<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2021 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2021 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ชี้รัฐบาลเร่งปล่อยกู้เอสเอ็มอี เป็นเรื่องดีและถูกต้องตามที่พรรคเสนอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.64 - นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% ต่อปี แต่ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2564 เหลือ 1.8% โดยลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3% ซึ่งต่ำมากและอาจจะต่ำลงอีกถ้ายังควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด ไม่ได้ และปี 2565 จะขยายตัวที่ 3.9% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.7%&amp;nbsp; ซึ่งเห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยยังคงซบเซาและชะลอตัวทั้งใน ปี 64 และ ปี 65 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ยังขยายตัวไม่เท่ากับปี 63 ที่ติดลบ -6.1% เลย และก่อนปี 63 เศรษฐกิจไทยก็ยังย่ำแย่อยู่แล้ว โดยปี 62 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 2.4% เท่านั้น ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีก่อนมีการระบาดของไวรัสด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้าหรือแทบไม่ฟื้นตัวเลย แสดงถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ตามที่สื่อหลักต่างประเทศ นิเคอิ เอเชีย ได้ลงบทความยืนยันไว้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ภาวะเงินเฟ้อของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจของโลกที่ฟื้นตัว ทำให้ระดับสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้นสูง ราคาเหล็กได้เพิ่มขึ้นสูงมาก ราคาน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ระดับราคาสินค้าในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ตามเศรษฐกิจของสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขนาดธนาคารกลางสหรัฐอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดกันไว้ และ สหรัฐได้เริ่มที่จะลดวงเงิน QE ลงแล้ว แต่เศรษฐกิจไทยกลับไม่ยังฟื้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มีอัตราการว่างงานสูงเหมือนในปัจจุบัน แต่ต้องมาประสพกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ไทยต้องขึ้นดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยของโลก จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งอยากจะให้พลเอกประยุทธ์ได้เร่งทำความเข้าใจและหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ ฟื้นโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐบาลเริ่มจะเสนอให้ธนาคารปล่อยกู้ 0% ให้กับธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ นับเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเสนอมาเป็นปีแล้ว เพราะจะช่วยลดภาระของบริษัท SMEs ได้มาก มิเช่นนั้นหลังวิกฤตการณ์โควิดผ่านไปแล้ว บริษัท SMEs เหล่านี้จะไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้เพราะหนี้สินที่พอกพูนจากการที่ดอกเบี้ยทบดอกเบี้ยและทบเงินต้นจะไม่สามารถจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการที่รัฐบาลเพิ่งจะคิดได้จะสายไปหรือไม่ เพราะในต่างประเทศ รัฐบาลเขาช่วยเหลือทันทีที่มีการระบาดและต้องชัดดาวน์แล้ว แต่แนวทางของประเทศไทยล่วงเลยมากว่า 1 ปีแล้วเพิ่งจะมาคิดได้ ทั้งที่คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเรียกร้องเรื่องซอฟท์โลน 0% นี้มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ก็อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือและต้องช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ไม่ใช่ช่วยเฉพาะพรรคพวกของตน อีกทั้งอาจจะต้องเลือกว่าธุรกิจใดมีโอกาสรอดได้บ้างด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาและคิดล่วงหน้าและถ้าเปิดใจฟังคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยแต่แรก เศรษฐกิจก็คงไม่ย่ำแย่ขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเลิศศักดิ์กล่าวว่า ในการใช้เงินกู้ ตามพรบ.กู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปแล้วนั้นให้คำนึงถึงการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากโดยการทำโครงการผ่านหน่วยงานภาครัฐ เสนอให้จัดสรรงบประมาณตรงไปที่หน่วยงานที่ใกล้ชิด ประชาชนมากที่สุดคือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แทนการให้ราชการส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดำเนินการ เพราะท้องถิ่นมีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากร ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินของรัฐลงสู่ฐานรากได้เข้าถึงและรวดเร็ว&amp;nbsp;และโดยเฉพาะช่วงนี้ที่รัฐสภากำลังพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อยากจะเสนอแนวทางให้มีการกระจายอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด ทั้งนี้ประเทศที่ประสพความสำเร็จและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมากเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศญี่ปุ่นจะมีการกระจายอำนาจ กันอย่างมาก ซึ่งทำให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาเท่าเทียมกับในเมือง ซึ่งจะเป็นการกระจายการพัฒนาพร้อมทั้งการกระจายรายได้ อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำซึ่งไทยได้ติดอันดับ 1 มาแล้ว ตลอด 7 ปีตั้งแต่การปฏิวัติ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีแต่การรวบอำนาจมารวมกันอยู่กับส่วนกลาง ทำให้การกระจายการพัฒนามีน้อยหรือแทบไม่มีเลย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องมีแผนงานในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107463</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคเพื่อไทย, เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210624/image_big_60d3e4264b3bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.สลากยอมรับ หวยแพงแก้ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กมธ.คุ้มครองผู้บริโภคถกปัญหาหวยแพงกับ ผอ.กองสลากไร้ข้อสรุป &amp;quot;บุญส่ง&amp;quot; รับเป็นไปไม่ได้ อ้างระบบโควตามีมานาน ล้มไม่ได้ นัดประชุมอีกครั้ง 22 ก.ค.ดึงตำรวจเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันพุธ ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร มีนายมานะ โลหะวณิชย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเชิญ พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และคณะ เข้าร่วมชี้แจงถึงปัญหาการขายสลากเกินราคา และความคืบหน้าในการรื้อระบบโควตาสลาก ซึ่งในการประชุมได้มีกรรมาธิการทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ซักถาม ผอ.สำนักงานสลากฯ และมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสลากแพงเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานะกล่าวว่า ทราบมาว่ากองสลากมีเพดานในการพิมพ์สลากได้สูงสุดถึง 1 ล้านเล่ม หรือประมาณ 100 ล้านฉบับต่องวด ระบบการจำหน่ายนั้น ระบบโควตา ซึ่งประกอบด้วยมูลนิธิ สมาคม กลุ่มคนพิการประมาณ 3.3 แสนเล่ม หรือ 33 ล้านฉบับ ที่เหลือ 6.7 แสนเล่ม กระจายไปยังโควตารายย่อย ผู้ที่ลงทะเบียนซื้อจอง แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ กลุ่มที่ได้รับโควตาในปัจจุบัน ไม่ใช่ผู้ค้าตัวจริง ไปรับเล่มสลากมาแล้วไปขายต่อผู้อื่นอีกครั้ง จึงทำให้สลากกว่าจะไปถึงผู้ซื้อมีราคาแพง นอกจากนี้ยังไม่เข้าใจระบบการกระจายของกองสลาก เหตุใดโควตาหวยถึงไปกระจุกที่เมืองเลยมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแก้ไขปัญหาการรวมเลขเหมือนจนทำให้มีราคาแพงได้หรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สมัยรัฐบาล คสช.เคยแต่งตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เข้ามาเป็นประธานบอร์ดกองสลากอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นประกาศว่าจะคืนความสุข ขายสลากในราคาใบละ 80 บาท ทำได้เพียงระยะหนึ่ง สุดท้ายก็ล้มเหลว และยังรู้มาว่า ผู้ว่าราชการบางจังหวัดได้รับการจัดสรรโควตาสลากในจำนวนที่สูงมาก ทำให้มีรายได้ต่อเดือนจำนวนมาก สาเหตุเพราะเกิดจากปัญหาสลากขายไม่หมด จึงมีความคิดจะหาทางระบาย โดยส่งไปให้ทางจังหวัดช่วยกระจาย เมื่อก่อนได้มีการแบ่งไปให้ทางกลุ่ม ส.จ. อบจ.บ้าง พอกระจายแบบนี้ เลยมีคนพอเห็นช่องทางผันตัวเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ขณะที่ระบบของทางกองสลากที่มีแนวคิดจะขายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อย เปิดให้มีการจองผ่านระบบเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย แต่พอเปิดไปแล้ว รายชื่อไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้คนใหม่ ที่มีคุณสมบัติครบอยากจะเข้าไปเป็นผู้ค้ารายใหม่บ้าง ไม่สามารถเข้าไปขอจองได้ และยังไม่มีการแก้ไขปัญหาตรงนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.บุญส่งชี้แจงว่า จะแก้ปัญหาสลากราคาแพง 100 เปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องพูดกันตรงๆ ทุกคนอยากขายสลาก และทางสำนักงานฯ พยายามคิดหาผลิตภัณฑ์ในระบบออนไลน์เหมือนกัน โดยต้องไม่กระทบผู้ค้าเดิม ในส่วนของผู้พิการ เราคิดไปถึงเขาด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เขายังขายได้ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ และต้องไปดูในข้อกฎหมายอื่นๆ เราเหมือนอยู่ตรงกลาง ที่ต้องดูทั้งเรื่องธุรกิจกับสังคม ตามที่ได้มาชี้แจงกรรมาธิการฯ ได้นำข้อเสนอจากกรรมาธิการฯ ไปหารือกับบอร์ดกองสลาก จากนั้นได้มีการส่งหนังสือกำชับให้ตัวแทนที่ได้รับโควตาและระบบซื้อจองห้ามขายเกินราคา และทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบการขยายสลาก ผู้ที่ได้รับต้องเป็นผู้ค้าจริงเท่านั้น ระบบโควตามีมาตั้งแต่ดั้งเดิม โดยกระจายไปยังกลุ่มผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และได้มีตรวจสอบ ถ้ามีการนำสลากไปขายต่อยังผู้อื่นหรือทำผิดสัญญา เราได้ยกเลิกสัญญา และได้ส่งผู้ตรวจของสำนักงานไปดูว่าแผงใดขายสลากเกินบ้าง ก็ได้มีการยกเลิกสัญญาไปหลายราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย นายมานะ โลหะวณิชย์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอรายชื่อผู้ที่ได้รับสลากในนามโควตา และผู้ที่อยู่ในระบบซื้อจองทั้งหมด โดยนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 22 ก.