<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ศรี&#039; ย้อนแสบองค์กรสิทธิฯ-3 นิ้วเงียบกริบไม่ประณามสหรัฐ ไทยแค่ฉีดน้ำจะเป็นจะตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค.64 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ม็อบประชาธิปไตยใน USA บุกสภาถึงตาย แอมเนสตี้ ฮิวแมนไรท์วอทซ์ พวก 3 นิ้ว อมอะไรกันอยู่ครับ ไทยแค่ฉีดน้ำจะเป็นจะตายกันให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในใจกลางสัญลักษณ์ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาเมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคลื่อนขบวนด้วยอารมณ์โกรธแค้นบุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ 6 มกราคม ระหว่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐและวุฒิสภาเปิดการประชุมร่วมเพื่อลงมติรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ชนะคะแนนทรัมป์ขาดลอย ทั้งนี้มีรายงานว่า หญิงคนหนึ่งโดนยิงเสียชีวิตภายในอาคารรัฐสภาด้วย และยังมีอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บด้วย สมาชิกคองเกรสถูกอพยพออกจากอาคารและได้รับหน้ากากป้องกันแก๊สขณะที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ฝูงชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89080</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม็อบ3นิ้ว, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลือกตั้งสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201211/image_big_5fd37eb5f0aaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาธิปไตยอเมริกาและการบ้านที่รออยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงต้นเดือน โลกทั้งโลกจับจ้องอยู่ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าจะออกมาอย่างไร ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีในตำแหน่งที่เข้าแข่งขันเพื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง กับนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงพรรคเดโมเครต อดีตรองประธานาธิบดีแปดปี สองสมัย สมัยประธานาธิบดีโอบามา การเลือกตั้งคราวนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญทั้งต่อสหรัฐและประเทศทั่วโลก เพราะจะกำหนดท่าทีและทิศทางของสหรัฐในฐานะผู้นำโลก สำหรับประชาชนอเมริกันการเลือกตั้งคราวนี้สำคัญอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากปัญหาความขัดแย้งและสถานการณ์หลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประชาชนสหรัฐมีความแตกแยกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความแตกแยกนี้ปรากฏให้เห็นชัดในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การสื่อสาร และชีวิตความเป็นอยู่ เราเห็นความแตกแยกในเรื่องความเชื่อทางการเมือง สีผิว ความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ โอกาสในสังคม เรื่องภาวะโลกร้อน และท่าทีของคนอเมริกันต่อผู้อพยพ นักศึกษา และคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในสหรัฐ สะท้อนให้เห็นจากการประท้วงที่เกิดขึ้น การจราจลที่รุนแรง และความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ไปใช้สิทธิมากในการเลือกตั้งคราวนี้ และถ้าผลการเลือกตั้งออกมาสูสีก็อาจจะไม่ยอมรับกัน นำไปสู่ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง การเลือกตั้งเกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สงบในสหรัฐ และช่วงเลือกตั้งก็มีการระบาดประทุขึ้นอีกครั้งทั่วประเทศเป็นรอบที่สาม ล่าสุด สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก คือ มีผู้ติดเชื้อ 10.8 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 0.247 ล้านคน ที่สำคัญจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นระดับ 140,000 คนต่อวันซึ่งสูงมาก สถานการณ์ดังกล่าวกระทบชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 90 ปี ที่น่าผิดหวัง คือ การระบาดและความสูญเสียเกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐเป็นประเทศที่มีความรู้และความพร้อมทางการแพทย์มากที่สุดในโลกรวมถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ดังนั้น คำถามจึงชี้ไปที่ความสามารถของรัฐบาลในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความจริงใจของรัฐบาลทรัมป์ที่จะแก้ไขปัญหาที่กระทบคนส่วนล่างของสังคมมากที่สุด มีการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์โควิดอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งคราวนี้ที่จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์หลุดจากตำแหน่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดที่รุนแรงทำให้หลายรัฐในสหรัฐต้องออกมาตรการรักษาระยะห่าง และล็อกดาวน์เพื่อหยุดการระบาด