<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10 วันหลังเคอร์ฟิวพบผู้ฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉินอื้อ!เฉียดหมื่นคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.63- นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภายหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 - 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น และได้มีการผ่อนปรนข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเคอร์ฟิวสำหรับบางอาชีพเพิ่มเติมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 3) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าในวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ มีจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ดังนี้
กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง มีจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 1,320 คดี คดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 1,211 คดี (คิดเป็นร้อยละ 91.74) สำหรับผู้ถูกตั้งข้อหาที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 1,553 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 1,469 คน สัญชาติอื่น 84 คน และกระทำผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จำนวน 39 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 38 คน สัญชาติอื่น 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับ ในการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันดับ 1 &amp;nbsp;จ.ชลบุรี จำนวน 110 คน และ กรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน อันดับ 2 จ.ระยอง จำนวน &amp;nbsp;75 คน อันดับ 3 จ.ลพบุรี จำนวน 64 คน จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดโรคติดต่อ พ.ศ.2558 มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 จ.ชลบุรี จำนวน 18 คน &amp;nbsp;อันดับ 2 จ.ยะลา จำนวน 12 คน อันดับ 3 จ.สมุทรสาคร จำนวน 3 คน ในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว พบว่ามีจำนวนจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 68 คำร้อง ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 68 คน (สัญชาติไทย 65 คน / สัญชาติอื่น 3 คน) โดยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบการจับว่าชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;
นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถิติคดีสะสมตั้งแต่วันที่ 3 &amp;ndash; 13 เม.ย. 2563 มีดังนี้ กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง &amp;nbsp;มีคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 9,007 คดี พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 8,515 คดี (คิดเป็นร้อยละ 94.54) สำหรับผู้ถูกตั้งข้อหาที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 10,089 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 9,460 คน สัญชาติอื่น 629 คน ส่วนการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 115 คน สัญชาติไทย 107 คน สัญชาติอื่น 8 คน และการกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 2 คนสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับ ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร จำนวน 730 คน อันดับ 2 จ.ชลบุรี จำนวน 462 คน อันดับ 3 จ.ปทุมธานี จำนวน 455 คน จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับ ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อันดับ 1 จ.ชลบุรี จำนวน &amp;nbsp;42 คน อันดับ 2 จ.สมุทรสาคร จำนวน &amp;nbsp;27 คน อันดับ 3 จ.ยะลา จำนวน &amp;nbsp;14 คน และจังหวัดที่มีการทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อันดับ 1 นนทบุรี จำนวน 1 คน นราธิวาส จำนวน 1 คน
&amp;nbsp;
ในกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว พบมีข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำนวน 548 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 530 คน สัญชาติอื่น 18 คน คำร้องและมีข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 4 คน และจากผลการตรวจสอบการจับชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 552 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน
&amp;nbsp;
เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่ในปีนี้รัฐบาลประกาศให้งดกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ยังพบว่ามีผู้กระทำผิดรวมกลุ่มดื่มสุราและเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ นอกจากนี้ ยังมีผู้อาศัยช่วงเวลาเคอร์ฟิวก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงอยากฝากความห่วงใยและขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ช่วงเวลานี้สังคมไทยต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หากต้องการแสดงออกในวันสงกรานต์ ก็ขอให้ใช้กิจกรรมที่ปลอดภัยแก่ทุกคน เช่น ใช้โซเชียลมีเดีย หรือกิจกรรมในครอบครัวตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคงต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด และสร้างระยะห่างทางสังคมตามแนวทางเพื่อตัวเองและส่วนรวม คือ &amp;ldquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63135</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สงกรานต์, นายสราวุธ เบญจกุล, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200119/image_big_5e24195014039.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยุติธรรม ออก 10 มาตรการเซฟตี้บุคลากร สนง.ศาลฯ จากโควิด-19 ใช้บังคับทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.63- นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกหนังสือเวียน ถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมด่วนที่สุด เรื่อง มาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ตามที่ สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคลากรรายอื่นๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและการทำงาน สำหรับข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์พิเศษ และไม่กระทบต่อภารกิจในการสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน จึงเห็นควรกำหนดมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน กรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส ซึ่งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ได้มีมติรับทราบมาตรการดังกล่าวแล้ว ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน หมายถึงการปฏิบัติงานของข้าราชการศาลยุติธรรม ลูกจ้าง และพนักงานราชการศาลยุติธรรม นอกสถานที่ทำงานตามปกติ เช่น ในพื้นที่ที่หน่วยงานจัดไว้เป็นสถานที่ทำงานร่วม หรือสถานที่พักของเจ้าหน้าที่ หรือสถานที่อื่นใดที่หน่วยงานเห็นว่าเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผู้อำนวยการอาจมอบหมายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานแก่ข้าราชการศาลยุติธรรม ลูกจ้าง และพนักงานราชการศาลยุติธรรมในสังกัด เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ โดยกำหนดเป้าหมาย ผลผลิต ตัวชี้วัดการทำงาน ระบบวิธีการสื่อสาร ติดตามการประเมินความก้าวหน้า ตลอดจนการรายงานผลการทำงาน หรือเรื่องอื่นที่พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดตามบริบทการทำงานของหน่วยงานตามความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจในการสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และงานที่เป็นความลับโดยไม่ให้เสียหายแก่งานราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.ในการมอบหมายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้ผู้อำนวยการกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาปฏิบัติงาน ที่สถานที่ตั้งของหน่วยงาน รวมถึงวิธีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงานตามความเหมาะสม โดยไม่ให้เสียหายแก่ภารกิจราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การลงเวลาปฏิบัติราชการสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้บันทึกในหมายเหตุของบัญชีวันทำการในระบบว่า&amp;ldquo; ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งวันที่ ... . &amp;quot;สำหรับผู้มาปฏิบัติงานตามปกติ ให้ลงเวลาผ่านระบบบันทึกเวลาการมาปฏิบัติราชการตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานตามมาตรการนี้ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนพิเศษ หรือเงินอื่นใดที่จ่ายเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ในช่วงระหว่างการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้ผู้บังคับบัญชากับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนในการทำงาน เช่น รายงานความก้าวหน้าของงานทุกวันผ่านทาง E-mail หรือทาง Application Line เป็นต้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องให้ผู้บังคับบัญชาสามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้โดยเร็วตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.กรณีมีเหตุจำเป็นหรืออาจเกิดความเสียหายแก่ภารกิจราชการ ผู้อำนวยการอาจเรียกให้ข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน กลับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงานก่อนครบกำหนดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.กรณีข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานประสงค์จะลา เช่น ลาป่วย ลากิจ หรือลาพักผ่อน ให้เสนอใบลาผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทาง E-mail หรือทาง Application Line เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;9.การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการที่กำหนดตามมาตรการนี้ หรือการปกปิดข้อมูลอันมีเหตุอันควรสงสัยว่าตนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถือเป็นการกระทำความผิดวินัย ฐานขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.มาตรการนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะคลี่คลาย หรือสำนักงานศาลยุติธรรมเห็นควรกำหนดเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ยังได้ออกประกาศด่วนที่สุด ถึงแนวทางปฏิบัติการลงเวลาปฏิบัติราชการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) แก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม ว่า ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดแนวทางการลงเวลาการปฏิบัติราชการด้วยลายนิ้วมือ และโปรแกรมข้อมูลวันลาบุคลากรมาใช้ในการปฏิบัติราชการของสำนักงานศาลยุติธรรม แทนการจัดทำบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการของข้าราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการศาลยุติธรรม และลูกจ้าง ด้วยการลงลายมือชื่อ ตั้งแต่เดือน เม.ย.2556 เป็นต้นมานั้น เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มที่จะระบาดในวงกว้างขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้ขยายวงกว้าง และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และให้การปฏิบัติงานมีความยืดหยุ่นคล่องตัวมีประสิทธิภาพ สำนักงานศาลยุติธรรมจึงให้ผ่อนผันการลงเวลาการปฏิบัติราชการด้วยลายนิ้วมือในระบบฯ ช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งนี้ ให้ผู้อำนวยการทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมตรวจสอบการลงเวลาปฏิบัติราชการและเวลาปฏิบัติราชการ ให้เป็นไปตามจำเป็นและเหมาะสม โดยให้มีการจัดทำหลักฐานไว้เพื่อให้ตรวจสอบได้ในภายหลังด้วย จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60762</URL_LINK>
