<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. แจงเจ้าหน้าที่ดูแล ‘เอเชียประกันภัย’ ยึดขั้นตอนทางกฎหมายและเป็นกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2564 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 มีผู้เอาประกันภัยจำนวนหนึ่งมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยโควิด-19 ณ ที่ทำการบริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) และมีการให้ข่าวว่าการที่สำนักงาน คปภ. เข้าไปดำเนินการตามคำสั่งนายทะเบียน เป็นการเข้าไประงับการจ่ายเงินของบริษัท นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอเรียนชี้แจงว่าการเข้าไปดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ คปภ. ตามคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว ไม่ได้เป็นการระงับการจ่าย แต่เป็นการเข้าไปเพื่อควบคุมการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและเป็นไปตามกำหนดนัดที่บริษัทได้แจ้งไว้กับผู้เอาประกันภัย ซึ่งในการให้ความเห็นชอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทน บริษัทต้องเป็นผู้รวบรวมรายการค่าสินไหมทดแทนให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นชอบ โดยตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2564 คือวันแรกที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริษัทเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้กำชับให้บริษัทเร่งนำส่งรายการค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 คงค้างที่มีจำนวนมาก แต่จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทก็ยังส่งข้อมูลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ครบถ้วน โดยส่งข้อมูลเพียง 2,232 ราย และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เห็นชอบการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนครบแล้วทั้ง 2,232 ราย พร้อมทั้งได้ส่งข้อมูลรายการการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับความเห็นชอบดังกล่าวไปยังธนาคารเพื่อดำเนินการโอนเข้าบัญชีผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์แล้ว ต่อมาสำนักงาน คปภ. ได้ทราบข้อมูลในภายหลังว่า บริษัทนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไว้กว่า 3,000 ราย ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลที่สำนักงาน คปภ. ได้รับรายงานจากบริษัทในครั้งแรก ทั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้แทนบริษัทได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เอาประกันภัยที่มาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันภัยโควิด-19 ณ ที่ทำการบริษัท ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรายที่บริษัทยังไม่ได้นำส่งข้อมูลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และเพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้เร่งรัดให้บริษัทนำส่งรายการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนคงค้างให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นชอบการจ่ายภายในวันดังกล่าว และกำชับให้บริษัทจัดการสภาพคล่องให้เพียงพอกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่จะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการติดตามผู้ที่ได้รับความเห็นชอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ได้รับแจ้งจากผู้เอาประกันภัยว่าเงินได้ทยอยโอนเข้าบัญชีของผู้เอาประกันภัยที่มาเรียกร้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าการเข้าควบคุมบริษัทตามคำสั่งฯ ดังกล่าว เป็นไปเพื่อดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยอย่างเต็มที่ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความสับสน สำนักงาน คปภ. ได้กำชับบริษัทให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสื่อสารถึงผู้เอาประกันภัยให้ถูกต้อง เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีก นอกจากนี้ จะเพิ่มจำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งกระบวนการการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้สั่งการให้บริษัทนำส่งรายการค่าสินไหมทดแทนคงค้าง พร้อมจัดเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงขอให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ คปภ. ว่าจะไม่ทำให้กระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า แต่จะเป็นการช่วยให้การดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โดยยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เอาประกันภัย ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ติดต่อได้&amp;nbsp; ที่สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118457</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุทธิพล ทวีชัยการ, เลขาธิการ คปภ, เอเชียประกันภัย 1950</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156d5deba346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาธิการ คปภ. ลงพื้นที่เชียงคาน จังหวัดเลย ประชุมช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ SME สู้วิกฤตเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ประกันภัยถูกทางสร้างเกราะให้ SME&amp;rdquo; ณ โรงแรมเชียงคาน ริเวอร์ เมาท์เทน รีสอร์ท จังหวัดเลย จัดโดยสายกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงานคปภ.) เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจด้านประกันภัยในเชิงรุกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ได้เข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ความคุ้มครอง &amp;nbsp;ข้อยกเว้น &amp;nbsp;ของกรมธรรม์ประกันภัยประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของบุคคลหรือธุรกิจของตนเอง ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีจังหวัดเลย สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตัวแทน นายหน้าประกันภัย อาสาสมัครประกันภัย และผู้ประกอบการธุรกิจ SME หลากหลายประเภท จำนวนกว่า 150 คน โดยได้รับเกียรติจากนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ให้การต้อนรับและได้กล่าวขอบคุณ สำนักงาน คปภ. ที่เลือกจังหวัดเลย &amp;nbsp;เป็นพื้นที่เป้าหมายในการให้ความรู้ด้านประกันภัยแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ SME อันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงภัยให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ SME ในพื้นที่จังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียง &amp;nbsp;ดังนั้นเวทีการสัมมนาให้ความรู้ด้านประกันภัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญ และมีคุณค่ายิ่ง ที่เลขาธิการฯ นำทีมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงาน คปภ. &amp;nbsp;มาลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประกันภัยด้วยตัวเอง จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการธุรกิจ SME ในจังหวัดเลย ที่จะคลายข้อสงสัยในทุกแง่มุมต่างๆ ของการทำประกันภัยให้เกิดความกระจ่างจากเวทีการสัมมนาในครั้งนี้ และขอให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SME เร่งนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงภัยโดยเร็ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยที่ดีให้กับธุรกิจของตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ เลขาธิการ คปภ. ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;ประกันภัยถูกทางสร้างเกราะให้ SME&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า สำนักงาน คปภ. มีความมุ่งมั่นในการให้ความรู้ด้านประกันภัยกับผู้ประกอบการธุรกิจ SME มาอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME ในรูปแบบของกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Package &amp;nbsp;ซึ่งเป็นกรมธรรม์ที่รวมความคุ้มครองหลักสำหรับการประกันอัคคีภัยอาคาร ทรัพย์สินภายในอาคาร สต๊อกสินค้า เครื่องจักร การประกันภัยเงินทดแทนการสูญเสียรายได้ การประกันภัยโจรกรรม การประกันภัยสำหรับเงินภายในสถานที่เอาประกันภัย การประกันภัยสำหรับกระจก การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการ SME ลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ในกรณีที่สถานประกอบการเกิดเหตุเพลิงไหม้ ภัยพิบัติ น้ำท่วม นอกจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมตัวอาคารและปรับปรุงภายในอาคารแล้ว ในระหว่างที่กำลังซ่อมแซมอยู่นั้น ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ไม่สามารถประกอบกิจการได้เป็นระยะเวลาเท่าไรและขาดรายได้จากการที่ไม่สามารถประกอบกิจการเป็นจำนวนเงินเท่าใด ตัวกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ประกอบการ SME ทำไว้จะเข้ามาบริหารความเสี่ยงในจุดนี้ทันที แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการทำประกันภัย คือ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME จะต้องมีความเข้าใจว่าธุรกิจของตนเองมีความเสี่ยงในเรื่องใดบ้าง เพื่อที่จะสามารถเลือกการประกันภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงภัยที่ธุรกิจของตนที่จะต้องเผชิญเนื่องจากการประกันภัยมีความคุ้มครองที่หลากหลาย เช่น การประกันอัคคีภัย เป็นการให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินเมื่อเกิดเพลิงไหม้ การประกันภัยความรับผิด เป็นการให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลอื่น การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก เป็นการให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากกรณีที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการลงพื้นที่ของสำนักงาน คปภ. เพื่อให้ความรู้ด้านประกันภัยแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ในครั้งนี้ มีความแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจ SME&amp;nbsp;
ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ &amp;nbsp;ดังนั้น ก่อนถึงวันจัดงานสัมมนา 1 วัน ตนและคณะผู้บริหารของสำนักงาน คปภ. ได้ลงพื้นที่สำรวจธุรกิจ SME ย่านถนนคนเดินเชียงคาน พบว่า มีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสินค้ากันอย่างคึกคัก ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ในพื้นที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวากันอีกครั้ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดเลย ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขาสลับซับซ้อนท่ามกลางสายหมอกปกคลุมเหนือยอดภู ซึ่งอุดมไปด้วยพืชพรรณป่าไม้นานาชนิด ที่รู้จักกันดีคือ ภูกระดึง ภูหลวง และภูเรือ รวมถึงอำเภอเชียงคาน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง แต่ยังคงกลิ่นไอของวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง ทั้งยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จังหวัดเลย กลายเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองแห่งการท่องเที่ยว การเกษตรกรรม การค้า และการลงทุนภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตและมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละปีจังหวัดเลยจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีการประกอบธุรกิจ SME ในพื้นที่อย่างหลากหลาย เช่น การประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ธุรกิจนำเที่ยว &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;ร้านขนมของฝาก มีการทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็น ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สัปปะรด แมคคาเดเมีย แก้วมังกร &amp;nbsp;และทำปศุสัตว์ โดยมีสัตว์เศรษฐกิจ เช่น โคเนื้อ โคนม กระบือ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน คปภ. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการนำระบบประกันภัยเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการ
ความเสี่ยงภัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SME &amp;nbsp;เกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไป บริหารความเสี่ยงภัยหากเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ดีของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME ในมุมมองของการทำประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมของการทำกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัยว่ามีทั้งประเภทที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำ และประเภทสมัครใจ เพื่อทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขความคุ้มครอง และข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยของผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการยกระดับการประกอบธุรกิจ SME ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประกันภัยเป็นเรื่องใกล้ตัว และถ้ากลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีสายป่านไม่ยาวมาก รู้จักใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำนักงาน คปภ. มีภารกิจสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัย ตลอดจนช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ ในขณะเดียวกันถ้าหากทำประกันภัยแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม สำนักงาน คปภ. ก็มีหน่วยงานคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านประกันภัย โดยมีระบบการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยโดยผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถในการประกันภัย โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้ใช้บริการแต่อย่างใด รวมทั้งยังมีกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน คปภ. ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลด้านประกันภัยเพิ่มเติม ได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83355</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, เชียงคาน, เลขาธิการ คปภ, เลย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faa128e9c03f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2019 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. เข้ารับการประเมินจากปปช.ครั้งแรกผ่านฉลุยระดับเกรด A ปลื้ม..! ตัวชี้วัด “การเปิดเผยข้อมูล-การป้องกันการทุจริต”ได้ร้อยคะแนนเต็ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ผ่านระบบ Integrity and Transparency Assessment (ITA) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2564 โดยใช้แนวทางและเครื่องมือการประเมินตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนด ซึ่งสำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีกฎหมายจัดตั้งองค์กร ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.คปภ.) โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่สำนักงาน คปภ. เข้าร่วมการประเมิน ITA ซึ่งปีนี้ก็เป็นครั้งแรกที่สำนักงาน ป.ป.ช. มีการทบทวนการประเมิน ITA ในหลายด้านเพื่อพัฒนาการประเมิน ITA ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้านรายละเอียดการประเมิน ด้านเครื่องมือการประเมิน และด้านวิธีการประเมิน โดยมีรายละเอียดที่ต้องดำเนินงานมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะการประเมินผ่านทางระบบ online เป็นปีแรก ซึ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาเกณฑ์การประเมินให้เกิดการสนับสนุนต่อการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกณฑ์การประเมินมีเนื้อหาครอบคลุมหลายด้าน เกี่ยวข้องกับคุณธรรม ความโปร่งใส และการทุจริต ทั้งที่มีลักษณะการทุจริตทางตรงและการทุจริตทางอ้อม รวมถึงบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยจำแนกออกเป็น 10 ตัวชี้วัด ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริต คุณภาพการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการสื่อสาร การปรับปรุงระบบการทำงาน การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 สำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมการประเมินทั้งสิ้น 8,299 หน่วยงาน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่สำนักงาน คปภ. ได้รับผลการประเมินเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 87.95 โดยจัดอยู่ในระดับเกรด A ตามเกณฑ์ประเมิน ITA ในปีนี้ สำหรับผลคะแนนของสำนักงาน คปภ. จาก 10 ตัวชี้วัดนั้น สำนักงาน คปภ. ได้คะแนนเต็ม สำหรับตัวชี้วัดเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และตัวชี้วัดเรื่องการป้องกันการทุจริต ส่วนตัวชี้วัดอื่นๆก็ผ่านในระดับดีเป็นที่น่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่สำนักงาน คปภ. เข้ารับการประเมิน ITA เป็นครั้งแรก และสามารถผ่านการประเมินในระดับเกรด A จึงถือเป็นความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะคะแนนจาก 2 ตัวชี้วัดที่ได้ถึง 100 คะแนนเต็ม คือ ตัวชี้วัดเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และตัวชี้วัดเรื่องการป้องกันการทุจริต สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสำนักงาน คปภ. เดินมาถูกทางในการเป็นหน่วยงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจให้พนักงานของ สำนักงาน คปภ. ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจุดประกายให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงตัวชี้วัดอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป รวมถึงการปรับระบบการทำงานไปสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48382</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเปิดเผยข้อมูล-การป้องกันการทุจริต, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, เลขาธิการ คปภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191019/image_big_5daa7e26dd5b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. บูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ใช้ “ประกันสุขภาพ”  บริหารความเสี่ยงนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบ Long Stay</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ได้ร่วมแถลงข่าวกับ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นพ.ธเรศ กรัษนัยวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และนายสรยุทธ ชาสมบัติ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) โดยมีคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศร่วมรับฟังการแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลในการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการด้านการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับนานาชาติ และที่สำคัญราคาการให้บริการมีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวนมากเลือกเข้ามาท่องเที่ยวและรับบริการด้านสุขภาพ หรือบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย เช่น กลุ่มที่เข้ามาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย กลุ่มที่เข้ามาเพื่อพักฟื้นจากอาการเจ็บป่วย กลุ่มที่เข้ามารับบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) โดยนำร่องในกลุ่มชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกรายที่เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย (Long Stay) ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสประสบปัญหาด้านสุขภาพ ให้ได้รับการคุ้มครองและดูแลตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลทำให้ประเทศไทยมีกลไกและยกระดับการคุ้มครองชาวต่างชาติในด้านสุขภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการของสถานพยาบาลไทยที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า ในส่วนความรับผิดชอบของสำนักงาน คปภ. นั้น เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ตนในฐานะนายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบแบบและข้อความหลักฐานแสดงการประกันภัยสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (Insurance Certificate) ให้กับบริษัทประกันภัยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 14 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แปซิฟิค ครอส ประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็ทน่าประกันสุขภาพ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันสุขภาพดังกล่าวจะต้องระบุความคุ้มครองจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาล ในกรณีผู้ป่วยนอกไม่ต่ำกว่า 40,000 บาทต่อปี และกรณีผู้ป่วยในไม่ต่ำกว่า 400,000 บาทต่อปี โดยชาวต่างชาติที่สนใจสามารถตรวจสอบบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ และแผนประกันภัยผ่านเว็บไซต์ http://longstay.tgia.org นอกจากนี้ยังสามารถซื้อประกันสุขภาพผ่านช่องทาง Online หรือช่องทางตัวแทน นายหน้าประกันภัย และตามช่องทางการขายตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ซึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องนำข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เอาประกันภัยลงระบบในเว็บไซต์กลาง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผ่านระบบได้ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการออกวีซ่า และขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้มีความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนกรณีผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพจากต่างประเทศอยู่แล้ว ความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ ต้องมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้นเช่นเดียวกัน โดยจะเริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์นี้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันสุขภาพ, เลขาธิการ คปภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191012/image_big_5da169f0d2157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. ตรวจพบมีการทำประกันกรณีนักศึกษาฝึกงานวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 6 ราย ที่จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมเร่งรัดการจ่ายสินไหมประกันเพื่อเยียวยาความสูญเสียโดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 5322 ระยอง เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางพลิกคว่ำบริเวณถนนกิ่งแก้วปากทางเข้าซอยกิ่งแก้ว 21 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย และผู้บาดเจ็บ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่มาฝึกงานกับอู่ซ่อมรถยนต์ที่ตั้งอยู่ในซอยกิ่งแก้ว ตำบลราชเวทะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 นั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ บูรณาการร่วมกับ สำนักงาน คปภ. ภาค 6 (ชลบุรี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp; ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย และสั่งการให้สำนักงาน คปภ. ภาค 5 (อุบลราชธานี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดศรีสะเกษ เร่งประสานรายละเอียดด้านประกันภัยกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องและวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้รับรายงานจาก สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ว่า รถกระบะหมายเลขทะเบียน ผจ 5322 ระยองได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 007-AC0118-066376 เริ่มคุ้มครองวันที่ 7 สิงหาคม 2561 แต่อายุการคุ้มครองสิ้นสุดในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ไปแล้ว จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งยังไม่พบว่ารถกระบะคันดังกล่าวทำประกันภัย รถภาคสมัครใจไว้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้กับนักศึกษาไว้กับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) แบบประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ปี 2562&amp;nbsp; AEC Plus อัญมณี 1689 ในกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป จะได้รับความคุ้มครอง 100,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 13 ราย และผู้บาดเจ็บ 6 ราย นั้น จึงได้สั่งการให้ประสานกับบริษัทประกันภัยดังกล่าวเพื่อเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บและทายาทผู้สูญเสียโดยเร็ว นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 12 ราย เป็นคนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และอีก 1 ราย เป็นคนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อกับโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เพื่อนำศพของผู้เสียชีวิตกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการได้ประสานงานไปยังสำนักงาน คปภ.จังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงาน คปภ. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ได้รับรายงานจากบริษัทประกันภัยที่รับทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มให้กับวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ว่า บริษัทประกันภัยได้ติดต่อกับทายาทของผู้เสียชีวิต ทั้ง 13 รายแล้ว และจะเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยโดยด่วนต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดทำเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทน สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 6 ราย ที่ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โรงพยาบาลศิครินทร์ บางนา กรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี มีนบุรี กรุงเทพมหานคร นั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้แจ้งสิทธิค่ารักษาพยาบาลของผู้ประสบภัยให้กับญาติของผู้บาดเจ็บและโรงพยาบาลได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะได้ติดตามให้มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง กรณีที่กรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ของรถกระบะคันเกิดเหตุหมดอายุไปวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองนั้น สำนักงาน คปภ. จังหวัดสมุทรปราการ ได้ประสานไปยังกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ที่ตั้งอยู่ตามภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิต เพื่อประสานกับทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิตในการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีเสียชีวิตรายละ 35,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บที่รักษาตัว ทางโรงพยาบาลสามารถใช้สิทธิยื่นเบิกเงินต่อกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท ส่วนกรณีที่ผู้ประสบภัยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วต่อมาเสียชีวิต ก็มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท และได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีเสียชีวิตอีกรายละ 35,000 บาท รวมเป็น 65,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในเบื้องต้นจากกรณีเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ เบื้องต้นผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาจากระบบประกันภัยรายละ 135,000 บาท และผู้บาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงรายละไม่เกิน 30,000 บาท และหากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบอุบัติเหตุมีการทำประกันภัยประเภทอื่นๆ เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ ก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำนักงาน คปภ. ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 13 รายและผู้บาดเจ็บ 6 ราย จากอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานที่ จึงควรให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงภัย และขอฝากเตือนประชาชน ควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางการจราจรที่ไม่คุ้นเคย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ รวมทั้งเตรียมสภาพร่างกายให้มีความพร้อมในระหว่างการใช้รถใช้ถนนและหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนตรวจวันหมดอายุกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งควรทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและประกันชีวิตอื่นๆ ด้วย เพื่อที่ระบบประกันภัย จะได้เข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงและเยียวยาความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186&amp;rdquo; เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47032</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายสินไหม, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกัน, เลขาธิการ คปภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d92e6c0bf412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
