<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปิยบุตร’โชว์กึ๋นเก่งกว่าผู้พิพากษาบอกศาลไม่ให้ประกันตัว’แกนนำราษฎร’ไม่เข้าข้อกฎหมายสักข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค. 2564 - มีรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 16 มี.ค. 2564 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เปิดห้องพูดคุยทางแอพพลิเคชั่น Clubhouse ในหัวข้อ &amp;ldquo;ราษฎรที่ถูกจองจำ&amp;rdquo; วิพากษ์กระบวนการยุติธรรมในกรณีคดีความที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ซึ่งมีนักกิจกรรมจำนวนมากถูกจองจำจากคดีความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และได้รับปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในการควบคุมตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายปิยบุตรได้เล่าถึงเหตุการณ์กรณีที่เกิดขึ้นในศาลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 ที่ได้มีการนัดพร้อมฝ่ายโจทก์และจำเลยในคดีการชุมนุมของกลุ่มราษฎรเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก รวมทั้งการพิจารณาคำร้องของอัยการ ที่จะให้มีการรวมคดีในสำนวนต่างๆ จากการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน 2563 เข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากตัวผู้ต้องหาแล้ว ยังมีผู้สังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชน นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศและเจ้าหน้าที่จากสถานทูตเข้าร่วมรับฟังในคดีด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำเลยทั้งหมด ได้ชี้แจงต่อศาลไปในทิศทางร่วมกัน ว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้มีความผิดปกติ ไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ จำเลยเมื่อไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ตลอดจนไม่ได้รับโอกาสในการปรึกษาทนายและจำเลยร่วมในคดีมากพอ จึงขอให้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวและยุติกระบวนการพิจารณาคดีเอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น จึงได้มีการลุกขึ้นชี้แจงโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ชี้แจงจนจบ และสั่งให้ตำรวจศาลนำตัวนายพริษฐ์ออกไป แต่ผู้ร่วมรับฟังการพิจารณาคดีได้เข้ามาห้อมล้อมนายพริษฐ์ จนนายพริษฐ์ได้กล่าวชี้แจงจนจบสิ้นกระบวนการ แม้ศาลจะได้เดินลงจากบัลลังก์ไปก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในทางกฎหมาย ที่ไม่เคยมีเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น นายปิยบุตร ระบุต่อไปว่า สิทธิของจำเลยในการได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ได้รับรองไว้ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิททธิทางการเมือง รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และรับรองไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นี่เป็นสิทธิสำคัญ เพราะคดีอาญาคือการชั่งน้ำหนัก การหาดุลยภาพกันระหว่างการควบคุมอาชญากรรม (crime control) และการปกป้องสิทธิของจำเลย (due process)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตามหลักสากลวันนี้ มีทิศทางในการให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิของจำเลยมาก่อน เพราะหากนำไปขังก่อนโดยไม่ได้รับสิทธิปล่อยตัวชั่วคราว แล้วปรากฏว่าจำเลยได้รับคำพิพากษาว่าไม่มีความผิด จะกลายเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อตัวจำเลยเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการได้รับปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นกรณีที่ต้องยึดเป็นหลัก การไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นกรณีข้อยกเว้น ที่เกิดขึ้นได้น้อยมากและต้องตีความอย่างเคร่งครัด ต้องมีการชั่งน้ำหนัก ต้องทำเท่าที่จำเป็น และสมควรแก่เหตุเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ยืนยันหลักการเช่นนี้ โดยระบุว่าจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุดังนี้ คือ 1) มีพฤติกรรมหลบหนี 2) อาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน 3) อาจไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น 4) หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ และ 5) เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือพิจารณาคดี ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ก็ต่อเมื่อจำเลยมีพฤติการณ์เข้าเหตุใดเหตุหนึ่งเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในกรณีของกลุ่มราษฎรนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกัน ครั้งแรกสุดศาลให้เหตุผลว่า &amp;ldquo;การกระทำตามฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคล อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความวุ่นวายขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จำเลยขึ้นปราศรัยด้วยถ้อยคำที่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และมีลักษณะชักนำประชาชนให้ล่วงละเมิดต่อกฎหมายของแผ่นดิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากนั้น ฝ่ายจำเลยเมื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวอีกกี่ครั้ง ศาลก็ไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลเพียงว่า &amp;ldquo;ไม่มีเหตุในการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง&amp;rdquo; ปัญหาคือขั้นตอนปัจจุบันเป็นขั้นตอนสั่งฟ้องของอัยการ ศาลกำลังเปิดกระบวนพิจารณาคดี แต่เหตุผลกลับบอกว่าเป็นความผิดไปแล้ว ซึ่งเหตุผลเช่นนี้ไม่เข้าข่ายอันใดทั้ง 5 เหตุข้างต้นเลยทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนก่อน อาจารย์นิติศาสตร์จากหลากหลายมหาวิทยาลัยก็ได้เข้าชื่อกัน ว่าการให้เหตุผลเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ประธานศาลฎีกาคนก่อนหน้านี้ ท่านไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ก็เคยวางแนวทางเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวเอาไว้ ให้ข้อสังเกตว่าการให้จำเลยปล่อยตัวชั่วคราว ระบบต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ลดราคาหลักประกัน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อไป ว่าทุกคนจึงตั้งคำถามต่อกรณีไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้ มีการเปรียบเทียบว่าคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย ค้าอาวุธเถื่อน ค้ายาเสพติด เปิดบ่อนการพนัน ยังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ประชาชนจึงตั้งคำถามว่าในท้ายที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรมนั้นยุติธรรมจริงหรือไม่ เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลและรัฐธรรมนูญหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเหล่านี้ แน่นอนที่สุดเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก คราวแรกไม่มีการตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พอมามีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวว ปัญหาคือหากเราคิดว่ารัฐเดินแนวทางแบบนี้เพื่อที่จะปิดปากไม่ให้คนเหล่านี้ได้พูดได้แสดงออก ตนคิดว่ามันไม่ได้ผล หรือถ้าคิดว่าทำแบบนี้จะทำให้หลาบจำ เข้าอกเข้าใจเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น ตนก็คิดว่าไม่ได้ผลอีกเช่นกัน
&amp;ldquo;ความผิดของเขาเกิดจากการพูดการเขียน ความผิดจากการพูด การเขียน การแสดงออกมันไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน ที่ไปลักวิ่งชิงปล้น ไปข่มขืน ไปล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น ที่ไปฆ่าคนตาย ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธเถื่อน ค้ามนุษย์ นี่คือความผิดฐานเสรีภาพในการแสดงออกจากการพูดการเขียนเท่านั้นเอง แล้วเขาเหล่านี้คือเยาวชนอนาคตของชาติ ผมก็นึกไม่ออกว่าเอาเขาไปขังแล้วได้อะไร? ท่านที่ตั้งคำถามสงสัยว่าก็มันทำผิดนี่ ปัญหาคือมันยังแค่สั่งฟ้อง ทำไมเราไม่ปฏิบัติกับกลุ่มคนเหล่านี้เหมือนจำเลยในคดีอื่นๆ ล่ะ ทำไมจำเลยคดีฆ่าคนตายได้ประกัน? ทำไมจำเลยในคดีค้ายาเสพติดได้ประกัน? ทำไมจำเลยในคดีขายยาบ้ายังได้ประกัน? ทำไมจำเลยในคดีลักวิ่งชิงปล้นได้ประกัน? จำเลยในคดีทำบ่อนการพนันยังได้ประกันเลย แล้วทำไมจำเลยจากเสรีภาพในการแสดงออกเนี่ย ถึงไม่ได้ประกัน? นี่มาตรฐานธรรมดานะ สิทธิที่เขาพึงมีพึงได้ตามกระบวนการยุติธรรมแค่นี้ยังให้ไม่ได้&amp;rdquo; นายปิยบุตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ยังกล่าวต่อไป ว่าเวลาประเมินว่ากระบวนการยุติธรรมใดเป็นธรรมหรือไม่ ต้องประเมินจากความเป็นคนบอก วิญญูชนทั่วไปมองเข้าไปแล้วประเมินว่ายุติธรรม ไม่ใช่ตัวเองทำเองแล้วบอกว่ายุติธรรมเอง องค์กรตุลาการต้องได้รับการตรวจสอบผ่านการให้เหตุผลประกอบการตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเหตุผลในการไม่ให้ประกันตัวช่วงหลัง ก็มีเพียงแค่ &amp;ldquo;ไม่มีเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง&amp;rdquo; เท่านั้น ซึ่งสังคมฟังแล้วก็ย่อมต้องตั้งคำถามเป็นธรรมดา ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่งคราว ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิพิเศษให้พวกเขา นี่คือการเรียกร้องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานขั้นต่ำ ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญารับรองเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น จึงเข้าสู่ช่วงการแลกเปลี่ยนซักถามกับผู้ฟัง ซึ่งผู้ฟังจำนวนหนึ่งได้ขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในทิศทางที่ตรงกัน ว่ากระบวนการยุติธรรมในเวลานี้ไม่มีความยุติธรรม ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและกติกาสากล พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนซักถาม ว่าจะทำอย่างไรต่อปัญหาของกระบวนการยุติธรรมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหนึ่งของการตอบข้อซักถามแลกเปลี่ยน นายปิยบุตร ระบุว่า แม้ในส่วนของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะมีปัญหาอยู่ แต่ตัวกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้เป็นปัญหา มีการรับประกันสิทธิให้กับจำเลยอย่างที่ตนได้กล่าวไป แต่ปัญหาคือพอนำมาใช้กลับมีการตีความที่แตกต่างกันไป ซึ่งตนมองว่านี่คือเรื่องอุดมการณ์ความคิด หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นความต้องการที่จะปิดปากประชาชน ปัญหาคือมีกำลังความคิดความเชื่อในสังคมนี้อยู่หรือไม่ ว่ากรณีนี้เป็นเรื่องพิเศษยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มันจึงไม่ใช่ปัญหาในเรื่องตัวบทกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว โอเค 112 