<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 21:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 21:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. เผยอนุมัติวัคซีนโควิดแล้ว 4 ราย &#039;ซิโนฟาร์ม&#039; อยู่ในขั้นประเมินคำขอขึ้นทะเบียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.64 - นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาอนุญาตวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติวัคซีน โควิด-19 ไปแล้ว 4 ราย ได้แก่ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และที่ผลิตในประเทศโดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด วัคซีนโคโรนาแวค ของบริษัท ซิโนแวค นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยบริษัท แจนเซ่น-ซีแลค จำกัด รวมถึงวัคซีนโมเดอร์นา โดยบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด และล่าสุดวัคซีนของซิโนฟาร์ม โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด ยื่นเอกสารครบถ้วนแล้วอยู่ระหว่างประเมินคำขอขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ราย อยู่ระหว่างทยอยยื่นเอกสารพร้อมประเมินคำขอขึ้นทะเบียนต่อเนื่อง ได้แก่ วัคซีนโควัคซีน โดยบริษัท ไบโอจีนีเทค จำกัด และวัคซีนสปุตนิค วี โดยบริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ทุกรายการที่มายื่นขอขึ้นทะเบียน อย. จะพิจารณาทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล โดย อย. มีความพร้อมในการพิจารณาอนุมัติวัคซีนเพื่อให้คนไทยได้มีวัคซีนใช้โดยเร็ว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104036</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม, วัคซีนซิโนฟาร์ม, วัคซีนโควิด, เลขาฯอย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606ef1e7f422e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ชงครม.4ส.ค.ปลดล็อก&#039;กัญชา&#039;ใช้รักษาโรค-ขายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 63 -&amp;nbsp;นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยนโยบายเร่งด่วนข้อ 4 ให้ความสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาและความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านเพื่อสร้าง นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมถึง ศึกษา วิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาโรคด้วยกัญชา ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ยังไม่สามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยของตน ส่งผลให้การรักษาด้วยภูมิปัญญาไทย ไม่ได้รับการต่อยอดและพัฒนาเท่าที่ควร เป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยสู่ระดับโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเสนอ &amp;ldquo;ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่...)พ.ศ ... &amp;ldquo; เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่จะถึงนี้ (4 สิงหาคม 2563) เพื่อผลักดันการใช้พืชกัญชาทางการแพทย์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยร่างกฎหมายดังกล่าว ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแล้ว ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ (ป.ป.ส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แพทยสภา สภาการแพทย์แผนไทย สภาเภสัชกรรม กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมุ่งเน้นหลักการสำคัญ 3 ประการคือ 1. เพิ่มการเข้าถึงการรักษาให้ผู้ป่วยได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพสามารถขออนุญาตปลูกและใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคของตนเองได้ 2. ต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์ในท้องถิ่นให้แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อใช้ในการปรุงยาเพื่อให้ผู้ป่วยของตนได้ และ 3. ส่งเสริมอุตสาหกรรมยาของประเทศให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตปลูกกัญชาภายใต้ความร่วมมือกับผู้ผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรอีกครั้งผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรสามารถผลิตยากัญชาและส่งออกได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางยาของประเทศ ไม่ต้องนำเข้ายากัญชาจากต่างประเทศ และประหยัดงบประมาณ ในการนำยาโดยใช้ยากัญชาทดแทนหรือใช้ร่วมกับ ยาแผนปัจจุบันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ผู้นำการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเป็นระบบให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วยกัญชาอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดภูมิปัญญาไทย ให้เกษตรกรร่วมกับผู้ผลิตยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ปลูกกัญชาเพื่อนำมาผลิตยา รวมถึงสามารถผลิตและส่งออกยากัญชาได้ เพื่อประโยชน์ทางด้านสาธารณสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อให้ประเทศชาติมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน&amp;quot; นายแพทย์ไพศาล ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73250</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, ครม., นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม, สธ., อนุทิน, เลขาฯอย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f276fedd6231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
