 &amp;ndash; 31 มีนาคม 2568 เป็นจำนวน 105,000 ทีอียู. ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทลฉ. เปิดดำเนินการโครงการ ทลฉ. ขั้นที่ 1 และ 2 โดยให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา และ กทท. จะเร่งดำเนินการบริหารสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการท่าเทียบเรือเอกชนให้แล้วเสร็จ เพื่อดำเนินการให้การพัฒนา ทลฉ. สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการขนส่งทางทะเลในปัจจุบันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78568</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.), ท่าเรือแหลมฉบัง, เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6d5d10a17ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 22:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่าเรือโชว์ตัวเลข9เดือนรับผลกระทบ COVID-19 ตู้สินค้าลดลง 4% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2563 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในรอบ 9 เดือน &amp;nbsp; ของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 &amp;ndash; มิถุนายน 2563) โดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทกท. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 2,927 เที่ยว เพิ่มขึ้น 4.35% สินค้าผ่านท่า 16.212 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.06%
ตู้สินค้าผ่านท่า 1.082 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 0.39%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทลฉ. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 7,646 เที่ยว ลดลง 6.24% สินค้าผ่านท่า 65.333 ล้านตัน ลดลง 3.94%
ตู้สินค้าผ่านท่า 5.798 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 4.66 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทชส. &amp;nbsp; เรือเทียบท่า 2,123 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.41% สินค้าผ่านท่า 138,851.64 ตัน ลดลง 24.29%
ตู้สินค้าผ่านท่า 6,721.75 ตู้ เพิ่มขึ้น 29.81%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทชข. &amp;nbsp; เรือเทียบท่า 145 เที่ยว ลดลง 393.10% สินค้าผ่านท่า 1,858.48 ตัน ลดลง 2,269.03%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรน. &amp;nbsp;เรือเทียบท่า 197 เที่ยว ลดลง 30.46% สินค้าผ่านท่า 78,805 ตัน ลดลง 40.74% &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตู้สินค้าผ่านท่า 2,574 ตู้ ลดลง 21.33%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้ผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ประจำปีงบประมาณ 2563 กทท. มีเรือเทียบท่า 10,573 เที่ยว ลดลง 3.53% สินค้าผ่านท่า 81.545 ล้านตัน ลดลง 2.98% และตู้สินค้าผ่านท่า 6.880 ล้าน ที.อี.ยู. ลดลง 4.01% รวมรายได้สะสม 9 เดือน 11,004 ล้านบาท ลดลง 2.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งมีแนวโน้มการทยอยการฟื้นตัวตามมาตรการผ่อนคลายการป้องกันและแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในไทย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกสินค้าได้เริ่มฟื้นตัวมากขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ จากคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในปี 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563) จะติดลบสูงสุด 12% ถึงต่ำสุด 10% ส่งผลต่อการคาดการณ์ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าของ กทท. ในปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 9.203 ล้าน ที.อี.ยู.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74157</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทท., เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f32b8de49352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท. ยืนยันการเก็บสารเคมีในท่าเรือปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.63-เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ การระเบิดของสารแอมโมเนียมไนเตรท (Ammonium Nitrate) จำนวนกว่า 2,500 ตัน ณ ท่าเรือกรุงเบรุต สาธารณรัฐเลบานอน ได้ก่อความเสียหายรุนแรงในวงกว้างนั้น กทท.