<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉอภิมหาเศรษฐีพันล้านอเมริกันไม่จ่ายภาษีกันเป็นแถว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานข่าวขององค์กรสื่อสหรัฐเปิดโปงข้อมูลการจ่ายภาษีในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาของบรรดาอภิมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ชาวอเมริกัน พบว่าหลายคนไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้เลยในบางปี รวมถึงเจฟฟ์ เบโซส บุคคลที่รวยที่สุดในโลก ด้านกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาครัฐเต้นสอบข้อมูลลับแบบนี้รั่วไหลได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เจฟฟ์ เบโซส (Photo by Paul Morigi/Getty Images for Amazon)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โปรพับลิกา องค์กรสื่อไม่แสวงกำไรจากนิวยอร์ก กล่าวเมื่อวันอังคารที่ 8 มิถุนยนน ว่าพวกเขาได้รับข้อมูลปริมาณมหาศาลของไออาร์เอ หรือหน่วยงานสรรพากรของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการเสียภาษีของผู้มีฐานะร่ำรวยหลายพันคนของสหรัฐ ครอบคลุมช่วงเวลานานกว่า 15 ปี ข้อมูลเหล่านี้เผยให้เห็นว่า อภิมหาเศรษฐีที่ครองอันดับบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกของฟอร์บส์หลายปีอย่างเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้เลยในปี 2550 และ 2554 หรืออีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา ไม่ได้จ่ายภาษีเลยในปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานสืบสวนสอบสวนชิ้นนี้กล่าวว่า ชาวอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดบางคน &amp;quot;จ่ายภาษีเงินเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งมหาศาลของพวกเขา และบางครั้งก็ไม่ได้จ่ายเลย&amp;quot; โปรพับลิกาไม่แพร่งพรายว่าได้ข้อมูลลับเกี่ยวกับภาษีมาได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างรายงานฉบับนี้ด้วยว่า มหาเศรษฐีคนอื่นๆ ที่ไม่ได้จ่ายภาษีเลยในบางปีรวมถึงไมเคิล บลูมเบิร์ก เจ้าของอาณาจักรสื่อและอดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กซิตี, คาร์ล ไอคาห์น เศรษฐีนักลงทุนที่เป็นนักเคลื่อนไหว และจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินที่เป็นนักการกุศล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรพับลิกากล่าวว่า อภิมหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้ทำสิ่งใดผิดกฎหมายในการแสดงข้อมูลภาษี แต่ใช้ยุทธวิธีการหลบเลี่ยงภาษีที่เกินเอื้อมสำหรับบุคคลธรรมดาสามัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า กรณีของเบโซสเมื่อปี 2554 การแสดงภาษีของเขาระบุว่าผลขาดทุนในการลงทุนของเขามีมากกว่ารายได้ เขายังได้เครดิตภาษี 4,000 ดอลลาร์สำหรับลูกๆ ของเขาในปีนั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐีเหล่านี้ยังได้ประโยชน์จากการจำกัดนิยามรายได้ที่ต้องจ่ายภาษีตามกฎหมายภาษีอากรของสหรัฐด้วย เพราะนิยามดังกล่าวไม่ได้รวมถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน เช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ และจัดเก็บภาษีเฉพาะรายได้จากการขายสิ่งของเหล่านี้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานฉบับนี้เผยแพร่ออกมาไม่กี่วันหลังจากรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศจี 7 ให้การรับรองอัตราการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำสุดทั่วโลกที่อย่างน้อย 15% ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอด้านภาษีหลายข้อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทข้ามชาติที่ทำกำไรจะจ่ายส่วนแบ่งที่ยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรพับลิกากล่าวในรายงานว่า ทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือเป็นการทำลายตำนานหลักหมุดของระบบภาษีอเมริกาที่ว่า ทุกคนจ่ายส่วนแบ่งที่ยุติธรรม และชาวอเมริกันที่รวยที่สุดจ่ายมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐและหน่วยงานรัฐอีกหลายแห่งเปิดการสอบสวนทันที ลิลี อดัมส์ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวกับเอเอฟพีว่า การเปิดเผยข้อมูลลับของรัฐบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เรื่องนี้ถูกส่งไปยังผู้ตรวจราชการของกระทรวง รวมถึงเอฟบีไอและอัยการรัฐวอชิงตัน รวมถึงทุกคนที่มีอำนาจสอบสวนอย่างอิสระ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105836</URL_LINK>
