<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 14:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช. เคาะเลื่อนวันประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมเป็น 28 ส.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค. 2564 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ได้มีมติรับทราบผลการดำเนินการตามกระบวนการคัดเลือกและวันจัดการประมูลสำหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ที่สำนักงาน กสทช. ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้ามายื่นเอกสารหลักฐานเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกฯ ในวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีบริษัท ทีซี สเปซ คอนเน็ค จำกัด เข้ามายื่นเอกสารเข้าร่วมการคัดเลือกเพียงรายเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม และก่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในการประมูล ประกอบกับได้พิจารณาถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบันแล้ว ที่ประชุม กสทช. จึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดการใหม่สำหรับการประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 8 ก.ค.- 6 ส.ค. 2564 : เปิดให้มีการรับเอกสารการคัดเลือกเพิ่มเติม
วันที่ 9 ส.ค. 2564 : จัดการประชุมสัมมนาเพื่อชี้แจงกระบวนการประมูลและกรอกแบบคำขอรับอนุญาต (public information session)
วันที่ 11 ส.ค. 2564 : ผู้ประสงค์ขอรับอนุญาตยื่นคำขอรับอนุญาตและวางหลักประกันการขอรับอนุญาต
วันที่ 18 ส.ค. 2564 : ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมการคัดเลือก
วันที่ 24 ส.ค. 2564 : ประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการคัดเลือกที่ผ่านเกณฑ์ข้อเสนอด้านประสบการณ์และความสามารถด้านการเงิน เพื่อเป็นผู้เข้าร่วมการประมูล
วันที่ 25 ส.ค. 2564 : จัดการประชุมสัมมนาเพื่อชี้แจงขั้นตอนการประมูล (bidder information session) และการประมูลรอบสาธิต (mock auction)
วันที่ 28 ส.ค. 2564 : วันประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรัตน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดการประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ที่ กสทช. จัดขึ้นนั้น สำนักงาน กสทช. ขอเรียนชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้&amp;nbsp;1. การจัดการประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) นั้น กสทช. มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตให้มีการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และการพิจารณาอนุญาตดังกล่าว ตามมาตรา 27 (14/1) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีหน้าที่ที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การจัดประมูลในครั้งนี้ กสทช. ได้เริ่มดำเนินการตามหน้าที่ที่กำหนดตามกฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2562 และได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาโดยตลอด เนื่องจากประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ซึ่งสิทธิในการเข้าใช้
วงโคจรดาวเทียม ซึ่งในการรักษาสิทธิดังกล่าว เราจำเป็นต้องมีการใช้งานบนดาวเทียมจริง เพราะหากประเทศไทยถูก ITU ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่ได้รับจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ หรือไม่ได้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง (ไม่มีการใช้คลื่นความถี่บนดาวเทียมจริง) ย่อมมีโอกาสเกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกยกเลิกสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมและคลื่นความถี่ที่ไม่มีการใช้งานจริง ออกจากทะเบียนความถี่หลักระหว่างประเทศได้ (Master International Frequency Register) และส่งผลให้ประเทศไทยสิ้นสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมของข่ายงานดาวเทียมที่ กสทช. นำมาประมูลในครั้งนี้ เป็นสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมของข่ายงานดาวเทียมที่ยังไม่มีผู้รับอนุญาตใช้งาน รวมทั้งสิทธิที่การอนุญาตเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงในอนาคตอันใกล้ นำมาดำเนินการจัดสรรพร้อมกัน โดยไม่ได้รอนสิทธิในการบริหารทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง ดีอีเอส) แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สำหรับการจัดประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ในครั้งนี้ กสทช. มีหน้าที่ตามกฎหมาย เนื่องจากในระหว่างการสรรหา กสทช. ชุดใหม่ ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยเงื่อนเวลา และข้อจำกัดต่างๆ แต่ กสทช. ก็ยังคงดำเนินการจัดการประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ในครั้งนี้ ด้วยความมุ่งหวังที่จะส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมในการประกอบกิจการดาวเทียม ตลอดจนจัดสรรสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่สะท้อนมูลค่าทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐ และความเป็นไปได้ทั้งในทางเทคนิคและทางธุรกิจ&amp;rdquo; นายไตรรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านเพิ่มเติม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีอีเอส เบรก &amp;#39;กสทช.