<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งประหาร 2ลูกชายเล่าต๋า สมคบคิดค้ายา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสั่งประหารสถานเดียว &amp;quot;2 ลูกชายเล่าต๋า&amp;quot; กับพวกรวม 5 คน อีก 3 คนจำคุกตลอดชีวิต ฐานสมคบคิดมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พบฟอกเงินในทรัพย์สินรวม 220 รายการ มูลค่า 200 ล้านบาท ริบของกลางทั้งหมด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ย.2613/2562 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายปรีชา แสนลี่, นายอำนาจ แสนลี่ (ทั้งสองเป็นลูกชายนายเล่าต๋า แสนลี่ นักค้ายาเสพติดระดับชาติ), นายสมเจต แสนฟู่, นายปริญญา หรือหนึ่ง หมื่นอภัย, น.ส.ศิริวรรณ วงค์สา, นายศุภกร ภารสวัสดิ์, นายนัฐพงษ์ หมื่นอภัย และนายเชาวสิทธิ์ แก้วกองมา เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 12 พ.ค.2561-11 พ.ค.2562 พวกจำเลยได้ร่วมกันมีเฮโรอีน ไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ที่บรรจุในถุงและหลอด น้ำหนักรวม 12 กก.เศษ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันฟอกเงิน โดยมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำจัดหายาเสพติด ลำเลียงส่งจำหน่ายจากพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ไปที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โดยมีจำเลยที่ 6-8 ให้ความช่วยเหลือ เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับเงิน-โอนเงินจากการค้ายาเสพติด เพื่อการฟอกเงินโดยนำไปซื้อบ้าน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ ที่ดิน สัตว์เลี้ยง และอื่นๆ รวม 220 รายการ มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 3 ก.ย.2562 เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมพวกจำเลยได้ พร้อมยึดของกลางจำนวนมาก ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1-5, 7-8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดมาจากเรือนจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วรับฟังได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1-3 และ 6 เป็นการรับสารภาพ เพราะจำนนต่อจากพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งเส้นทางการเงินในบัญชีและพยานคนสนิทให้การ ส่วนที่จำเลยที่ 4-5, 7 นำสืบทำนองว่า รายได้ที่เข้ามาในบัญชีเป็นรายได้จากอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ขายวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างขายปูนและรายได้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดวรรณศิริ 1985 (วัสดุก่อสร้าง) รวมถึงบิดามารดาของจำเลยมีรายได้ สามารถให้จำเลยที่ 4 ยืมเงิน และจำเลยที่ 4 โอนเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ทางนำสืบของจำเลย 4, 5, 7, 8 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และจำเลยที่ 2-8 มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฟอกเงินฯ การกระทำของจำเลยที่ 2-8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้มีการกระทำความผิด เพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 5-8 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกันกับตัวการ ให้ลงโทษประหารชีวิต และตามฟ้องจำเลยที่ 1, 4, 5 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 6-8 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษคนละหนึ่งในสาม ฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คงจำคุกจำเลยที่ 6-8 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฟอกเงิน คงจำคุกจำเลยที่ 6-8 คนละ 16 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2-5 ประหารชีวิต และลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 5-8 ตามฟ้องในข้อหาสมคบกันทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว จึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมาเรียงกระทง ลงโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงประหารชีวิตจำเลยที่ 1-5 สถานเดียว และจำเลยที่ 6-8 ให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีชา แสนลี่, สมเจต แสนฟู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อำนาจ แสนลี่, เล่าต๋า แสนลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602d0cd1129ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประหารสถานเดียว! &#039;2 ลูกชายเล่าต๋า&#039; ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.พ.64 - ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ย.2613/2562 ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายปรีชา แสนลี่, นายอำนาจ แสนลี่ (ทั้งสองเป็นลูกชายนายเล่าต๋า แสนลี่ นักค้ายาเสพติดระดับชาติ), นายสมเจต แสนฟู่, นายปริญญา หรือหนึ่ง หมื่นอภัย, น.ส.ศิริวรรณ วงค์สา, นายศุภกร ภารสวัสดิ์, นายนัฐพงษ์ หมื่นอภัย และ นายเชาวสิทธิ์ แก้วกองมา เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ, พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 12 พ.