<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วย second best option     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติสาธารณสุขไทยในขณะนี้ถือเป็นปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมโดยตรง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนต่อความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก สินค้าและบริการที่ขาดแคลนได้แก่ วัคซีนโควิด-19 การตรวจคัดกรองเชื้อ ชุดตรวจ ATK เวชภัณฑ์ ยา และเตียงผู้ป่วยวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาในการจัดหา จัดสรร และกระจายสินค้าบริการที่ไม่ทั่วถึงและไม่ทันเวลา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ ด้านหนึ่งก็เกิดจากตัวของระบบสาธารณสุขเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของระบบราชการในการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาช่วยกันแก้วิกฤติโควิด-19 ของประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการจัดหาวัคซีน แม้หลายฝ่ายจะเห็นพ้องตรงกันว่า มาตรการสำคัญที่สุด (The first best) ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็คือการหาวัคซีนที่เพียงพอและทันเวลามาให้กับประชากรจำนวนมากเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ซึ่งแม้ภาคเอกชนเองจะได้เสนอตัวเพื่อช่วยภาครัฐในการจัดหาวัคซีนเพิ่มแล้ว จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวัคซีนทางเลือกเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยจัดหาวัคซีนในวันที่ 9 เมษายน 2564 แล้ว &amp;nbsp;และมีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เรียกว่าทีม Thailand เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 เมษายนก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน รัฐบาลกลับบอกว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสได้เองในปีนี้ เพราะมีงบประมาณในการจัดหาให้ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยภาคเอกชนในตอนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างก็คือเรื่องการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเคยออกประกาศกำหนดให้สถานพยาบาลของทั้งรัฐและเอกชนที่รับตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว หากพบว่ามีผลติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp; โรงพยาบาลนั้นจะต้องรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาหมดทุกคน จนนำไปสู่ปัญหาว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนประกาศไม่รับตรวจคัดกรองให้ เพราะไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ติดเชื้อไว้ได้ ในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องออกประกาศปลดล็อคให้โรงพยาบาลเอกชนรับตรวจคัดกรองได้โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องรับผู้ติดเชื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรับผู้ป่วยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองตัวอย่างนี้ สะท้อนถึงข้อจำกัดในการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนได้ไม่มากก็น้อย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศบค. มีมติให้เพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัดเพื่อขยายพื้นที่ในการสกัดกั้นการกระจายตัวของเชื้อโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 31 สิงหาคม และให้มีการผ่อนคลายในบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการแบบ &amp;ldquo;semi-lockdown&amp;rdquo; นี้ จึงเป็นทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เหลืออยู่โดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; ดังกล่าวนี้ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น เราจะหาวิธีลดจำนวนผู้ป่วยวิกฤติให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านโครงการ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ที่ตอบโจทย์การลดจำนวนผู้ป่วยหนักที่เป็นประชาชนทั่วไปให้ได้จริงได้อย่างไร ซึ่งก็รวมไปถึงกรณีที่ทางสภาอุตสาหกรรมได้เรียกร้องให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเรื่อง Factory Isolation ด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะต้องคิดถึงเรื่องการจัดหาศูนย์พักคอยและศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อให้โครงการ HI และ CI สามารถดูแลผู้ป่วยจำนวนมากให้เข้าถึงยาและติดตามอาการได้ทันเวลาและทั่วถึงอย่างแท้จริง และมีการส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักไปสู่โรงพยาบาลได้จริง ไม่ใช่ศูนย์พักคอย &amp;ldquo;แบบตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ที่ไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึงและเป็นจริงในทางปฏิบัติ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องลงทุนสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะแก้วิกฤติได้อย่างรอบด้านด้วย เช่น การสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะตอบโจทย์เรื่อง &amp;ldquo;คนป่วยล้นเตียง&amp;rdquo; โดยใช้ &amp;ldquo;โรงแรมร้างคนพัก&amp;rdquo; (จนต้องเข้าโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo;) มาทำเป็นศูนย์พักคอยที่มีความพร้อมเรื่องห้องพัก ระบบสื่อสาร พนักงาน ระบบกำจัดขยะติดเชื้อ และมีการเชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขและระบบ &amp;ldquo;เทเลเมดิซีน&amp;rdquo; ของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สมัครใจทำ Hospitel มาก่อนแล้ว ทั้งนี้ ภาครัฐจะสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้โดยการใช้เงินจากงบกลางเพื่อการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่มีอยู่กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท (และอาจใช้เงินบางส่วนจากการกู้เงินรอบใหม่ที่มีมูลค่าหนึ่งล้านล้านบาทตามข้อเสนอแนะของ ธปท.) เพื่อไปขอเช่าโรงแรมที่ได้มาตรฐานเรื่องความสะอาด สะดวก และปลอดภัย โดยภาครัฐจะขอเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับต้นทุน (at cost) เพื่อมาใช้ทำศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อ และมีการออกมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และภาษี ให้กับเจ้าของโรงแรมเพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งแรงงานของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่กลายเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อใหม่ ให้มีโอกาสได้ใช้บริการจากศูนย์พักคอยที่มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดเชื้อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศึกษาในต่างประเทศที่อาจใช้เทียบเคียงได้ ก็คือกรณีของ Santa Clara County Public Health ที่มีข้อกำหนดว่า คนที่มีผลตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่เป็นบวกและมีรายได้ต่อครัวเรือนที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของค่าเฉลี่ยมัธยฐานของรายได้ครัวเรือนในเขตพื้นที่นั้นแล้ว ก็จะมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินดังนี้ (ก) ในกรณีที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ก็จะได้รับความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และได้รับค่าเช่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟอีกเป็นเวลาหนึ่งเดือนแต่ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครัวเรือน พร้อมกับมีการจัดส่งอาหารและเครื่องใช้ในบ้านให้อีกหนึ่งครั้ง หรือ (ข) ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อไม่สามารถจะกักตัวที่บ้านของตัวเองได้ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าโรงแรม ค่าบริการซักรีด และเงินค่าอาหารอีกสามมื้อต่อวันในระหว่างเวลาการกักตัวด้วย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้งบกลางและเงินกู้ของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสู้ชนะโควิด-19 ได้มากขึ้นนี้ นอกจากจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยการช่วยให้ผู้เริ่มป่วยที่มีอาการน้อยไม่ต้องป่วยหนักแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจประกันสุขภาพ และธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศสามารถอยู่รอดและขยายตัวสู่ตลาดชาวต่างชาติที่สนใจมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness) ในไทยหลังยุคโควิด รวมทั้งรองรับกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร. อารยะ&amp;nbsp; ปรีชาเมตตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กนิษฐา หลิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, ชุดตรวจ ATK, ยา, วิกฤติสาธารณสุขไทย, เวชภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108ac17afc78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ติดตามสถานการณ์เวชภัณฑ์ยารักษาโควิดใกล้ชิด ย้ำมีแผนจัดหาเพียงพอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่ยังพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ในประเทศเพิ่มขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ติดตามในเรื่องของความเพียงพอของเวชภัณฑ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทั่วถึง&amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการมอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศติดตามหน่วยบริการแต่ละจังหวัดให้ลงข้อมูลเวชภัณฑ์ในระบบบูรณาการข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 หรือระบบ Co-ward อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเพื่อให้เห็นข้อมูลความต้องการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดหา พร้อมกับกำชับคณะทำงานด้านการจัดหายาและวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อความต้องการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขถึงข้อมูลสำรองเวชภัณฑ์ รวมถึงสถานการณ์บริหารจัดการยาว่า ขณะนี้ทั้งในส่วนเวชภัณฑ์และยารักษาโรคโควิด-19 อยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยมีอัตราสำรองในระยะเวลาหลายเดือน เช่น กรณีหน้ากาก N95 มีสำรองทั้งคลังส่วนกลางและคลังภูมิภาค 511,439 ชิ้น อัตราสำรองคงคลัง 14 เดือน&amp;nbsp;ชุดPPE แบบ Coverall&amp;amp;Grown มีสำรองคงคลังทั่วประเทศ 3,761,620 ชุด อัตราคงคลัง 4 เดือน ถุงคลุมรองเท้า (Shoe Cover)&amp;nbsp; มีสำรองทั่วประเทศ 1,819,895 คู่ อัตราสำรองคงคลัง 9 เดือน หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask) มีสำรองในคลังทั่วประเทศ 194,978,564 ชิ้น อัตราสำรองคงคลัง 13 เดือน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์(Favipiravir) ปัจจุบันมีคงเหลือในคลังทั้งสิ้น 2,989,747 เม็ด โดยแยกเป็นอยู่ในคลังขององค์การเภสัชกรรม 857,700 เม็ด สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 392,962 เม็ด กรมการแพทย์ 2,254,504 เม็ด และกรมควบคุมโรค 31,341 เม็ด ส่วนยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) มีคงคลังขององค์การเภสัชกรรม 2,369 ขวด(vial)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลทั้งการจัดหา การกระจายเวชภัณฑ์และยาเพื่อการรักษาโรคโควิด-19ไปยังหน่วยบริการให้เพียงพอและทั่วถึง ซึ่งทั้งหมดมีการประมาณการความต้องการและแผนการจัดหา การจัดงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ เช่นกรณีของยาฟาวิพิราเวียร์มีแผนการจัดหาในเดือนก.ค.นี้อีก 5 ล้านเม็ด ระหว่างเดือนส.ค. -ก.ย. อีก 3 ล้านเม็ด&amp;nbsp; ส่วนยา Remdesivir จัดหาในเดือนก.ค.นี้อีก 3,100 ขวด&amp;quot; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108196</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยาฟาวิพิราเวียร์, วัคซีนโควิด, หน้ากากอนามัย, เวชภัณฑ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d5c9b21db15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขีดเส้น12กค.62 ‘300รพ.เอกชน’ เข้าแจ้งราคายา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมการค้าภายในแจงแนวทางการปฏิบัติเรื่องการแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลเอกชน 300 แห่ง ย้ำต้องแจ้งราคายาภายใน 12 ก.ค. เวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ 22 ก.ค. เผยหลังได้ข้อมูล เตรียมตรวจสอบ หากผู้บริโภคร้องเรียนโขกค่ารักษา ค่ายาเมื่อไร จะเข้าไปจัดการทันที&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังจัดการประชุมชี้แจงแนวทางความโปร่งใสและเป็นธรรมด้านราคายา เวชภัณฑ์ บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.2562 ให้กับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง จากที่เชิญไป 353 แห่งว่า เป็นการชี้แจงเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศ กกร. โดยราคาที่ต้องแจ้งมายังกรม ต้องเป็นต้นทุนของยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ โดยที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น ค่าห้อง ค่าแอร์ ค่าเภสัชกร ค่าจ้างพนักงาน ค่าสร้างตึกใหม่ เป็นต้น และในส่วนของยา จะต้องแจ้งราคาซื้อและขายยาในกลุ่มบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิ์ทุกที่ (UCEP) และรายการยาที่มีการจำหน่ายสูงสุด รวม 3,992 รายการ ภายในวันที่ 12 ก.ค.2562 ส่วนราคาเวชภัณฑ์ 868 รายการ และค่าบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการ ให้แจ้งภายในวันที่ 22 ก.ค.2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังจากที่กรมได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว ในส่วนของราคายา จะนำมาตรวจสอบกับบัญชีราคายาของกรมบัญชีกลางและข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ทั้งจากบริษัทผู้ผลิตยา และผู้นำเข้า เพื่อดูว่าเป็นราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนหรือไม่ ถ้าสอดคล้องกับต้นทุน และเป็นราคาเฉลี่ยปกติ ก็จะไม่ทำอะไร จากนั้นจะนำราคาขึ้นไว้บนเว็บไซต์ของกรม และจัดทำ QR Code จัดส่งให้โรงพยาบาลเอกชนไปติดไว้เพื่อให้ผู้ป่วยได้ตรวจสอบได้ โดยคาดว่าจะตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.2562 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังวันที่ 12 ก.