เนี่ยมันมีปัญหาในทางกฎหมาย โทษสูงไป อยู่ในหมวดความมั่นคง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคืออุดมการณ์ความคิดของบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ว่ามีความคิดกับความผิดตาม 112 อย่างไร คุณคิดมันแบบพิเศษ หรือคุณคิดว่ามันก็เหมือน 288 ฆ่าคนตาย? คุณคิดมันเหมือนลักวิ่งชิงปล้น คุณคิดมันเหมือนข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศ หรือคุณคิดว่ามันพิเศษกว่ากฎหมายอันอื่น? แล้วมันไม่ได้แก้กันที่สภา ต่อให้สภาเขียนกฎหมายอย่างไรก็ตาม ถ้าวิธีคิดของคนในกระบวนการยุติธรรมมองเรื่อง 112 เป็นเรื่องพิเศษ ก็จะมีลักษณะแบบนี้&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีผู้ฟังส่วนหนึ่งยกตัวอย่างข้อโต้แย้งของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มราษฎร ว่าการไม่ให้ประกันตัวเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะว่าจำเลยกระทำผิดข้อตกลง ที่ว่าห้ามชุมนุมหรือก่อความวุ่นวายต่อ เป็นการทำความผิดซ้ำซากไม่หลาบจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ระบุว่า ถ้าเราอ่านตามวิธีพิจารณาความอาญา เหตุแห่งการไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีแค่ 5 ข้อตามที่ตนบอกไว้ข้างต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นเหตุในอนาคต แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวยืนอยู่บนเหตุในอดีต สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวต้องเป็นพื้นฐานอันดับแรก ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่จำเลยไปกระทำการซ้ำ ตำรวจก็ต้องตั้งข้อหาเป็นอีกคดีหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหามาในอดีต เป็นคนละกรรมคนละการกระทำกัน การปล่อยตัวชั่วคราวตามหลักไม่มีข้อใดระบุว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของการทำให้คนหลาบจำ ไม่ใช่การใช้เพื่อดัดสันดาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าหากจะบอกว่าไม่อยากให้ปล่อยตัวไป ปล่อยตัวไปแล้วเดี๋ยวทำผิดอีก คุณต้องเขียนใน ป.วิอาญาฯ สิ ว่าเหตุแห่งการไม่ปล่อยตัวชั่วคราวเพราะกลัวออกไปแล้วทำผิดอีก คำถามคือคำว่า &amp;lsquo;ทำผิดอีก&amp;rsquo; คุณรู้ได้อย่างไร คำว่าทำผิดศาลต้องพิพากษา ไม่ใช่ตำรวจกล่าวหาแล้วถือว่าทำผิดแล้ว นี่คือจินตนาการมาเอง เหตุเขียนขึ้นมาเอง คุณถูกกล่าวหาว่าทำผิด 112 คุณกำลังสู้คดีอยู่ คุณก็ต้องได้รับการปล่อยตัว แล้วคุณได้รับการปล่อยตัวไปคุณไปทำตามที่ถูกล่าวหาอีกก็เป็นอีกคดีหนึ่ง มันคนละเรื่องกัน&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;
หลังจากแลกเปลี่ยนกันมาได้ประมาณหนึ่ง นายปิยบุตรจึงได้กล่าวปิดห้อง โดยระบุว่าสิ่งที่หลายๆ คนแสดงความคิดเห็นในวันนี้ ตลอดจนทำการรณรงค์อยู่ข้างนอก ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่มากเกินไปเลย นี่คือสิทธิขั้นต่ำขั้นพื้นฐานในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ที่ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยาวชนอนาคตของชาติวันนี้สู้กับรัฐได้ยาก เพราะรัฐถือทั้งกฎหมาย ทั้งอำนาจ ทั้งยุทโธปกรณ์ กลไกรัฐไว้หมด เยาวชนมีแต่ปาก สมอง มือและขาสำหรับรณรงค์เท่านั้นเอง แต่ในท้ายที่สุดแม้รัฐจะชนะประชาชน รัฐก็ไม่ได้อะไรกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ตนกังวลใจที่สุด คือต้องยอมรับก่อน ว่าไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ มันมีเยาวชนอนาคตของชาติที่ตั้งคำถามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เหมือนกับคนรุ่นเราหรือรุ่นก่อนเรา มันเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว ถ้าอยากจะให้เขามองเหมือนคนรุ่นเราหรือรุ่นก่อนเรา วิธีที่ทำกันอยู่นี้ไม่มีทางสำเร็จแน่ๆ และยิ่งทำกันต่อไปเขาก็จะยิ่งตั้งคำถามมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณอาจจะเอาเขาไปขังได้หมด คุณอาจจะลงโทษเขาได้หมด แต่แล้วอย่างไร? จะมีคนเหล่านี้รุ่นสู่รุ่นต่อไปเรื่อยๆ ที่เขาจะมีทัศนคติกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกแบบหนึ่ง แล้วเขาจะไม่เปลี่ยนแล้ว เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต แล้วครั้งนี้ หากบาดแผลของคนระหว่างรุ่นร้าวลึกมากขึ้น กว่าจะรู้สึกตัวกลับลำมาแก้ไข ผมเกรงว่าจะไม่ได้ผล วันหนึ่งหากจะย้อนมาใช้มาตรการแบบ 66/23 ในอดีตก็อาจไม่ได้ผลแล้ว สายเกินไปแล้ว วันนี้ยังมีโอกาสที่จะหาทางรอมชอมต่อกัน ก็หวังว่าวันหนึ่งคนที่มีอำนาจจะเริ่มคิดกันได้ ว่าวิธีการที่ท่านทำอยู่มันไม่ได้หรอก&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96321</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ประกันตัว, เลขาธิการคณะก้าวหน้า, แกนนำราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600f5783b29f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; หัวเสียซัด 366 เสียง สร้างมติอัปยศ! ยื่นดาบให้ศาลบั่นคอตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 - มีรายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 9 ก.