<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาวิเศษในการบริหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหา (Problem) และความต้องการ (Need) ในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอทั้งในการบริหารงานองค์กรตั้งแต่ระดับร้านก๋วยเตี๋ยวไปจนถึงบริษัทมหาชน ตั้งแต่ระดับกองไปจนถึงกระทรวงทบวงกรม ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงประเทศชาติ ปัญหาและความต้องการทั้งหลายเหล่านี้มากกว่า ร้อยละ ๗๐ สามารถจัดการแก้ไขได้ด้วย &amp;ldquo;ยาวิเศษในการบริหาร&amp;rdquo; อันได้แก่ &amp;ldquo;ภาวะผู้นำ&amp;rdquo; (Leadership) นั่นเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวะผู้นำ หมายถึง &amp;ldquo;วิธีการแสดงออกที่สะท้อนถึงความคิดอ่านภายในจิตใจและสมองของบุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าหรือผู้นำ ผ่านทางบุคลิกลักษณะท่วงทีวาจา เกิดการตัดสินใจ แล้วสื่อสารต่อไปสู่บุคคลอื่น ในรูปของการสั่งการหรือจูงใจให้บุคคลนั้น ๆ ดำเนินการด้วยวิธีต่าง ๆ ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้&amp;rdquo; (คำว่าภาวะผู้นำ ส่วนใหญ่จะใช้ไปในความหมายด้านดี เช่น &amp;ldquo;หัวหน้าคนนี้มีภาวะผู้นำ&amp;rdquo; ก็แปลว่าคนนี้เป็นคนเก่ง สั่งการหรือนำพาผู้คนได้) &amp;nbsp;ภาวะผู้นำที่จำเป็นยิ่งสำหรับการบริหารราชการภาครัฐ มีดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณธรรม จริยธรรม หมายถึงธรรมะที่อยู่ในจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีงาม มีหิริโอตัปปะ &amp;nbsp;นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักเล่นหุ้นชาวอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยกล่าวว่า &amp;ldquo;ถ้าขาดซึ่งมโนสุจริต (Integrity) เสียแล้ว คุณสมบัติอื่น ๆ ก็หมดความหมาย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้นำในภาคราชการต้องยึดผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนมากกว่าส่วนตนและพรรคพวก แต่ในเมืองไทยเรื่องนี้นับว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีปัญหาอยู่มาก คะแนนดัชนีการรับรู้ทุจริต คือ Corruption Perceptions Index (CPI) ของประเทศไทยก็ตกต่ำลงทุกปี (ปี ๒๕๖๓ อยู่ลำดับที่ ๑๐๔ จาก ๑๘๐ ประเทศ) ที่น่าตกใจคือมีการวัดคะแนนนี้มานานนับสิบปีแล้ว คะแนนของเราไม่เคยเกินค่าเฉลี่ยของโลกเลยแม้แต่ปีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความกล้ารับผิดรับชอบและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ภาวะผู้นำเรื่องนี้ต้องการบุคคลที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวมั่นคง กล้ารับผิดชอบ ไม่โยนความผิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือโทษโน่นนี่ไปเรื่อย รวมทั้งกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องแม้จะถูกบีบจากผู้มีอำนาจมากแค่ไหน &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เคยให้กำลังใจข้าราชการประจำว่า &amp;ldquo;เขาย้ายเราได้ แต่ลดซี (ระดับตำแหน่ง) เราไม่ได้ อยู่ไหนก็ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้เหมือนกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความยุติธรรม ผู้นำที่ดีต้องยึดเอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้งในการดูแลผู้ร่วมงานและประชาชน&amp;nbsp;
คงไม่มีใครอยากทำงานกับหัวหน้าที่ไม่ยุติธรรม และถ้าหน่วยงานนั้นมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตอนุมัติหรือตัดสินชี้ขาด ยิ่งต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง &amp;nbsp;นายจู หรงจี้ อดีตนายกรัฐมนตรีจีนเคยกล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;ข้าราชการไม่ได้เกรงข้าฯ เพราะข้าฯ เข้มงวด แต่เกรงข้าฯ เพราะข้าฯ สุจริต ประชาชนไม่ได้ชื่นชมข้าฯ เพราะผลงาน แต่ชื่นชมข้าฯ เพราะข้าฯ ยุติธรรม&amp;rdquo; (บางสำนักสนับสนุนให้ &amp;ldquo;ผู้บังคับบัญชาต้องเข้มงวด&amp;rdquo; ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ต้องยุติธรรมและมีเมตตาควบคู่กันไปด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการคาดการณ์อนาคต ผู้นำที่ดีควรมีความสามารถมองภาพรวมหรือสภาวการณ์ในอนาคตหรือฉากทัศน์ (Scenario) ได้ โดยมีลางสำนึก (Sixth Sense) บางอย่าง ที่บอกได้ว่าเรื่องใดทำแล้วจะดี เรื่องใดทำแล้วจะเกิดปัญหา ความสามารถนี้จะทำให้ผู้นำวางวิสัยทัศน์ (Vision) ได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น รัชกาลที่ ๔ ทรงเล็งเห็นว่าชาติตะวันตกกำลังรุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ในเอเชีย จึงได้ทรงเตรียมเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองและเตรียมการศึกษาให้ราชบุตรราชธิดาของพระองค์ท่าน ซึ่งต่อมารัชกาลที่ ๕ ก็ได้ทรงสืบทอดพระราชปณิธานนั้น โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ตลอดรัชกาล พาบ้านเมืองรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นมาได้ เรื่องการคาดการณ์อนาคตนี้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมด้วย กล่าวคือถ้าเป็นคนดีมีธรรมะ การตัดสินใจก็จะออกมาในทาง
มีเหตุมีผล มุ่งไปในด้านดีงามเสมอ แม้ถ้าหากผิดพลาดคลาดเคลื่อนบ้าง ก็จะไม่เสียหายมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการบริหารคน ผู้นำต้องรู้จักหาคนดีคนเก่งมาใช้งาน ต้องรู้จักแยกแยะว่าใครมีความรู้ความสามารถอย่างไร งานใดควรใช้คนประเภทไหนทำ ถ้ารู้ไปถึงนิสัยใจคอและพฤติกรรมส่วนตัว รวมถึงครอบครัวได้ก็ยิ่งดี ฉะนั้น การใช้คนให้เหมาะแก่งาน (Put the right man on the right job) จึงสำคัญยิ่ง&amp;nbsp;
บางองค์กรมีการสร้างผู้นำรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย (SCG) มีการบ่มเพาะแล้วคัดกรองอย่างถี่ถ้วน เพื่อวางทายาทคนที่จะเป็นผู้นำในอนาคตแบบรู้ตัวล่วงหน้าไม่คลุมเครือ ซึ่งระบบราชการไทยยังไม่สามารถจะทำได้เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องซับซ้อนมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถในการสื่อสาร ในชีวิตประจำวันผู้นำหรือหัวหน้าจะต้องพูดจากับเพื่อนร่วมงาน
ทั้งในการปรึกษาหารือ การประชุม การวางแผน การตัดสินใจ การสั่งการ การอธิบายชี้แจงซึ่งรวมถึงการรับฟังผู้อื่นด้วย เนื่องจากปัจจุบันโลกแคบลงเพราะเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารทันสมัยและมีหลายช่องทาง ข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งกันไปมาในหน่วยงานและประชาชนมีมากมายมหาศาล ฉะนั้น การฝึกฝนเตรียมตัวที่ดีเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน
มีพลังในทางบวกจึงจำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์หรือการพูดต่อหน้าสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๗.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความมุ่งมั่นตั้งใจ ผู้นำจะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ (Determination) ที่จะทำงานให้สำเร็จโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ประกอบด้วยความอุตสาหะวิริยะเอาใจใส่ ความผูกพัน (Engagement) กับองค์กร และการมีแรงปรารถนา (Passion) ที่จะทำงานให้ได้ผลดี &amp;nbsp;มาร์ติน ลูเธอคิง จูเนียร์ เคยกล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;คนกวาดถนนถ้ามีใจรักในงาน ก็สามารถกวาดถนนได้เหมือนไมเคิล แองเจโลวาดรูป เบโธเฟนเล่นดนตรี เชกสเปียร์เขียนบทกวี&amp;rdquo; ความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำจะเป็นพลังดึงดูดให้ผู้ร่วมงานคึกคักเข้มแข็งตามไปด้วย เช่น ถ้าหัวหน้าขยัน ลูกน้องก็จะขยันตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๘.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความฉลาดเฉลียว &amp;nbsp;ผู้นำหรือหัวหน้าไม่จำเป็นต้องฉลาดปราดเปรื่องมี I.Q. (Intelligence Quotient) สูงขนาด ๑๘๐ เพราะผู้นำสามารถหาคนฉลาด ๆ มาช่วยงานได้ แต่ต้องเฉลียวเก่ง เพราะความเฉลียวจะทำให้เห็นหรือสงสัยอะไรบางอย่างที่คนฉลาดมองข้ามไป มีตัวอย่างมากมายที่ผู้นำหรือหัวหน้าฉลาดแต่ไม่เฉลียวแล้วสร้างปัญหาจนพาองค์กรหรือประเทศชาติไปสู่หายนะ นอกจากนี้แล้วผู้นำจำเป็นต้องใช้ความฉลาดในการแก้ไขปัญหามี A.Q. (Adversity Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ E.Q. (Emotional Quotient) ความฉลาดทางสังคม S.Q. (Social Quotient) และความฉลาดทางจริยธรรมและศีลธรรม M.Q. (Moral Quotient) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป ภาวะผู้นำเป็น&amp;ldquo;ยาวิเศษ&amp;rdquo;ที่สามารถแก้ไขปัญหาให้เบาบางลงได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ กล้าพอที่จะใช้ภาวะผู้นำที่ดีทั้งแปดข้อข้างต้นเข้าจัดการกับปัญหาเหล่านั้น ดังเช่น ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ที่กำลังสร้างความเสียหายอย่างมากมายทั้งทางชีวิตร่างกายและ
ทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ยิ่งต้องการผู้นำที่ใช้ภาวะผู้นำเข้าจัดการกับปัญหานี้อย่างเต็มที่ ประเทศจึงจะพ้นภัยไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;If you build an army of 100 lions and their leader is a dog, in any fight, the lions will die like a dog. But if you build an army of 100 dogs and their leader is a lion, all dogs will fight like a lion.&amp;rdquo; &amp;nbsp;(Napoleon Bonaparte)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่งบทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ โดย พงศ์โพยม วาศภูติ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112179</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศ์โพยม วาศภูติ, ยาวิเศษในการบริหาร, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทศบาลกับการปกครองท้องถิ่นไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2564 จะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศหลังจากที่ห่างหายไปประมาณ 7 ปีแล้ว ดังนั้น วันนี้เราลองมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับ &amp;ldquo;เทศบาล&amp;rdquo; ซึ่งนับเป็น 1 ใน 5 ของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทย อันประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา โดยเทศบาลเป็นการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีความเป็นชุมชนเมือง เทศบาลจึงมีลักษณะการทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและมีประเด็นต่างๆที่นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยองค์กรแรก &amp;nbsp;มีประวัติความเป็นมาจากพระราชดำริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงรับทราบจากพวกชาวต่างประเทศที่มักจะติเตียนว่าพระนครยังสกปรกและไม่มีถนนหนทาง จึงมีผู้กราบทูลให้จัด &amp;ldquo;มุนิสิเปอล&amp;rdquo; แต่ทรงโปรดให้เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;สุขาภิบาล&amp;rdquo; ก่อน เพื่อให้ทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายประชาชนค่อยๆ เรียนรู้การปกครองท้องถิ่นซึ่งเป็นของใหม่ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการเรื่อยมา ผ่านรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 (ทรงทดลองระบบเทศบาลในเมืองจำลอง &amp;ldquo;ดุสิตธานี&amp;rdquo;) และรัชกาลที่ 7 (ทรงเตรียมยกร่างกฎหมายจัดตั้งเทศบาล)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง กฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการปรับปรุงแก้ไขมาจนบัดนี้ถึงฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2552)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นท้องถิ่นไทยรูปแบบเดียวที่แบ่งออกเป็น 3 ขนาด หรือ 3 ประเภท &amp;nbsp;การจัดตั้งเทศบาลเป็นไปตามจำนวนและความหนาแน่นของประชากร เศรษฐกิจ และศักยภาพของท้องถิ่นนั้นๆ โดยมี 3 ประเภท (สามารถเปลี่ยนแปลง ยุบ ควบรวม หรือเลื่อนขึ้นลงได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด) &amp;nbsp;ปัจจุบันมีเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และ เทศบาลนคร 30 แห่ง ภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของเทศบาลทั่วประเทศในปัจจุบันน่าจะไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเป็นที่มาของการให้ประชาชนเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง &amp;nbsp;เดิมการเลือกผู้บริหารองค์กร-ปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ หลังจากเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นแล้ว สภาดังกล่าวต้องลงมติเลือกตัวนายกองค์กรปกครองท้องถิ่นจากสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้น เป็นการเลียนแบบระบบรัฐสภา (Parliamentary System) เช่นที่เป็นอยู่ในระดับชาติ แต่ที่มาของผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวของเทศบาล มักจะเกิดความวุ่นวายระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา เช่น การซื้อตัวให้ย้ายข้าง การตีรวนเมื่อข้อบัญญัติงบประมาณเข้าสภา ฯลฯ ทำให้รัฐบาลได้เสนอแก้ไขกฎหมายแยกการเลือกตั้งผู้บริหารกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงทั้งคู่ พร้อมทั้งวางหลักป้องกันปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ดี นับเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อยที่มีการนำระบบประธานาธิบดี (Presidential System)&amp;nbsp;
มาใช้ปะปนในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล ปัญหาของการปกครองท้องถิ่นไทยมีสารพัด&amp;nbsp;
แต่กล่าวเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาล คือ (1)การกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจ บทบาทหน้าที่
ที่น้อยเกินไปและซ้ำซ้อนกับกระทรวง กรม จังหวัด และอำเภอ &amp;nbsp;(2)ความซ้ำซ้อนของภารกิจและพื้นที่กับองค์การ-บริหารส่วนจังหวัด &amp;nbsp;(3)รายได้ไม่เพียงพอต่อการบริหาร การพัฒนาพื้นที่ และการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน เนื่องจากปัญหาการแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น &amp;nbsp;(4)การควบคุมกำกับดูแลจากส่วนกลางและภูมิภาค&amp;nbsp;
มีมากและไม่สู้จะมีมาตรฐาน ในขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องนี้ก็ดูจะน้อยเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวโน้มในอนาคตที่ควรจะเป็น &amp;nbsp;(1)ให้เทศบาล (Municipality) เป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นหลัก โดยกำหนดภารกิจ โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ให้หลากหลาย มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ &amp;nbsp;(2)ปรับปรุงการเงินการคลังท้องถิ่น ให้เทศบาลมีรายได้เพียงพอต่อการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่โดยการกำหนดประเภทภาษีท้องถิ่นเสียใหม่ การแบ่งรายได้จากภาษีของรัฐเพิ่มเติม การจัดสรรเงินระหว่างท้องถิ่นรูปแบบอื่นกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งจัดเงินอุดหนุนประเภทให้คิดเองทำเองเป็นก้อน (Lump Sum) ให้มากกว่าเดิม &amp;nbsp;(3)ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาและให้บริการแก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การควบรวมระหว่างเทศบาลขนาดเล็กกับเทศบาลขนาดเล็ก หรือกับเทศบาลขนาดใหญ่กว่า รวมทั้งการควบรวมกับองค์การบริหารส่วนตำบล หรือการควบรวมระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลด้วยกันเพื่อยกฐานะเป็นเทศบาลระดับตำบลหรือเมือง &amp;nbsp;(4)สร้างเวทีและเครื่องมือเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่สามารถควบคุมกำกับดูแลการดำเนินงานของเทศบาลได้มากยิ่งขึ้น เช่น เวทีพลเมือง สภาประชาชน ฯลฯ ให้เกิดความรู้สึกว่าการปกครองท้องถิ่นเป็น &amp;ldquo;ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน&amp;rdquo; อย่างแท้จริงตามปรัชญาของการปกครองตนเองอย่างที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทราบความสำคัญของเทศบาลดั่งนี้แล้ว ผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลอย่าลืมไปตรวจรายชื่อและใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อเลือก &amp;ldquo;คนที่ใช่&amp;rdquo; มาเป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลของเรานะครับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พงศ์โพยม วาศภูติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94108</URL_LINK>