                <HASHTAG>อภิมหาเศรษฐีอเมริกัน, เจฟฟ์ เบโซส, เลี่ยงภาษี, โปรพับลิกา, ไม่จ่ายภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0b69e0dd37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 21:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิวยอร์กไทมส์แฉ&#039;ทรัมป์&#039;จ่ายภาษีแค่ปีละ2หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ขุดคุ้ยข้อมูลการยื่นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอาณาจักรธุรกิจของเขานานกว่า 20 ปี พบความพยายามหลบเลี่ยงภาษีขนานใหญ่โดยอ้างการดำเนินธุรกิจขาดทุนมโหฬาร เผยทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้แค่ 750 ดอลลาร์ (23,790 บาท) ในปี 2559-2560 เจ้าตัวอ้างเฟกนิวส์ตามเคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของนิวยอร์กไทมส์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 มีออกมาก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่แข่งของเขาในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน จะขึ้นเวทีอภิปรายโต้วาทีกันตัวต่อตัวในวันอังคารนี้ และพรรคเดโมแครตไม่ปล่อยโอกาสในการโจมตีทรัมป์ว่าเป็นพวกเลี่ยงภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทมส์กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งสร้างภาพตนเองเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้เข้ารัฐบาลกลางเลยใน 10 ปีจาก 15 ปีก่อนหน้าที่เขาจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2560 โดยอ้างว่าดำเนินธุรกิจขาดทุนมโหฬารมากกว่ารายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่สื่อดังแห่งนี้อ้างว่าได้จากแหล่งข่าวหลายรายที่เข้าถึงข้อมูลภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระบุว่า ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีของสหรัฐจ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางสหรัฐแค่ 750 ดอลลาร์ (ราว 23,790 บาท) ในปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่เขาชนะเลือกตั้ง และในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.ชัค ชูเมอร์ ผู้นำสมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างน้อยพรรคเดโมแครต โพสต์ทางทวิตเตอร์ว่า คนอเมริกันคนใดที่จ่ายภาษีเงินได้รัฐบาลกลางมากกว่าทรัมป์ขอให้ยกมือขึ้น ส่วนทีมงานหาเสียงของไบเดนโพสต์ข้อมูลแสดงอัตราภาษีของกลุ่มครูซึ่งจ่ายภาษีปีละ 7,239 ดอลลาร์, พนักงานดับเพลิง ปีละ 5,283 ดอลลาร์ และพยาบาล ปีละ 10,216 ดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ปฏิเสธคำกล่าวหาของไทมส์ทันทีว่าเป็น &amp;quot;ข่าวปลอมทั้งเพ&amp;quot; และอ้างว่าเขาจ่ายภาษีก้อนโต ทั้งแก่รัฐบาลกลางและภาษีเงินได้ในระดับรัฐ ทั้งหมดจะถูกเปิดเผยเอง แต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากไออาร์เอสหรือสำนักงานสรรพากรของสหรัฐกำลังตรวจสอบบัญชีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐรายงานแหวกประเพณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนๆ ปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียม ด้วยการปฏิเสธจะเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษี โดยอ้างเรื่องการตรวจบัญชี อัยการนิวยอร์กซิตีกำลังต่อสู้ทางกฎหมายและกรรมาธิการพรรคเดโมแครตยังคงพยายามขอข้อมูลเหล่านี้ ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่าเขาชอบจ่ายเงินภาษีให้น้อยที่สุด โดยในการโต้วาทีชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 เขาบอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนฉลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของไทมส์กล่าวว่า ทรัมป์สามารถลดภาษีของเขาได้ด้วยการแจ้งผลขาดทุนมโหฬารในอาณาจักรธุรกิจต่างๆ ของเขา เช่นในปี 2561 ทรัมป์อ้างว่าทำธุรกิจขาดทุน 47.4 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่เขาเปิดเผยเงินได้ในประจำปีนั้นว่ามีไม่ต่ำกว่า 434.9 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ทรัมป์ลดภาษีของเขาได้ด้วยการขอคืนภาษี 72.