รักษาการ&amp;#39;ประมูลดาวเทียม 24 ก.ค.นี้ ย้ำควรรอบอร์ดชุดใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109050</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ประมูลวงโคจรดาวเทียม, เลื่อนประมูล, ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a6576a412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 16:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีแทคเสนอเลื่อนประมูล 5จี รอคลื่น 3500 MHz  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.2562 &amp;nbsp;O นายมาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น &amp;nbsp;รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ในวันนี้ 3 ธ.ค.คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช.เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ย่าน 700 MHz 1800 MHz 2600 MHz และ 26 GHz &amp;nbsp;ซึ่งในมุมมองของดีแทค ยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนการประมูลคลื่นดังกล่าว &amp;nbsp;แต่ก็มีความเห็นที่อยากจะให้ กสทช. พิจารณาปรับเลื่อนการประมูลออกไป โดยให้รอนำคลื่น 3500 MHz จำนวน 300 MHz มาร่วมประมูลพร้อมกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้วางแผนการใช้คลื่นได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์คุ้มค่าต่อการลงทุน และทำให้การพัฒนา 5G มีประสิทธิภาพมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สิ่งที่ ดีแทคจะนำเสนอ ประกอบไปด้วย 1 กำหนดห้วงเวลาการประมูลใหม่ เพื่อรอความชัดเจนคลื่นความถี่ย่าน 3500 MHz เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ซึ่งดีแทคเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการประมูลแบบหลายย่านความถี่พร้อมกัน (Multiband auction) ซึ่งในทางเทคนิค คลื่นความถี่ย่าน 2600 และ 3500 MHz มีคุณสมบัติที่ทดแทนกันได้ และในหลักปฏิบัติสากล จะมีการนำคลื่นย่านความถี่กลาง (Mid-band) ทั้งสองย่านดังกล่าวมาจัดสรรพร้อมกัน เพื่อป้องกันในกรณีที่เผชิญความขาดแคลนของจำนวนคลื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในปีหน้าคลื่น 3500 MHz จะกลับมาในมือ กสทช. ซึ่งตรงนี้สามารถนำมาวางแผนด้วยการเริ่มประมูลก่อนได้ ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์เพราะมองว่า คลื่น 2600 MHz มีเพียง 190 MHz ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ 5G ซึ่งเมื่อประเมินแล้ว อาจจะมีผู้เข้าประมูลถึง 4 ราย และจำนวนคลื่นอาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งควรรอ คลื่น 3500 Mhz จำนวน 300 Mhz&amp;quot; นายมาร์คุส &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กำหนดเพดานการถือครองจำนวนคลื่น 2600 MHz เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ในการประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ที่มีการกำหนดการถือครอง 190 MHz นั้น ดีแทคเห็นว่าควรมีการกำหนดเพดานในการถือครองเพื่อป้องกันการบิดเบือนของตลาดและกระจายการถือครองของผู้ให้บริการ &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดคลื่น จนทำให้คนไทยบางกลุ่มขาดโอกาสเข้าถึง 5G&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ความชัดเจนในการจัดการการรบกวนของคลื่นความถี่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่น 2600 MHz) ที่ปัจจุบัน พบว่าคลื่น 2600 MHz มีการใช้งานอยู่เดิม 20 MHz ดังนั้น กสทช. จึงควรให้ความชัดเจนถึงแนวทางในการจัดการถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการรบกวนกันของคลื่นความถี่และข้อกำหนดในการใช้งาน เพื่อให้ผู้เข้าประมูลสามารถประเมินมูลค่าที่เหมาะสมในการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4.การกำหนดราคาเริ่มต้นของการประมูลคลื่นความถี่ที่สูงเกินไป ซึ่งจากร่างประกาศการประมูล กำหนดให้คลื่น 2600 MHz มีราคาเริ่มต้นที่ 1,862 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต (10 MHz) ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าค่ากลางของสากล ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายโครงข่าย ขณะที่คลื่น 1800 MHz ซึ่งมีราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 12,486 ล้านบาทต่อ 1 ใบอนุญาต มีราคาสูงกว่าราคาสุดท้ายในการประมูลของประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดความล้มเหลวในการประมูลได้ โดยข้อมูลจากสมาคมจีเอสเอ็ม ระบุว่า ราคาเริ่มต้นการประมูลคลื่น 1800 MHz ในปี 2561 และ 2563 มีราคาสูงกว่าตลาดโลกอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เรื่องของกฎระเบียบ วิธีการประมูลซึ่งจะต้องมีการประมูลในรูปแบบ (Clock Auction) ที่จะให้ประมูลคลื่นก่อน แล้วมา แข่งเลือกช่วงคลื่นที่หลัง &amp;nbsp;ซึ่งมองว่า วิธีนี้ไม่เหมาะสม เพราะแต่ละคลื่นนั้นมีประสิทธิภาพไม่เท่ากัน &amp;nbsp;ควรเปิดประมูลแบบให้เลือกช่วงคลื่นในการประมูลเลย &amp;nbsp;และประเด็นสุดท้าย คือ การวางหลักประกันทางการเงินจากผู้เข้าประมูล ควรจะมากกว่า 