                <HASHTAG>พงศ์โพยม วาศภูติ, เทศบาล, เทศบาลกับการปกครองท้องถิ่นไทย, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_603608c79d1a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันเกษตรกร: ทางรอดของภาคเกษตรไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในบทความนี้เป็นบทสรุปจากโครงการวิจัย &amp;ldquo;ผลกระทบระยะยาวของการขยายกิจการของผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ต่างชาติ&amp;rdquo; ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษา คือ การจัดการและรับมือกับอิทธิพลของผู้ประกอบการต่างชาติ จะไม่ปฏิเสธบทบาทของผู้ประกอบการต่างชาติในการนำผลผลิตไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการจัดระเบียบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดในการรับซื้อผลผลิต เกษตรกรต้องมีความเข้มแข็งเกิดเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจาการซื้อขาย เพื่อให้ได้ราคาที่ยุติธรรม &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในการค้าขายผลผลิตทางเกษตรทั่วไป เกษตรกรมักเสียเปรียบจากอำนาจต่อรองที่ด้อยกว่าผู้ซื้อ &amp;nbsp;จากหลายเหตุ เช่น เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตรได้น้อยกว่าและช้ากว่าพ่อค้า &amp;nbsp; ในกรณีของผลผลิตซึ่งเน่าเสียง่าย เกษตรกรมีแรงกดดันที่จะต้องรีบขาย เสียเปรียบในการต่อรองราคา เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและมีจำนวนมาก ต้องแย่งกันขายผลผลิตให้กับผู้ซื้อซึ่งเป็นรายกลางและรายใหญ่หรือมีทุนที่หนากว่า อีกทั้งความไม่แน่นอนในปริมาณผลผลิตที่เกิดจากนานาเหตุ ส่งผลให้เกิดผลผลิตล้นตลาด นำไปสู่ความตกต่ำของราคาได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักปฏิบัติทั่วไปในการยกระดับอำนาจการต่อรองทางการค้าของเกษตรกรประกอบด้วย 5 กลุ่มกลยุทธ์ ประกอบด้วย 1) การควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด &amp;nbsp;2) การตลาดแบบรวมกลุ่ม 3) เกษตรพันธสัญญา &amp;nbsp;4) การสร้างความแตกต่างให้กับผลผลิต และ 5) การลดคนกลางในโซ่อุปทาน &amp;nbsp;โดยการขับเคลื่อนทั้ง 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ต่างต้องอาศัยการรวมตัวกันของเกษตรกรเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อน โดยมีภาครัฐสนับสนุนตามความเหมาะสม สังคมที่สามารถยกระดับภาคเกษตรให้เกษตรกรมีฐานะและคุณภาพชีวิตที่ดี ต่างดำเนินการ &amp;ldquo;เชิงรุก&amp;rdquo; ผลักดันให้เกษตรกรเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนการพัฒนา &amp;nbsp;แต่ด้วยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังเป็นรายเล็ก ไม่เข้มแข็งพอที่จะสร้างอำนาจต่อรองเองได้โดยลำพัง &amp;nbsp;จำเป็นต้องอาศัยการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเป็น &amp;ldquo;สถาบันเกษตรกร&amp;rdquo; ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาภาคการเกษตรไทยที่มีกันมาในอดีต &amp;nbsp;ต่างนิยมให้หน่วยงานรัฐรับบทบาท &amp;ldquo;ช้างเท้าหน้า&amp;rdquo; ของการขับเคลื่อนองคาพยพการแก้ไขปัญหา บนฐานความเชื่อว่า เกษตรกรไทยมีความอ่อนแอ ไม่สามารถยืนได้บนขาของตัวเอง จำต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐแทบในทุกมิติ &amp;nbsp;การให้เกษตรกรพึ่งพารัฐอยู่ร่ำไป ทำให้เกษตรกรอ่อนแอลง จมอยู่กับวังวนของปัญหา &amp;nbsp; นอกจากนี้ กลยุทธ์และมาตรการแก้ไขภาคเกษตร มักต้องอาศัยความร่วมมือในการดำเนินงานของหน่วยงานจำนวนมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ (การเพาะปลูก) ไปยังปลายน้ำ (การตลาดและการขาย) ของห่วงโซ่สินค้าเกษตร &amp;nbsp;เป็นหน่วยงานที่กระจัดกระจายไปในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่กำหนดขอบเขตภารกิจของตนเอง มีแผนการใช้งบประมาณของตนเองเป็นเอกเทศ อีกทั้งในหลายวาระยังต้องลู่ไปตามกระแสการเมืองที่วูบวาบอีก &amp;nbsp;ขาดองค์กร &amp;ldquo;เจ้าภาพ&amp;rdquo; หรือองค์กรที่จะเป็นเจ้าของผลงาน (Ownership) ที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้การดำเนินงานทั้งองคาพยพของทุกหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความอ่อนแอและความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว&amp;nbsp;
โครงการวิจัยจึงได้นำเสนอกรอบกลยุทธ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากข้อเสนอในอดีต โดยเน้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร ให้สามารถเป็นผู้นำและรับผิดชอบหลัก ขับเคลื่อนกลยุทธ์และมาตรการโดยเฉพาะส่วนการประกอบธุรกิจและการค้า หน่วยงานรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาระบบข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยังจำเป็นต้องพึ่งอำนาจตามกฎเหมายและสรรพกำลังของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่ใช่เป็นข้อเสนอใหม่ สหกรณ์แห่งแรกของไทยได้ถูกจัดตั้งมากว่า 100 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดตั้งมากว่า 40 ปี แต่เกษตรกรไทยยังไม่สามารถรวมตัวกันเป็นเอกภาพ สร้างองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็งจนขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติได้ &amp;nbsp;การศึกษาจึงได้ทำการถอดบทเรียนบทบาทของสถาบันเกษตรกรและกระบวนขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคการเกษตรในประเทศนิวซีแลนด์และสหภาพยุโรป เปรียบเทียบกับกรณีของไทยใน 5 กรณีศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการถอดบทเรียนกรณีศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การพัฒนาสถาบันเกษตรกรใน 2 กรณีมีกรอบแนวทางการขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน &amp;nbsp;ในกรณีของกีวีในนิวซีแลนด์ การขยายตัวอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการส่งออกเป็นผลจากการพัฒนาด้านสถาบันและด้านองค์กรอย่างต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จนปี ค.ศ. 1988 เกิดวิกฤตการณ์ราคากีวี นำไปสู่การปรับโครงสร้างใหม่ในปี ค.ศ. 1989 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ด้วยการแยกบทบาทหน้าที่ทางธุรกิจออกจากองค์กรรัฐ สถาบันเกษตรกรรับบทนำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการดำเนินการทั้งด้านการผลิตและการค้า ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้ให้กับสนับสนุน (Facilitator) และกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย &amp;nbsp;ในกรณีอุตสาหกรรมผักและผลไม้ในสหภาพยุโรป รัฐบาลของกลุ่มสหภาพยุโรป ได้เริ่มใช้นโยบายด้านการเกษตรร่วมกัน (The Common Agricultural Policies, CAP) ในปี ค.