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสรรพากรสหรัฐกำลังตรวจสอบอยู่ ยังมีรายงานด้วยว่าเขาลดหย่อนภาษีด้านที่อยู่อาศัย, เครื่องบิน และค่าทำผม 70,000 ดอลลาร์สำหรับการออกรายการโทรทัศน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริชาร์ด นีล ส.ส.เดโมแครตที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งพยายามขอข้อมูลการยื่นภาษีของทรัมป์ กล่าวว่า รายงานของไทมส์ทำให้การขอเอกสารสำหรับคณะกรรมาธิการชุดของเขาเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น เพราะดูเหมือนว่าทรัมป์เล่นเกมโดยใช้กฎหมายภาษีเอื้อประโยชน์ของเขาเอง และใช้การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อถ่วงหรือหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78917</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิวยอร์กไทมส์, เลี่ยงภาษี, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200328/image_big_5e7efffee33a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกาสั่งคุก!ไม่รอลงอาญา&#039;เบญจา&#039;อดีตรองอธิบดีสรรพากรและอดีตรมช.คลัง คดีช่วย&#039;โอ๊ค-เอม&#039;เลี่ยงภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ธ.ค.62 - ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อท.43/2558-อท.(ผ)168/2559 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร , น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย , น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย , นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157

กรณีพวกจำเลยได้ช่วยเหลือนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค และ น.ส.พินทองทา หรือเอม ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เลี่ยงเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ในการซื้อหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท โดย
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร ตาม ป.อ.มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ

ต่อมาจำเลยทั้งหมดยื่นฎีกาสู้คดี พร้อมขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา โดยระหว่างฎีกา จำเลยทั้งหมดได้ประกันตัวคนละ 5 แสนบาท วันนี้ทั้งหมดเดินทางมาพร้อมฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมีครอบครัวและญาติสนิท มาร่วมให้กำลังใจกว่า 30 คน

ศาลฎีกาตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการ ตอบข้อหารือประเมินภาษี การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ ระหว่างบริษัทแอมเพิลริช กับนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ให้กับจำเลยที่ 5 รับทราบนั้น แอบแฝงเจตนาที่จะช่วยให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ไม่ต้องแจ้งรายได้ที่เป็นส่วนต่างการซื้อขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งมีมูลค่า 15,883,900,000 บาท ซึ่งแนวการตอบข้อหารือนั้น ก็ไม่ตรงกับข้อหารือที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นบางประการไว้

อีกทั้งยังฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งถามข้อหารือมายังกรมสรรพากร ก็เป็นการวางแผนที่เตรียมไว้ในการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปฯ ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ที่ศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยวินิจฉัยว่า เจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรระดับสูง เคยวินิจฉัยข้อกฎหมายต่าง ๆ มา และถือเป็นมันสมองของกรมสรรพากร ขณะที่จำเลยที่ 5 ก็เคยทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีและตรวจสอบการประเมินภาษี จึงย่อมรู้ดีว่าการมีหนังสือถามข้อหารือดังกล่าว นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการยื่นแบบรายการประเมินภาษีได้ และหากมีคดีความเกิดขึ้นทั้งอาญาหรือแพ่ง ก็สามารถนำหนังสือตอบข้อหารือนี้ไปใช้อ้างเพื่อเป็นประโยชน์ได้ ขณะที่ข้อสงสัยในการประเมินภาษีลักษณะดังกล่าวยังไม่เคยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษว่าจำเลยกระทำความผิดนั้น ศาลฏีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ส่วนที่จำเลยทั้ง 5 ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญานั้น ศาลฏีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 5 คน ตามที่วินิจฉัยมาถือว่ามีพฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่สมควรให้รอการลงโทษ แต่เมื่อพิเคราะห์จากคำให้การของจำเลยที่ 1-4 แล้ว เห็นว่า ยังมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 คงจำคุกไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศหลังศาลฎีกา พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้า โดยไม่รอลงอาญา จำเลยทั้งหมดมีสีหน้าเคร่งเครียด เสียใจ โดยญาติได้รีบเข้าไปโอบกอดให้กำลังใจ จำเลยบางคนพยายามกลั้นน้ำตาและกล่าวขอบคุณเสียงสั่นเครือ