                <HASHTAG>สราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389dc08c1cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เลขาศาลฯ&#039; เผยผู้ก่อเหตุยิงในศาลแอบนำปืนเข้าตอน รปภ.เคารพธงชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.62 -&amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการป้องกันหลังเหตุการณ์ยิงกันที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิต ว่า เมื่อวานนี้ตนได้ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีกรมกรมราชทัณฑ์ เพื่อหารือแนวทางปฎิบัติเพื่อแก้ไขเรื่องความปลอดภัย โดยจากการหารือนั้นทราบว่า ปัญหาของทางราชทัณฑ์มาจากอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ โดยในเขตกรุงเทพฯ ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมนักโทษซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยมาจากเรือนจำจะเป็นคนของราชทัณฑ์ แต่ถ้าในต่างจังหวัดก็จะใช้การขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ทางราชทัณฑ์เองก็ตระหนักในเรื่องเฝ้าระวังการลักลอบนำสิ่งของเข้าเรือนจำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงรอยต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้นานหลายปีที่มีเหตุนักโทษหลบหนี ทางศาล ตำรวจราชทัณฑ์ก็เคยมาคุยถึงแนวทางร่วมมือกันป้องกันเหตุ ในวันนี้เราก็จะต้องมีการนำเอามาตรการที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันนำมาใช้ ตนจะเซ็นออกประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2550 ข้อ 24 ที่ตนเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ตามระเบียบปฏิบัติที่เป็นไปตามระเบียบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตนจะออกหนังสือเวียนมาตรการรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาล ที่เคยออกมาในช่วงปี 2522 ช่วงนั้นเกิดเหตุจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะกำหนดขั้นตอนชัดเจนว่ามาตรการร่วมกันระหว่างการดำเนินงานของสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมราชทัณฑ์ จะต้องจัดการงานอย่างไรบ้าง จากที่เราเคยตกลงกันก็ต้องมีการกำชับให้มีการปฏิบัติหน้าที่ให้เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรีว่า กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ เรื่องอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่า พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ จำเลยที่ 3 ในคดี ได้มารอจังหวะตอนเดินเข้าศาลห่างจากจุดตรวจประมาณ 10 เมตร ในช่วงเวลา 7.45 น. ซึ่งเป็นการรอจังหวะ ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังเตรียมตัวเคารพธงชาติ เมื่อได้จังหวะจึงแอบนำอาวุธเข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องจะมีการตั้งกรรมการสอบหรือไม่นั้น ในขณะนี้ตนได้สั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจศาล (คอร์ทมาแชล)&amp;nbsp;เดินทางไปลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกลับมารายงาน ก่อนมีการพิจารณากันต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้รายงานว่าเดินทางถึงศาลจังหวัดจันทบุรีแล้ว อยู่ระหว่างสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์และมาตรการการรักษาความปลอดภัยกับ ผอ.ประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ ก็จะมีการรายงานในที่ประชุม ก.ต.ให้ได้รับทราบ ซึ่งในวันดังกล่าวก็จะมีการรายงานผลสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ที่ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองในศาลด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50188</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยิงกลางศาล, สราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18bafa52ed6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นผลสอบข้อเท็จจริงผู้พิพากษา&#039;คณากร&#039;ยิงตัวเอง ครบกำหนด 15 วันแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.62-นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริง กรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนจ่อยิงตัวเอง ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีคำสั่งให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และครบกำหนด 15 วัน ที่ต้องรายงานผลการตรวจสอบในวันนี้ (22 ต.ค.) ว่า ทราบว่าคณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารหลักฐานผลการตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คาดว่าจะรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ตนเองทราบในช่วงเย็นวันนี้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับผู้พิพากษาคณากรได้ออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้าน และทางคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เชิญเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนครบทุกประเด็นแล้วเช่นกัน&amp;quot;นายสราวุธกล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48591</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณากร เพียรชนะ, นายสราวุธ เบญจกุล, ผู้พิพากษายิงตัวเอง, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18bafa52ed6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาแล้ว!ตำรวจศาลรุ่น 1 เริ่มงาน 6 ส.