ศ. 1962 &amp;nbsp;ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 ระหว่างที่จะมีการปฏิรูปนโยบาย CAP เกิดความไม่สมดุลในอำนาจทางการค้าระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้า ภาครัฐจึงได้ยกระดับความสำคัญสถาบันเกษตรกรเพื่อ เป็นกลไกที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรในการค้ากับผู้ประกอบการกับธุรกิจในห่วงโซ่สินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างยุติธรรมตลอดทั่วห่วงโซ่สินค้าเกษตร อันเป็นหลักประกันให้เกษตรกรมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี &amp;nbsp;โดยสถาบันเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริม จะต้องให้ความสำคัญกับการทำการตลาดให้กับผลผลิตของสมาชิก และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตตลอดห่วงโซ่สินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างกรณีผักและผลไม้ในสหภาพยุโรปและสินค้ากีวีในนิวซีแลนด์ คือ เกษตรกรกีวีรวมตัวกันเป็นเพียงสถาบันเกษตรกรแห่งเดียว ในขณะที่สถาบันเกษตรกรในสหภาพยุโรปจะมีอยู่หลายแห่งตามฐานการผลิต โดยมีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเปิดโอกาสให้จัดตั้งสถาบันเกษตรกรร่วมกันขายผลผลิต และกฎหมายที่กำกับดูแลสหกรณ์ให้ความยืดหยุ่นแก่สถาบันเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกประเภทขององค์กรและรูปแบบการบริหารจัดการภายใน นอกจากนี้ รัฐยังมีความชัดเจนในนโยบายและเงื่อนไขการให้การสนับสนุนแก่สถาบันเกษตรกรที่มีคุณภาพ &amp;nbsp; สิ่งที่ทั้งสองกรณีมีร่วมกัน คือ รัฐบาลรับบทบาทอำนวยความสะดวก และกำกับดูแลด้านกฎหมาย ในขณะที่สถาบันเกษตรกรรับบทบาทนำในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการผลิตและการค้า โดยให้ความสำคัญกับการค้านำการผลิต เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองในการขายผลผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การถอดบทเรียนการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรของไทยจาก 5 กรณีตัวอย่าง ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสินค้าไก่เนื้อและผลิตภัณฑ์ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์แห่งชาติ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ และการยางแห่งประเทศไทย พบว่า สถาบันเกษตรกรถูกกำหนดสถานภาพเป็นเพียงแค่ผู้แทน ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของร่วม และถูกกระทำในลักษณะที่สร้างความเคยชินให้กับสถาบันเกษตรกรในฐานะเป็นเพียงผู้ขอรับความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่มีปัจจัยเอื้อที่จะดึงศักยภาพให้สถาบันเกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศึกษาของต่างประเทศ ชี้ว่า สถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งและสามารถสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้นั้น จะต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนกลไกหรือเครื่องมือให้กับเกษตรกร ในการดำเนินการธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิตทั้งที่เป็นผลผลิตสดจากสวน หรือผลผลิตที่แปรรูปแล้ว ภายใต้แนวคิดการให้ความสำคัญกับการตลาดนำการผลิต ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตลาด: &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น ขายผลผลิตร่วมกัน &amp;nbsp;พัฒนาตราสินค้าของกลุ่มและผลิตภัณฑ์แปรรูป สร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศ และประเทศ) &amp;nbsp;รักษาผลผลิตที่ได้คุณภาพที่ตลาดกำหนด &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ ยกระดับความสามารถในการประกอบการ จนสามารถเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายผลผลิตในต่างประเทศด้วยตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปลูก: เช่น พัฒนาระบบวางแผนการปลูกให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของพื้นที่และความต้องการของตลาด ประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะและระบบการเกษตรปลอดภัย มาสนับสนุนการทำสวน และพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกำหนดและควบคุมคุณภาพผลผลิต: กำหนดมาตรฐานผลผลิตของกลุ่ม และอาจให้เหนือกว่ามาตรฐานของผู้ซื้อเพื่อความโดดเด่นของสินค้า และ &amp;nbsp;2) พัฒนาระบบตรวจคุณภาพและสุขอนามัยของพืช จนถึงระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤตการณ์: พัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงให้เกษตรกร สามารถผ่านพ้นช่วงที่เกิดการสะดุดของการเพาะปลูกและการค้าขายไปได้ และควบคุมไม่ให้ปัญหาระยะสั้นลุกลามไปเป็นวิกฤตการณ์ระยะยาว จนทำให้เกษตรกรทสูญเสียอาชีพการทำเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเป็นผู้แทนของเกษตรกรในการประสานกับหน่วยงานภายนอก: ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกรต่างๆ
ความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรไทยจะเป็น &amp;ldquo;จุดคานงัด&amp;rdquo; นำพาภาคเกษตรไทยออกจากวังวนของวิกฤตได้ โดยสถาบันเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ต้องจัดตั้งตามความต้องการของกลุ่มเกษตรกรที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่จัดตั้งตามกระแสการเมืองหรือกระแสการสร้างผลงานของหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp; มีระบบคัดกรองที่เข้มข้นให้ได้สมาชิกที่มีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ &amp;nbsp;สถาบันเกษตรกรต้องมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทางด้านธุรกิจ เข้ามาบริหารการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรอย่างมืออาชีพและมีธรรมาภิบาล โดยสถาบันเกษตรกรจะต้องมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้ในภารกิจเกี่ยวกับการค้าและธุรกิจ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ ด้านข้อมูล และด้านกฎระเบียบ เฉกเช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ คณะผู้วิจัยประกอบด้วย รศ.ดร. สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ &amp;nbsp;รศ.น.สพ.ดร. วิชัย ทันตศุภารักษ์ &amp;nbsp;ผศ.ดร. ประมวล สุธีจารุวัฒน &amp;nbsp;ผศ. เรือเอก ดร. สราวุธ ลักษณะโต &amp;nbsp;ผศ.ดร. ศุภวรรณ วิเศษน้อย &amp;nbsp;ผศ.ดร. ฐิติมา วงศ์อินตา และ อ.ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร &amp;nbsp;ทั้งนี้ความเห็นในรายงานนี้เป็นของผู้วิจัย สกสว. ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์
สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93523</URL_LINK>
                <HASHTAG>สถาบันเกษตรกร: ทางรอดของภาคเกษตรไทย, สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์, สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200501/image_big_5eac05dc76527.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PM2.5  คุณภาพอากาศเริ่มมีผลต่อสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก เป็นสุภาษิต ที่เข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความหมาย คือมีเรื่องราวเดือดร้อนเกิดขึ้น ยังไม่ทันจะแก้ไขหรือจัดการให้สงบดีก็เกิดมีเรื่องใหม่ซ้อนขึ้นมาอีกกลายเป็นสองเรื่องขึ้นในคราวเดียวกัน เทียบเคียงกับการระบาดใหม่ของโรคทางเดินหายใจ โควิด-19 ในระลอกที่สองนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 พร้อมกับการเกิดฝุ่น PM2.5 ที่ระดับเกินมาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ( มคก./ลบ.