ขณะที่จำเลยที่ 5 ที่มีอายุมากและมีอาการป่วย ญาติก็แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับสุขภาพ ได้มีการนำยารักษาโรคประจำตัวมาให้ด้วย ก่อนเตรียมส่งตัวเข้าเรือนจำ ซึ่งในส่วนของจำเลยผู้ชาย จะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนจำเลยผู้หญิง จะเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มญาติก็ได้มีการพูดคุยกับจำเลย โดยแสดงห่วงใย พร้อมกับบอกว่าจะติดตามไปเยี่ยมถึงเรือนจำด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53305</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลฎีกา, เบญจา หลุยเจริญ, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e044690a5d0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัยพบธุรกิจข้ามชาติเลี่ยงภาษีในไทยมากขึ้น แจ้งกำไรต่ำกว่าความเป็นจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค. 2562 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาบรรษัทข้ามชาติในไทยและอาเซียนมีการโยกย้ายการรายงานผลกำไรระหว่างแหล่งผลิตของบริษัทในเครือบรรษัทข้ามชาติเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญทั้งในเชิงสถิติ และเชิงเศรษฐศาสตร์ และ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นภายใต้การทำธุรกรรมแบบออนไลน์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การค้าโลกขยายตัวลดลงจากการเติบโตขึ้นของลัทธิกีดกันทางการค้าและแนวคิดต่อต้านโลกาภิวัฒน์ การทวีความสำคัญของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิบัตรต่าง ๆ ซึ่งเอื้อต่อการวางแผนภาษีของบริษัทข้ามชาติ การให้บริการข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มีการโยกย้ายถ่ายเทกำไรไปยังประเทศที่เป็น Tax haven ต่างๆ หรือประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติในไทยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยและสังคมไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงที่ผ่านมา เพราะขาดยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อดึงประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติสู่เศรษฐกิจและกระจายมายังคนไทยส่วนใหญ่ จะเป็นเพียงมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและเคลื่อนย้ายทุนออกไปเมื่อต้นทุนสูงขึ้นและทิ้งความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อมและความร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้กับลูกหลานของเรา สิทธิประโยชน์พิเศษของเรามอบให้กับนักลงทุนต่างชาติต้องมีเงื่อนไขให้บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและต้องสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันต่อกลุ่มทุนไทยและกิจการนอกเขต EEC ด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอสนับสนุนการรัฐบาลไทยในการออก พ.ร.บ. มาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (transfer pricing) บังคับใช้เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้จะแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีได้ระดับหนึ่ง จะช่วยเพิ่มข้อมูลเพื่อให้กรมสรรพากรสามารถคัดกรอง และออกแบบกลไกการตรวจสอบบริษัทข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาตินี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยนั้นได้พึ่งพารายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด&amp;nbsp;ระดับความเข้มงวดของการตรวจสอบบัญชีนั้น สามารถลดทอนแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไรของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า จากงานวิจัยของ ดร. กฤษณ์เลิศ สัมพันธารักษ์ (สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์) และ ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ) ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรายงานกำไรของบริษัท และการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีในต่างประเทศของบริษัทต่างๆในเครือ โดยได้ควบคุม fixed effects ต่าง ๆ และพบว่า บริษัทข้ามชาติใน ASEAN5 มีการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของอัตราภาษีต่างชาติลง 10 percentage point จะส่งผลให้บริษัทข้ามชาติลดการรายงานกำไรในประเทศแหล่งลงทุน (host country) ถึง 10.3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ งานวิจัยชี้ว่าแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีนี้จะเด่นชัดสำหรับบริษัทในภาคการผลิตและบริษัทขนาดใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการรายงานกำไรต่ำกว่าความเป็นจริงของบรรษัทข้ามชาติ รัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบบัญชี (auditing scrutiny) ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของต่างประเทศ อย่างเช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคลของสหรัฐฯเมื่อปีที่แล้วจากระดับ 35% เป็น 21% ทำให้บรรษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐฯหรือบรรษัทข้ามชาติในไทยที่มีสาขาในสหรัฐฯมีแรงจูงใจอย่างมีนัยสำคัญในการรายงานผลกำไรในประเทศไทยต่ำกว่าความจริง มีการลดการรายงานผลกำไรในไทยลง ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากการศึกษาวิจัยพบว่า รายได้ภาษีหายไปอย่างน้อย 4% จากกรณีดังกล่าว หากไม่มีการแก้ไข แนวโน้มรายได้ภาษีนิติบุคคลของบรรษัทข้ามชาติในไทยจะเก็บได้ลดลงกว่าความเป็นจริงที่ต้องจ่ายภาษีอย่างต่อเนื่องในอนาคต รัฐบาลต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศมากขึ้น เพิ่มภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะ ขณะนี้รัฐบาลเองก็ยังต้องเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเพื่อนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้ตามนโยบายรัฐบาล หากนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้มากเกินไปต่อไปหากเกิดความจำเป็นฉุกเฉิน ท้องถิ่นก็จะมีงบประมาณไม่เพียงพอให้การแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หลังน้ำลด ต้องฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ซ่อมแซ่มและซื้อทรัพย์สินใหม่ ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมและพืชผลได้รับความเสียหาย หากงบอยู่กับท้องถิ่นจะฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ผมจึงมีความเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการงบเพิ่มเติมในการบริหารประเทศ ขอให้ไปเก็บภาษีจากบรรษัทข้ามชาติที่หลบเลี่ยงภาษีแทนการไปล้วงเอางบสะสมจากท้องถิ่นไม่น่าจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อการบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ หากมีการกระจายอำนาจทางการคลัง ชาวบ้านเดือดร้อนประสบภัยน้ำท่วมจะได้รับความช่วยเหลือดีขึ้น การกระจายอำนาจทางการคลังจะลดการรั่วไหลของงบประมาณและจะทำให้มาตรการช่วยเหลือตรงความต้องการและตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจข้ามชาติ, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฟ่าน ปิงปิง&#039; อ่วม จีนสั่งปรับ 4,156 ล้านบาท ฐานเลี่ยงภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟ่าน ปิงปิง ปรากฏตัวบนพรมแดงในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ของฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤษภาคม / AFP / Getty Images&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟ่าน ปิงปิง&amp;quot; นักแสดงสาวซูเปอร์สตาร์ของจีนที่หายหน้าไปนานหลายเดือน โดนทางการจีนสั่งเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมค่าปรับรวมเป็นเงินมากกว่า 883 ล้านหยวน หรือราว 4,156 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 อ้างข่าวของสื่อทางการจีนในวันเดียวกันว่า ฟ่าน ปิงปิง วัย 36 ปี ซึ่งเป็นทั้งนักแสดง, นางแบบ และโปรดิวเซอร์ โดนสำนักงานสรรพากรของจีนลงโทษปรับพร้อมกับบริษัทหลายแห่งของเธอ โทษฐานเลี่ยงภาษีหลายร้อยล้านดอลลาร์ รายงานของสำนักข่าวซินหวากล่าวว่า ทางการจีนสั่งให้ฟ่านจ่ายภาษีและค่าปรับรวมทั้งหมด 883 ล้านหยวน หรือราว 4,156 ล้านบาท โดยเธอจะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา หากจ่ายเงินคืนตามกำหนดเส้นตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเธออีก 1 รายโดนควบคุมตัวไว้ เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อสงสัยว่าปกปิดซ่อนเร้นและจงใจทำลายเอกสารบัญชีของซูเปอร์สตาร์สาวรายนี้ แต่ข่าวซินหวาไม่ได้เปิดเผยชื่อว่าคือใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟ่านเป็นนักแสดงที่ไม่เพียงโด่งดังในจีน แต่เธอยังโกอินเตอร์และแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดระดับบล็อกบัสเตอร์หลายเรื่องรวมถึงแฟรนไชส์ X-Men และ Iron Man ล่าสุดเธอยังได้รับเลือกให้ร่วมแสดงหนังเขย่าขวัญเกี่ยวกับสายลับเรื่อง 355 ที่รวมนักแสดงสาวชื่อดัง 5 คน รวมถึงเจสสิกา แชสเตน และเพเนโลปี ครูซ ฟ่านทำให้แฟนๆ เป็นห่วงและคาดเดากันต่างๆ นานา เมื่อเธอหายหน้าไปจากสาธารณะเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากมีคำกล่าวหาเธอเลี่ยงภาษี แต่สตูดิโอของเธอปฏิเสธในตอนนั้นว่าเป็นการใส่ความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการสอบสวนเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งนี้ ทางการจีนได้ขยายการปราบปรามการเลี่ยงภาษีในอุตสาหกรรมบันเทิงของจีนขนานใหญ่ และประกาศนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เลี่ยงภาษี ให้มาจ่ายภาษีอย่างถูกต้องภายในวันที่ 31 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า ฟ่านเริ่มเผชิญมรสุมครั้งนี้ภายหลังไปเดินพรมแดงในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อเดือนพฤษภาคม เมื่ออดีตพิธีกรของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีโพสต์ภาพเอกสารสัญญาว่าจ้างเธอถ่ายหนังเรื่องหนึ่ง เอกสารนี้ระบุว่า ฟ่านได้ค่าจ้าง 10 ล้านหยวน (ราว 47 ล้านบาท) สำหรับการถ่ายทำนาน 4 วัน แต่เงินค่าตัวที่เธอได้รับจริงๆ นั้นบวกเพิ่มอีก 50 ล้านหยวน (235 ล้านบาท) การทำสัญญาลักษณะนี้ในวงการของจีนเรียกว่าสัญญาหยิน-หยาง ซึ่งฉบับหนึ่งจะใช้สำหรับยื่นภาษีเงินได้ต่อสรรพากร และอีกฉบับเป็นสัญญาลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเอกสารสัญญาว่าจ้างของฟ่านถูกเผยแพร่ สำนักงานสรรพากรของจีนก็ประกาศว่า เจ้าหน้าที่ในมณฑลเจียงซูกำลังสอบสวนเกี่ยวกับการใช้สัญญาหยิน-หยางในแวดวงบันเทิงของจีน คำประกาศไม่ได้เอ่ยชื่อฟ่านโดยตรง แต่เธอมีธุรกิจหลายอย่างจดทะเบียนที่มณฑลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับว่าฟ่านเป็นดาราของจีนที่มีรายได้มากที่สุด ที่ 300 ล้านหยวน (43 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,410 ล้านบาท) แต่ข่าวนี้ก็ทำลายชื่อเสียงของเธอในสายตาเพื่อนร่วมชาติ โดยผลสำรวจความน่าเชื่อถือทางสังคมของดาราจีนเมื่อไม่นานมานี้ ฟ่านตกไปอยู่อันดับท้ายๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19001</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ฟ่าน ปิงปิง, สรรพากร, สัญญาหยิน-หยาง, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb4856fa4820.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร” ดัดหลังซื้อขายแบรนด์เนมผ่านอีคอมเมิร์ซเตรียมซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศุลกากร&amp;rdquo; เตรียมซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าเพิ่มอีก 2 เครื่อง หวังเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับสินค้านำเข้าโดยละเมิด สินค้าแบรนด์เนมสำแดงราคาต่ำหวังเลี่ยงภาษี หลังพบแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฟุ้งยอดจัดเก็บรายได้ปีงบ 61 ฉลุยตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมสั่งซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าที่นำเข้ามาด้วยการจัดส่งไปรษณีย์ (อีคอมเมิร์ซ) จากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 เครื่อง จากเดิมมี 1 เครื่อง เพื่อมาใช้ตรวจจับสินค้าที่นำเข้ามาโดยละเมิดกฎหมาย &amp;nbsp;โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมที่มีการสำแดงราคาเท็จ โดยแจ้งราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาท เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขาเข้าจากกรมศุลกากร รวมถึงสินค้าที่เป็น ยาเสพย์ติด ยาไอซ์ ตลอดจนสินค้าต้องห้ามว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซของคนไทยขยายตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละวันมีการสั่งนำเข้ามากกว่า 