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62 - &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการจัดตั้งเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ Court Marshal (คอร์ทมาแชล) รุ่นที่ 1 ที่จะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณศาล และติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีหมายจับด้วย ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 หรือ Court Marshal รวม 35 คน โดยดำเนินการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเวลาทั้งสิ้น 14 วัน ที่ศูนย์ฝึกอบรมตลิ่งชัน ซึ่งในการอบรมก็มีทั้งด้านวิชาการ และปฏิบัติ เช่น การใช้อาวุธปืน, การต่อต้านการก่อการร้าย, วิเคราะห์ข่าวกรอง, เทคนิคการสืบสวน, การวางแผนตรวจค้น, ยุทธวิธีการเข้าจับกุม, การอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า โดยเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันอังคารที่ 6 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในช่วงแรกเนื่องจากอัตรากำลังยังมีไม่มาก จึงเน้นที่การเข้าไปวางระบบการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจศาล จะเสริมสร้างประสิทธิภาพและมาตรการในการรักษาคุ้มครองความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรม, บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงผู้มาติดต่อราชการ และการติดตามจับกุมผู้ต้องหา/จำเลย ตามหมายศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุต่อว่า หากศาลยุติธรรมใด มีคดีความที่เป็นที่สนใจของประชาชน หรือมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องใช้การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นการเฉพาะ สำนักงานศาลยุติธรรมก็จะจัดส่งกำลังพลเจ้าพนักงานตำรวจศาลออกไปช่วยดำเนินการทันที ในส่วนของการทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดส่วนอื่นก็จะวางระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสมตามเจตนารมย์ของกฎหมายโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณศาลที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำชับให้ใช้มาตรการเข้มอยู่แล้ว เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มขึ้นอีก ซึ่งอาจกระทบต่อความสะดวกของบุคลากรและผู้ที่มาติดต่อราชการศาล จึงขอความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;สำหรับเจ้าพนักงานตำรวจศาล รุ่นที่ 1 จำนวน 35 คนนั้น เป็นชายทั้งสิ้น 28 คน และหญิง 7 คน ซึ่งการให้มี Court Marshal เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรม เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจศาล พ.ศ.2562 ที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2562 และมีผลยังคับใช้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) ก็ได้เปิดรับโอนข้าราชการ มาดำรงตำแหน่ง Court Narshal ชุดแรก ใน 2 ประเภท คือ 1.ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ &amp;nbsp;อายุไม่เกิน 45-50 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าพันเอก, นาวาเอก, นาวาอากาศเอก , พันตำรวจเอก หรือเทียบเท่า ระดับชำนาญการและระดับปฏิบัติงาน อายุไม่เกิน 35-40 ปี ต้องมียศไม่ต่ำกว่าร้อยโท, เรือโท, เรืออากาศโท, ร้อยตำรวจโท ทั้ง 2 ส่วน ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมาย เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ประเภททั่วไป (ผู้ปฏิบัติงานระดับต้น) อายุไม่เกิน 35 ปี สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ปวส. หรือเทียบเท่า ไม่จำกัดสาขา หรือจบโรงเรียนนายสิบตำรวจ, โรงเรียนนายสิบทหารบก, โรงเรียนจ่าอากาศ, โรงเรียนชุมพลทหารเรือ หรือเทียบเท่า เคยผ่านงานรักษาความปลอดภัย, ปราบปราม, สืบสวน, สอบสวน, การข่าว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี &amp;nbsp;โดยครั้งแรกตั้งเป้ารับโอนกำลังพลใน 40 อัตรา แบ่งเป็นระดับชำนาญการพิเศษ 6 อัตรา, ระดับชำนาญการ 24 อัตรา และเจ้าหน้าที่ทั่วไป 10 อัตรา ตามที่ได้รับงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42736</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, ตำรวจศาล, ตำรวจศาลรุ่นแรก, นายสราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47a3ae117ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯศาลประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ 4 ผู้สมัคร ชิง ก.ต.คนนอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 มิ.ย.62- &amp;nbsp;นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ประธานคณะกรรมการดำเนินการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ได้ออกประกาศคณะกรรมการดำเนินการเลือก ก.ต.เรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเลือกที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและหมายเลขผู้มีสิทธิรับเลือกโดยเรียงรายชื่อตามลำดับที่สมัคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่ ก.ต.(บุคคลภายนอก) ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (3) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ว่างลง 1 ตำแหน่ง ประธานศาลฎีกาจึงได้มีคำสั่งให้เลขานุการ ก.ต.เป็นผู้ดำเนินจัดให้มีการเลือก ก.ต. แทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งข้าราชการตุลาการทุกชั้นศาลเว้นแต่ผู้ช่วยผู้พิพากษาจะเป็นผู้เลือกจากบุคคลซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 39&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 31 แห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือก ก.ต. พ.ศ.2561 ประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิรับเลือกที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและหมายเลขผู้มีสิทธิรับเลือกโดยเรียงรายชื่อตามลำดับที่สมัครดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา &amp;nbsp;อายุ 69 ปี &amp;nbsp; ก.ศ. ผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รศ.พญ.มณี ภิญโญพรพาณิชย์ อายุ &amp;nbsp;61 ปี อดีตรองศาสตราจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ อายุ 65 ปี อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ศ.ดร.ไผทชิต เอกจริยากร อายุ 60 ปี ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเดิมเป็น ก.ต.จากบุคคลภายนอกได้ขอลาออกจากการเป็น ก.ต. ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. เเละต่อมามีชื่อได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ก.ต. นั้นเป็นองค์กรทำหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม มีมีหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น มีอำนาจให้คุณให้โทษ ผู้พิพากษาที่กระทำความผิดรวมถึงคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดย ก.ต. ทั้งคณะจะมีทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่ง มี ก.ต.ชั้นศาลฎีกา 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ 4 คน และศาลชั้นต้น 2 คน และ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากบุคคลภายนอกอีก 2 คน ที่มีกำหนดอยู่ในตำแหน่งวาระละ 2 ปี และติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งการเปิดให้สมัครเข้ารับการพิจารณาเสนอชื่อเป็น ก.ต.คนนอกในครั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่แก้ให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศเป็นผู้คัดเลือกจากผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลภายนอก โดยจากเดิมนั้นจะให้วุฒิสภาเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38837</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม, นายสราวุธ เบญจกุล, บุญศักดิ์ เจียมปรีชา, พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์, รศ.พญ.มณี ภิญโญพรพาณิชย์, ศ.ดร.ไผทชิต เอกจริยากร, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd9791c195bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระเจ้าช่วย!ขณะนี้มีคดีเลือกตั้งส.ส.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีการวมถึง106เรื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ก.พ.62- นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ส.ส. ภายหลัง กกต.ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าจากที่ กกต.ประกาศรายชื่อ ในวันที่ 16-17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่รับคำร้องและไต่สวนก่อนที่จะส่งศาลฎีกาวินิจฉัยก็ได้เปิดทำการในวันหยุด เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลที่ได้รับรายงานมาพบว่า มีคดีที่มีการยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 16 ก.พ.จำนวน 7 เรื่อง วันที่ 17 ก.พ.จำนวน 16 เรื่อง 2 วัน รวมกันจำนวน 23 เรื่อง ส่วนในวันที่ 18 ก.พ.มีการเกี่ยวกับยื่นคำร้องการวินิจฉัยสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก 83 เรื่อง เป็นการร้องวินิจฉัยสิทธิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 8 เรื่อง แบบแบ่งเขต จำนวน 75 เรื่อง ซึ่งขณะนี้มีคดีเลือกตั้ง ส.ส.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีการวมทั้งหมด 106 เรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีการเตรียมความพร้อม การจัดระบบต่างๆ ทั้งเรื่องอัตรากำลังอาคารสถานที่และงบประมาณเพื่อรองรับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาเพื่อเตรียมความพร้อมในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว สำหรับที่ทำการแผนกคดีเลือกตั้งศาลฎีกา จะใช้บัลลังก์ในอาคารศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ สำหรับคดีเลือกตั้ง เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลจะไต่สวนผู้ร้อง ผู้คัดค้าน แล้วส่งสำนวนเสนอศาลฎีกา ซึ่งจะมีองค์คณะพิจารณา 3 คน พิจารณาพิพากษาต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ กกต.ประกาศรายชื่อ เป็นที่คาดการณ์กันว่าจะมีปริมาณการร้องคดีที่เกี่ยวกับวินิจฉัยสิทธิในการเลือกตั้งทยอยเข้ามา โดยวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการร้องคดีเข้ามามากกว่า 2 วันแรก เนื่องจากเป็นวันเปิดทำการราชการวันแรก ผู้ร้องมีเวลาในการเตรียมเอกสารในการทำคำร้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 49 บัญญัติกรณีที่ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งไม่รับสมัครผู้ใด หรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัครตามมาตรา 46 ให้บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ไม่รับสมัครหรือวันที่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดําเนินกระบวนพิจารณา ในการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกา ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกต้ังไม่น้อยกว่า 3 วัน ให้ศาลแจ้งคําวินิจฉัยไปยังผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้ง เพื่อดําเนินการตามคําวินิจฉัยต่อไปโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งคดีส่วนใหญ่ที่มีการร้องเข้ามาทั้ง 2 วันแรก จะเป็นคดียื่นคำร้องกรณีพรรคที่ผู้ร้องเป็นสมาชิกไม่ดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตามมาตรา 145 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ส่วนที่เหลือก็จะเกี่ยวกับเป็นสมาชิกพรรคเดียวน้อยกว่า 90 วัน (ลาออกจากพรรคเดิมแล้วมาเป็นสมาชิกพรรคใหม่), ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเลย และกรณีเป็นสมาชิกพรรคมากกว่า 1 พรรคการเมือง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29462</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., คดีเลือกตั้ง, นายสราวุธ เบญจกุล, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389dc08c1cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