ค. 2561 - 11 พ.ค. 2562 พวกจำเลยได้ร่วมกันมีเฮโรอีน ไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ที่บรรจุในถุงและหลอด น้ำหนักรวม 12 กก.เศษ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันฟอกเงิน โดยมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำจัดหายาเสพติด ลำเลียงส่งจำหน่ายจากพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ไปที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส และที่อื่นเกี่ยวพันกัน โดยมีจำเลยที่ 6-8 ให้ความช่วยเหลือ เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับเงิน-โอนเงินจากการค้ายาเสพติด เพื่อการฟอกเงินโดยนำไปซื้อบ้าน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ ที่ดิน &amp;nbsp;สัตว์เลี้ยงและอื่นๆ รวม 220 รายการ มูลประมาณ 200 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. 2562 เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมพวกจำเลยได้ พร้อมยึดของกลางจำนวนมาก ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1-5, 7-8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดมาจากเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว รับฟังได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1-3 และ 6 เป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อจากพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งเส้นทางการเงินในบัญชีและพยานคนสนิทให้การ ส่วนที่จำเลยที่ 4-5,7 นำสืบทำนองว่า รายได้ที่เข้ามาในบัญชีเป็นรายได้จากอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ขายวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างขายปูนและรายได้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดวรรณศิริ 1985 (วัสดุก่อสร้าง) รวมถึงบิดามารดาของจำเลยมีรายได้ สามารถให้จำเลยที่ 4 ยืมเงิน และจำเลยที่ 4 โอนเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ทางนำสืบของจำเลย 4, 5, 7, 8 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และจำเลยที่ 2-8 มีความผิดตาม พ.ร.บ.การฟอกเงินพ.ศ.2542 &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยที่ 2-8 &amp;nbsp;เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้มีการกระทำความผิด เพราะเหตุที่ได้สมคบกันและร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 5-8 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกันกับตัวการให้ลงโทษประหารชีวิต และตามฟ้องจำเลยที่ 1, 4, 5 มีความผิดฐานสมคบกันเพื่อมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2-8 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกันกับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 6-8 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษคนละหนึ่งในสาม ฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คงจำคุก จำเลยที่ 6-8 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฟอกเงินคงจำคุกจำเลยที่ 6-8 คนละ 16 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2-5 ประหารชีวิต และลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 5-8 ตามฟ้องในข้อหาสมคบกันทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วจึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมาเรียงกระทงลงโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) คงประหารชีวิตจำเลยที่ 1-5 สถานเดียว และจำเลยที่ 6-8 ให้จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93351</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักค้ายา, ประหารชีวิต, ลูกชายเล่าต๋า, เล่าต๋า แสนลี่, เฮโรอีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210217/image_big_602ce57dc2130.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตลอดชีวิต&#039;เล่าต๋า ยืนประหารลูกชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกตลอดชีวิต &amp;quot;เล่าต๋า&amp;quot; ราชายาเสพติดค้ายาไอซ์ ปรับอีก 2.5 ล้าน เมียรับสารภาพลดเหลือ 25 ปี ส่วนลูกชาย 2 คนเจอประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีค้ายาเสพติดหมายเลขดำ อย.5907/59 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 79 ปี นักค้ายาเสพติดระดับชาติ, นางอาส่าหม่า แสนลี่ อายุ 69 ปี ภรรยา, นางรพีกาญจน์ หรือจันทร์ฉาย หรือไก่ ภพเพชรลักษณ์ หรือทรายมูล อายุ 59 ปี, นายวิจารณ์ แสนลี่ อายุ 43 ปี บุตรชาย อดีตกำนัน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และนายบารมี บารมีเกื้อกูล อายุ 40 ปี บุตรชาย (ต่างนามสกุล) ทั้งหมดเป็นชาว จ.เชียงใหม่ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันสมคบและร่วมกันจำหน่ายยาไอซ์ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต, ความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการโจทก์ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 ก.ย.-11 ต.