1 แสนรายการ และพบว่ามีความพยายามหลบเลี่ยงภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมากกว่าครึ่งมักแจ้งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาทเพื่อหลบภาษีแต่พอตรวจจับจริงกลับพบว่า เป็นของแบรนด์เนมชิ้นละหลายหมื่นบาทที่จัดส่งเข้ามา &amp;nbsp;โดยที่พบมาเป็นแว่นตา กระเป๋า รองเท้า ก็มีการนำเข้ามาเยอะ ดังนั้นกรมศุลกากรจึงต้องเพิ่มระบบตรวจสอบเพื่อรองรับการใช้สินค้าอีคอมเมิร์ซ&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมฯ ยังเพิ่มระบบการเปิดตรวจสินค้าอีคอมเมิร์ซ โดยหากพบว่าที่อยู่ใดมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากจะเปิดตรวจสินค้าทุกครั้งทันที ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่จะยึดข้อมูลจากชื่อคนรับเป็นหลัก เนื่องจากพบว่ามีการหลบเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อคนรับแทน ขณะเดียวกันจะเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบสินค้าอีคอมเมิร์ซตามด่านชายแดนทั่วประเทศ หลังพบมีขบวนการนำเข้าสินค้าแบบทรานซิส หรือนำเข้ามาทางสนามบินและส่งต่อไปประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นค่อยลักลอบนำเข้ามาทางรถยนต์ผ่านด่านชายแดน ซึ่งกรมศุลกากรจะประสานข้อมูลจากสนามบินไปด่านชายแดนเพื่อตามตรวจจับ ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจจับได้ 2-3 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกในเสียภาษีนำเข้าจากอีคอมเมิร์ซ โดยระยะแรกในเดือนม.ค.ปีหน้าจะเริ่มชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่ส่งมาพร้อมกับใบแจ้งรับสินค้าได้เลย จากนั้นให้นำใบรับพร้อมข้อมูลการจ่ายภาษีมารับของที่ไปรษณีย์ได้ แต่ในระยะต่อไปเดือนเม.ย.62 จะมีการพัฒนาระบบให้สามารถตัดรอบรายการที่เสียภาษีแล้วได้ จากนั้นจะนำของมาส่งให้ถึงบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจ่ายภาษีหรือไปรับของที่ไปรษณีย์หลักสี่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กำลังพิจารณาออกประกาศกรมฯ เรื่องการยกเลิกการระงับการบังคับคดีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายในชั้นศุลกากรกับ 3-4 ประเภท เช่น สินค้าเกษตรบางประเภท สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าต้องห้ามของไซเตส เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำซากให้ได้รับบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพราะแต่เดิมหากมีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและถูกจับกุม ผู้ทำผิดก็จะยอมเสียค่าปรับและระงับคดีในชั้นศุลกากรจากนั้นก็กลับมาทำผิดใหม่ ดังนั้นต่อไปถ้ากฎหมายบังคับใช้ &amp;nbsp;เมื่อกระทำผิดเป็นครั้งที่สองจะต้องส่งฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อทันที จะเสียค่าปรับอย่างเดียวไม่ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องมีการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบเนื่องจากสินค้าหลายชนิดเป็นเรื่องอ่อนไหว และมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เช่น การนำเข้าสินค้าเกษตร หรือสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าบางครั้งมีการหิ้วมาใช้เองเพียงใบเดียว หากต้องนำไปดำเนินคดีก็จะต้องดูว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการเก็บภาษีของปีงบประมาณ 2561 จะได้ตามเป้าหมาย 1.08 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กระทรวงการคลังปรับลดลงมาจาก 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากมีการผู้นำเข้าใช้สิทธิอัตราภาษีนำเข้าต่ำ จากการข้อตกลงเขตเสรีการค้าอาเซียน (อาฟต้า) ส่วนปีงบประมาณ 2562 กรมฯ มีเป้าหมายเก็บภาษี 1.11 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากที่ผ่านมามีการเร่งประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในหลายด้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18453</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กุลิศ สมบัติศิริ, สินค้าแบรนด์เนม, เครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้า, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fa3d046b4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16900</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉขบวนค้าของเถื่อนขน &#039;หัวหอม-กระเทียม&#039; เข้าไทยวันละ100คัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฉขบวนการค้าของเถื่อนขนส่ง &amp;quot;หัวหอม-กระเทียม&amp;quot; ราคาถูกจากตลาดปาดังเบซาร์ ประเทศมาเลเซีย ผ่านด่านชายแดนวังประจัน จ.