ทำให้ประชาชนไม่มีความสะดวกที่จะออกจากบ้านในวันเลือกตั้ง การลงคะแนนล่วงหน้าและลงคะแนนทางไปรษณีย์ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ประชาชนจำนวนมากใช้ โดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคเดโมเครตที่พรรคได้แนะนำให้สมาชิกและผู้สนับสนุนลงคะแนนล่วงหน้าหรือทางไปรษณีย์เพื่อป้องกันความไม่สะดวกในวันเลือกตั้ง ซึ่งทางเลือกนี้ก็ส่งผลอย่างสำคัญต่อผลการเลือกตั้งคราวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ในแง่เศรษฐกิจและต่างประเทศ การเลือกตั้งคราวนี้จะมีผลต่อทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายด้านต่างประเทศที่จะกระทบประเทศทั่วโลก ชัดเจนว่าสี่ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของทรัมป์ สหรัฐได้ทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามที่ทรัมป์หาเสียงไว้ คือ นโยบายเศรษฐกิจเอาใจธุรกิจขนาดใหญ่ ชนชั้นนำ และตลาดการเงิน ลดจำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐจากต่างประเทศ เปลี่ยนข้อตกลงทางการค้าจากระบบพหุภาคีเป็นทวิภาคี ประกาศสงครามการค้ากับจีน และทำให้ประชาคมโลกรู้สึกว่าจีนเป็นคู่ปรับหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ดังนั้น ถ้าทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แนวนโยบายเหล่านี้คงจะเดินหน้าต่อไปอีกสี่ปีและอาจจะยิ่งหนักมือขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไบเดนมองปัญหาที่สหรัฐอเมริกามีตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องการให้ความสำคัญทันทีกับการแก้ปัญหาในประเทศ คือ หยุดการระบาดของโควิดโดยใช้ความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แก้วิกฤติเศรษฐกิจ โดยทุ่มทรัพยากรไปช่วยเหลือคนส่วนล่างของสังคมที่ถูกกระทบ ชดเชยโดยการขึ้นภาษีภาคธุรกิจและคนรวย และต้องการนำสหรัฐกลับไปสู่ฐานะความเป็นประเทศผู้นำที่ทั่วโลกเคารพและให้การยอมรับ เป็นทิศทางนโยบายที่แตกต่างจากทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญทั้งต่อสหรัฐและเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือบริบทของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และเมื่อวันเลือกตั้งมาถึงก็ไม่ผิดคาด ประชาชนอเมริกันเกือบ 160 ล้านคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คิดเป็นร้อยละ 66.9 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน สูงสุดในรอบ 120 ปี และคะแนนเลือกตั้งก็สูสีกันมากตั้งแต่เริ่มต้นนับคะแนน โดยทรัมป์มีคะแนนเลือกตั้ง (Electoral votes) นำในช่วงต้น จนการนับคะแนนมาถึงโค้งสุดท้าย คือ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่เหลือต้องนับ ที่ไบเดนเริ่มมีคะแนนผู้เลือกตั้งนำจนเกินจำนวน 270 ที่ถือเป็นเส้นชัย ล่าสุด ไบเดนได้ 290 คะแนนผู้เลือกตั้งเทียบกับทรัมป์ที่ได้ 217 เหลืออีกสามรัฐ คือ จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา และอลาสก้า ที่การนับคะแนนยังไม่ยุติในช่วงที่ผมเขียนต้นฉบับเพราะสูสีกันมาก สามรัฐนี้มีคะแนนผู้เลือกตั้งรวมกัน 34 คะแนน ดังนั้นแม้จะมีการนับคะแนนใหม่ซึ่งทำได้ตามกฏหมายของแต่ละรัฐถ้าคะแนนห่างกันไม่มาก คือ ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 แต่ทุกรัฐจะต้องสรุปผลคะแนนให้ได้สิ้นเดือนนี้ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ โจ ไบเดน จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้ง และระบบประชาธิปไตยที่สหรัฐถือเป็นต้นแบบ ผมว่ามีสามประเด็นที่สรุปได้ชัดเจนจากสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ผลการเลือกตั้งสะท้อนชัดเจนถึงความแตกแยกที่มีอยู่ในสังคมสหรัฐ เป็นความแตกแยกที่มาจากวัฒนธรรมในสังคมสหรัฐที่ฝังรากอยู่บนความแตกต่างระหว่างสีผิว ความรวยความจน ศาสนา และระบบการศึกษา นำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจระหว่างคนในสังคม ที่กำลังขับเคลื่อนการเมืองสหรัฐอยู่ขณะนี้ นำไปสู่ความเห็นที่แตกต่างของคนในสังคม ในเรื่องภาวะโลกร้อน สิทธิในการทำแท้ง และการมีอาวุธปืนในครอบครอง ชัดเจนว่าการเลือกตั้งคราวนี้ คนอเมริกันผิวขาวรวมถึงผู้ที่อยู่ในชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่จะลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันและเลือกทรัมป์ และช่วงสี่ปีที่ผ่านมาชนชั้นผู้นำพรรครีพับลิกันก็ค่อนข้างจะยะโสในอำนาจและฐานะทางสังคมที่มี ใช้โอกาสนี้หาประโยชน์โดยใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีสร้างความมั่งคั่งให้กับกลุ่มและชนชั้นของตน ทำให้โอกาสไต่เต้าของคนส่วนล่างของสังคม หรือผู้ที่มาใหม่เหมือนถูกปิดกั้นมากขึ้น สร้างความไม่พอใจและความผิดหวังต่อระบบทุนนิยม การเมืองในสหรัฐ และระบบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเลือกตั้งคราวนี้ เราจึงเห็นกลุ่มแรงงานผิวสี