ได้มีมาตรการที่รัดกุมในการดำเนินการในการจัดเก็บและส่งมอบสินค้าอันตรายมาโดยตลอด ทั้งที่ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) และท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) โดยปฏิบัติตามกฎของ International Maritime Dangerous Goods Code (IMDG Code) อย่างเคร่งครัด อันจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการจัดเก็บและขนถ่ายได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับที่ ทกท. ได้จำแนกแอมโมเนียไนเตรทที่มีความเสี่ยงเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ได้แก่ Class 1.1D, UN0222, AMMONIUM NITRATE (วัตถุระเบิด) กลุ่มนี้จะห้ามขนส่ง &amp;nbsp; ผ่าน ทกท.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 2 ได้แก่ แอมโมเนียมไนเตรทที่เป็น UN1942, UN2067, UN3375 (ตัวเติมออกซิเจน) สามารถขนถ่ายผ่าน ทกท. ได้ แต่จะไม่สามารถฝากเก็บในพื้นที่ ทกท. ต้องดำเนินพิธีการขนถ่ายข้างลำเรือทั้งขาเข้าและขาออก ปัจจุบันยังมีการยกเว้นให้ฝากเก็บได้ในกรณีที่น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มที่ 3 ได้แก่ Class 9, UN2071, AMMONIUM NITRATE BASED FERTILIZER (สารอันตรายเบ็ดเตล็ด) ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิด แต่ยังคงมีกลิ่นและไอพิษออกมาเล็กน้อย ถูกจัดเป็นสินค้าอันตรายที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถฝากเก็บได้ในเขต ทกท. ไม่เกิน 5 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนที่ ทลฉ. ได้จำแนกแอมโมเนียไนเตรทที่มีความเสี่ยงเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้กลุ่มที่ 1 ได้แก่ Class 1.1D, UN0222, AMMONIUM NITRATE (วัตถุระเบิด) ให้ทำการขนถ่าย ใน ทลฉ. ได้ แต่ไม่รับฝากเก็บ หรือวางพักหน้าท่าเทียบเรือ ต้องนำออกจากบริเวณ ทลฉ. ทันทีที่ขนถ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขึ้นจากเรือ หรือบรรทุกลงเรือโดยตรง กลุ่มที่ 2 ได้แก่ แอมโมเนียมไนเตรทที่เป็น Class 5.1 UN1942, UN2067, UN3375 และ Class 9, UN2071, AMMONIUM NITRATE BASED FERTILIZER สามารถขนถ่ายผ่าน ทลฉ. ได้ โดยต้องนำมาฝากเก็บที่คลังสินค้าอันตรายเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ กทท. ได้คำนึงถึงความปลอดภัยในการรับฝากสินค้าอันตรายให้มีความรัดกุม โดยมีการเพิ่มมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงจากการขนถ่ายสินค้าอันตรายตามสภาพแวดล้อมและข้อบังคับสากลที่เปลี่ยนแปลงไป ให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานการขนส่งสินค้าอันตรายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73732</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระเบิดของสารแอมโมเนียมไนเตรท, ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.), เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d1ed0cb7b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2019 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2019 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทท.เซ็งเรือขนสินค้าไม่แจ้งประเภทจนเกินไฟไหม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 พ.ค.62-เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท)เปิดเผยภายหลัง ลงพื้นที่ไฟไฟไหม้ตู้สินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ว่าขณะนี้กองพิสูจน์หลักฐานได้มาเก็บตัวอย่างน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีบริเวณพื้นที่หน้าท่า ขณะเดียวกันได้มีการเคลื่อนย้ายตู้สินค้าที่พบว่ามีสารพิษประเภท 6-1 ซึ่งเป็นสารพิษตามที่ข้อกำหนดสินค้าอันตราย ที่มีทั้งหมด9 คลาส โดยสารดังกล่าวอยู่ในคลาสที่6 ขณะนี้อยู่ระหว่างให้บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD &amp;nbsp;เป็นผู้เชี่ยวชาญในการกำจัดสินค้าอันตรายและเคลื่อนย้ายตู้ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตู้สินค้าดังกล่าวไม่มีการแจ้งประเภทสินค้า ในขบวนการหลังจากนี้จะมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมเพื่อชี้แจงสรุปรายละเอียด โดยจะเรียกสายเรือเขามาพูดคุย เพราะสายเรือต้องรับผิดชอบ ต้องไล่ความรับผิดชอบตั้งแต่คลังสินค้า ความถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น
