<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 23:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริศนา!ย้าย&quot;หมอธเรศ&quot;พ้น&quot;อย.&quot;ไปสบส. &quot;ไพศาล&quot; รองเลขาฯเสียบแทนคาดเหตุผลเพราะ&quot;กัญชา&quot;  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
3ก.ย.62-ทำเนียบรัฐบาล0ครม.มีมติย้าย&amp;quot;หมอธเรศ&amp;quot;เลขาอย.มือทำงานกัญชา ไปเป็นอธิบดี สบส. และให้หมอไพศาล ดั่้นคุ้ม รองเลชาอย.เข้ามาเสียบแทน ท่ามกลางการคาดเดาเหตุผลต่างๆนาๆ &amp;nbsp;แต่โยงถึง&amp;quot;รมว.สธ.&amp;quot;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงภายในหน่วยงานกระทรวงต่างๆ ข้าราชการเมือง ในส่วนกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีคำสั่งโยกย้าย จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.นายธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 2.นายไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 3.นายณรงค์ สายวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ และ4.นายยงยศ ธรรมวุฒิ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.62 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธเรศ เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;และเดินหน้าการออกกฎหมายเพื่อนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา &amp;nbsp;ซึ่งการย้ายไปเป็นอธิบดี สบส.ที่เป็นถิ่นเก่า และมีข้อสังเกตุว่า อาจเพราะนายอนุทิน &amp;nbsp;ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ต้องการให้ขับเคลื่อนนโยบาย อสม. &amp;nbsp;ให้เดินหน้ารวดเร็ว &amp;nbsp;แต่จะจริงหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ การดำเนินการขับเคลื่อนกัญชา ล่าสุดทางกระทรวงสาธารณสุข โดย อย.ได้ออกประกาศออกประกาศฯ ปลดล็อกสารสกัดในพืชกัญชงและกัญชาตามคุณสมบัติที่กำหนดไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5 และให้ใช้เมล็ดกัญชงหรือน้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชงในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางได้ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศใช้ประโยชน์กัญชงนอกเหนือจากเส้นใย หวังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ในการใช้ประโยชน์จากกัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนทางด้าน นพ.ธเรศ &amp;nbsp;เคยเปิดเผยว่า &amp;nbsp;อย. กำลังอยู่ระหว่างเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงการอนุญาตเกี่ยวกับกัญชง พ.ศ. 2559 จากเดิมที่มีบทเฉพาะกาล 3 ปีใ ห้เฉพาะหน่วยงานของรัฐขออนุญาตได้ &amp;nbsp;เป็นให้ภาคเอกชนสามารถขออนุญาตได้ด้วย แ ละเปิดกว้างให้สามารถพัฒนาการปลูกกัญชงไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกเหนือจากเดิมที่เน้นการใช้ประโยชน์เส้นใย พร้อมกันนี้ อย. จะต้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ออกกฎ ระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร เครื่องสำอาง เพื่อให้รองรับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การนำกัญชงไปใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นการเพิ่มมูลค่าของกัญชง เพื่อพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศต่อไป .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44934</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กัญชาเพื่อการแพทย์, นพ.ธเรศ กรัษนัยรววิวงค์, นพ.ไพศาล กุดั่น, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล, สบส., เลขาธิการอย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63a417817f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.เผยไขมันทรานส์ในอาหารกลุ่มเสี่ยงปริมาณลดลงหลังประกาศใช้กฎหมายควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62- นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เพื่อคุ้มครองสุขภาพของคนไทย และเป็นหนึ่งในมาตรการการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 เป็นต้นมานั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ได้ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ได้แก่ โดนัททอด พาย พัฟ เพสทรี ครัวซองค์ และบัตเตอร์เค้ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการสุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ตัวอย่าง พบว่า ปริมาณไขมันทรานส์เฉลี่ยของทุกผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วง 0.09-0.31 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งอยู่ในปริมาณที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ซึ่งอยู่ในช่วง 0.42-1.21 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค นอกจากนี้ ปริมาณไขมันทรานส์สูงสุดที่พบในทุกผลิตภัณฑ์มีปริมาณลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจผลิตภัณฑ์ก่อนประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ มีเพียงบางผลิตภัณฑ์มีปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเกินจากปริมาณที่ FAO/WHO แนะนำ เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบในปริมาณสูง เช่น เนย นม ชีส &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการฯ อย. แถลงเพิ่มเติมว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเนยเทียม (มาการีน) และเนยขาว (ซอทเทนนิ่ง) ส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจก่อนหน้าที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ พบว่า มีปริมาณน้อยมาก โดยอยู่ในช่วง 0.01-0.37 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันและไขมันมีการปรับกระบวนการผลิตไปใช้วิธีการผลิตอื่นแทนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ดี อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตน้ำมันและไขมัน 3 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่กระจายสินค้าให้แก่ผู้ผลิตอาหารรายย่อยในประเทศ ไม่พบการผลิตน้ำมันและไขมันโดยใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณสารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในส่วนของการสุ่มตรวจของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผ่านโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การสนับสนุนงบประมารณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เก็บตัวอย่างเค้กเนย จำนวน 12 ตัวอย่างจากผู้ผลิตเจ้าดัง และได้เพื่อนเครือข่ายผู้บริโภคเก็บตัวอย่างเค้กชิฟฟ่อนที่นิยมซื้อเป็นของฝากจำนวน 4 ตัวอย่าง รวม 16 ตัวอย่าง ส่งทดสอบปริมาณไขมันทรานส์ จากผลการทดสอบพบว่า ปริมาณไขมันทรานส์ในเค้กเนย 12 ตัวอย่าง และเค้กชิฟฟ่อน 4 ตัวอย่าง มีปริมาณน้อยเฉลี่ยต่อ 1 หน่วยบริโภค &amp;nbsp; &amp;nbsp; (55 กรัม) คือ 0.2 กรัม/หน่วยบริโภค ถือว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ คือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เกิน 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค ยกเว้นเค้กเนยของยี่ห้อ PonMaree Bakery (พรมารีย์ เบเกอรี่) ที่พบปริมาณไขมันทรานส์ที่ 0.61 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (55 กรัม) ทำให้ทางฉลาดซื้อเกิดคำถามว่า ทำไมผลทดสอบของ พรมารีย์ เบเกอรี่ จึงสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งเป็นไปได้สองสาเหตุคือ ยังคงใช้ไขมันทรานส์สังเคราะห์ หรือใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติคือ เนยแท้ จำนวนมาก ดังนั้น จึงได้ตรวจสอบผลการตรวจวิเคราะห์ชนิดของกรดไขมันทรานส์ซึ่งมีเพียงชนิดเดียวที่สูงเด่นมาก ได้แก่ Vaccenic acid (C18:1)-11 ที่พบมากตามธรรมชาติในไขมันจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง จึงอนุมานได้ว่า ยี่ห้อนี้ใช้เนยแท้ในสูตรเค้กเพราะ หรือก็คือ ปริมาณกรดไขมันทรานส์ที่ตรวจพบนี้เป็นกรดไขมันทรานส์ธรรมชาติ จึงไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจผิดต่อผู้ที่รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก หากรับประทานเกินหนึ่งหน่วยบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการทดสอบโดนัท นิตยสารฉลาดซื้อเลือกทดสอบโดนัทช็อกโกแลตซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยได้สุ่มซื้อโดนัทรสช็อกโกแลตจากร้านขายโดนัทและห้างสรรพสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 ยี่ห้อ (ยี่ห้อเดิมที่เคยเก็บตัวอย่าง เมื่อเดือน ก.พ. 2561) นำส่งห้องปฏิบัติการมาตรฐานเพื่อตรวจวิเคราะห์หาปริมาณไขมันทรานส์ รวมถึงสารกันบูดประเภทกรดซอร์บิก (Sorbic acid) และกรดเบนโซอิก (Benzoic acid) โดยผลการตรวจวิเคราะห์ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ขนมอบประเภทเค้ก กาแฟ โดนัท และมัฟฟิน ซึ่งเท่ากับ 55 กรัม (ตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) พบว่า โดนัทช็อกโกแลตทุกตัวอย่างมีปริมาณไขมันทรานส์ไม่เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยตัวอย่างที่พบปริมาณไขมันทรานส์ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคน้อยที่สุด ได้แก่ โดนัทช็อกโกแลต / บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.03 กรัมต่อน้ำหนักโดนัท 55 กรัม และตัวอย่างที่พบมากที่สุด ได้แก่ โดนัทรสช็อกโกแลต ไอซ์ เกลซ / คริสปี้ครีม พบปริมาณไขมันทรานส์ 0.14 กรัม ต่อ น้ำหนักโดนัท 55 กรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จใน &amp;nbsp;ครั้งนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีในความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ กระบวนการดำเนินงานที่มีการเร่งรัดภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาส่วนประกอบทดแทน การให้ข้อมูลและความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ให้ถูกต้องแม่นยำ การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการประเมินและแก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนบทบาทของภาคประชาสังคมในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด การร่วมกันระหว่างภาครัฐ วิชาการและประชาสังคมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน นับเป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่เป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อย. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า และสถานที่จำหน่าย &amp;nbsp; ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30741</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ไขมันทรานส์, -นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, น้ำมันพืช, เลขาธิการอย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c80d01c6ebd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