ค.2559 นายเล่าต๋า, นางอาส่ามา และนางรพีกาญจน์ จำเลยที่ 1-3 มียาไอซ์ 1 ถุง หนักกว่า 900 กรัม แล้วนำมาจำหน่ายให้กับสายลับ ราคา 550,000 บาท ที่นายเล่าต๋า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อเจรจาซื้อขายเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวิจารณ์ และนายบารมี จำเลยที่ 4-5 เป็นผู้จัดหายาไอซ์ชนิดผลึกสีขาว จำนวน 20 ถุง หนักประมาณ 19 กก.เศษ จำหน่ายให้แก่สายลับที่เข้าล่อซื้อราคา 11 ล้านบาท โดยนายวิจารณ์กับนายบารมียังทำหน้าที่คุ้มกันให้นายเล่าต๋าระหว่างส่งมอบยาเสพติดด้วย ซึ่งระหว่างที่ถูกจับกุมนายเล่าต๋า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้นและปืนยาว รวม 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเกิดที่ปั๊มน้ำมัน &amp;ldquo;เล่าต๋า ปิโตรเลียม&amp;rdquo; เลขที่ 137 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชั้นสอบสวนนายเล่าต๋าและนางอาส่าหม่า ภรรยา ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเท่านั้น ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ขณะที่นางรพีกาญจน์ให้การรับสารภาพโดยตลอด ส่วนนายวิจารณ์รับสารภาพเฉพาะข้อหากระทำผิด พ.ร.บ อาวุธปืนฯ เท่านั้น และนายบารมีให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2560 ว่า จำเลยที่ 1-5 กระทำผิดตามฟ้องทั้ง 2 กรรม ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ปรับ 5 ล้านบาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษ ในกรรมแรก จำคุก 25 ปี กรรมที่ 2 (19 กก.) ให้จำคุกตลอดชีวิต รวมแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 2.5 ล้านบาท แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 5 ล้านบาท รับสารภาพเหลือจำคุก 25 ปี ปรับ 2.5 ล้านบาท จำเลยที่ 3 ให้จำคุกตลอดชีวิต ปรับ 5 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 4 ให้ประหารชีวิต และฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท การที่จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐให้บวกโทษจำคุกอีก 3 เท่า เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจบวกโทษให้สูงไปกว่านี้ได้ ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลลดโทษให้ ขณะที่จำเลย 3, 4, 5 อุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ยอมรับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวจำเลยทั้งหมดจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา โดยนายเล่าต๋ามีสีหน้าหมองคล้ำ ซูบผอม ส่วนจำเลยอื่นพูดแต่ภาษาจีนกับญาติที่มาฟังคำพิพากษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานโจทก์เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของกลุ่มนายเล่าต๋ามานาน ประกอบกับไม่เคยรู้จักหรือโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุกลั่นแกล้งให้ต้องรับโทษ ส่วนข้อต่อสู้ของพวกจำเลยเกี่ยวกับอาวุธปืน เป็นข้ออ้างลอยๆ ศาลเชื่อว่าเป็นปืนที่ใช้คุมกันการค้ายาเสพติด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่ 3 เคยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ต่อมาอ้างว่าตนเป็นเพียงแม่ค้าผลไม้ ที่รับไปเพราะถูกนายตำรวจใหญ่บอกว่าจะกันเป็นพยาน ล้วนแต่เป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ และไม่ถือรับเอาประโยชน์แห่งคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นเหตุบรรเทาโทษ กลับแสดงว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน แม้พยานโจทก์บางส่วนเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อมีความน่าเชื่อถือมีเหตุผลน่ารับฟัง เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เชื่อว่าพวกจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษพวกจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อุทธรณ์พวกจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52350</URL_LINK>
                <HASHTAG>บารมี บารมีเกื้อกูล, วิจารณ์ แสนลี่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาส่าหม่า แสนลี่, เล่าต๋า แสนลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df23d5f9260b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2019 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2019 12:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับลูกเขย&#039;เล่าต๋า&#039;กวาดล้างยาเสพติดก่อนสงกรานต์ยึดยามูลค่ากว่า106ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12เม.ย.62-ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) &amp;nbsp;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) &amp;nbsp;พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ท.กิตติธัช บุพศิริ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.ร่วมแถลงข่าวการจับกุมตัวนายอาเบนุ แสนหมี่ อายุ 33 ปี ลูกเขยนายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดรายใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ในการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2546 &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ทำการจับกุมนายเล่าต๋า แสนลี่ เอเย่นต์ยาเสพติดรายใหญ่ พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์ 20 กก. ในการจับกุมครั้งนั้น นายอาเบนุ ผู้ต้องหาที่ร่วมกระทำความผิดได้หลบหนีการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาสพติด 3 (บก.ปส.3) ได้ทำการสืบสวนหาข่าว กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ทราบว่านายอาเบนุ หรือสมชาย แสนหมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 4404/2546 ลงวันที่ 11 มิ.ย.2546 ได้หลบซ่อนมาอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 10ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายศาลจังหวัดฝาง เข้าทำการตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบนายสมชาย หรือ อาเบนุ แสนหมี่ จึงแสดงหมายศาลเข้าควบคุมตัวไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เบื้องต้นนายอาเบนุ ยังให้การ ปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการ ฟ้องศาลมั่นใจว่านายอาเบนุ มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ายาเสพติดแน่นอนเพราะเป็นการจับตามหมายจับซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ ติดตามสืบสวนจับกุมมานาน ถึงแม้เขาจะปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ตามพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วผู้ต้องหาเป็นเครือข่ายเดียวกันกับ นายเล่าต๋า แสนลี่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า อีกรายเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 2 กองกำกับการ3 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ร่วมกับทหารกองทัพภาค 3 จับกุมนายวิโรจน์ มาเยอะ อายุ 39 ปี นายเอกภาพ บริณัย อายุ 43 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 500,000 เม็ด รถยนต์กระบะ จำนวน 3 คัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่านายวิโรจน์และนายเอกภพ เป็นกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามสังเกตการณ์ กระทั่งวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พบนายวิโรจน์และนายเอกภพ ขับรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อเจรจาบริเวณไหล่ทางถนนพหลโยธิน ต.ทรายขาว อ.พาน.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ดังกล่าวมีรถกระบะ จอดอยู่ 1 คัน ลักษณะมีผ้าปกปิดสิ่งของ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาบ้า จำนวน 250 มัดรวม 500,000 แต่นายวิโรจน์และนายเอกภพไหวตัวทัน พยายามวิ่งหลบหนีแต่เจ้าหน้าที่สามารถ จับกุมตัวไว้ได้ โดยทั้ง2 ยอมรับสารภาพว่าได้ลำเลียงยาบ้ามารอส่งให้กับเครือข่าย จึงแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า คดีที่น่าสนใจอีกคดีจับกุมนายปิติภัทร วิสัยทัศนากุล อายุ 50 ปี นายนิอามู เจ๊ะหวัง &amp;nbsp;อายุ 35 ปี &amp;nbsp;นายต่วน สาแม อายุ26 ปี นายทรงสิทธิ์ ทรงสิริวงศ์ พร้อมของกลางยาบ้า 348,000 เม็ด ไอซ์ 20 กก. หลังสืบทราบว่าจะมีขบวนการยาเสพติดลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงตั้งด่านตรวจสกัดพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยทะเบียน ผบ -4331 เชียงใหม่ ที่มีนาสปิยบุตร เป็นคนขับ จึงขอตรวจสอบพบว่าที่กระบะท้ายมีการดัดแปลงจึงนำเข้าเครื่องเอ็กเรย์พบยาบ้า 348,000 เม็ดและไอซ์ 20 กก.ก่อนขยายผลจับขบวนการไว้ได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ตำรวจ กก.1 บก.ปส.13 บช.ปส. ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ศุลกากร ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมนายฟอล มามาดู อายุ 48 ปี ชาวเซเนกัล พร้อมโคคาอีน 99 ก้อน รวมน้ำหนัก 1.9 กก.ที่กลืนลงท้องเดินทางเข้ามาในประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มคาต้องสงสัย เมื่อถึงช่องศุลกากรได้ขอตรวจสัมภาระไม่พบสิ่งของต้องห้ามจึงนำตัวส่งตรวจที่ รพ.แพทย์ระบุพบสิ่งแปลกปลอมอัดแน่นอยู่ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง จึงยอมรับสารภาพรับจ้างกลืนยาเสพติดเข้าประเทศ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจับกุมครั้งนี้เป็นำไปตามนโยบายกวาดล้างยาเสพติด อาวุธปืน ก่อนเทศกาลสงกรานต์ 1-10 เม.ย.ที่ผ่านมา สามารถตรวจยึดยาเสพติดของกลางทั้งหมดมูลค่ากว่า 106 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33497</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน, พล.ท.กิตติธัช บุพศิริ, ราชายาเสพติด, อาเบนุ แสนหมี่, เล่าต๋า แสนลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb0232993f47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับลูกเขย&#039;เล่าต๋า&#039;กวาดล้างยาเสพติดก่อนสงกรานต์ยึดยามูลค่ากว่า106 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12เม.ย.62-ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) &amp;nbsp;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) &amp;nbsp;พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ท.กิตติธัช บุพศิริ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.ร่วมแถลงข่าวการจับกุมตัวนายอาเบนุ แสนหมี่ อายุ 33 ปี ลูกเขยนายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดรายใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ในการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2546 &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ทำการจับกุมนายเล่าต๋า แสนลี่ เอเย่นต์ยาเสพติดรายใหญ่ พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์ 20 กก. ในการจับกุมครั้งนั้น นายอาเบนุ ผู้ต้องหาที่ร่วมกระทำความผิดได้หลบหนีการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาสพติด 3 (บก.ปส.3) ได้ทำการสืบสวนหาข่าว กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ทราบว่านายอาเบนุ หรือสมชาย แสนหมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 4404/2546 ลงวันที่ 11 มิ.ย.2546 ได้หลบซ่อนมาอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 10ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายศาลจังหวัดฝาง เข้าทำการตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบนายสมชาย หรือ อาเบนุ แสนหมี่ จึงแสดงหมายศาลเข้าควบคุมตัวไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เบื้องต้นนายอาเบนุ ยังให้การ ปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการ ฟ้องศาลมั่นใจว่านายอาเบนุ มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ายาเสพติดแน่นอนเพราะเป็นการจับตามหมายจับซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ ติดตามสืบสวนจับกุมมานาน ถึงแม้เขาจะปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ตามพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วผู้ต้องหาเป็นเครือข่ายเดียวกันกับ นายเล่าต๋า แสนลี่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า อีกรายเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 2 กองกำกับการ3 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ร่วมกับทหารกองทัพภาค 3 จับกุมนายวิโรจน์ มาเยอะ อายุ 39 ปี นายเอกภาพ บริณัย อายุ 43 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 500,000 เม็ด รถยนต์กระบะ จำนวน 3 คัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่านายวิโรจน์และนายเอกภพ เป็นกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามสังเกตการณ์ กระทั่งวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พบนายวิโรจน์และนายเอกภพ ขับรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อเจรจาบริเวณไหล่ทางถนนพหลโยธิน ต.ทรายขาว อ.พาน.เชียงราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ดังกล่าวมีรถกระบะ จอดอยู่ 1 คัน ลักษณะมีผ้าปกปิดสิ่งของ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาบ้า จำนวน 250 มัดรวม 500,000 แต่นายวิโรจน์และนายเอกภพไหวตัวทัน พยายามวิ่งหลบหนีแต่เจ้าหน้าที่สามารถ จับกุมตัวไว้ได้ โดยทั้ง2 ยอมรับสารภาพว่าได้ลำเลียงยาบ้ามารอส่งให้กับเครือข่าย จึงแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า คดีที่น่าสนใจอีกคดีจับกุมนายปิติภัทร วิสัยทัศนากุล อายุ 50 ปี นายนิอามู เจ๊ะหวัง &amp;nbsp;อายุ 35 ปี &amp;nbsp;นายต่วน สาแม อายุ26 ปี นายทรงสิทธิ์ ทรงสิริวงศ์ พร้อมของกลางยาบ้า 348,000 เม็ด ไอซ์ 20 กก. หลังสืบทราบว่าจะมีขบวนการยาเสพติดลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงตั้งด่านตรวจสกัดพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยทะเบียน ผบ -4331 เชียงใหม่ ที่มีนาสปิยบุตร เป็นคนขับ จึงขอตรวจสอบพบว่าที่กระบะท้ายมีการดัดแปลงจึงนำเข้าเครื่องเอ็กเรย์พบยาบ้า 348,000 เม็ดและไอซ์ 20 กก.ก่อนขยายผลจับขบวนการไว้ได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ตำรวจ กก.1 บก.ปส.13 บช.ปส. ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ศุลกากร ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมนายฟอล มามาดู อายุ 48 ปี ชาวเซเนกัล พร้อมโคคาอีน 99 ก้อน รวมน้ำหนัก 1.9 กก.ที่กลืนลงท้องเดินทางเข้ามาในประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มคาต้องสงสัย เมื่อถึงช่องศุลกากรได้ขอตรวจสัมภาระไม่พบสิ่งของต้องห้ามจึงนำตัวส่งตรวจที่ รพ.แพทย์ระบุพบสิ่งแปลกปลอมอัดแน่นอยู่ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง จึงยอมรับสารภาพรับจ้างกลืนยาเสพติดเข้าประเทศ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจับกุมครั้งนี้เป็นำไปตามนโยบายกวาดล้างยาเสพติด อาวุธปืน ก่อนเทศกาลสงกรานต์ 1-10 เม.ย.ที่ผ่านมา สามารถตรวจยึดยาเสพติดของกลางทั้งหมดมูลค่ากว่า 106 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33496</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน, พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน, พล.ท.กิตติธัช บุพศิริ, ราชายาเสพติด, อาเบนุ แสนหมี่, เล่าต๋า แสนลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb0232993f47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