ค. และจะเชิญตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประธานบอร์ดกองสลาก มาร่วมหาทางออกการขายสลากแพงเกินราคาได้ ซึ่ง ผอ.กองสลากรับปากว่า ในส่วนของรายชื่อสามารถเปิดเผยรายชื่อได้ และจะนำมามอบให้ในการประชุมกรรมาธิการครั้งต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70876</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี, มานะ โลหะวณิชย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05bfd4d0d34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.ปล่อย&#039;เจ๊หน่อย&#039;! &#039;เมียสันติ&#039;รอดซื้อเสียง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กกต.ยกคำร้อง &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; ปราศรัยหลอกลวง แค่กระทำโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนาจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรค ส่วน &amp;quot;เมียสันติ&amp;quot; ได้เฮเหมือนกัน กกต.ยกคำร้องเพราะไม่มีหลักฐานว่าแจกเงิน แค่เล่าต่อๆ กันมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต. เรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเลย โดยก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง กกต.ได้รับคำร้องว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 2, นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย, นางศุกร์ไกล จันทร์สว่าง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และนายสันติภาพ เชื้อบุญมี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 3 จังหวัดเลย เป็นผู้ถูกร้องที่ 1-4 ตามลำดับ ได้มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีกล่าวหาว่าคุณหญิงสุดารัตน์หลอกลวงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ซึ่งต่อมาผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอถอนคำร้องสำหรับผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้ถูกร้องที่ 4 แต่ กกต.ได้พิจารณาหนังสือขอถอนคำร้องแล้วเห็นว่า คำร้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์และระบุพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสืบสวนและไต่สวนต่อไปได้ จึงไม่อนุญาตให้ถอนคำร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการพิจารณาข้อเท็จจริงจากรายงานการไต่สวนตลอดจนพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว เห็นว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2562 คุณหญิงสุดารัตน์ได้ปราศรัยหาเสียงด้วยข้อความว่า &amp;ldquo;เขต 1 เลือก 1 ได้ 3 ได้นายกป๊อกเป็น ส.ส.เขต ได้ศุกร์ไกล เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และได้สุดารัตน์เป็นผู้รับใช้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งขณะปราศรัยหาเสียงดังกล่าว นางศุกร์ไกลได้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว แต่คุณหญิงสุดารัตน์ไม่ทราบข้อเท็จจริง และเมื่อทราบข้อเท็จจริงก็ได้ชี้แจงให้ประชาชนทั่วไปทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การกระทำของคุณหญิงสุดารัตน์จึงเป็นการกระทำโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ไม่มีเจตนาหลอกลวงหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองตามข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสี่คนกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ตามคำร้องแต่อย่างใด กกต.จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่คำวินิจฉัย กกต. เรื่อง การเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่ง กกต.ได้รับคำร้องและได้รับรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่านางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ (ภรรยานายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง) ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีถูกกล่าวหาว่านางวันเพ็ญให้ทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ซึ่ง กกต.ได้พิจารณารายงานการไต่สวนตลอดจนพยานหลักฐานอื่นๆ แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่านางวันเพ็ญได้กระทำการตามที่กล่าวหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน พยานที่แจ้งเบาะแสไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง เพียงแต่ได้รับฟังมาจากการบอกเล่าของบุคคลอื่นว่ามีการแจกเงิน โดยไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีการกระทำดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านางวันเพ็ญกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด กกต.จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41495</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ศุกร์ไกล จันทร์สว่าง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190720/image_big_5d3302bf236ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
