<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม. เผยสถิติเรื่องร้องเรียนปี 2563 สิทธิในกระบวนการยุติธรรมถูกร้องมากสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.63 - นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่าในปี 2563 กสม.ได้ดำเนินการในเรื่องที่สำคัญดังนี้ 1. การรับเรื่องร้องเรียน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้นจำนวน 568 เรื่อง โดยประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีการร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 1 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม คิดเป็นร้อยละ 24 เช่น กรณีขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน กรณีกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายระหว่างการจับกุม กรณีการตั้งด่านตรวจค้นมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 2 สิทธิพลเมือง คิดเป็นร้อยละ 18 เช่น กรณีได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม กรณีกล่าวอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามตัว กรณีผู้ต้องขังเข้าใหม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย กรณีได้รับผลกระทบจากการกักตัวหลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อดูอาการจากโรคโควิด &amp;ndash; 19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 3 สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน คิดเป็นร้อยละ 11 เช่น กรณีการจ่ายค่าทดแทนสำหรับการเวนคืนที่ดินโดยไม่เป็นธรรม กรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน กรณีการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎร &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือส่งต่อหน่วยงานอื่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก่ผู้ร้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำนวนทั้งสิ้น 136 เรื่อง เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิแรงงาน สิทธิสถานะบุคคล นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยได้มีการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวนทั้งสิ้น 203 คำร้อง โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายร่างกายบุคคลผู้ต้องสงสัยระหว่างการควบคุมตัว (2) สิทธิชุมชน เช่น กรณีคัดค้านการก่อสร้างโครงการรัฐหรือเอกชนและชุมชนได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการดังกล่าว และ (3) สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน เช่น กรณีพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับที่ดินทำกินของประชาชน และการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎร เป็นต้น ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าว มีทั้งกรณีละเมิดและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีจำนวนทั้งสิ้น 21 เรื่อง โดยมีเรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (หลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และคู่มือการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน) (2) ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ (3) ข้อเสนอแนะกรณีผลกระทบด้านการจราจรของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีชมพู ช่วงแคราย &amp;ndash; มีนบุรี (4) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ (5) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขกฎหมายกรณีปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเด็กนักเรียนโดยครูหรือบุคลากรทางการศึกษา และ (6) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีสถานการณ์การชุมนุมและเรียกร้องทางการเมืองของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การติดตามการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ กสม. พบว่า คณะรัฐมนตรีมีการสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชนแล้วจำนวน 11 เรื่อง จากจำนวน 12 เรื่องที่ กสม. เสนอ เช่น ข้อเสนอแนะการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการรับเข้าทำงานกับบริษัทเอกชน ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (หลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และคู่มือการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน) ข้อเสนอแนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กรณีกล่าวอ้างว่า การลงทุนของภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศกระทบต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น การตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์กรณีการชุมนุมทางการเมือง โดยร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย การตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์โรคระบาด และได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภารกิจด้านการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ มีการส่งมอบและเผยแพร่คู่มือจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน 5 ช่วงชั้น สำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย - มัธยมศึกษาตอนปลาย และหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ รวมทั้งจัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เยาวชนเรียนรู้ เข้าใจ เท่าทันสิทธิมนุษยชนภายใต้บริบทของสังคมไทยและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และเพื่อให้การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม รวดเร็ว และทั่วถึงในทุกภูมิภาค ปลายปี 2563 นี้ กสม. ได้มีมติให้จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่นำร่อง รวมทั้งมีการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มอีก 6 แห่งในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี อุบลราชธานี ยะลา พะเยา และภูเก็ต เมื่อรวมกับศูนย์ศึกษาฯ ที่มีอยู่เดิม 6 แห่ง จะมีศูนย์ศึกษาฯ ทั้งสิ้นรวม 12 แห่งในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกลไกด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; ผู้ทำหน้าที่แทน ประธาน กสม. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88394</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กระบวนการยุติธรรม, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, เรื่องร้องเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5fec31b333235.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงียบกว่าที่คิดไว้ สายตรงบิ๊กแดง ทบ.แจงความลับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สายตรง &amp;quot;บิ๊กแดง&amp;quot; เงียบกว่าที่คิด เพราะกำลังพลยังไม่มั่นใจ หวั่นเดือดร้อนภายหลัง ขณะโฆษก ทบ.ยันมีเรื่องร้องเรียน แต่จำนวนเท่าไหร่ค่อนข้างเป็นเรื่องลับ เนื่องจาก ผบ.ทบ.ได้ให้ทีมงานเฉพาะเป็นผู้ดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีการนำข้อมูลปัญหากำลังพลกองทัพบกมีปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายบ้านและที่ดิน มานำเสนอพาดพิงหน่วยงานทำให้เกิดความเสียหายและกระทบภาพลักษณ์ว่า โดยส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ในส่วนของกรมสวัสดิการทหารบก โดยกิจการออมทรัพย์เป็นเพียงสนับสนุนทุนให้กู้ยืม ภายใต้กรอบวงเงินและกฎระเบียบที่กำหนดให้กับบรรดาสมาชิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เปิดช่องทางเพื่อให้กำลังพลได้สะท้อนปัญหามาที่ส่วนกลาง แต่ยังพบว่ามีกำลังพลบางส่วนที่มีปัญหา แต่อาจยังไม่ได้ใช้ช่องทางนี้ และได้ใช้ช่องทางอื่นที่เสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน &amp;nbsp;โดยรับฟังมาจากแหล่งข้อมูลด้านเดียว และไม่ตรงข้อเท็จจริงพร้อมทั้งนำไปขยายความผ่านสื่อ ส่งผลให้สังคมเข้าใจตัวองค์กรผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.วินธัยกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาระบุว่าที่ดินที่มีปัญหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ของกรมสวัสดิการทหารบกนั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกรมสวัสดิการทหารบกไม่สามารถดำเนินธุรกิจซื้อขายที่ดินได้ เนื่องจากใม่ใช่บทบาทหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความพยายามบิดเบือนว่ากองทัพบก โดยกรมสวัสดิการทหารบก เป็นผู้ไปซื้อต่อมาจากทรัพย์สินของธนาคาร มาขายให้กำลังพลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ใครก็ตามที่ให้ข้อมูลไปลักษณะนี้ถือว่าบิดเบือน ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลที่ฉ้อโกงกัน เหมือนในหลายกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกันของบุคคลทั่วไป ที่สามารถใช้ช่องทางของกฎหมายปกติดำเนินการได้อยู่แล้ว และเชื่อว่าถ้าผู้เกี่ยวข้องเป็นกำลังพลของกองทัพบก ทางหน่วยงานต้นสังกัดคงพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม &amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ไม่อยากให้ใช้กระบวนการอื่นๆ มากดดัน เพราะนอกจากไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงแล้ว อาจกลายเป็นเพิ่มปัญหาได้ โดยเฉพาะการหมิ่นประมาทกล่าวหาให้ร้ายจนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ทั้งๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของบุคคลกระทำต่อกันเอง จึงขอสังคมได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังเรื่องที่พาดพิงกองทัพบกในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวว่า ภายหลัง พล.อ.อภิรัชต์เปิดสายตรงให้กำลังพลร้องเรียนปัญหาหมายเลข 0-2018-7330 ทุกเรื่องคือความลับ ทุกถึงเรื่อง ผบ.ทบ.นั้น ปรากฏว่าไม่มีกำลังพลมาใช้ช่องทางดังกล่าวดังที่ควรจะเป็น โดยเลือกใช้ช่องอื่น เช่น ทนายอัจฉริยะ สื่อ และโซเชียลมีเดีย โดยเกิดจากสาเหตุกำลังพลไม่เชื่อมั่นในช่องทางดังกล่าวว่าหากร้องเรียนแล้วจะได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงานในภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พ.อ.วินธัยยืนยันว่า ขณะนี้มีกำลังพลมาร้องเรียนผ่านช่องทางดังกล่าว แต่จะเป็นจำนวนเท่าไหร่หรือเรื่องอะไรบ้างนั้น ค่อนข้างเป็นเรื่องลับ เนื่องจาก ผบ.ทบ.ได้ให้ทีมงานเฉพาะเป็นผู้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียน และส่งถึง ผบ.ทบ.โดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีมีกำลังพลร้องเรียนผ่านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กรณีซื้อบ้านในที่ดินที่มีปัญหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร และมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องเกิดขึ้นมา 2 สัปดาห์กว่าแล้ว ก่อนที่ ผบ.ทบ.จะเปิดสายตรงให้ร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่ากรณีนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในระบบสายตรงของ ผบ.ทบ.แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนางานด้านกิจการสวัสดิการกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของผู้บัญชาการทหารบก ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและการดำเนินกิจการสวัสดิการของกองทัพบกว่ามีการดำเนินการไม่เหมาะสม กำลังพลบางส่วนได้รับความเดือดร้อน มีการตั้งข้อสังเกตและกล่าวถึงกิจการสวัสดิการในแง่มุมต่างๆ ซึ่งสร้างความสับสน เข้าใจผิดให้กับประชาชนและกำลังพลของกองทัพบกในหลายประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบกให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว และเพื่อให้ได้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในทุกข้อสงสัย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของกำลังพล ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบให้รองผู้บัญชาการทหารบกลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินกิจการสวัสดิการของ ทบ.&amp;rdquo; ขึ้น โดยคณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบกิจการสวัสดิการของกองทัพบกโดยรวม สามารถเรียกบุคคลหรือเอกสารเพื่อตรวจสอบ ส่วนหน่วยทหารต้องให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกให้ รวมทั้งอาจมีการตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพิ่มเติมได้ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเสนอแนะแนวทางหรือมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการสวัสดิการ นำเรียนต่อผู้บัญชาการทหารบกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความเร่งด่วนกับการตรวจสอบ โครงการบ้านสวัสดิการทุกประเภทที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะโครงการที่กองทัพบกบริหารโครงการเอง โครงการบ้านธนารักษ์ ( ก่อสร้างบ้านในที่ดินราชพัสดุ) นอกจากนี้ยังมีโครงการในลักษณะที่เอกชนบริหารหรือบุคคลภายนอกจัดทำขึ้น แล้วกำลังพลไปซื้อบ้านเอกชน ด้วยการขอกู้เงินจากกิจการออมทรัพย์ของกรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งภายหลังเกิดข้อพิพาทระหว่างกำลังพลกับเอกชน แล้วมีการนำไปร้องเรียนตามช่องทางต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการล่าสุด ที่สอดคล้องกับนโยบายปรับปรุงงานด้านกิจการสวัสดิการกำลังพล ตามที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม กองทัพบกมีแนวทางชัดเจนในการบริหารจัดการเรื่องสวัสดิการกำลังพล ที่จะต้องดำเนินไปตามระเบียบของทางราชการอย่างถูกต้องโปร่งใส กำลังพลได้รับประโยชน์เต็มที่อย่างแท้จริง และไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือมีการสมยอมในกระบวนการแสวงประโยชน์จากกิจการสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57904</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กแดง, ผบ.ทบ., พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, สายตรงบิ๊กแดง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรื่องร้องเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200222/image_big_5e5124f95766a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประธานผู้ตรวจฯรับวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนต้องใช้เวลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62-พล.อ.วิทวัส &amp;nbsp;รชตะนันทน์ &amp;nbsp;ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน &amp;nbsp;กล่าวถึงภาพรวมการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินในปี 2562 ว่า ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการจัดทำคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน &amp;nbsp;การร้องเรียน &amp;nbsp;ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 22 (1) (2) (3) &amp;nbsp;เกี่ยวกับการเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย &amp;nbsp;ข้อบังคับที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน &amp;nbsp;การเสนอแนะความเห็นไปยังหน่วยงานรัฐ และ รายงาน ครม.หากหน่วยงานไม่ปฎิบัติตามข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;คำวินิจฉัยที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;เมื่อแยกคำวินิจฉัยเป็นส่วนๆ ก็จะง่ายต่อการส่งคำวินิจฉัย &amp;nbsp;ทำให้รับทราบรายละเอียดของคดี เช่นหน่วยงานที่ถูกร้อง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง &amp;nbsp;รวมถึงเหตุผลของการสั่งให้ยุติเรื่องหรือส่งไปยังศาลฯให้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.วิทวัสกล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนในปี 2562 มีประมาณ &amp;nbsp;กว่า 4,000 เรื่อง เป็นเรื่องใหม่ 2,600 เรื่อง &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่ค้างมาจากปี 2561 &amp;nbsp;กว่า 1,400 เรื่อง &amp;nbsp;โดยพิจารณาแล้วเสร็จ 2,600 เรื่อง &amp;nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ 55 &amp;nbsp; ยอมรับว่าตัวเลขน้อยกว่าปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;เพราะในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงต้องทำให้ละเอียดมากขึ้น &amp;nbsp;ต้องใช้เวลาในการติดตามผลการหารือร่วมกับหน่วยงาน &amp;nbsp;อีกทั้งเรื่องร้องเรียนในระยะหลังๆมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ยึดถือกฎหมายที่ตัวเองดำเนินการเป็นหลัก &amp;nbsp;ดังนั้นต้องเอาเรื่องหลักนิติธรรมไปแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บางเรื่องต้องใช้เวลาพิสูจน์ ว่ากฎหมายของหน่วยงานรัฐใดที่มีศักดิ์เหนือกกว่ากัน &amp;nbsp;เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด &amp;nbsp;ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่าหน่วยงานรัฐไม่ปฎิบัติด้วยเหตุว่ายึดกฎหมายเป็นหลัก &amp;nbsp;จึงต้องมีการรายงานต่อ ครม. และก่อนเสนอไปยัง ครม.ก็ต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง &amp;nbsp; จึงทำให้ต้องใช้เวลานาน &amp;nbsp;แต่ก็มีกรอบเวลาต้องดำเนินการไม่ช้ากว่า 2 ปี&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53444</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน, พล.อ.วิทวัส  รชตะนันทน์, เรื่องร้องเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5ba0e56bf75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