10% เพื่อป้องกันผู้ที่เข้ามาป่วนการประมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำให้ 5G เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงบทบาทของผู้ประกอบการโทรคมนาคมเท่านั้น &amp;nbsp;แต่ต้องอาศัยความร่วมมือการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรกำกับดูแลและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะยังไม่ได้รับประโยชน์จากการครอบครองคลื่นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G โดยการใช้งานจริง (use case) ยังต้องได้รับการพัฒนาและคำนึงถึงโมเดลในการหารายได้ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน ภาครัฐจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในเชิงกลยุทธ์ที่จะกระตุ้นการลงทุนเชิงโครงสร้าง ความร่วมมือจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนสู่เทคโนโลยี 5G&amp;quot; นายมาร์คุส กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51606</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมูล 5จี, มาร์คุส แอดอัคทูสเซ่น, เลื่อนประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de4df352c427.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเลื่อนเปิดประมูลรถไฟสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์หลังงบไม่พอจ่ายค่าก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมเปิดเผยว่าสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์และงานเดินรถรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก วงเงิน2.3 แสนล้านบาทนั้นคงต้องเลื่อนเปิดประมูลไปเป็นปี 2564 เนื่องจากขัดกับวินัยการเงินการคลังของงบประมาณปี 2563 กล่าวคืองบประมาณไม่พอไปดำเนินโครงการหรือเปิดประมูลเพื่อจ่ายค่าก่อสร้าง ขณะนี้กระทรวงคมนาคมเหลืองบประมาณอยู่ราว 30,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณมากถึง 90,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องไปตั้งของบประมาณปี 2564 แทน ส่งผลให้การประมูลต้องเลื่อนออกไปเป็นในปีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการนั้นอาจจะต้องปรับกรอบเวลาในการดำเนินการให้สอดคล้องกับสายสีส้มตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2566-2567 เนื่องจากสัญญาว่าจ้างเอกชนเดินรถเป็นสัญญาเดียวตลอดเส้นทางดังนั้นจึงต้องรอการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกด้วย

ด้านนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่าหลังจากนี้รฟม.จะเรียกผู้รับเหมาและเอกชนที่ดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกเข้าพบเพื่อชี้แจงการขยับกรอบเวลาของโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามแผนเดิม ซึ่งการเลื่อนประมูลงานเดินรถออกไปจะไม่กระทบ โดยรฟม.จะกำหนดให้เอกชนผู้รับงานติดตั้งระบบและเดินรถ เร่งงานให้เร็วมากขึ้นเพื่อให้ทันกำหนดการเปิดให้บริการสายสีส้มตะวันออกในปี 2567

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่าสำหรับแผนพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น ยืนยันว่าตนจะผลักดันรถไฟไฮสปีดสองเส้นทางที่เหลือคือ รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายเหนือช่วงกรุงเทพ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ วงเงินลงทุนมากกว่า 500,000 ล้านบาท และรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายใต้ช่วงกรุงเทพ-หัวหิน-สุราษฎร์ธานี วงเงินราว 400,000-500,000 ล้านบาท ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมกำหนดไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศตลอดจนขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้า

อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลได้ออกแบบเครื่องมือทางการเงินมาช่วยลงทุนโครงการขนาดใหญ่อยู่แล้วทั้ง การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์(TFF) ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 วงเงินลงทุนมากกว่า 3 แสนล้านบาท ได้แก่รถไฟทางคู่ช่วง บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนมวงเงิน 6.79 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับรถไฟทางคู่เฟส 2 ที่เตรียมเสนอ ครม. นั้นได้แก่ รถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 8 พันล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย 5.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานีมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลามูลค่า 5.7 หมื่นล้านบาท รถไฟทางคู่ระนอง-ชุมพร วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43628</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเลรถไฟฟ้าสายสีส้ม, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, เลื่อนประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190816/image_big_5d5656c5b2e57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2018 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2018 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลื่อนสรุปผู้ชนะประมูลปิโตรฯอ้างชงครม.ไม่ทัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แห้วเปิดตัวผู้ชนะประมูลปิโตร อ้างชงครม.ไม่ทัน ชี้เป็นวาระสำคัญต้องเสนอเป็นวาระหลัก ไม่ใช่แค่งานจร ข้าราชการส่ายหัวยังสรุปไม่ได้ว่าจะเสนออีกทีสัปดาห์ใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค. 2561 - นายสมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงพลังงานงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้กำหนดจะแถลงความคืบหน้าการเปิดประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 (กลุ่มแหล่งเอราวัณ) และ หมายเลข G2/61 (กลุ่มแหล่งบงกช) แต่เนื่องจากในวันนี้มีวาระเข้าพิจารณาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น วาระของกระทรวงพลังงานจึงไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้ทัน