ม. ) ซึ่งคุณภาพอากาศเริ่มมีผลต่อสุขภาพ ในช่วงเวลาต่อเนื่องกัน ตามภาพข่าวเรื่อง COVID-19 และคุณภาพอากาศ PM2.5 ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อยุ่ทุกวันในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ได้มีการกระจายไปสู่ 64 จังหวัด มีจำนวนผู้ติดเชื้อ13500 คน ณ. วันที่ 24 มค.2564 &amp;nbsp;และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 73 ราย ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพต่อการรับมือ COVID-19 ของรัฐบาลไทยและความร่วมมือของคนไทย คงสามารถควบคุณสถานการณ์ระบาดได้ในเร็ววัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาเดียวกันกับการระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ปัญหาคุณภาพอากาศด้วยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินมาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. ก็เริ่มก่อตัวขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาคุณภาพอากาศ แต่ฝุ่นขนาดเล็กที่เราหายใจเข้าปอดทุกวันทำให้ส่อเห็นเค้าลางการก่อตัวปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเด็กชายวัย 4 ขวบอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เลือดกำเดาออกจมูกไหลไม่หยุด ปอดเป็นจุดดำซึ่งบ่งบอกของโรคปอดอักเสบ หรือเด็กหญิงวัย 11 เดือนจากอำเภอแม่ริมป่วยจาการสูดดมฝุ่นพิษเข้าไปทำให้ปอดข้างขวาอักเสบ ยิ่งได้รับฝุ่นพิษเข้าร่างกายอยู่เป็นประจำเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดก็จะป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างความรุนแรงเมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินกว่า 999 มคก./ลบ.ม. เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของชาวมองโกเลียหลายพันคนในแต่ละปี เนื่องจากการเผาถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่ซึ่งอุณหภูมิติดลบถึง 25 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเคยมีค่าคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกในวันที่ 12 มีนาคม 2562 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ค่า &amp;nbsp;AQI อยู่ที่ 271 PM2.5 อยู่ที่ 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนกรุงเทพอยู่ลำดับ 6 ค่า AQI อยู่ที่ 159 &amp;nbsp;ในวันเดียวกัน เชียงใหม่ยังตรวจพบค่า PM2.5 สูงเกิน 371 มคก./ลบ.ม.ในหลายพื้นที่ของช่วงหลังเดือนมีนาคม &amp;nbsp;และคุณภาพอากาศยิ่งแย่ลงอีกในเดือนมีนาคมปี 2563 โดยค่า PM2.5 ที่ปรากฏในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 445 มคก./ลบ.ม.และที่ อำเภออมก๋อยขึ้นสูงที่สุดในระดับ 715 มคก./ลบ.ม.จึงไม่น่าสงสัยในสุขภาพที่แย่ลงของประชาชน จากข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1เชียงใหม่มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากปัญหาหมอก ควันและไฟป่ามีทั้งสิ้น 89219 คนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากและยิ่งนานวันจะทวีความรุนแรงของปัญหาเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Covid-19 ไวรัสเชื้อโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างรุนแรงรวดเร็วในวงกว้างทั่วทุกประเทศโดยไม่เลือกว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจน หรือความแตกต่างในรายได้ของคน ไม่ว่าจะร่ำรวยขนาดไหนหรือมีตำแหน่งหนกลใดไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศหรือคนรากหญ้าคนชาติพันธ์ก็มีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ Covid-19 ได้เช่นเดียวกัน วัคซีนที่สร้างโดยมนุษย์ก็สามารถป้องกันโรคนี้ไม่ให้น่ากลัวและกลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับฝุ่น PM2.5 ปัญหาคุณภาพอากาศที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก ในไทยมักจะเกิดจากการเผาไหม้ ทั้งในพื้นที่เพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยวทั้งข้าว อ้อย และข้าวโพด เผาเศษใบไม้ใบหญ้าในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพ ฝุ่นควันจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถจำนวนมากในกรุงเทพและเมืองใหญ่ &amp;nbsp;ฝุ่นจากงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เป็นต้น &amp;nbsp;อาจรวมถึงไฟไหม้ป่าตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ เพียงแต่ธรรมชาติยังคงมีความเมตตา ด้วยลมฟ้าฝน ตามฤดูกาลยังช่วยแบ่งเบาบรรเทาปัญหา ให้เกิดขึ้นเพียงในช่วงฤดูแล้งในวันที่ปราศจากการพัดไหลเวียนของลมและปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพ ก็จะจากไปเมื่อมีฝนตกลงมาถูกต้องตามฤดูกาลในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สถิติตัวเลขที่รวบรวมโดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ได้แสดงถึงจำนวนวัน ที่ผลของ PM2.5 ที่มีค่าเกิน 50 ในปี พ.ศ.2563 &amp;nbsp; ขอยกตัวอย่างในพื้นที่ภาคเหนือรวม 4 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ค่าเฉลี่ยในช่วง4 เดือนระหว่าง มกราคม ถึง เมษายน พ.ศ. 2563 มีจำนวนวัน ที่ค่า PM2.5 เกิน 50 ค่ามาตรฐานคุณภาพอากาสมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตั้งแต่ 29.8 % ในเดือน มกราคม 72.4 % ในเดือนกุมภาพันธ์ สูงสุดที่ 91.1 % ในเดือนมีนาคม และลงมาที่ 69.1 % ในเดือนเมษายน ( มากน้อยในแต่ละจังหวัดอาจแตกต่างกันในแต่ละเดือน ) นั่นหมายความว่าคนทางภาคเหนือจะต้องอยู่กับคุณภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นระยะเวลายาวนาน 4 เดือนในแต่ละปี ส่งผลถึงความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะเด็กเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า &amp;nbsp;ส่วนในพื้นที่กรุงเทพอาจโชคดีที่ระยะเวลาอาจสั้นกว่าจบในเดือนกุมภาพันธ์ ความเสี่ยงต่อการหายใจเอาฝุ่นเข้าไปสะสมในปอดก็คงไม่น้อย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะต่อไป
สงครามกับ PM2.5 เรายังมองไม่เห็นชัยชนะของคนไทย &amp;nbsp;ทั้ง ๆ ที่มนุษย์เองเป็นผู้สร้าง PM2.5 &amp;nbsp;มนุษย์จะต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา โดยต้องเริ่มจากความเข้าใจและจริงใจไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มใดเป็นการเฉพาะ แก้ปัญหาตรงจุด จะสำเร็จได้ต้องมีความต่อเนื่อง มีความเข็มแข็งของชุมชน มีภาคีเครือข่ายทั้งเอกชนภาครัฐและNGO พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนความรู้ที่นำมาแก้ไขปัญหาได้จากภาควิชาการ&amp;nbsp;
ประการสุดท้ายขอเป็นกำลังใจ เฝ้าติดตามและสนับสนุน โครงการแม่แจ่มโมเดล ที่จังหวัดเชียงใหม่ โครงการนำร่องของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาให้ประสบความสำเร็จในเร็ววัน เพื่ออากาศที่บริสุทธ์และคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับลูกหลานของเราคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วงศกร &amp;nbsp;พิธุพันธ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92581</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5  คุณภาพอากาศเริ่มมีผลต่อสุขภาพ, วงศกร  พิธุพันธ์, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_60096c2f8e472.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชากรในหลายประเทศสร้างความหวังว่าสถานการณ์การระบาดของโรคจะเริ่มคลี่คลาย&amp;nbsp;ถึงกระนั้นก็ตามหลายประเทศยังประสบปัญหาการระบาดซ้ำ&amp;nbsp;แม้ประเทศที่เคยได้รับการยอมรับว่ามีการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp;ก็ไม่สามารถป้องกันการระบาดระลอกใหม่ได้&amp;nbsp;การเฝ้าระวังและมาตรการทางสาธารณสุขจะต้องดำเนินไปอีกนาน&amp;nbsp;จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะที่ใกล้ปกติ&amp;nbsp;ดังนั้นการทบทวนประสบการณ์&amp;nbsp;ประมวลข้อสังเกตจากการบริหารจัดการของประเทศต่างๆน่าจะเป็นประโยชน์&amp;nbsp;เพื่อนำมาเป็นข้อคิดและปรับปรุงแนวทางในการดำเนินนโยบายสาธารณะในการควบคุมโรคในระยะต่อไป&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดทั้งในแง่สาธารณสุขและเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;