หลังจากนี้จะมีการไรบี้กับเจ้าของสินค้าและเจ้าของเรือที่นำตู้มาและเกิดปัญหาไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ซึ่งจะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เจ้าของสินค้าต้องต้องรายงานว่าสินค้าที่ขนมาเป็นสินค้าอันตราย เมื่อเจ้าหน้าที่รับทราบว่าเป็นสินค้าอันตรายจะมีวิธีการจัดเก็บสินค้านั้นโดยเฉพาะ เมื่อเขาไม่แจ้งประเภทตู้สินค้า ทำให้เจ้าหน้าที่จัดเรียงเป็นปกติ&amp;rdquo; เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากข้อมูลพบว่าเรือลำดังกล่าวเป็นของเกาหลี ออกจากเกาหลีเดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้ ออกจากเซี่ยงไฮ้ไปฮ่องกงและเดินทางมายังแหลมฉบัง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบและหาหลักฐานที่มาของตู้สินค้า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรือลำดังกล่าวไม่ใช่เรือของฮ่องกง แค่แวะที่ฮ่องกง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเย็นตู้อีกรอบ เนื่องจากยังมีการคุกรุ่นที่ตู้อยู่ ตอนนี้ได้ตรวจพื้นที่หน้างาน ขณะเดียวกันตนได้ไปเยี่ยมคนไข้ที่ได้รับสารพิษที่โรงพยาบาล&amp;rdquo;เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเรือโท กมลศักดิ์ &amp;nbsp;พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่าได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ณ ท่าเทียบเรือ บริษัท ไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด และสั่งการให้ดำเนินการโดยรอบคอบ คำนึงถึงกฎระเบียบ และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานทุกคนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบสภาพโดยรอบของเรือ และบริเวณข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกรมควบคุมโรคและกรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพของอากาศในบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณโดยรอบ อีกทั้ง ยังมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำในบริเวณดังกล่าว โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับกรมควบคุมมลพิษอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36822</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท), เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร, ไฟไหม้แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190526/image_big_5cea4d1cdeb8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36745</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2019 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกท.สั่งตรวจสอบตู้สินค้าไฟไหม้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2562 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือบรรทุกสินค้า บริเวณท่าเทียบเรือ A2 ท่าเรือแหลมฉบัง ว่าได้รับแจ้งเมื่อเวลา 06.45น. ได้เกิดเหตุเพลิงไม่ตู้คอนเทนเนอร์บนเรือสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง บนเรือของบริษัท &amp;nbsp;KMPC Hongkong จากประเทศฮ่องกง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทางหน่วยป้องกันอุบัติเหตุอุบัติภัยทางของแหลมฉบังได้เข้าไปในที่เกิดเหตุ ยืนยันก่อนเที่ยงวันนี้จะสามารถความคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อยซึ่งขณะนี้ต้องรอพิสูจน์ทราบว่าเป็นอะไรและสาเหตุเกิดจากอะไร