พ. 2564 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จัดเฟซบุ๊กไลฟ์ รายการ &amp;ldquo;สนามกฎหมาย&amp;rdquo; วิเคราะห์ถึงกรณีรัฐสภา เพิ่งมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ได้ยื่นญัตติเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายปิยบุตร กล่าวว่า มติวันนี้ ประเด็นแรก เป็นการส่งไปตามมาตรา 210 (2) ที่ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ซึ่งผู้ยื่นญัตติเห็นว่าเป็นเรื่องต้องวินิจฉัย ว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นอำนาจที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540, 2550, และ 2560 คู่กับศาลรัฐธรรมนูญไทยมาตั้งแต่มีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาในประเทศไทย ระบบศาลรัฐธรรมนูญในหลากหลายประเทศก็มีหน้าที่เช่นนี้เป็นเรื่องปกติ รวมทั้งการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เมื่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ มีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กร ว่าอำนาจและหน้าที่หนึ่งๆ เป็นขององค์กรใดกันแน่ ศาลรัฐธรรมนูญก็จะเป็นผู้ชี้ขาดว่าอำนาจและหน้าที่นั้น เป็นขององค์กรใดกันแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในญัตตินี้ จะพบเห็นได้ว่าไม่มีกรณีที่รัฐสภาขัดแย้งกับใครเลย ว่าอำนาจหน้าที่ในการแก้รัฐธรรมนูญเป็นของใคร เพียงแค่อยู่ดีๆ วันหนึ่งนายสมชายและนายไพบูลย์ตื่นขึ้นมาก็มานั่งคิดว่ารัฐสภาสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเช่นนี้เป็นอันตรายอย่ายิ่ง ถ้าทำกันเช่นนี้สม่ำเสมอ ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญอีกต่อไป แต่กลายมาเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับรัฐสภา ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าศาลรัฐธรรมนูญก็คือองค์กรตุลาการ มีหน้าที่และภารกิจในการลงไปวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท แต่กรณีนี้รัฐสภาเพียงแต่สงสัย ยังไม่ได้มีข้อพิพาทกับใคร ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเหมือนคณะกรรมการกฤษฎีกา และที่เลวร้ายไปกว่านั้น ยังส่งผลต่อระบบการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด เหนือทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่แต่ละองค์กรมีแดนอำนาจของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรณีนี้รัฐสภายังไม่ได้กล้าใช้อำนาจอะไรของตัวเองเลย ยังอยู่ในขั้นตอนการแก้อยู่ ก็ดันมีสมาชิกรัฐสภากลุ่มหนึ่ง สยบยอม ยื่นดาบนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ช่วยบอกหน่อยว่ารัฐสภาทำได้หรือเปล่า นานวันเข้าถ้าทำกันอย่างนี้บ่อยๆ ทุกเรื่องจะถูกส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญหมด แล้วพอชี้ขาดออกมาก็เป็นที่สุด มีผลผูกพันทุกองค์กร นั่นหมายความว่าต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะใหญ่ที่สุดในรัฐธรรมนูญ เป็นเจ้าพ่อคุ้มกันรัฐธรรมนูญ เป็นเจ้าแม่ที่จะคอยมาบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่คอยมาบอกว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ดุลยภาพอำนาจตามที่แบ่งแยกกันไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญก็จะเสียไป ศาลรัฐธรรมนูญก็จะแปรสภาพกลายเป็น &amp;lsquo;ซุปเปอร์รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; &amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง นายปิยบุตรกล่าวต่อไปถึงข้อถกเถียงที่ถูกยกขึ้นมาโดยกลุ่มของนายสมชายและนายไพบูลย์ &amp;nbsp;ที่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะจะเป็นการไปแก้ให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จึงไม่สามารถทำได้ ซึ่งตนก็จำเป็นต้องชี้ให้เห็น ว่าประเทศไทยเคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาหลายครั้ง มาจนถึงฉบับ 2560 เป็นฉบับที่ 20 แล้ว หลายๆ ครั้งก็มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแบบอารยชน ที่ไม่ใช่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการรัฐประหารที่ไร้อารยะ แต่ประเทศไทยก็เปลี่ยนรัฐธรรมนูญในลักษณะเช่นนี้บ่อยครั้งกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามก็คือ ตกลงถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญกันในระบบเพื่อนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ดันมีสมาชิกรัฐสภามาสงสัยในอำนาจนี้ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญกันในระบบให้มี ส.ส.ร.เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แปลว่าสุดท้ายประเทศนี้จะยอมรับให้มีแต่คณะรัฐประหารเท่านั้น ที่สามารถยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างนั้นหรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก็น่าคิดนะครับ ว่าสมชาย แสวงการ และไพบูลย์ นิติตะวัน รวมทั้งอีก 366 คนที่โหวตวันนี้ ไอ้วันที่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทิ้งทั้งฉบับ แล้วเกิดรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แล้วกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 เนี่ย ไปอยู่ที่ไหนกันมา? ได้ทักท้วงกันบ้างไหม? แล้วพอมาแก้ในระบบ อยู่ดีๆ เกิดฉงนสนเท่ขึ้นมาทันที ดังนั้นใครบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทำไม่ได้นั้นไม่จริง ประเทศไทยเคยทำมาแล้วสองครั้ง ถ้าคนไหนบอกว่าทำไม่ได้ ต้องถามเขากลับไปดังๆ ว่าแล้วทำไมรัฐประหารทำกันได้ล่ะ? แก้รัฐธรรมนูญในระบบนี่ทำไม่ได้ใช่ไหม? รัฐประหารนี่ทำกันได้ ฉีกทิ้งทั้งฉบับนี่ทำได้ใช่ไหม?