<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองนายกฯลงพื้นที่เชียงใหม่ ร่วมปลูก &#039;ต้นตะเคียนทอง&#039; เร่งฟื้นฟูธรรมชาติป้องกันไฟป่าหมอกควัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.63 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการรวมใจไทยปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมทั้งมอบกล้าไม้มีค่า ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการแขกผู้มีเกียรติ อีกทั้งนำร่องปลูกต้นไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้ให้ดอกและไม้กินได้ เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียหายจากสถานการณ์ไฟป่า ให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์อันจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับป่า ณ บริเวณป่าดอยสุเทพ บ้านศาลา (ห้วยตึงเฒ่า) ม.3 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมเนื้อที่รวม 210 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโอกาสนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในพื้นที่ดังกล่าว ร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมกันทั้ง 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ในคราวเดียวกันอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รองนายกฯ ได้ปลูกต้นตะเคียนทอง พร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้ในโครงการและกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยการร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้แห่งความจงรักภักดีภายใต้ชื่อ &amp;quot;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;quot; สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ผ่านเว็บไซต์กรมป่าไม้ www.forest.go.th อีกช่องทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พล.อ.ประวิตร เดินทางไปยังหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR)&amp;nbsp; การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรองนายกฯกล่าวขอบคุณและเป็นกำลังใจ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันให้ก้าวไปสู่เป้าหมายการดำเนินการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จะต้องมีความต่อเนื่อง และกำหนดมาตรการ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาให้หมดไปโดยเร็วและยั่งยืน โดย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน ให้เป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.จัดชุดพิทักษ์ป่าประจำหมู่บ้าน ในหมู่บ้านเสี่ยงไฟป่าของ 9&amp;nbsp;จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้ประชาชน&amp;nbsp;ได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า และสนับสนุนการดับไฟป่า โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ หน่วยทหารในพื้นที่ พร้อมทั้ง จัดอบรมให้ความรู้กับชุดพิทักษ์ป่าและจิตอาสาพระราชทาน อย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการดูแลป่า และการดับไฟป่า เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่เพียงพอ สำหรับการปฏิบัติการดับไฟป่า&amp;nbsp; การอนุรักษ์ป่า การบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน โดย ทุกหน่วยงาน ต้องให้ความสำคัญ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบหลัก และให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุน ในการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่าและหมอกควันระดับจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.จังหวัดและหน่วยงานส่วนกลาง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ ถึงความพยายามและแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และพร้อมให้ความร่วมมือ เป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยทหาร ต้องทำงานร่วมกัน ในการสื่อสารสร้างการรับรู้ ให้เข้าถึงระดับหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.