เรือโท กมลศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ได้สั่งการให้เรือโท ยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ลงพื้นควบคุมการปฎิบัติงานบริเวณที่เกิดเหตุ ร่วมกับหน่วยการท่าเรือแหลมฉบัง ได้เข้าไปอำนวยการในที่เกิดเหตุปัจุบันได้มีการควบคุมเพลิงได้แล้วแต่สาเหตุจะเกิดจากตู้ไหนขณะนี้ยังเข้าไปตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีความร้อนอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะที่เกิดเหตุ ผอ.ท่าเรือแหลมฉบังได้ประสานกับนายกเทศมนตรีในพื้นที่ให้เตรียมการอพยพผู้คนเนื่องจากตรวจพบว่าเป็นสินค้าวัตถุสินค้าอันตรายซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ว่าสินค้าบนเรือคืออะไร สิ่งที่ทำได้คือจะต้องตรวจสินค้าบนเรือว่าบรรจุสินค้าอะไรมา ซึ่งเมื่อรู้ว่าตู้เบอร์ไหนจะต้องเข้าไปตรวจว่าสินค้าภายในตู้คืออะไรซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไป&amp;rdquo;เรือโท กมลศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นได้สั่งการให้ผอ.ท่าเรือแหลมฉบังให้ไปอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงของเจ้าหน้าที่และเอาด้วยเรือครับของแรมฉบังที่เป็นเรือดับเพลิงเข้ามาสนับสนุนการดับเพลิงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบได้ทั้งทางบกและทางน้ำซึ่งจะทำให้เพลิงได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายละเอียดจะสามารถตรวจสอบได้หลังจากเพลิงสงบพื้นบริเวณนั้นเย็นแล้วเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานรวมกับท่าเรือแหลมฉบังและเจ้าของเรือจะต้องขึ้นไปตรวจสอบร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวว่าเรื่องความเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบสินค้านั้น ต้องมีการสำแดงต่อกรมศุลกากรสมมุติว่าเป็นสินค้าที่ไวต่อความร้อนหรืออากาศ ก็ต้องมีการควบคุมหรือเป็นสินค้าอันตรายตะมีเจ้าหน้าที่มย้ายไปพื้นที่ควบคุมสินค้าอันตราย มั่นใจท่าเรือเรามีมาตรการควบคุมมีรายละเอียดที่เป็นมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)เปิดเผยว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ตั้งแต่ประมาณช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยต้นเพลิงนั้นเกิดขึ้นบนเรือสินค้าของบริษัท &amp;nbsp;KMPC Hongkong จากประเทศฮ่องกง ซึ่งจอดเทียบท่าเรือ A2 สำหรับสาเหตุนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุต่อไป ใช้เวลาตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาในการฉีดโฟมดับเพลิง สาเหตุที่ไม่ใช้น้ำเพราะป้องกันไม่ให้น้ำทำปฏิกิริยากับสารเคมี และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นสารเคมีประเภทใด ล่าสุดควบคุมเพลิงได้แล้ว คาดว่าต้องใช้เวลาทั้งวันในการเข้าเคลียร์พื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทยุทธนา กล่าวว่ายังไม่ทราบข้อมูลสินค้าที่บรรทุกบนเรือเนื่องจากเป็นเรือสินค้าผ่านแดน (Transit) ที่จะมุ่งไปสู่ประเทศที่สาม ดังนั้นเทศบาลจึงได้ประกาศให้ อ.ศรีราชาเป็นเขตอันตรายแล้ว พร้อมเตือนประชาชนให้ระวังก๊าซดังกล่าว เพราะได้รับรายงานเช่นกันว่ามีควันพิษลอยออกมาจากที่เกิดเหตุ ทำให้ประชาชนมีอาการแสบคันตามร่างกาย เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 คน ได้ส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว ส่วนใหญ่มีอาการแสบคันต้องนำไปล้างตัว ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสยังไม่พบ ขณะที่ความเสียหายและการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ ขอให้ควบคุมเพลิงให้สงบก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้าน หน่วยกู้ภัยสว่างประทีป ศรีราชา ระบุว่า ควรเลี่ยงพื้นที่ใกล้เคียง โดยได้รับแจ้งจากผู้ใช้เส้นทางและประชาชน พบว่ามีในควันมากับละอองน้ำที่มีความเหนียวคล้ายสารเคมี ยังไม่ทราบชนิด ลอยออกมาจำนวนมาก จึงขอแนะนำประชาชนโดยรอบควรหลีกเลี่ยง หากโดนหรือสัมผัส ให้รีบล้างออกโดยด่วน และอย่าสูดดม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36745</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าเรือแห่งประเทศไทย, ท่าเทียบเรือ A2 ท่าเรือแหลมฉบัง, เพลิงไหม้เรือบรรทุกสินค้า, เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190525/image_big_5ce8bfb8dcdb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