และผู้ด้อยโอกาสในสังคมลงคะแนนให้พรรคเดโมเครตอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน มองว่าพรรคเดโมเครตให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นธรรมในสังคม ขณะที่พรรครีพับลิกันยิ่งนับวันจะยิ่งอนุรักษ์นิยมหนักขึ้น จนถึงเน้นความสำคัญเรื่องจารีตนิยม คือ ความเป็นสังคมอเมริกาดั้งเดิมที่ผู้เข้ามาใหม่ที่อพยพเข้ามาอยู่อเมริกาในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเชื่อมต่อได้ และเริ่มรู้สึกว่าอเมริกาไม่ได้เป็นดินแดนแห่งโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวเหมือนแต่ก่อน ความรู้สึกนี้ถ้าไม่แก้ไขก็จะมีอยู่ต่อไปแม้ทรัมป์จะไม่อยู่และพรรคเดโมเครตกลับมาเป็นรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เราเห็นความเป็นสถาบันของกลไกในระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ นับตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง ระบบการลงคะแนน แม้จะมีหลายวิธีก็ชัดเจนและประชาชนปฏิบัติตาม ระบบการนับคะแนน แม้จะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ แต่ทุกรัฐก็มีวิธีการของตนเองที่โปร่งใสชัดเจนและยึดถือปฏิบัติ การประกาศคะแนน การโต้แย้งคะแนน และการนับคะแนนใหม่ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้โดยแต่ละรัฐและมีเงื่อนเวลาแน่นอน ทำให้ประชาชนสหรัฐมีความมั่นใจว่า ทุกเสียงที่ลงคะแนนจะถูกนับและการนับคะแนนจะตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้ชนะที่จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปเป็นคนที่ประชาชนเลือก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ แม้แต่ประธานาธิบดีในตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเข้มแข็งนี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ประเทศไทยไม่มี และต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น ไม่มีคณะกรรมการเลือกตั้งจากส่วนกลางที่คอยสั่งการ มีแต่กรรมการของท้องถิ่นที่สะท้อนการกระจายอำนาจทำให้ระบบการตรวจสอบ หรือ Check and balance เข้มแข็ง มีการนับคะแนนอย่างเป็นระบบ เป็นมาตรฐาน ไม่มีบัตรเขย่ง ผลการเลือกตั้งระดับรัฐไม่ต้องมารวมผลในส่วนกลาง สามารถประกาศได้เลย และเมื่อรวมคะแนนเสร็จ ผู้ที่มีคะแนนผู้เลือกตั้งเกินครึ่งก็จะถูกยอมรับว่าเป็นประธานาธิบดีที่ประชาชนเลือก ไม่ต้องมี สว. 250 คนเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของประชาชนอย่างบ้านเรา ทำให้ผู้นำประเทศเข้ามาด้วยความภูมิใจ ด้วยความชอบธรรม และด้วยความถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ท่ามกลางความแตกแยกในสังคมที่มีมาก ปัจจัยสำคัญที่ตัดสินผลการเลือกตั้งคราวนี้ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจและความสามารถของรัฐบาลในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนและส่วนรวม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของโควิด-19 ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ และความไม่สามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหาได้ทำให้ความเชื่อมั่นในความจริงใจและในฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทรัมป์ลดลงอย่างมาก จริงอยู่ในรัฐที่มีการระบาดมากและเป็นพื้นที่สีแดงของพรรครีพับลิกัน คะแนนเสียงที่ทรัมป์ได้ก็ยังเหนียวแน่น แต่ในพื้นที่ที่พรรคเดโมเครตเคยเสียคะแนนให้กับพรรครีพับลีกันในการเลือกตั้งคราวที่แล้วและส่งให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เช่น เพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนธิน คราวนี้ก็กลับมาเป็นพื้นที่สีน้ำเงินเหมือนเดิม แม้จะเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดมาก ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจที่ลำบากโดยเฉพาะอัตราการว่างงานที่สูงถึง 14.7 เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมามีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งคราวนี้ ชี้ว่าสิ่งที่ประชาชนหวังจากรัฐบาลคือ ความสามารถที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น ประชาชนก็จะไม่พอใจและพร้อมที่จะปฏิเสธความเป็นผู้นำของของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 19 มกราคมปีหน้าจะเป็นวันที่ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ดังนั้นจากวันนี้ถึงวันนั้น ซึ่งนานเกือบสองเดือนสหรัฐก็จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ช่องว่างนี้จะทำให้ทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจ และการระบาดของโควิดจะยิ่งแย่ลงอีก ทำให้จะเป็นความท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้น การบ้านที่รัฐบาลไบเดนจะต้องให้ความสำคัญทันทีจะมีสามเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ยุติการระบาดของโควิดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและควบคุมได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและฟื้นเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม เยียวยาความแตกแยกในสังคม โดยนโยบายและท่าทีของรัฐบาลที่ต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบ้านเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ และอยู่ในวิสัยที่ประเทศอย่างสหรัฐจะทำได้ แต่ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้น การเปลี่ยนผู้นำจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรัฐบาลในระบบประชาธิปไตย ที่จะต้องตามมา คือ คนในสังคมต้องให้ความร่วมมือและเห็นด้วยในสิ่งที่รัฐบาลจะทำ เชื่อมั่น และ Trust ในภาวะผู้นำของรัฐบาล นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ได้สร้างประเทศสหรัฐอเมริกาในอดีต และเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกประเทศในระบบประชาธิปไตย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84254</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, เลือกตั้งสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201114/image_big_5fafccb6a4698.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83329</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไบเดนจ่อถ่ายโอนอำนาจ ทรัมป์เดินสายปลุกม็อบสู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;โจ ไบเดน&amp;quot; ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ เตรียมแผนถ่ายโอนอำนาจเพื่อลุยงานทันทีที่รับตำแหน่งต้นปีหน้า ขณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีทีท่ายอมรับความพ่ายแพ้ เตรียมเดินสายจัดชุมนุมกดดันให้นับคะแนนใหม่ ผู้นำรัสเซียและจีนยังไม่แสดงความยินดีต่อไบเดน อ้างต้องรอผลคะแนนอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งจะอายุครบ 78 ปีในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ประกาศชัยชนะเหนือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายหลังรายงานผลการนับคะแนนของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกาเผยว่า เขาได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งเกิน 270 คนที่ต้องการแล้ว หลังจากชนะในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเขาเรียกร้องความเป็นเอกภาพในชาติและว่าขณะนี้คือเวลาของการรักษาอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายนกล่าวว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไบเดนและนางคามาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีของเขา ประกาศว่าพวกเขาจะรับฟังรายงานสรุปจากทีมที่ปรึกษาการถ่ายโอนอำนาจด้านโควิด-19 ที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ บ้านของไบเดน แล้วจากนั้นไบเดนจะแถลงเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้พวกเขายังได้เปิดเว็บไซต์ BuildBackBetter.com สำหรับการถ่ายโอนอำนาจ และเปิดบัญชีทวิตเตอร์ชื่อ @Transition46
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกด้าน ทรัมป์ได้ออกรอบเล่นกอล์ฟในสนามของเขาที่รัฐเวอร์จิเนียซ้ำอีกเป็นวันที่ 2 และยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมรับความพ่ายแพ้ เขาทวีตว่า &amp;quot;สื่อกระแสง่อยเป็นผู้ขานชื่อว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ตั้งแต่เมื่อใด&amp;quot; ทรัมป์มีแผนจะยื่นคำร้องทางกฎหมายเพื่อขอให้นับคะแนนใหม่ในหลายรัฐสมรภูมิ ตามการเปิดเผยของรูดี จูเลียนี ทนายความของเขา ที่อ้างว่า &amp;quot;มีหลักฐานมากมาย&amp;quot; ว่ามีการทุจริตเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานรอยเตอร์อ้างคำกล่าวของทิม เมอร์ทอ โฆษกคณะทำงานเลือกตั้งของทรัมป์ ที่ยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ว่า ทรัมป์จะจัดการชุมนุมหลายครั้งเพื่อระดมเสียงสนับสนุนในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อท้าทายผลเลือกตั้ง เขาไม่ได้บอกแน่ชัดว่าเมื่อใด นอกจากนี้พวกเขายังเปิดตัวทีมงานหลายทีมที่จะเดินหน้าฟ้องร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ และจะหาทางสนับสนุนคำกล่าวอ้างเรื่องการทุจริตเลือกตั้งด้วยการสวมสิทธิ์คนตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เจ้าหน้าที่เลือกตั้งในระดับรัฐกล่าวกันว่า ไม่พบความผิดปกติที่มีนัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้&amp;nbsp; และฝ่ายของทรัมป์ก็ไม่เคยแสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างของพวกเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนได้คะแนนรวมทั่วประเทศมากกว่าทรัมป์เกิน 4.1 ล้านคะแนน และหากเขาชนะรัฐสมรภูมิที่เหลือทั้งแอริโซนาและจอร์เจียที่เขามีคะแนนนำอยู่ ก็จะได้คณะผู้เลือกตั้งรวมเป็น 306 คน เท่ากับที่ทรัมป์เคยได้เมื่อปี 2559 