&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นต่อมา นายปิยบุตร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ตอนมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อเปิดทางให้มี สสร.มาทำใหม่ทั้งฉบับ ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพียงบอกว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการทำประชามติมา ดังนั้นก่อนที่จะไปทำกันใหม่ทั้งฉบับ ควรถามประชาชนด้วยการทำประชามติก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรัฐธรรมนูญใช้คำว่า &amp;ldquo;ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?&amp;rdquo; แต่ถึงกระนั้นรัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ไม่เหมือนกัน การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ต้องจบที่ประชามติอยู่แล้วตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ อย่างไรก็ต้องไปจบที่การลงประชามติอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายสมชายและนายไพบูลย์ยังระบุว่านี่คือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่การแก้ไข แต่จริงๆ แล้วมันคือการแก้ เป็นการแก้รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไปสร้าง ส.ส.ร.ไปทำใหม่ทั้งฉบับ ก่อนที่จะไปจบด้วยการลงประชามติ แล้วจึงจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือกระบวนการของการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การทำใหม่ ซึ่งต้องเอารัฐธรรมนูฉบับนี้ออกไปแล้วเอาอีกฉบับเข้ามาเสียบแทนเลย แต่นี่คือกระบวนการแก้ไขตามปกติ แก้เพื่อให้มี ส.ส.ร.ไปทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าญัตติที่เสนอกันเข้าไปในสภาคือญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ญัตติทำรัฐธรรมนูญใหม่แต่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นต่อมา ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีข้อถกเถียงเรื่องหนึ่ง ว่าด้วยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ หรือก็คืออำนาจที่ไปก่อตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นมานั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วยสองส่วน คืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญลำดับแรก เป็นจุดเริ่มต้นจากไม่มีรัฐธรรมนูญ จนประชาชนได้ร่วมกันสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กับอีกส่วนหนึ่ง ก็คืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญลำดับที่สอง หลังจากที่รัฐธรรมนูญได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้ว สิ่งที่รัฐสภากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ ก็คืออำนาจแบบที่สอง เป็นการไปแก้รัฐธรรมนูญ รัฐสภามีอำนาจนี้ได้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 บอกให้มี ที่ทำได้เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ทำ ไม่ใช่เป็นการไประเบิดรัฐธรรมนูญทิ้ง แต่เป็นการแก้ให้มี ส.ส.ร. และไม่ใช่การถ่ายโอนอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญให้กับ ส.ส.ร.ไปเลย แต่ ส.ส.ร.ที่จะเกิดขึ้นคือผู้จัดทำร่างฉบับใหม่ แต่ระหว่างทาง รัฐสภาก็แก้รัฐธรรมนูญรายมาตราได้อยู่เสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น ทำแล้วในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร จะผ่านหรือไม่ผ่าน มันจะไปจบที่ประชามติ แล้วประชามติใครเป็นคนชี้ขาด? ก็คือประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกระบวนการครั้งนี้ในท้ายที่สุดมันจะไปจบที่ประชาชน ในฐานะเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเป็นผู้ชี้ขาดอยู่ดี&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น นายปิยบุตรได้ตั้งข้อกังเกตต่อไป ว่ามติที่ออกมาวันนี้ แสดงออกให้เห็นถึงการถ่วงเวลา-สกัดกั้น และความไม่จริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางไปสู่การทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีความพยายามมาแล้วหลังการรัฐประหารปี 2549 ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ครั้งนั้นก็โดนขัดขวาง มีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ คนคัดค้านก็หน้าตาเดิมๆ จนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถูกฉีกทิ้งไปจากการทำรัฐประหาร 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอมีการทำรัฐธรรมนูญ 2560 ใหม่ ฝ่ายที่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขจัดผลพวงของการรัฐประหาร ก็ต้องพบกับกลุ่มคนหน้าเดิมที่ออกมาขัดขวางอีก มีกลเม็ดที่จะขัดขวางไม่ให้เกิดการแก้ไขตลอดเวลา ทำให้เป็นเรื่องยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนทั้งทีมันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน แต่วันที่ทหารเข็นรถถังออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ คนพวกนี้หายกริบ บางคนก็ไม่ได้หายกริบ กลับยินดีปรีดา แล้วเข้าไปสังฆกรรมกับคณะรัฐประหารด้วย กระบวนการนี้คือภาพใหญ่ แสดงให้เห็นถึงซากเดนของเผด็จการ ซากเดนของระบอบรัฐประหาร มันยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสังเกตประการต่อมา นายปิยบุตรกล่าวว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร เรื่องนี้ได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบรัฐธรรมนูญในประเทศไทยไปแล้ว สมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำไม่ได้ นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเลย จะทำได้เพียงแก้รายมาตราไปเรื่อยๆ ประชาชนทุกคนก็จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ไปตลอดกาล ทำได้อย่างมากก็แค่แก้ทีละมาตราเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่ามีการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้สามารถทำได้ โดยให้เหตุผลว่าเพราะยังคงหมวด 1-2 เอาไว้ ไม่ใช่การทำใหม่ทั้งฉบับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุผลดังนี้ ผลที่ตามมาก็คือการแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งต่อๆไป ก็จะต้องเว้นหมวด 1-2 เอาไว้ มิเช่นนั้นจะเข้าข่ายการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นอีก เพราะต่อไปนี้ถ้าจะมีการแก่รัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีการเว้นบางหมวดบางมาตราเอาไว้ไม่ให้แก้ แล้วจะเป็นการส่งสัญญาณออกไปว่าสุดท้าย ที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการห้ามแตะต้องหมวด 1-2 ในการทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว นี่คือสิ่งที่ต้องพึงระวังเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปว่ามติรัฐสภาวันนี้ ทั้ง 366 เสียงที่เห็นชอบได้สร้างมติอัปยศขึ้นมา เป็นมติที่รัฐสภายอมจำนนต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตนเองมีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ยอมใช้ กลับไปถามศาลรัฐธรรมนูญว่าทำได้หรือไม่ ไปยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญมาบั่นคอตัวเอง ซึ่งตนขอประชาชนทุกคนจำไว้ให้ดีว่าใครบ้าง ที่เป็น ส.ส.และ ส.ว.ผู้ร่วมลงมติอัปยศในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มติรัฐสภาวันนี้ กำลังเป็นการยื่นอำนาจชี้เป็นชี้ตายในเรื่องรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปหมดเลย ทั้งๆ ที่การถ่วงดุลศาลรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ก็คืออำนาจแก้รัฐธรรมนูญของรัฐสภานี่ล่ะ จะแก้ให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญก็ยังได้ แต่ถ้าคุณหงอ คุณหมอบขนาดนี้ พร้อมใจกันยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญขนาดนี้ วันข้างหน้าผมนึกภาพไม่ออกเลย ว่าถ้ารัฐสภาเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ยุบศาลรัฐธรรมนูญ เผลอๆ ศาลรัฐธรรมนูญเขาก็จะบอกว่าไม่ให้แก้ นี่คือการยื่นดาบให้กับศาลรัฐธรรมนูญ สยบยอมให้กับศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็น &amp;lsquo;ซุปเปอร์รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของรัฐธรรมนูญไทยไปตลอดกาล&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92558</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปิยบุตร แสงกนกกุล, มติอัปยศ, สนามกฎหมาย, เฟซบุ๊กไลฟ์, เลขาธิการคณะก้าวหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_60004bd0767bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039;บอกเป็นโอกาสทองล้างส.ว.จุดด่างดำของรัฐธรรมนูญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ส.ส.ต้องช่วยเปิดประตูรัฐสภาให้การแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก ส.ว. 250 คนเข้าสู่การพิจารณา&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญกลับมาได้ เพราะการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในรอบเดือนที่ผ่านมา ทุกคนต่างทราบดีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ ส.ว. และ ส.ว.จะยอมหรือไม่ อยู่ที่แรงกดดันที่ส่งสัญญาณไปถึง &amp;ldquo;เจ้าของ ส.ว.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ปัจจุบันการชุมนุมได้รับการสนับสนุน มีความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสจุดติดจนถึงขนาดที่ว่า เดิม ส.ว. ซึ่งไม่มีทางยอมแก้เรื่องที่ตนเองเสียประโยชน์ แต่ตอนนี้มี ส.ว. บางคนออกมาบอกว่ายอมให้แก้เรื่อง ส.ว.อย่างน้อยก็ยอมให้เลิก มาตรา 272 อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วุฒิสภา 250 คน คือ จุดด่างดำที่สุดของรัฐธรรมนูญ 60 ไม่มีทางที่ฝ่ายสนับสนุนจะหาเหตุผลมาอธิบายการมีอยู่ของ ส.ว. 250 คนได้อีก ส.ว. หลายคนปฏิกิริยาไว ยังจับทางได้ว่าหากปล่อยกระแสถล่ม ส.ว. ต่อไป พวกเขาอาจอยู่ไม่ได้ บางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายอมให้เลิกมาตรา 272 ไปก่อน เพื่อให้พวกเขาอยู่ครบ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกเลิกมาตรา 269-272 เรื่อง ส.ว. 250 คน หรืออย่างน้อยยกเลิกมาตรา 272 กลายเป็นเรื่องที่แสวงหาฉันทามติร่วมกันได้ง่ายมาก นี่จึงเป็นโอกาสทองที่จะรุกคืบมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มี ส.ส.ร.มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไปพร้อมๆ กับ การยกเลิก ส.ว. 250 คน (หรือยกเลิกมาตรา 272 อย่างเดียว) ไปพร้อมกันได้ หากกังวลว่าหา ส.ว. 84 คนไม่ได้ หรือ ซีกรัฐบาลไม่ยอม ส.ส. ไม่ต้องกังวลใจไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาพร้อมรวมพลังกดดันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต่างรู้ดีแต่แรกไม่ใช่หรือว่า การแก้รัฐธรรมนูญ 60 จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้ฉันทามตินอกสภาเข้ากดดัน การแก้รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ว่าแก้อะไร เรื่องไหน วิธีใด ก็ต้องมี ส.