ค.2562 จะดูว่าราคาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่แตกต่าง ก็จะไม่ยุ่ง แต่ถ้ามีราคาสูงเกินจริง จะเชิญให้มาชี้แจงก่อน ถ้ายังไม่ร่วมมืออีก ก็ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าไปดูแล ทั้งๆ ที่กรมไม่ได้อยากใช้อำนาจตามกฎหมายเลย โดยมาตรการที่จะนำมาใช้ได้ เช่น การกำหนดอัตรากำไรที่เหมาะสม แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น เพราะกรมไม่ได้ต้องการที่จะใช้มาตรการ และหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการ หากโรงพยาบาลเอกชนให้ความร่วมมือ&amp;rdquo;นายวิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า กรมยังได้ย้ำกับโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง จะต้องให้การรักษาเท่าที่จำเป็น ห้ามรักษาเกินจริง และจะต้องแจ้งรายละเอียดให้ผู้ป่วยรับทราบด้วยว่าเป็นโรคอะไร ค่ารักษาเท่าไร เหตุการณ์แบบท้องเสีย มีค่าใช้จ่าย 3 หมื่นบาท จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก และในใบสั่งยา จะต้องระบุรายละเอียดชื่อยา ราคายาให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการไปซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้แจ้งโรงพยาบาลเอกชนอีกว่าปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีมีข้อร้องเรียนการรักษาที่เกินความเป็นจริง หรือคิดค่ารักษาสูงเกินสมควรแล้ว หากกรมได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภค จะเข้าไปตรวจสอบในทุกกรณี หากพบการกระทำผิด ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมจะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อให้ คปภ.หารือกับสมาคมประกันชีวิต ในการปรับปรุงโครงสร้างเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้สอดคล้องกับโครงสร้างราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ ซึ่งมีแนวโน้มที่เบี้ยประกันจะลดลง รวมทั้งการกำหนดรูปแบบการเคลมประกันในการเรียกค่าสินไหมทดแทนจะต้องครอบคลุมทั้งราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางแพทย์ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38883</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร้องเรียนโขกค่ารักษา, หนังสือพิมพ์, เวชภัณฑ์, แจ้งราคายา, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d08f2e876688.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้แล้วกม.คุมราคา ค่ารักษารพ.เอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศ กกร.ควบคุม รพ.เอกชนค้ากำไรเกินควร ทั้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล กรมการค้าภายในให้เวลา 45 วัน ส่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ ฝ่าฝืนมีโทษทั้งปรับและจำคุก เผย รพ.เอกชนบางแห่งฟันกำไรค่ายาสูงสุดถึง 16,566.67% ต่อไปต้องแจ้งค่าใช้จ่ายให้คนไข้รู้ก่อนรักษา หรือจะคิด &amp;quot;ค่าชะโงก&amp;quot; ของหมอแต่ละคนก็ไม่ได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ว่า ขณะนี้ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52 พ.ศ.2562 เรื่อง การแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. หลังจากที่ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธาน กกร. ได้ลงนามเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2562 โดยกรมการค้าภายในมั่นใจว่ามาตรการที่ออกมาภายใต้ประกาศ กกร.ดังกล่าวจะช่วยดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนได้อย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดประกาศ กกร.ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายส่ง ต้องแจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการ ตามรายการที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ (UCEP) เบื้องต้นอยู่ที่ 3,892 รายการ และในอนาคตจะขยายให้ครอบคลุมรายการยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (TMT) โดยบัญชียามีจำนวนกว่า 32,000 รายการ บัญชีเวชภัณฑ์ 868 รายการ และค่าบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการ และยังกำหนดให้โรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงราคายา ต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบก่อนปรับราคาภายใน 15 วัน หากไม่แจ้งราคาซื้อ-จำหน่ายตามที่ประกาศกำหนด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัยกล่าวว่า ได้ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 353 แห่งแล้ว และให้เวลาในการแจ้งราคาซื้อขายภายใน 45 วัน ใครไม่แจ้งจะมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากได้ข้อมูลมาครบแล้วจะนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน และโรงพยาบาลเอกชนต้องแสดง QR Code เปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกด้วย รวมทั้งจะเรียกรายที่คิดราคาแพงเกินจริง