สิ่งที่น่าแปลกใจในการแพร่ระบาดของโรคโควิดคือหลายประเทศที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของโลกเป็นประเทศจากกลุ่มพัฒนาแล้วชั้นนำของโลก&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกาซึ่งมีฐานะเศรษฐกิจร่ำรวย&amp;nbsp;มีทรัพยากรที่พร้อมทั้งทางสาธารณสุขและทรัพยากรมนุษย์&amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าปัจจัยในเรื่องฐานะความร่ำรวยของประเทศ&amp;nbsp;ระดับการศึกษาของประชากร&amp;nbsp;ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยป้องกันการระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ในทางกลับกันหลายประเทศที่ไม่ร่ำรวย&amp;nbsp;หรือไม่พัฒนาเท่า&amp;nbsp;กลับสามารถควบคุมโรคโควิดได้ผลดีกว่า&amp;nbsp;เป็นที่น่าขบคิดว่าประเทศเหล่านี้ได้ทำอะไรที่ช่วยให้ควบคุมโรคโควิดได้ผลกว่าประเทศพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;บทความนี้จึงขอกล่าวถึงคุณสมบัติหรือปัจจัยที่คล้ายคลึงกันจากประสบการณ์ของประเทศที่ควบคุมโควิดได้ดี&amp;nbsp;และตั้งข้อสังเกตว่าหลายปัจจัยมิได้ตั้งอยู่บนความเจริญทางวัตถุ&amp;nbsp;หรือการทุ่มทุนทางงบประมาณ
&amp;nbsp;
ระบบจัดการสาธารณสุขที่ครบวงจรและการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;ระบบสาธารณสุขที่มีการวางแผนที่ดีจะมีระบบที่ครบวงจรตั้งแต่การให้ความรู้ต่อสาธารณชน&amp;nbsp;การตรวจหาโรค&amp;nbsp;การแยกผู้ป่วย&amp;nbsp;ผู้ใกล้ชิดและผู้ที่อาจมีเชื้อโรคออกจากชุมชน&amp;nbsp;การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ&amp;nbsp;รวมทั้งการดูแลประมวลผล&amp;nbsp;นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขและหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะทางปกครองและคมนาคมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคก็มีความสำคัญยิ่ง
&amp;nbsp;
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและผู้บริหารท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศที่มีรัฐบาลกลางเข้มแข็งและได้รับความร่วมมือดีจากผู้บริหารท้องถิ่นจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;จีน&amp;nbsp;ไต้หวัน&amp;nbsp;และเวียดนาม&amp;nbsp;คือตัวอย่างดีที่รัฐบาลกลางได้รับความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากผู้บริหารท้องถิ่นในการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;โดยรัฐบาลกลางให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในด้านงบประมาณและทรัพยากรทางสาธารณสุข&amp;nbsp;ความร่วมมือที่ดีช่วยให้การป้องกันโรคติดต่อมีเอกภาพ&amp;nbsp;มีมาตรฐาน&amp;nbsp;ไม่สับสนต่อประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
วินัยของประชาชน&amp;nbsp;การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมนอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพส่วนตัว&amp;nbsp;การให้ความร่วมมือของประชาชนต่อมาตรการสาธารณสุขของรัฐ&amp;nbsp;และสำนึกในประโยชน์ส่วนรวมโดยการเสียสละความสะดวกสบายส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ดี&amp;nbsp;ประชาชนในหลายประเทศในเอเชียให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp;และส่วนใหญ่มีวินัยในการรักษากฎที่รัฐบาลขอความร่วมมือ&amp;nbsp;ซึ่งมีส่วนช่วยที่สำคัญยิ่งในการควบคุมโรคมิให้แพร่กระจาย
&amp;nbsp;
การวางระบบสาธารณสุขพื้นฐานที่เข้าถึงชุมชน&amp;nbsp;การใช้เทคโนโลยีติดตามการแพร่กระจายของโรคในวงกว้าง&amp;nbsp;จากประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว&amp;nbsp;จะเห็นว่าความพร้อมเพรียงด้านจำนวนโรงพยาบาล&amp;nbsp;บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์นั้น&amp;nbsp;ไม่เพียงพอที่จะป้องกันการระบาดได้ดี&amp;nbsp;แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศในเอเชียนั้นบ่งชี้ว่าระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงประชาชนในรากหญ้า&amp;nbsp;ให้ความรู้พื้นฐานโดยตรงกับชุมชน&amp;nbsp;จะมีความได้เปรียบสูงในการควบคุมโรค&amp;nbsp;เครือข่ายสาธารณสุขระดับชุมชนนี้ยังสามารถช่วยติดตามการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันการณ์&amp;nbsp;ยิ่งถ้ามีการใช้เทคโนโลยีในการติดตามผู้ติดเชื้อหรือผู้ใกล้ชิดเสริมด้วยแล้ว&amp;nbsp;การขีดวงการแพร่กระจายของโรคจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;ลดการติดต่อของโรคได้อย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
การประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส&amp;nbsp;การประชาสัมพันธ์ที่มีการประสานงานกันดีของภาครัฐมีส่วนช่วยมากที่จะให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง&amp;nbsp;สร้างความเข้าใจในระบาดวิทยาเบื้องต้น&amp;nbsp;ข้อควรปฏิบัติ&amp;nbsp;ข้อควรระมัดระวัง&amp;nbsp;รวมทั้งข่าวสารเรื่องการระบาดในท้องถิ่นหรือชุมชนที่ควรหลีกเลี่ยง&amp;nbsp;ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนโปร่งใสจะสร้างความมั่นใจสำหรับประชาชน&amp;nbsp;เป็นพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนมีความจูงใจให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;นอกจากนี้การสื่อสารที่แสดงความเห็นอกเห็นใจของภาครัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการและได้รับความไม่สะดวกในการดำรงชีวิตจะช่วยให้ประชาชนมีกำลังใจที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมในยามจำเป็น
&amp;nbsp;
ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย&amp;nbsp;ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่มีวินัย&amp;nbsp;มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆและมีการประชาสัมพันธ์ที่ดี&amp;nbsp;หากการบังคับใช้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp;การป้องกันการระบาดของโรคก็จะไร้ประสิทธิผลได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะคนกลุ่มน้อยที่ไม่เคารพกฎหมายสามารถทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายเล็ดรอดเข้าไปในชุมชนได้&amp;nbsp;ดังนั้นการบังคับกฎหมายจึงสำคัญมาก&amp;nbsp;โดยเฉพาะการควบคุมการเข้าเมืองของผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและกิจกรรมทุกชนิดที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในชุมชนจะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;ผู้ที่ฝ่าฝืนกระทำความผิดควรได้รับการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง&amp;nbsp;มิฉะนั้นประชาชนส่วนใหญ่ที่มีวินัยอาจท้อใจ&amp;nbsp;ไม่อยากให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;ตัวอย่างกรณีประเทศสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายช่วยควบคุมการระบาดได้&amp;nbsp;แม้ในเบื้องต้นมีการระบาดในหมู่คนงานต่างชาติมากมาย&amp;nbsp;การควบคุมการข้ามแดนและมาตรการควบคุมชุมชนที่เข้มงวดสามารถชะลอการระบาดได้ผลดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ประเทศไทยนั้นมีคุณสมบัติดีหลายประการ&amp;nbsp;แม้ว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขของเราจะไม่พร้อมเท่าประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว&amp;nbsp;แต่คุณสมบัติทางนามธรรมและระบบสาธารณสุขที่ยึดชุมชนเป็นที่ตั้งได้ช่วยให้ไทยผ่านพ้นระลอกแรกของการระบาดมาได้โดยไม่มีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงมาก&amp;nbsp;การระบาดในระลอกใหม่นี้เกิดจากจุดอ่อนทางความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้&amp;nbsp;ภาครัฐควรตระหนักว่าศรัทธาที่ประชาชนมีต่อความน่าเชื่อถือในกลไกของรัฐมีความสำคัญยิ่ง&amp;nbsp;หากประชาชนไร้ศรัทธา&amp;nbsp;ไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;การควบคุมโรคจะเป็นไปโดยยากลำบาก&amp;nbsp;ดังตัวอย่างของประเทศที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขพร้อมเพรียงแต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้&amp;nbsp;นำไปสู่การเจ็บป่วยและการสูญเสียชีวิตประชากรและผลเสียทางเศรษฐกิจที่ตามมามากมาย&amp;nbsp;ประสบการณ์จากนานาประเทศเป็นอุทาหรณ์ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ขาดไม่ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