เปลี่ยนผู้มีพฤติกรรมการเผาป่า และบุกรุกทำลายป่า ให้เป็น เครือข่ายดูแลรักษาป่า ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยทหาร สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ความรู้ ส่งเสริมอาชีพและการเกษตร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างโอกาสและส่งเสริมบทบาท ในการเป็นจิตอาสาและเครือข่ายในการดูแลป่า เฝ้าระวังและดับไฟป่า ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ร่วมมือกับอาเซียน แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับประเทศอาเซียน ให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และให้กองทัพภาคที่ ๓ และจังหวัดชายแดน สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66536</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กล้าไม้มีค่า, จังหวัดเชียงใหม่, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วราวุธ ศิลปอาชา, เร่งฟื้นฟูป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200521/image_big_5ec611d821f3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; สั่งกรมป่าไม้เตรียมกล้าไม้ 10 ล้านต้น เร่งฟื้นฟูป่าภาคเหนือเสียหาย 5.5 หมื่นไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.63 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;เตรียมฟื้นฟูป่าที่เสียหายจากไฟป่า จัดเตรียมกล้าไม้สำหรับใช้ในการปลูกป่าจำนวนกว่า 10 ล้านกล้า พร้อมเดินหน้าปลูกป่าพฤษภาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาไฟป่าตลอดเดือนที่ผ่านมา ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พบว่า มีพื้นที่ป่าที่เสียหายกว่า 55,266 ไร่ จากทั้งหมด 30,148,622 ไร่ ซึ่งพื้นที่ความเสียหายส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 17,771 ไร่ ครับ ผมได้สั่งการกรมป่าไม้ให้จัดเตรียมกล้าไม้จำนวน 10 ล้านกล้า เพื่อดำเนินการปลูกฟื้นฟูป่าที่เสียหายไป โดยพันธุ์กล้าไม้ที่กรมป่าไม้จัดเตรียมไว้ เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นและเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ประดู่ป่า สัก พะยูง ตะแบก มะค่าโมง ยางนา ตะเคียนทอง อินทนิล มะขามป้อม หว้า ขนุน สะเดา ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนการเตรียมการฟื้นฟูป่าครั้งนี้ เราเปิดให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูผืนป่า ผ่านการประสานงานของสำนักส่งเสริมการปลูกป่า สำนักจัดการป่าชุมชน สำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยงาน และองค์กรเอกชน พี่น้องประชาชนที่สนใจช่วยกันปลูกกล้าไม้ ฟื้นฟูป่าสามารถลงทะเบียนขอรับกล้าไม้ได้ที่&amp;nbsp;www.forest.go.th&amp;nbsp;นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64820</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ท็อป วราวุธ, ปลูกป่า, วราวุธ ศิลปอาชา, เร่งฟื้นฟูป่า, ไฟป่าภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eac27e6f04f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้ามใช้&#039;บ้านพักศาล&#039;-ปลูกป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สุวพันธุ์&amp;quot; หัวโต๊ะเจรจาสางปมบ้านพักศาล ได้ข้อสรุปตามดำรินายกฯ &amp;quot;ห้ามทุกหน่วยงานอยู่-เร่งฟื้นฟูป่า&amp;quot; พร้อมตั้ง กก.จัดการพื้นที่ ภาคประชาชนพอใจรัฐให้คำมั่น คืนดอยสุเทพที่สมบูรณ์ดังเดิม 7 พ.ค. เริ่มเดินหน้าตามโรดแมป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมประชุมหารือกับกลุ่มเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กรณีโครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่กำลังเป็นปัญหาถูกต่อต้านการใช้พื้นที่เชิงดอยสุเทพในเวลานี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนการประชุมร่วมกับเครือข่ายกว่า 50 องค์กร นายสุวพันธุ์ได้หารือกับกลุ่มแกนนำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการหารือตามวัตถุประสงค์และดำริของนายกรัฐมนตรี ที่อยากให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี เป็นเวทีของการช่วยกันหาทางออก ซึ่งมีตัวแทนของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างมาก รวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งประชุมครั้งนี้มีการระบุชื่อของผู้เข้าร่วมประชุมจากเครือข่ายต่างๆ ตามที่ได้มีการประสานงานเอาไว้ และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีรายชื่อเข้าร่วม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และป้องกันมือที่สามมาสร้างความสับสนในเวที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหารือทีมโฆษกของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ได้สรุปยืนยันเรื่องสำคัญที่จะหารือกับนายสุวพันธุ์ โดยยึดตามที่นายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณออกมาล่าสุดว่า จะให้มีการเร่งฟื้นฟูสภาพพื้นที่ในทันที และจะไม่ให้ใครเข้าไปใช้งานสถานที่ดังกล่าวอีก ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมจัดการหาที่ก่อสร้างบ้านพักใหม่ ทางเครือข่ายยืนยันชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มว่า ต้องการพื้นที่ป่าคืน ไม่เอาป่าแหว่ง ดังนั้นการจะได้ป่าแบบเดิมคืนมา ต้องไม่มีอาคารสิ่งปลูกสร้างเหลืออยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประเมินว่าการหารือครั้งนี้คงไม่สามารถยุติได้ทั้งหมด อาจจะต้องยืดเยื้ออีกระยะ เพราะนายกรัฐมนตรียังไม่ได้พูดคำว่ารื้อหรือรื้อย้ายใดๆ ออกมา แต่การเจรจากับรัฐมนตรีสุวพันธุ์ครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดควรจะได้ความชัดเจน และความมั่นใจจากรัฐบาลว่าจะไม่ยื้อ หรือซื้อเวลาผ่านการตั้งคณะกรรมการแบบที่เคยเป็นมาหลายๆ กรณี ดังนั้นจะต้องมีสัญญาและลำดับขั้นตอนดำเนินการเป็นโรดแมปที่จะนำไปสู่การคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ โดยต้องเป็นป่าผืนเดียวกันจากอ่างเก็บน้ำแม่จอกไปถึงห้วยตึงเฒ่า และจะเสนอให้ผนวกประกาศเป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ให้หมด ประชาชนจะไม่ต้องคอยมาระวังเรื้องของป่าแหว่ง 2 ป่าแหว่ง 3 ในอนาคต และมั่นใจได้ว่าเป็นเขตป่าอนุรักษ์ที่ยั่งยืนต่อไป รวมทั้งมีกลไกให้ประชาชนเข้าไปร่วมจัดการดูแล ซึ่งรัฐบาลต้องตัดสินใจให้ชัด เพราะประชาชนประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่า ขอให้เอาป่าดอยสุเทพกลับคืนมา มิฉะนั้นเรื่องราวทั้งหลายจะยังไม่จบ ทุกคนจะยืนหยัดเรียกร้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าหารือกับเครือข่ายทั้งหมด เพื่อแจ้งเจตนารมณ์และแนวทางที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกำลังหาแนวทางแก้ไข ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่รัฐบาลจะเข้ามาหาข้อยุติครั้งนี้ พร้อมแจ้งผลการหารือร่วมกับแกนนำ โดยใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นายสุวพันธุ์เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และได้ข้อสรุปร่วมกัน 3 แนวทาง คือ 1.พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ให้มีหน่วยงานใดเข้าไปอยู่อาศัย 2.แนวทางการฟื้นฟูจะดำเนินการปลูกป่าโดยให้ธนารักษ์พื้นที่ดำเนินการสำรวจและรังวัดแนวเขตให้ชัดเจน ส่วนเขตพื้นที่ที่ใช้การได้ด้านล่าง ก็ทำแนวเขตให้ชัดด้วย และ 3.เป็นข้อสรุปร่วมกับเครือข่าย คือจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ซึ่งมาจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ร่วมกันพิจารณาเรื่องของการจัดการในพื้นที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่โดยรอบ การจัดการสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่จะได้มีการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ตามข้อเจรจาในวันที่ 7 พ.ค. ทั้งนี้ ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกหน่วยงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้รับนโยบายจากนายกฯ มา 2 ข้อคือ พื้นที่ดังกล่าวจะต้องไม่มีคนอยู่อาศัย ซึ่งแนวทางคือทางศาลจะส่งมอบพื้นที่คืนให้กรมธนารักษ์ และกรมธนารักษ์ส่งมอบพื้นที่ให้เป็นที่อุทยานแห่งชาติ ส่วนข้อสองคือ เร่งฟื้นฟูป่าทันที ซึ่งจะมีการคิกออฟในการปลูกป่าตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.