ครั้งที่เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จูเลียนี ทนายความของทรัมป์ กล่าวกับฟอกซ์นิวส์ว่า ทีมงานของทรัมป์จะยื่นฟ้องร้องที่รัฐเพนซิลเวเนียวันจันทร์เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ &amp;quot;ฐานละเมิดสิทธิพลเมือง, จัดการเลือกตั้งอย่างไม่ยุติธรรม&amp;nbsp; และละเมิดกฎหมายของรัฐ&amp;quot; แล้วต่อไปก็จะยื่นฟ้องที่รัฐมิชิแกนหรือจอร์เจีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซีโมน แซนเดอร์ส ที่ปรึกษาอาวุโสของไบเดน กล่าวกับซีเอ็นเอ็นเมื่อวันอาทิตย์ว่า การฟ้องร้องต่อศาลของฝ่ายทรัมป์นั้นเป็น &amp;quot;กลยุทธ์ทางกฎหมายที่ไม่มีมูลความจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้แต่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งพรรครีพับลิกัน ยังระบุว่าผลลัพธ์นั้นชัดเจน และเขาได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีต่อไบเดน &amp;quot;ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี&amp;quot; และนางแฮร์ริส บุชกล่าวในแถลงการณ์ว่า คนอเมริกันสามารถมั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความยุติธรรมโดยรากฐาน เราต้องร่วมมือกันเพื่อครอบครัวและเพื่อนบ้านของเรา และเพื่อประเทศชาติและอนาคตของประเทศนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้นำของหลายประเทศต่างแสดงความยินดีต่อไบเดนตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ภายหลังการประกาศชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นชาติใหญ่ๆ ในซีกโลกตะวันตก ทั้งอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน และผู้นำชาติยุโรปอีกหลายชาติ ไปจนถึงซาอุดีอาระเบีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิสราเอล,&amp;nbsp; ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ยังขาดชาติมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐฯ ทั้งจีนและรัสเซีย และผู้นำชาติที่สนิทสนมกับทรัมป์อย่างบราซิลและเม็กซิโก ส่วนสโลวีเนีย ประเทศบ้านเกิดของนางเมลาเนีย ทรัมป์ นายกรัฐมนตรียาเนซ ยานซา ที่แสดงความยินดีกับทรัมป์ตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่มีปฏิกิริยาต่อชัยชนะของไบเดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันจันทร์ หวัง เหวินปิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งและถูกซักไซ้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ เขาตอบว่าจีนสังเกตเห็นว่าไบเดนประกาศว่าเขาคือผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่ความเข้าใจของจีนคือ ผลการเลือกตั้งจะถูกกำหนดตามกฎหมายและวิธีดำเนินการของสหรัฐฯ และจีนหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่จะพบกับจีนครึ่งทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนดมิตรี เปสคอฟ โฆษกของทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า รัสเซียเห็นว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ควรรอผลคะแนนอย่างเป็นทางการก่อนจึงจะแสดงความยินดี ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าเขาจะเคารพการเลือกของชาวอเมริกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อปี 2559 ที่ทรัมป์เอาชนะนางคลินตันได้ ประธานาธิบดีปูตินแสดงความยินดีกับทรัมป์ภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง แต่เปสคอฟอ้างว่าการเลือกตั้งปีนี้ต่างออกไป เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยื่นฟ้องต่อสู้ทางกฎหมาย กระนั้นรัสเซียพร้อมจะทำงานกับใครก็ตามที่ได้รับการประกาศว่าเป็นผู้ชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัสเซียถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 เพื่อช่วยให้ทรัมป์เอาชนะนางคลินตัน ซึ่งผลสำรวจความเห็นก่อนเลือกตั้งเกือบทุกสำนักชี้ว่านางมีคะแนนนำทรัมป์ห่าง ด้วยความคาดหวังว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายที่อ่อนลงกับรัสเซีย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83329</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถ่ายโอนอำนาจ, นับคะแนนใหม่, ประธานาธิบดีคนที่ 46, ประธานาธิบดีสหรัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลือกตั้งสหรัฐ, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa943987d5d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 18:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 18:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เพชร’โพสต์เลือกตั้งสหรัฐไม่เหมือนแถวนี้มีตุนแล้ว 250เสียง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้นอกจากชาวอเมริกันที่กำลังลุ้นผลเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แล้ว คนทั่วโลกก็ให้ความสนใจไม่น้อยเพราะถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลประเทศหนึ่งของโลก ด้านนักแสดงหนุ่ม เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ ก็ได้โพสต์อิงการเลือกตั้งของสหรัฐว่ามีลุ้นพลิกล็อค ไม่เหมือนการเลือกตั้งแถวนี้ที่มีตุนในกระเป๋าตั้ง 250 เสียง รู้ผลตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตร!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ลุ้นเลือกตั้งอเมริกา ประชากรมากกว่าไทย 4 เท่า ขนาดเรายังใช้เวลานับตั้งหลายวันกว่าจะประกาศผลได้เป็นเดือน แบบนี้สงสัยใช้เวลาทั้งนับทั้งประกาศผลกันเป็นปีๆแน่ๆเลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมแคปชั่นว่า &amp;ldquo;คิดว่าเพื่อนสนิทลุงน่าจะไม่พลาด ได้กลับมาอีกรอบแน่ๆ แต่ก็มีลุ้นพลิกล็อค ไม่เหมือนเลือกตั้งแถวๆนี้ มีตุนในกระเป๋าตั้ง 250 ก่อนเลือกตั้ง รู้ผลตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตร ไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม  petchkaroonpon&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82809</URL_LINK>
                <HASHTAG>Donald Trump, Joe Biden, joebiden, ทรัมป์, สหรัฐอเมริกา, อเมริกา, เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ, เลือกตั้ง, เลือกตั้งสหรัฐ, เลือกตั้งสหรัฐอเมริกา, โจ  ไบเดน, โจ ไบเดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa28f389d9c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกไทยเตรียมรับอานิสงส์หลังเลือกตั้งสหรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2564 หลักๆ ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในปีนี้ ขณะที่นโยบายของว่าที่ผู้นำคนใหม่เป็นอีกปัจจัยเสริมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนุนการส่งออกของไทยให้เร่งตัวไปพร้อมกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากเป็นนายโจ ไบเดน เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ในปี 2564 กลับมาเร่งตัวได้ดีกว่าที่ร้อยละ 10-12 มีมูลค่าการส่งออกที่ 36,700-37,300 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ถ้าเป็นนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เติบโตค่อนข้างจำกัดโดยต่ำกว่าร้อยละ 5.0 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจและการส่งออกของไทยที่มีโอกาสทำตลาดได้มากขึ้นหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ แบ่งเป็น 1) สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นน่าจะเห็นภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากปีนี้ไม่ว่าผู้นำคนไหนจะขึ้นมาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร 2) สินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มฟุ่มเฟือยน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายโจ ไบเดนมากกว่า อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ 3) สินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิตของไทยนั้นได้อานิสงส์ 2 ทางทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนโยบายของนายโจ ไบเดนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด ขยายเครือข่ายระบบ 5G หนุนความต้องการสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงโซล่าเซลล์และไดโอด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภายใต้นโยบายของพรรคเดโมแครตยังทำให้สินค้าไทยได้อานิสงส์ทางอ้อมผ่านกำลังซื้อของสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวทำให้ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในทุกหมวดกลับมาได้เร็ว หนุนความต้องการสินค้าขั้นกลางของไทยให้ส่งออกไปตอบโจทย์การผลิตในประเทศต่างๆ เพื่อส่งสินค้าไปยังปลายทางผู้บริโภคในสหรัฐฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82783</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออกของไทย, เลือกตั้งสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f6985628d6ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2020 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2020 20:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์-ไบเดน&#039;ขึ้นเวทีดีเบตรอบสุดท้าย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน ขึ้นเวทีดีเบตเมื่อวันพฤหัสบดี เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายเพื่อชักจูงผู้มีสิทธิลงคะแนนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร การโต้วาทีเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นแต่ทั้งสองยังปะทะคารมกันดุเดือดเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า การโต้วาทีครั้งสุดท้ายระหว่างทรัมป์และไบเดนจัดที่มหาวิทยาลัยเบลมอนต์ ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2563 