สายธาร หงสกุล
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อคิดจากประสบการณ์โรคโควิดจากนานาประเทศ, สายธาร หงสกุล, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff530b5ec17a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2020 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2020 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูมิคุ้มกัน สร้างได้ ไม่ต้องรอวัคซีน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้วันสิ้นปีที่จะต้องลาปีชวดและต้อนรับปีชลูในสถานการณ์ที่โควิด-19 กลับมาระบาดอีกระลอก หลายคนเริ่มกังวลว่า การระบาดในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร การคาดการณ์ผลกระทบ ณ เวลานี้ อาจเร็วเกินไป เนื่องจากสถานการณ์การระบาดยังไม่ทรงตัว &amp;nbsp;ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือในการลดโอกาสของการระบาดระลอกใหญ่ ด้วยการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ หลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่แออัด และหากเริ่มมีอาการป่วยควรพบแพทย์และพักรักษาตัวอยู่ในสถานที่ เลี่ยงการพบปะผู้อื่นเพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการระบาดในรอบนี้จะยังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน แต่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดในช่วงต้นปี 2563 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย แม้ว่าในไตรมาสสามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเปรียบเทียบกับไตรมาสสอง แต่รวม 9 เดือนแรกของปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 6.7 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะลดลงมากกว่าร้อยละ 6.0 (NESDC Economic Report, 16 พฤศจิกายน 2563) &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การหดตัวทางเศรษฐกิจ และการว่างงาน สถานการณ์ระดับครัวเรือนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก คือ การก่อ &amp;ldquo;หนี้ครัวเรือน&amp;rdquo; ข้อมูลในไตรมาส 2/2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยยังขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี และแนวโน้มหนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2563 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 จะขยับขึ้นมาอยู่ที่กรอบ 88-90% ต่อจีดีพี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัว (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 5 ตุลาคม 2563) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า &amp;ldquo;การสร้างภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; มีความสำคัญอย่างมาก ตามคำนิยาม &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; หมายถึง สภาพที่ร่างกายมีแรงต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งไม่เพียงการมีร่างกายที่แข็งแรงต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ยังรวมถึงการป้องกันตนเองจากการรับเชื้อโรค พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เลี่ยงความเสี่ยงจากการรับเชื้อถือเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญ โควิด-19 เป็นเพียงเชื้อโรคหนึ่งที่เกิดระบาดในช่วงนี้ ซึ่งเราคงต้องรอเวลาของการพัฒนาและการเข้าถึงวัคซีนกันต่อไป และในอนาคตอาจจะมีเชื้อโรคอุบัติใหม่อื่นที่จะเกิดขึ้น และการพัฒนาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจะเกิดตามมาภายหลัง แต่พื้นฐานสำคัญ คือ การมีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท ตระหนักถึงโอกาสในการเกิดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ป้องกันตนเองอย่างรอบคอบระมัดระวัง &amp;nbsp;เปรียบเสมือนเกราะป้องกันเชื้อโรคในด่านแรก แม้ว่าจะต้องเผชิญกับเชื้อโรคร้ายในบางครั้ง ก็จะสามารถต่อสู้และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงส่วนหนึ่งมาจากการขาดภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีในการป้องการการก่อหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ จากข้อมูลโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทย (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2562)การก่อหนี้จำนวนมากเป็นหนี้ระยะสั้นเพื่อใช้อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล สัดส่วนประมาณร้อยละ 32 ของหนี้รวม โดยมีธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (specialized financial institutions: SFIs) และธุรกิจที่มิใช่ธนาคาร (non-banks) เป็นผู้ให้กู้หลัก และในระยะหลังธุรกิจ non-banks บริษัทลีสซิ่ง และสหกรณ์ออมทรัพย์มีบทบาทในการให้สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่การก่อหนี้ระยะยาวเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 34 ของหนี้รวม แตกต่างกับประเทศอื่นที่สัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้รวม ขณะที่การก่อหนี้เพื่อการประกอบธุรกิจของครัวเรือนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 18 ของหนี้รวม ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ดังกล่าวเป็นการให้สินเชื่อโดย SFIs เพื่อประกอบธุรกิจการเกษตรเป็นหลัก&amp;nbsp;
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของครัวเรือนไทยที่มีระดับการออมน้อย มีสภาวะการก่อหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น กล่าวคือ คนไทยเริ่มเข้าสู่วงจรการเป็นหนี้ในช่วงอายุที่น้อยลง ระดับการก่อหนี้สูงมากขึ้น และมีระยะเวลาของการเป็นหนี้นานขึ้น ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงของการมีหนี้ในวัยเกษียณ ซึ่งอาจส่งต่อความสามารถในการชำระคืน แม้ว่าหนี้สินบางส่วนจะเป็นหนี้ที่มีหลักประกัน แต่หลักประกันไม่ช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนโดยรวมขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งกระทบโดยตรงต่อรายได้ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของรายได้อย่างเฉียบพลัน &amp;nbsp;ครัวเรือนจะเผชิญความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ และอาจถูกยึดหลักประกัน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสามารถในการดำรงชีพของครัวเรือนได้ และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเสถียรภาพของระบบการเงิน ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินช่วยให้ครัวเรือนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการก่อหนี้ ระมัดระวังมิให้ก่อหนี้เกินตัวจนเกินภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูมิคุ้มกันทางการเงิน คือ หลักคิดในการดำเนินชีวิตที่อยู่บนฐานของความพอประมาณ การบริโภค การลงทุน และการก่อหนี้อยู่บนฐานของความพอดีไม่เกินตัว มีเหตุมีผลในการตัดสินใจ คำนึงถึงต้นทุนและผลตอบแทนอย่างรอบคอบ และตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและเตรียมการรับมือกับความเสี่ยงนั้น การสร้างพฤติกรรมที่สะท้อนภูมิคุ้มกันในลักษณะนี้ จะต้องเกิดขึ้นจากการมีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำมาประกอบใช้ในการตัดสินใจได้ รวมถึงหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยย่อมทำให้ประสิทธิผลการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินต้องเริ่มจากการมีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน มีวินัยในการใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับการออม และตระหนักถึงความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นการมีความรู้เพียงพอสำหรับการประกอบใช้งานและตระหนักคิดจากภายในบุคคลเพื่อการดำเนินพฤติกรรมดังกล่าว