ว. 84 คน ต้องเลิกคิดว่า &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญเรื่องนั้น เรื่องนี้ ส.ว. จะยอมหรือ&amp;rdquo; แต่ต้องคิดว่า &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญเรื่องใดๆ ที่ระบอบ คสช. และ ส.ว. เสียประโยชน์ ส.ว. ก็ไม่ยอมทั้งนั้น&amp;rdquo; ดังนั้น &amp;ldquo;การแก้รัฐธรรมนูญที่ ส.ว. จะยอมได้ ต้องมีพลังกดดันไปที่ ส.ว. และเจ้าของ ส.ว. ให้ยอม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลานี้ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ได้รวมพลังกันจน ส.ว. และเจ้าของ ส.ว. ต้องถอย จนมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว. แล้วเหตุใด ส.ส. จึงไม่ช่วยกันเข้าชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก ส.ว. 250 คน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยกเลิกมาตรา 272 ก่อนก็ได้ ทำไมถึงไม่ใช้ห้วงจังหวะเวลานี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน หาก ส.ส. ไม่ช่วยกัน ประชาชนก็ต้องออกแรงกันเองอีกด้วยการเข้าชื่อ 50,000 คน ซึ่งใช้เวลา ทรัพยากร มีระเบียบขั้นตอนมากมาย ต่อให้ชื่อครบ สภาก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่ออีกและอาจไม่ทันสมัยประชุมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น &amp;ldquo;ผู้แทน&amp;rdquo; ของราษฎร ช่วยนำกุญแจมาเปิดประตูรัฐสภา นำข้อเรียกร้องการยกเลิก ส.ว. 250 คนเข้าไปพิจารณา หากมันจะไม่ได้รับความเห็นชอบ อย่างน้อยประชาชนก็จะได้เห็นว่าใครที่ขัดขวาง อย่างน้อยเราจะได้เห็น ส.ว. ที่เป็นจุดด่างดำของรัฐธรรมนูญนี้ ได้แสดงออกต่อหน้าประชาชนว่าพวกเขาไม่ต้องการเสียสละให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ หากมันจะไม่ผ่าน ก็ให้มันไม่ผ่านด้วยน้ำมือของ ส.ว. มิใช่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเริ่มต้น เพราะ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ร่วมกันเปิดประตูรัฐสภา ขอแรง ส.ส. ด้วยครับ มาร่วมมือกัน &amp;ldquo;ปลดแอก&amp;rdquo; ที่ชื่อว่า &amp;ldquo;ส.ว. 250 คน&amp;rdquo; ด้วยกัน อย่าให้ ส.ว. 250 คน ขี่คอพวกท่านอีกเลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75572</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยบุตร แสงกนกกุล, รัฐธรรมนูญ, รัฐสภา, ส.ว., เฟซบุ๊ก, เลขาธิการคณะก้าวหน้า, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fca265a13b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจตนาอะไร?&#039;ปิยบุตร&#039;โพสต์เหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส 3 วันอันรุ่งโรจน์ในเดือนกรกฎาคมโค่นล้มกษัตริย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.63-นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่า 27-29 กรกฎาคม 1830 : 3 วันอันยิ่งใหญ่ของประชาชนในการลุกขึ้นสู้โค่นล้ม Charles X เปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเขียนที่คนรู้จักกันมากและถูกนำมาเผยแพร่ ดัดแปลง ประยุกต์ใช้กับการต่อสู้ทางการเมืองมากที่สุดภาพหนึ่ง คือ ภาพ La Libert&amp;eacute; guidant le peuple ซึ่ง Eug&amp;egrave;ne Delacroix วาดขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 3 วันอันรุ่งโรจน์ในเดือนกรกฎาคม 1830&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิวัติ 27-29 กรกฎาคม 1830 คือ การผนึกกำลังระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐนิยม ฝ่ายกษัตริย์นิยมสายเสรีนิยม-ปฏิรูป ฝ่ายกระฎุมพี ฝ่ายชนชั้นล่าง กรรมกร ฝ่ายปัญญาชน เพื่อโค่นล้มกษัตริย์ Charles X ที่มีแนวนโยบายนำพาฝรั่งเศสกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อน 1789 ภายใต้การสนับสนุนของปีก Ultra-Royalist&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 กันยายน 1824 หลุยส์ที่ 18 เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ 18 ขึ้นครองราชย์แทนในนามชาร์ลส์ที่ 10 กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ 10 ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ 1789 กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง 630 ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ 10 ต้องยุบสภา ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ 10 จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปเป็นนายกรัฐมนตรี การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ 10 และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกสภาประท้วงและไม่พอใจกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 10 เพราะ พระองค์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามอำเภอใจ โดยไม่ให้สมาชิกสภาลงมติให้ความเห็นชอบเสียก่อน แต่ก็ไม่เป็นผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Prince de Polignac บริหารประเทศด้วยนโยบายแข็งกร้าวตามบัญชาของชาร์ลส์ที่ 10 ทำให้สมาชิกสภาและประชาชนต่อต้านจำนวนมาก ในท้ายที่สุดชาร์ลส์ที่ 10 จึงตัดสินใจยุบสภาเพื่อผ่าทางตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น 270 ที่นั่งจากเดิม 221 ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ 145 ที่นั่ง จากเดิม 181 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งเช่นนี้ คือ การแสดงออกถึงความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลของชาร์ลส์ที่ 10 อย่างชัดเจน แต่แทนที่ชาร์ลส์ที่ 10 จะโอนอ่อนหรือประนีประนอมตามเสียงของประชาชน กลับกลายเป็นว่า พระองค์ตัดสินใจเปิดหน้าสู้กับประชาชน ด้วยการออกประกาศพระบรมราชโองการ Saint-Cloud รวม 4 ฉบับในวันที่ 25 กรกฎาคม 1830 ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง 70 วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน 300 ฟรังค์ ประมาณการกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลดลงเหลือเพียง 25,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน 1830&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวกันว่าประกาศทั้ง 4 ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ 10 ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน กรรมกร ชนชั้นกระฎุมพี ฝ่ายสาธารณรัฐนิยม ฝ่ายกษัตริย์นิยมสายปฏิรูป จึงรวมตัวกันโค่นล้มชาร์ลส์ที่ 10 โดยใช้เวลาเพียง 3 วันตั้งแต่ 27 &amp;ndash; 29 กรกฎาคม 1830&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาร์ลส์ที่ 10 และครอบครัวลี้ภัยไปประเทศอังกฤษ เกิดข้อถกเถียงกันว่าฝรั่งเศสจะยังคงมีกษัตริย์ต่อไปหรือเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอีกครั้ง ในท้ายที่สุด นักการเมืองปีกเสรีนิยมนำโดย Adolphe Thiers, Fran&amp;ccedil;ois Guizot, Talleyrand, Lafayette รีบเข้าช่วงชิงการนำจากฝ่ายสาธารณรัฐนิยม พวกเขาสนับสนุนให้มีกษัตริย์ต่อไป เพราะ เกรงว่าหากก่อตั้งสาธารณรัฐขึ้นมาทันที อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรง และกลายพันธุ์เป็นเผด็จการอำนาจนิยมเหมือนสมัย Bonaparte ได้ รวมทั้งอาจถูกประเทศมหาอำนาจอื่นในยุโรปที่ยังมีกษัตริย์อยู่เข้าโจมตีได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายกระฎุมพีเสรีนิยมมองว่า ฝรั่งเศสต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญให้ได้ จึงตัดสินใจเชิญเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ 14 สิงหาคม 1830 ใช้เป็นรัฐธรรมนูญแทน
เราเรียกระบอบนี้ว่า &amp;ldquo; Monarchie de Juillet&amp;rdquo; เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่ชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย Thiers ยืนยันลักษณะกษัตริย์ของระบอบใหม่นี้ด้วยประโยคที่นิยมใช้แพร่หลายกันจนถึงทุกวันนี้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กษัตริย์ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง&amp;quot; หรือ &amp;quot;กษัตริย์ครองราชย์ แต่ไม่ครองรัฐ&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72678</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยบุตร แสกกนกกุล, ล้มล้างสถาบัน, เปลี่ยนแปลงการปกครอง, เลขาธิการคณะก้าวหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200728/image_big_5f1f74d08e035.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039;เชิดชู&#039;โตโต้&#039;ทันควัน!หลังฎีกาพิพากษาจำคุก ในฐานะผู้มีความกล้าหาญในการแสดงอารยะขัดขืน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.63- ที่ศาลอาญาพระโขนง หลังศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฉีกบัตรออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 จำคุก 4 เดือน นายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ และอดีตนายกสมาคมเพื่อเพื่อน, นายจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และนายทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานทำลายเอกสาร และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 358 ฐานทำลายบัตรออกเสียง และก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนน ตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 59, 60 (9)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;nbsp;ทั้ง 3 คนเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2557 มาโดยตลอด เล็งเห็นความไม่ชอบธรรมของกระบวนการออกเสียงประชามติ ซึ่งตามความเห็นของตนมองว่าไม่ได้มาตรฐานสากล ปิดกั้นเสรีภาพของฝ่ายรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญ ทำได้อย่างจำกัด โดยวันนี้ก็ยังมีคดีอีกมากที่ยังค้างอยู่ในศาล เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติและประกาศใช้แล้ว การยังคงคดีเกี่ยวกับประชามติไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นใดๆ เลย ตรงกันข้ามคดีเหล่านี้คงอยู่ ยิ่งเป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าการออกเสียงประชามติมีปัญหาจริงๆ แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนที่รักประชาธิปไตยออกมาต่อต้านรัฐประหาร ผมมาให้กำลังใจพวกเขาในฐานะที่มีความกล้าหาญในการแสดงอารยะขัดขืน แสดงออกอย่างสันติเพื่อประท้วงต่อกระบวนการ ต่อกฎหมายที่เป็นอยู่ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม&amp;quot;นายปิยบุตรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72079</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉีกบัตรออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, เลขาธิการคณะก้าวหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f166c0960755.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