การดำเนินรายการค่อนข้างเรียบร้อยเมื่อเปรียบเทียบกับครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมีแต่ความโกลาหลวุ่นวายพูดแทรกตอบโต้กันไปมา คราวนี้ทรัมป์ถึงขั้นชมการทำหน้าที่ของคริสเตน เวลเคอร์ ผู้สื่อข่าวช่องเอ็นบีซีนิวส์ ที่ทำหน้าที่ดำเนินรายการและควบคุมปุ่มปิดไมค์เพื่อให้เป็นไปตามกติกาที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นทำให้การโต้วาทีครั้งนี้ได้เนื้อหาสาระกว่าเดิม โดยทั้งสองถกเถียงกันในหลายหัวข้อ โดยเฉพาะโควิด-19 และการทุจริต ไปจนถึงเศรษฐกิจ, เชื้อชาติสีผิว, ภาวะโลกร้อน, หลักประกันสุขภาพ และคนเข้าเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องที่ทำให้ทั้งคู่ประคารมกันดุเดือดที่สุดช่วงแรกๆ ของการโต้วาทีคือคำกล่าวหาอีกฝ่ายว่าทุจริตกินสินบน ทรัมป์ยังคงพยายามกล่าวหาฮันเตอร์ ลูกชายของไบเดน ว่าเกี่ยวข้องกับการรับสินบนในจีนและยูเครน สมัยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีของบารัค โอบามา ซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน ไบเดนตอบโต้กลับว่า ทรัมป์ต่างหากที่มีเรื่องต้องอธิบายกับคนอเมริกัน เรื่องการเสียภาษีเงินได้ที่เขาไม่ยอมเปิดเผย และบัญชีธนาคารในจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขุดคุ้ยเกี่ยวกับธุรกิจของฮันเตอร์ ไบเดน ในยูเครนเป็นชนวนนำไปสู่การลงมติถอดถอนทรัมป์โดยสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ในขณะที่ตัวทรัมป์และลูกๆ ของเขาก็ถูกกล่าวหาเช่นกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนใหญ่โยงถึงธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ในต่างแดน ส่วนกรณีภาษีนั้น นิวยอร์กไทมส์เปิดโปงว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางแค่ปีละ 750 ดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาวุธหนักที่สุดที่ไบเดนใช้ในการโจมตีทรัมป์ ซึ่งเขาใช้มาตลอดการหาเสียง คือการวิจารณ์เรื่องการรับมือการระบาดของโควิด-19 ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยในสหรัฐแล้วราว 220,000 คน และฤดูหนาวอันมืดมนกำลังใกล้เข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนอเมริกัน 220,000 คนเสียชีวิต ถ้าคุณไม่ได้ยินเรื่องอื่นที่ผมพูดในวันนี้ ก็ขอให้ได้ยินสิ่งนี้&amp;quot; ไบเดนวัย 77 กล่าว &amp;quot;ใครก็ตามที่รับผิดชอบการเสียชีวิตของคนจำนวนมากเท่านี้ไม่ควรดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทรัมป์ วัย 74 ปี ซึ่งติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จนต้องเข้าโรงพยาบาล กล่าวปกป้องการจัดการโรคระบาดของเขา โดยบอกว่าสหรัฐไม่อาจปิดเศรษฐกิจต่อไปอีกแล้ว &amp;quot;เรากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน&amp;quot; คำกล่าวของผู้นำสหรัฐที่เคยเรียกโควิด-19 ว่าแค่ไข้หวัดใหญ่เล็กๆ น้อยๆ &amp;quot;เราไม่มีทางเลือก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์อ้างว่าไวรัสนี้กำลังจะหมดไปและวัคซีนใกล้จะสำเร็จแล้ว ทั้งที่หลายมลรัฐรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่รายวันเมื่อวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยควินนิเพียกเมื่อวันพฤหัสบดีพบว่า ชาวอเมริกันเกือบ 6 ใน 10 คิดว่าการระบาดของไวรัสโคโรนานั้นไม่สามารถควบคุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งคู่ยังตอบโต้กันเผ็ดร้อนเรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงการที่ทรัมป์ญาติดีกับคิม จองอึน ซึ่งไบเดนเรียกว่า &amp;quot;อันธพาล&amp;quot; แต่ทรัมป์้อ้างว่า เขาช่วยสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ที่โอบามาและไบเดนทำไว้เละเทะ และก่อภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันศุกร์ มีชาวอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วมากกว่า 50 ล้านคน มากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผลสำรวจหลายสำนักบ่งชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบทั้งหมดตกลงใจแล้วว่าจะเลือกใคร โดยไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ห่าง โพลระดับประเทศของมหาวิทยาลัยควินนิเพียกระบุว่า ไบเดนมีคะแนนสนับสนุน 51% ส่วนทรัมป์ได้ 41%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81563</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเบต, เลือกตั้งสหรัฐ, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201023/image_big_5f92dceba368a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 20:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้กฎปิดไมค์คุมดีเบต&#039;ทรัมป์-ไบเดน&#039;พฤหัสบดีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมการจัดการดีเบตระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตัดสินใจเปลี่ยนกฎสำหรับการดีเบตครั้งสุดท้ายวันพฤหัสบดีนี้ โดยจะปิดไมค์เพื่อให้อีกฝ่ายได้แสดงวิสัยทัศน์อย่างเต็มที่ในช่วง 2 นาทีแรก ป้องกันความวุ่นวายเหมือนที่ทรัมป์คอยป่วนไบเดนในการดีเบตครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน ประชันวิสัยทัศน์ในการดีเบตครั้งแรก โดยมีคริส วอลเลส (กลาง) ผู้ประกาศข่าวช่องฟ็อกซ์นิวส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการจัดการดีเบตระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563 ว่าการอภิปรายโต้วาทีระหว่างทรัมป์กับไบเดนที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมนี้ จะใช้วิธีปิดไมโครโฟนของผู้สมัครฝั่งหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายแสดงวิสัยทัศน์เปิดหัวของแต่ละช่วงที่กำหนดไว้ช่วงละ 15 นาที เสร็จจากการแสดงวิสัยทัศน์คนละ 2 นาทีแล้วผู้ดำเนินรายการจะเปิดไมโครโฟนของทั้งสองให้ได้โต้วาทีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายของทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนกฎ แต่ก็จะเข้าร่วมการดีเบตคืนวันพฤหัสบดีนี้ เพราะเป็นโอกาสครั้งท้ายๆ ที่ทรัมป์จะได้ออกโทรทัศน์ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่มีผู้ชมทั้งประเทศ ก่อนจะถึงการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งผลส่วนใหญ่ชี้ว่าเขามีคะแนนตามหลังไบเดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นที่จะดีเบตกับโจ ไบเดน โดยไม่ใส่ใจกับการเปลี่ยนกฎในนาทีสุดท้ายของคณะกรรมการที่ลำเอียง ในความพยายามครั้งล่าสุดของพวกเขาเพื่อให้ผู้สมัครที่พวกเขาชื่นชอบมีความได้เปรียบ&amp;quot; บิล สเตเปียน ผู้จัดการหาเสียงของทรัมป์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรวบรวมข้อมูลของโครงการการเลือกตั้งของสหรัฐแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาชี้ว่า มีชาวอเมริกันใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าทั้งด้วยตนเองและทางไปรษณีย์แล้ว 30.2 ล้านรายถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา หรือเกิน 1 ใน 5 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของสหรัฐเมื่อปี 2559 ผลลัพธ์จากการดีเบตครั้งสุดท้ายต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนะของชาวอเมริกันจึงน่าจะมีจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการตัดสินใจใช้กฎปิดไมค์หลังจากการดีเบตครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กันยายน เกิดความวุ่นวายเมื่อทรัมป์คอยขัดจังหวะและพูดแทรกไบเดนบ่อยครั้ง ตอนหนึ่งไบเดนเหลืออดถึงกับบอกให้ทรัมป์ &amp;quot;หุบปาก&amp;quot; เว็บไซต์ข่าวแอ็กซิออสรายงานว่า ดีเบตครั้งนั้นทรัมป์พูดแทรกไบเดน 71 ครั้ง ขณะที่ไบเดนพูดแทรกทรัมป์ 22 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมทั้งคู่มีกำหนดดีเบตครั้งที่ 2 ในวันพฤหัสบดีที่แล้ว แต่ทรัมป์ถอนตัวเพราะไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการจัดการรายการที่จะให้ทั้งคู่โต้วาทีกันผ่านจอ หลังจากทรัมป์ล้มป่วยเพราะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้แพทย์ประจำทำเนียบขาวจะยืนยันว่าเขาไม่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อแล้ว คราวนั้นทรัมป์ยังแสดงความกังวลเรื่องการปิดไมโครโฟนของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์บิสสิเนสเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ทรัมป์บอกว่า เป็นเรื่องตลกที่เขาต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อโต้วาที แล้วพวกนั้นยังสามารถปิดไมค์เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้นในวันจันทร์ ทีมหาเสียงของทรัมป์แสดงความไม่พอใจกับหัวข้อการดีเบต โดยฝ่ายทรัมป์บอกว่าพวกเขาอยากให้เน้นด้านนโยบายต่างประเทศมากขึ้น ทรัมป์ยังพูดกับนักข่าวระหว่างกลับกรุงวอชิงตันด้วยว่า การดีเบตครั้งนี้ไม่ยุติธรรมอย่างมาก ที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงหัวข้อ และยังใช้ผู้ประกาศข่าวที่เอียงกะเท่เร่มาดำเนินรายการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสเตน เวลเคอร์ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวที่ได้รับการยอมรับนับถือของเอ็นบีซีนิวส์ ถูกวางตัวให้ทำหน้าที่ดำเนินรายการครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมหาเสียงของไบเดนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะปล่อยให้ผู้ดำเนินรายการเป็นคนกำหนดหัวข้อ แต่ทรัมป์ต้องการเลี่ยงการอภิปรายเรื่องไวรัสโคโรนา ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าเป็นประเด็นที่ชาวอเมริกันให้ความสนใจมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเบต, เลือกตั้งสหรัฐ, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f7490455591b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