สตูล ส่งขายถึงกรุงเทพฯ เผยนายทุนใหญ่เลี่ยงภาษี บรรทุก 10 คันแต่จ่ายภาษีแค่คันเดียว อีก 9 คันจ่ายใต้โต๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย. 61 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนวังประจัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ว่า ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาได้พบความเคลื่อนไหวผิดปกติบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยมีขบวนรถกระบะและรถสิบล้อวิ่งผ่านเข้า-ออกชายแดนวังประจัน เป็นจำนวนมาก โดยบรรทุกหัวหอม-กระเทียมจากประเทศมาเลเซียผ่านด่านศุลกากรวังประจันเข้ามายังประเทศไทย จึงขอให้ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่พบว่า รถบรรทุกและรถกระบะจำนวนมากเหล่านั้น บรรทุกหัวหอมและกระเทียม โดยไปรับจากโกดังที่เป็นเอเย่นต์จำหน่ายสินค้าหนีภาษีให้กับขบวนการค้าหัวหอมและกระเทียมจาก จ.สตูล โดยโกดังตั้งอยู่ที่ตลาดปาดังเบซาร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งติดต่อกับชายแดน อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งในแต่ละวันจะมีรถบรรทุกหัวหอมและกระเทียมจากโกดังแห่งนี้วิ่งเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 100 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหัวหอมและกระเทียม ที่นำจากโกดังในตลาดปาดังเบซาร์ ผ่านเข้าสู่ จ.สตูล ทางด่านศุลกากรวังประจัน อ.ควนโดน เป็นของเจ๊รายหนึ่ง&amp;nbsp;ซึ่งรู้จักกันในวงการค้าของเถื่อนได้เปิดบริษัทนำเข้าสินค้าจากประเทศมาเลเซีย โดยในอดีตจะใช้วิธีหลบหนีภาษี 100% แต่หลังจากที่ศุลกากรมีมาตรการให้จ่ายภาษีปากระวาง ก็จะใช้วิธีจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัท จำกัด เพื่อเสียภาษีนำเข้าบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีเลี่ยงภาษีด้วยการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่หาข้อมูลในการนำเข้าหัวหอมและกระเทียม ทางด่านศุลกากรวังประจัน พบว่า ผู้นำเข้าร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยเสียภาษี 1 คัน แถม 10 คัน หมายความว่าอีก 9 คันถูกปล่อยเข้ามา โดยใช้วิธีการพิเศษระหว่างเจ้าของสินค้ากับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในแต่ละวัน จะมีการเสียภาษี 10 คัน แต่ได้รับการแถม 90 คันด้วยการเสียภาษีวิธีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่มีการนำสินค้าเถื่อนขึ้นรถกระบะจากตลาดปาดังเบซาร์ วิ่งผ่านด่านศุลกากรวังประจันแล้ว ก็จะนำมาส่งไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นเอเย่นต์ที่รับซื้อในไทย โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เนื่องจากราคาหัวหอมและกระเทียมจากประเทศมาเลเซียมีราคาถูกกว่าไทยครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาหัวหอมและกระเทียมของเกษตรกรผู้ปลูกในไทยได้รับผลกระทบถูกกดราคามาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประชาชนผู้ร้องเรียนยังแจ้งอีกว่า การตรวจสอบการนำเข้าหัวหอมและกระเทียมผ่านทางด่านวังประจันว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ สามารถตรวจสอบเอกสารเสียภาษีในแต่ละวันว่า มีการเสียภาษีปากระวางกี่คันรถ และที่ขนออกมาโดยไม่มีการเสียภาษีหรือเสียภาษีด้วยวิธีการใต้โต๊ะมีจำนวนเท่าไหร่ สามารถดูได้จากกล้องวงจรปิดที่รถผ่านเข้า-ออก รวมทั้งหลักฐานอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตคือ จ.สตูล มีชุดภัยแทรกซ้อนของ กอ.รมน.ตั้งอยู่ ซึ่งมีผลงานในการจับบ่อนการพนัน จับน้ำมันเถื่อน แต่เหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบขบวนลักลอบนำเข้าหัวหอมและกระเทียมรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16900</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าของเถื่อน, จ่ายใต้โต๊ะ, ชายแดนวังประจัน, ด่านศุลกากร, ตลาดปาดังเบซาร์, สตูล, หัวหอม-กระเทียมมาเลเซีย, เจ้าแม่วังประจัน, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fb0761b447.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