โดยมีวัคซีนจากนโยบายและมาตรการจากภาครัฐช่วยเสริมประสิทธิภาพของการสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่ 1) นโยบายส่งเสริมความรู้และทักษะการวางแผนและบริหารการเงิน ปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของการออม และการมีภูมิคุ้มกันทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย รวมถึงการให้ความรู้ทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติทางการเงินที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องกับคนทุกระดับ &amp;nbsp; 2) การสร้างมาตรการในการกำกับดูแล และร่วมมือของภาคสถาบันการเงินให้เกิดการให้กู้ยืมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) มิใช่มุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อขยายสินเชื่อจนให้แรงจูงใจผิดกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้มากเกินไป รวมถึงการมีบทบาทให้ความรู้ทางการเงินกับภาคประชาชนด้วย 3) นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยผู้ที่ติดอยู่ในวงจรหนี้สามารถหลุดพ้นได้อย่างยั่งยืน การมีโครงการคลินิกแก้หนี้ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน รวมถึงการสร้างจิตสำนึกและการมีวินัยทางการเงินให้ครัวเรือนกลุ่มนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปอย่างต่อเนื่อง และการเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยติดตามไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับไปอยู่ในวงจรหนี้ได้อีก และ 4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครัวเรือนมีแหล่งรายได้หลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้แหล่งเดียว มีรายได้ที่เพียงพอเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ครัวเรือนได้
ถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเริ่มสร้างจากตัวเองก่อน ไม่ต้องรอวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์&amp;nbsp;
Email: nada@nida.ac.th
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88450</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณดา จันทร์สม, หนี้ครัวเรือน, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c539d0d9fbfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับปัญหาที่ยังรอการแก้ไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชบัญญัติกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 &amp;nbsp;โดยมีการยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบํารุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับอย่างช้านานและถูกมองจากหลายฝ่ายว่าล้าสมัย มีการใช้ดุลยพินิจมากทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเกิดโรคระบาดโควิด 19 และปัจจัยความไม่พร้อมอื่นๆ ทำให้มีการขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไปหลายครั้งและล่าสุดมีการขยายเวลาการแจ้งแบบประเมินบางประเภทออกไปถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจติดตามพร้อมข้อเสนอ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก คือ ภาษีใหม่นั้นถูกจัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (&amp;ldquo;อปท.&amp;rdquo;) และเขตปกครองพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร (50 เขต) และพัทยา ที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนกว่า 7,700 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีลักษณะ จำนวนของบุคลากรและงบประมาณที่แตกต่างกัน เช่น อปท. ที่เป็นเทศบาลจะมีขนาดใหญ่กว่าองค์การบริหารส่วนตำบล &amp;nbsp;(&amp;ldquo;อบต.&amp;rdquo;) แต่ทุกๆ หน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายแม่ฉบับเดียวกันและมีกฎหมายลูกอีกนับสิบฉบับออกมารองรับวิธีการสำรวจ ประเมินและจัดเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นกฎหมายใหม่ ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างก็ต้องเรียนรู้แบบนับหนึ่งกันถ้วนหน้าและอาจต้องเรียนผิดเรียนถูกร่วมกันเพราะไม่มีบรรทัดฐานให้เดินตามอย่างชัดเจนครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นที่สอง คือ ประเภทของการจัดเก็บที่แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) เกษตรกรรม 2) ที่อยู่อาศัย 3) เพื่อการพาณิชย์/อื่นๆ และ 4) ประเภทสุดท้ายที่เป็นปัญหามาก คือ ที่รกร้างว่างเปล่า มีอัตราการจัดเก็บตั้งแต่ 0.03% และจะคิดเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 3% ของราคาประเมินหากไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลานาน เช่น หากที่ดินที่รกร้างเป็นผืนเดียวกันมีขนาด 10 ไร่ มีราคาประเมินอยู่ที่ 10 ล้านบาท หากไม่ได้ทำประโยชน์และทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลานานหลายๆ ปี จนต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด 3% แล้ว จะต้องเสียภาษีถึงปีละ 300,000 บาท ทำให้เราได้เห็นที่ว่างเปล่าจำนวนมากมีการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆเพื่อให้ที่ดินกลายเป็นที่ทำเกษตรกรรม (เทียม) และได้รับการยกเว้นภาษีใน 3 ปีแรก กรณีเป็นบุคคลธรรมดา และเสียภาษีในอัตราต่ำในระยะต่อไป ทั้งนี้ หากที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินต่อแปลงต่ำกว่า 50 ล้านบาทแล้วจะได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่เป็นหลังแรกและมีมูลค่าน้อยกว่า 50 ล้านบาทก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน ส่วนบ้านหลังที่สองและหลังอื่นๆ จะต้องเสียในอัตรา 0.02% ของราคาประเมิน แต่หากเป็นการใช้แบบหลายประเภทในอาคารหลังเดียวกันเช่นชั้นล่างค้าขายและชั้นบนอยู่อาศัยโดยมีที่ดินหลายแปลงหลายโฉนดอยู่ติดกับอาคารในชื่อเจ้าของเดียวกันอีกด้วยแล้ว การประเมินก็จะเป็นแบบหลายอัตราที่เจ้าของคงต้องมึนงงอย่างมากเมื่อได้รับแจ้งการประเมินแบบหลายอัตราในแบบแจ้งเดียวกัน หรืออาจวุ่นวายใจว่าทำไมยังไม่ได้รับแบบประเมินเสียทีแม้นักกฎหมายจะออกมาบอกว่าถ้ายังไม่ได้รับการแจ้ง หน้าที่ในการเสียภาษียังไม่เกิดขึ้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสุดท้าย คือ การที่เจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมีหน้าที่ต้องทำการคัดค้านการประเมินและทำการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาและอาจต้องมีภาระค่าปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย ซึ่งหากไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาก็จะต้องไปฟ้องคดีที่ศาลภาษีอากรกลาง กรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว ดังนั้น การฟ้องคดีไม่ว่าภาระภาษีอยู่จังหวัดใดก็จะต้องมาฟ้องคดีที่กรุงเทพฯ เพียงที่เดียว ทำให้เกิดภาระต่อประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะที่ห่างไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น รัฐบาลควรต้องหาแนวทางชะลอการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไว้ก่อนจนกว่าทุกหน่วยงานส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมีความพร้อมในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะกระบวนการสุดท้ายที่ศาลภาษี ซึ่งจะต้องมีอยู่ทั่วทุกภาคหรือตามจังหวัดใหญ่ๆ มิฉะนั้นการบังคับใช้แบบตกๆ หล่นๆ หรือแม้กระทั่งการลดภาษีเหลือ 10% ในปีนี้อาจจะสร้างปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก จนท้ายที่สุดตัวรัฐบาลจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเสียเอง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79717</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เทวัญ   อุทัยวัฒน์, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d16b45b035.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