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในวันนี้การประชุมครม.มีวาระที่จะต้องพิจารณาค่อนข้างมาก และเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ จึงไม่สามารถบรรจุเรื่องนี้เป็นวาระจรได้ทัน ดังนั้นหลังจากนี้ เลขาธิการ ครม. จะบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นวาระปกติต่อไป&amp;rdquo;นายสมภพ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแหล่งเอราวัณ, สมภพ พัฒนอริยางกูล, เปิดประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม, เลื่อนประมูล, แหล่งบงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c0639d371214.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง ส่อเลื่อนประมูลทางด่วนหลังเอกชนเมินลงทุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง ส่อเลื่อนประมูลทางด่วนหลังเอกชนเมินลงทุน เล็งปรับทีโออาร์ 3 ด้าน ขยายสัมปทาน-ลดส่วนแบ่ง-เพิ่มค่าผ่านทาง มัดใจนักลงทุนชิงเค้กโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางด่วนช่วงกระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ว่า โครงการดังกล่าวขณะนี้คงติดปัญหาและถูกตั้งข้อสังเกตหลายด้าน โดยเฉพาะภาคเอกชนและนักลงทุนที่เรียกร้องให้พิจารณาปรับปรุงรายละเอียด TOR เพื่อให้โครงการเกิดความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นกทพ.จึงอยู่ระหว่างทบทวนแนวทางการปรับเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การขยายสัมปทานโครงการออกไปให้มากกว่าเดิมที่ระบุไว้ 30 ปี โดยอาจเพิ่มเป็น 50ปี หรือมากกว่า ควบคู่กับการพิจารณาปรับสัดส่วนการจัดเก็บรายได้เข้าภาครัฐและการพิจารณาปรับค่าผ่านทางให้สูงมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการเปิดPPP ว่าจะเป็นรูปแบบ PPP Net Cost หรือ PPP Gross Cost โดยจะเป็นการกำหนดเอกชนลงทุนโครงการบางส่วนและจัดสรรผลตอบแทนให้กับภาครัฐตามที่ตกลงกัน ส่วนเรื่องค่าผ่านทางที่จะปรับเพิ่มขึ้นนั้นตามแผนศึกษาเดิมเระบุอัตราค่าผ่านทางสำหรับรถจักรยานยนต์ 15 บาท รถ 4 ล้อ 45 บาท รถ 6-10 ล้อ 85 บาท และมากกว่า 10 ล้อ 130 บาท อย่างไรก็ตามพบว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ(EIRR)นั้นสูงถึง 12% ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงิน(FIRR) อยู่ที่เพียง 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จากการปรับแก้ไข TOR ดังกล่าวส่งผลให้โครงการนี้มีแนวโน้มสูงที่จะไม่สามารถเปิดประมูลได้ตามแผนภายในปีนี้ เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายด้านทั้งการเสนอTORใหม่เข้าสู่คณะกรรมการบริหารกิจการ(บอร์ด)กทพ.เพื่อขออนุมัติ ก่อนเสอนต่อไปยังกระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)และคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดPPP) ทำให้แผนก่อสร้างเดิมที่ตั้งไว้ในช่วงกลางปี 2563 อาจต้องขยับออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวกระทรวงคมนาคมระบุว่าสำหรับข้อกังวลของนักลงทุนเรื่องความคุ้มค่าของโครงการนั้นมาจากมูลค่าก่อสร้างงานอุโมงค์ลอดภูเขานาคเกิดระยะทาง 1.85 กม.ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก จึงต้องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแนวทางเสนอขอเปลี่ยนมือให้หน่วยงานในสังกัดอย่างกรมทางหลวงและการทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงทุนช่วงดังกล่าวโดยใช้งบประมาณภาครัฐแทนเพื่อให้โครงการสามารถเดินต่อได้ทันตามกรอบเวลาที่รัฐบาลวางไว้เพราะเป็นโครงการที่บรรจุในยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่ปี 2558&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีบางฝ่ายมองว่าFIRR ที่ต่ำนั้นเหมาะกับการลงทุนของกลุ่มทุนรายใหญ่เพราะเป็นกิจการประเภทรับรู้กำไรระยะยาวแต่รายได้ไม่หวือหวาในช่วงแรก ทั้งนี้คาดว่าปริมาณจราจรในปี 2567 เป็นปีแรกเปิดใช้ รถจักรยานยนต์อยู่ที่ 28,488 คันต่อวัน รถยนต์ 24,216 คันต่อวัน เป็นทางด่วนขนาด 8 ช่องจราจร หรือไป-กลับ 4 ช่องจราจร สำหรับให้รถยนต์วิ่ง 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร ในบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14948</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง, เลื่อนประมูล, เอกชนเมิน, แก้ไขทีโออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6a5ecdc18a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