หรือคิดกำไรเกินจริงมาสอบถามเหตุผลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน พบว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายตั้งแต่ 29.33% จนถึงสูงสุด 8,766.79% หรือมีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 10.83 บาท จนถึงสูงสุด 28,862 บาท และมีกำไรตั้งแต่ 47.73% จนสูงสุด 16,566.67% มีตัวอย่างยาที่ซื้อขาย เช่น ยา S_DOPROCT ราคายา 17 บาท ขายเฉลี่ย 148 บาท ขายสูงสุด 303 บาท ยา ORFARIN ราคายา 2 บาท ขายเฉลี่ย 13.75 บาท สูงสุด 36 บาท ยา XANDASE ราคายา 3 บาท ขายเฉลี่ย 6 บาท สูงสุด 20 บาท ยา AMPHOTERICIN-B ราคายา 452 บาท ขายเฉลี่ย 937 บาท ขายสูงสุด 2,200 บาท เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับใบสั่งยา ประกาศ กกร.กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องประเมินค่ารักษาเบื้องต้นให้ผู้ป่วยทราบ และต้องแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยทราบ ก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ เมื่อผู้ป่วยร้องขอ และในการจำหน่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอก ให้โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและใบแจ้งราคายาให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า โดยใบสั่งยาอย่างน้อยต้องประกอบด้วยชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้า รูปแบบยา ขนาดหรือปริมาณ จำนวน วิธีใช้ ระยะเวลาในการใช้ และใบแจ้งราคายาต้องประกอบด้วยชื่อยาตามใบสั่งยาและราคาต่อหน่วย หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและส่วนจังหวัดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย กรณีมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็น หรือการคิดค่าบริการรักษาพยาบาลสูงเกินสมควร เช่น ปวดท้อง คิดราคา 3 หมื่น หรือปวดหัว แต่ให้บริการทั้งตรวจตา วัดชีพจร ตรวจลิ้น ทำทีซีสแกน หรือคิดค่าชะโงกจากการนำแพทย์มาให้บริการหลายคน เป็นต้น หากผู้บริโภคเห็นว่ามีการคิดราคาสูงเกินสมควรจริงและร้องเรียนเข้ามา และพบว่าผิดจริง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37242</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิชัย โภชนกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวชภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefd8643a524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์” ระบุยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชนแพงเวอร์ ห่างจากราคาปกติถึง 300% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เม.ษ. 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิตและผู้นำเข้ายาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ และร้านจำหน่ายยาขนาดใหญ่ ได้แจ้งข้อมูลซื้อขาย รวมถึงราคาซื้อและขายมายังกรมฯ ตามกำหนดเส้นตายที่กำหนดไว้วันที่ 4 เม.ย.2562 แล้ว แต่ยังส่งมาไม่ครบทุกราย ซึ่งกรมฯ ได้นำข้อมูลราคามาเทียบเคียงกับราคามาตรฐานที่ได้รับมาจากกรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดูแล้วพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของรายการที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นรายการ มีราคาสมเหตุสมผล แต่อีกครึ่งหนึ่ง มีราคาแตกต่างกันมาก ตั้งแต่หลักสิบเปอร์เซ็นต์ไปจนถึง 200-300% หรือมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในจำนวนโรงพยาบาลเอกชนที่กรมฯ ขอให้แจ้งข้อมูลมีทั้งหมด 353 ราย มีจำนวน 295 รายที่จัดส่งข้อมูลให้ และในจำนวนนี้มี 72 ราย ที่กรมฯ ขอให้ปรับปรุงข้อมูลมาใหม่ และไม่ยื่นเลย 58 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก แต่รายใหญ่ก็มี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับหนังสือจากกรมฯ ถ้าได้รับ อาจจะอยู่ระหว่างการตอบกลับ เพราะอาจจะส่งข้อมูลวันสุดท้าย คือ 4 เม.ย.2562 กลุ่มที่ส่งหนังสือไปไม่ถึง จะส่งไปซ้ำอีกครั้ง และกลุ่มส่งถึงแต่ไม่ส่งข้อมูลกลับ ซึ่งจะส่งตำรวจดำเนินคดีตามมาตรา 18 (1) ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการทุกราย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มผู้ผลิตและผู้นำเข้า 339 ราย และร้านขายยาขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่แจ้งข้อมูลเข้ามาแล้ว แต่บางรายได้สอบถามเข้ามาว่าจะต้องส่งข้อมูลเป็นรายโรงพยาบาลหรือไม่ หากต้องส่งแบบนี้ จะมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก และราคาขายแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกันตามจำนวนการสั่งซื้อ และยังขึ้นกับระยะทางการขนส่งอีก ซึ่งกรมฯ ได้ขอให้แจ้งข้อมูลราคายาเป็นช่วง และจะขยายระยะเวลาในการส่งให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัยกล่าวว่า หลังจากได้ข้อมูลต่างๆ และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนแล้วเสร็จ คณะทำงานฯ จะเสนอให้คณะกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ ที่มีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิจารณามาตรการที่จะนำมาใช้กำกับดูแล จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เห็นชอบอีกครั้ง และจะนำรายละเอียดราคาของแต่ละโรงพยาบาลไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ของกรมฯ ซึ่งจะมีราคายาแต่ละชนิด ค่าเวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล โดยผู้บริโภคสามารถเข้าไปดูและเปรียบเทียบราคาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่ตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร กรมฯ จะเชิญมาพูดคุยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และจะขอให้ปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ถ้าไม่ปรับลด จะขอให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทำการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ร้องเรียนเข้ามายังกรมฯ ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปจัดการให้ตามกฎหมาย โดยมีโทษตามมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการสูง จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ คณะทำงานฯ ได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นฐานในการกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ จากกระทรวงสาธารณสุข กรมบัญชีกลาง ผู้ผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาซื้อและขายของโรงพยาบาลเอกชน การเบิกเงินจากผู้เอาประกันทั้งในส่วนของประกันวินาศภัย และประกันชีวิต และราคาจากร้านขายยาขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ได้ข้อมูลครอบคลุมอาการที่ฉุกเฉินจำเป็น รวม 10,046 รายการ ประกอบด้วย กลุ่มยา 3,892 รายการ กลุ่มเวชภัณฑ์ 868 รายการ และกลุ่มค่ารักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ 5,286 รายการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยา, วิชัย โภชนกิจ, อธิบดีกรมการค้าภายใน, เวชภัณฑ์, แพงเกินจริง, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190406/image_big_5ca8168daff36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2019 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ขีดเส้น4เม.ย. ต้องแจ้งข้อมูลซื้อขายยา หวังช่วยคุมราคาให้เป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย. 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล &amp;nbsp;เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลเอกชน 353 ราย ผู้ผลิต และผู้นำเข้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ 339 ราย และร้านจำหน่ายยาขนาดใหญ่ ให้แจ้งข้อมูลซื้อ ขาย &amp;nbsp;รวมถึงราคาซื้อ และขาย มายังกรมฯ ภายในวันที่ 4 เม.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน และราคาขายที่เหมาะสม และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคในการรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากครบกำหนดแล้ว ผู้ใดยังไม่ส่งข้อมูลมาให้ กรมฯจะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีผู้ประกอบการส่งข้อมูลมาให้เพียงร้อยกว่ารายเท่านั้น ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว กรมฯมีเจตนาทำให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมแก่ประชาชน จึงขอให้โรงพยาบาลเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือ&amp;quot;นายวิชัยกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ข้อมูลราคายา, วิชัย โภชนกิจ, เวชภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2773079f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2018 20:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อควรระวังเมื่อต้องบิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงแม้เราจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรก่อนที่เราจะเดินทาง แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น เราก็ควรระวังในการปฏิบัติตนต่างๆ ระหว่างเดินทาง (During The Flight) เช่น นำยา เวชภัณฑ์ สิ่งของจำเป็นต้องใช้ พกติดตัวไปด้วยในห้องโดยสาร เลือกที่นั่งใกล้ทางเดิน (Aisle Seat) ห่างจากเครื่องยนต์ ใกล้ห้องสุขา หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซและน้ำอัดลม ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดการเดินทาง อย่านั่งเป็นเวลานานๆ ควรลุกขึ้นเดินเป็นช่วงๆ และออกกำลังกล้ามเนื้อขานะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16910</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, เวชภัณฑ์, แอลกอฮอล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