นี้ ส่วนข้ออื่นๆ ที่ทางเครือข่ายเรียกร้อง เช่น การรื้อถอนอาคารบ้านพัก 45 หลังและอาคารชุด 9 หลัง จะมีการตั้งคณะกรรมการมาร่วมเพื่อดำเนินการต่อไปตามแต่ละประเด็นๆ ไป เพื่อให้เป็นป่าสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ต่อไป เบื้องต้นให้ผู้รับเหมาก่อสร้างส่งมอบงานให้แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ตามกำหนดก่อน&amp;rdquo; นายสุวพันธุ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากนี้ให้ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่เข้าไปรังวัดพื้นที่ให้เกิดความชัดเจน ซึ่งยึดแนวที่ภาคประชาชนเสนอ เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่ใดคือแนวที่จะฟื้นฟู พื้นที่ใดคือส่วนที่ศาลยังคงใช้ประโยชน์ได้ เช่น ส่วนของสำนักงาน แนวด้านล่าง จากนั้นส่วนของพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยรัฐบาลจะรับภาระในการหาพื้นที่ใหม่ และงบประมาณจัดสร้างใหม่ให้ศาล ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนไป ส่วนด้านการฟื้นฟู นายกฯ ต้องการให้ทำทันที โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำแผนการฟื้นฟู การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ ซึ่งให้ประชาชนร่วมหารือและดูแลร่วมได้ โดยให้มีกรรมการระดับจังหวัดเข้ามาดูแล ขณะที่มณฑลทหารบกที่ 33 เตรียมการแล้ว จะเริ่มต้นกันในวันที่ 27 พ.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่เป็นข้อเสนอจากเครือข่ายที่ต้องการให้มีแผนในการดูแลพื้นที่ป่าดอยสุเทพที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงเป็นผืนเดียวกัน จะรับเอาเรื่องนี้เข้ามาพิจารณา เช่น การทำให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติเป็นป่าสมบูรณ์ หรือทำอะไรกับสิ่งปลูกสร้างที่มี ให้ตั้งกรรมการมาดำเนินการ ตามแต่ละประเด็นๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการสูญเสียงบประมาณในการก่อสร้าง นายสุวพันธุ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะปัญหานี้มีเรื่องทับซ้อนอะไรกันอยู่ จึงคิดว่าเราแก้ไปทีละเปลาะ หากยังหางบประมาณไม่ได้ ต้องว่ากันไปตามวิธีการของการหางบประมาณ ส่วนการรื้อนั้นยังไม่ได้คุยกันลงไปลึกถึงเหตุผล โดยเรื่องที่มีการติดใจอยู่ ให้คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นพิจารณาว่าควรจะเป็นอย่างไรจึงจะเหมาะสม วันนี้สิ่งที่ได้รับความประทับใจมากที่สุด คือความร่วมมือของตัวแทนและภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั้งกว่า 50 องค์กร ที่มาทำงานและพูดคุยกันได้ด้วยความเข้าใจและมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีงานที่ต้องทำอีกเยอะมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ แถลงท่าทีของเครือข่ายว่า จากการหารือกับรัฐมนตรี เราได้คำมั่นสัญญาว่าจะได้ผืนป่าดอยสุเทพ หรือบ้านป่าแหว่งแห่งนี้ จะกลับเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม ส่วนวิธีการที่จะทำต่อไปคือ จะมีการฟื้นฟูพื้นที่ที่ล้ำแนวป่าขึ้นไป คือ อาคารชุด 9 หลัง และบ้านพัก 45 หลัง จะได้รับการรังวัดโดยด่วนโดยธนารักษ์ และจะมีการทำทางเข้าด้านข้างศาลหรือบริเวณศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อเข้าไปดำเนินการด้านอื่นๆ เมื่อรังวัดเสร็จแล้ว ที่แปลงนี้ทางศาลจะทำการโอนคืนแก่ธนารักษ์ หลังจากนั้นธนารักษ์จะโอนไปให้ป่าไม้หรืออุทยานฯ เพื่อประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รู้สึกพอใจผลการเจรจาในวันนี้ และเครือข่ายจะให้เวลาระยะหนึ่งในการทำงานของคณะกรรมการฯ เราจะจับตาอย่างใกล้ชิด วันนี้ถือว่าเป็นข่าวดี ถือว่าเป็นดอยสุเทพโมเดล ในการทำงานร่วมกันของ 52 องค์กร และฝากไปถึงบุคคลอื่นๆ ว่า ห้ามมาโหนกระแสทำกิจกรรมอื่นใด เพราะต่อไปนี้คือการฟื้นฟู และเพื่อเป็นการฉลองใหญ่ เป็นชัยชนะของเรา ด้วยการจัดกิจกรรม &amp;lsquo;ฮ้องขวัญดอยสุเทพ&amp;rsquo; หลังจากแกนนำได้หารือกันในเร็วๆ นี้ เราจะมีกิจกรรมต่อเนื่อง แต่เน้นการฟื้นฟูเชิงสร้างสรรค์และพูดคุยแต่เรื่องดีๆ ไม่มีการรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น&amp;quot; นายธีระศักดิ์กล่าว และยืนยันว่า ทางกลุ่มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น โดยวันที่ 7 พ.ค. จะเริ่มประชุมกับทางจังหวัดเพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไปตามแนวทางที่กำหนด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8628</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรื้อถอนอาคารบ้านพัก, คืนดอยสุเทพที่สมบูรณ์ดังเดิม, นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, บ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5, สางปมบ้านพักศาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ฮ้องขวัญดอยสุเทพ, เร่งฟื้นฟูป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aef1b49c8946.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
