<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 21:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยกแม่นํ้าต่อพรก.ฉุกเฉิน2เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักหมื่นต่อเนื่อง เสียชีวิต 80 ราย &amp;quot;ปากน้ำ&amp;quot; พบคลัสเตอร์โรงงานผลิตเชือกอีกแห่ง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ประเดิมเวิร์กฟรอมโฮมวันแรก ประชุม ครม.ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือน ยาวถึง 30 ก.ย.64 พร้อมอนุมัติจัดสรรแพทย์-พยาบาลเพิ่ม สั่ง รมต.ประสานสร้าง รพ.สนามรับผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา &amp;quot;สธ.&amp;quot; ชี้ล็อกดาวน์เข้มข้นเห็นผลป่วยลดใน 1-2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,305 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 10,696 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 8,599 ราย, จากการค้นหาเชิงรุก 2,097 ราย, จากเรือนจำและที่ต้องขัง 595 ราย, จากต่างประเทศ 14 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 426,475 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 6,557 ราย หายป่วยสะสม 296,208 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 126,765 ราย อาการหนัก 3,711 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 80 ราย เป็นชาย 37 ราย หญิง 43 ราย อยู่ใน กทม.ถึง 41 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 3,502 ราย ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 191,712,967 ราย เสียชีวิตสะสม 4,112,792 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 20 ก.ค. ได้แก่ กทม. 2,764 ราย, &amp;nbsp;สมุทรสาคร 798 ราย, สมุทรปราการ 673 ราย, ชลบุรี 537 ราย, ปทุมธานี 476 ราย, &amp;nbsp;นนทบุรี 386 ราย, นครปฐม 371 ราย, &amp;nbsp;ปัตตานี 263 ราย, พระนครศรีอยุธยา 198 ราย, ฉะเชิงเทรา 185 ราย โดยมีคลัสเตอร์ใหม่ 1 แห่ง คือ โรงงานผลิตเชือก อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ มีผู้ติดเชื้อ 10 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากบ้านพัก ซึ่งเป็นวันแรกที่นายกฯ เวิร์กฟรอมโฮม หลังยกระดับควบคุม​การแพร่ระบาด​ของเชื้อไวรัส​โค​วิด​-19 ที่เข้มข้นขึ้น โดยขอทุกภาคส่วนร่วมมือเวิร์กฟรอมโฮม 100% เช่นเดียวกับ​รัฐมนตรี​คนอื่นๆ รวมไปถึงข้าราชการและ​เจ้าหน้าที่ แต่จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการบางส่วนที่ต้องเข้าเวรดูแลในภาคบริการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศ หลังเริ่มมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ 13 จังหวัด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์การครองเตียงผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เริ่มรับไม่ไหว เนื่องจากมีผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น จึงเสนอแนวคิดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนา พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีแต่ละคนดูความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ของตัวเอง โดยรัฐมนตรีหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ระบุว่าพร้อมดูแลเรื่องการส่งผู้ป่วยไปรักษาที่ภูมิลำเนาในส่วนของ จ.บุรีรัมย์ รวมถึงจังหวัดในอีสานใต้ ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความเห็นว่า ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีรถมูลนิธิร่วมกตัญญูอยู่สามารถใช้ในการเคลื่อนย้ายส่งกลับภูมิลำเนาได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีรถการแพทย์ฉุกเฉินของท้องถิ่นอยู่สามารถนำมาใช้ตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์สยามได้แจ้งว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมรับผิดชอบเรื่องระบบขนส่งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ขัดข้องกับแนวคิดดังกล่าว เพราะงบประมาณมีเพียงพอ และมอบหมายให้ นายอนุทินเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสั่งการให้สาธารณสุขจังหวัดประสานงานกับรัฐมนตรีแต่ละคนต่อไป โดยย้ำว่าต้องมีการหารือจนได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วันนี้ และต้องดูขีดความสามารถของแต่ละพื้นที่ รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุด ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ต้องมีการสอบถาม หรือสื่อสารทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจตั้งโรงพยาบาลสนามในแต่ละพื้นที่ โดยอย่าไปสร้างกลางชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.เห็นพ้องต้องกัน และมีความเห็นร่วมกันว่ารัฐมนตรีสมควรที่จะลงพื้นที่ช่วยประชาชนที่ปัจจุบันมีการติดเชื้อมากขึ้น โดยไปช่วยประสานงานในลักษณะของการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม การดำเนินการประสานจัดหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อ รวมถึงจะมีการรับผู้ป่วยจาก กทม. ปริมณฑล ที่มีความสมัครใจจะไปรักษาตามภูมิลำเนา โดยให้ ครม.ประสานกับหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด &amp;nbsp;
ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้แจ้งที่ประชุม ครม.ว่า จากกรณีที่นายกฯ รัฐมนตรีและทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้สละเงินเดือนนั้น มีความคิดที่จะนำเงินดังกล่าวไปทำกล่องยังชีพ โดยในกล่องจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับบุคคลที่คิดว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 ให้ได้รับการดูแลเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว ยารักษาโรค ทั้งพาราเซตามอล ฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ เพื่อส่งมอบไปยังประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า นายกฯ ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารกับประชาชนถึงขั้นตอนต่างๆ เกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อผ่านเครื่องตรวจโควิด-19 แบบแรพิดแอนติเจนเทสต์ให้มีความชัดเจน ทั้งการจัดซื้อจัดหาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อจะต้องทำอย่างไร นายกฯ ขอให้เขียนลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนว่าการรักษาตัวที่บ้านมีขั้นตอนอย่างไร และเมื่อมีอาการมากขึ้นต้องติดต่อกับคณะแพทย์อย่างไรระหว่างการรักษาตัวที่บ้าน หรือหากไม่สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ก็ให้ไปรักษาตัวของชุมชน จึงขอให้ออกขั้นตอนให้ประชาชนรับทราบเพื่อให้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง นอกจากนี้ นายกฯ ยังเร่งเรื่องการรอเตียงเพื่อให้ได้เข้ารับการรักษาโดยเร็ว อยากให้ดำเนินการเพื่อลดประเด็นผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ โดยขอให้หน่วยงานในพื้นที่ กทม.ไปดำเนินการที่จะให้ทุกอย่างดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ตอนหนึ่งระบุว่า ครม.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2564 และสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2564 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ซึ่งประกาศฉบับเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค.นี้ โดย สมช.ในฐานะศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ในที่ประชุมปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานการแพร่ระบาดว่าสถานการณ์ในระดับโลกยังพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากในหลายภูมิภาค ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้ออยู่ในอันดับที่ 62 &amp;nbsp;อันดับหนึ่งคือ สหรัฐอเมริกา, อันดับสอง อินเดีย และอันดับสาม บราซิล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในไทยระลอกเดือนเม.ย.2564 ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-9 ก.ค. มีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมจำนวน 288,643 ราย &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปรากฏจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากกว่าหลายพันคนต่อวัน และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นชนิดสายพันธุ์ใหม่ (เดลตา) สามารถแพร่ระบาดและติดต่อกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังพบสายพันธุ์เบตาที่มีความรุนแรงมาก อาจส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในจังหวัดที่มีสถานประกอบการโรงงาน ตลาดค้าส่ง และพบการระบาดต่อเนื่องจากผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ที่พักแรงงานก่อสร้างชั่วคราว ครอบครัว ตลาด สถานที่ทำงาน และสถานที่ชุมชนต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แนวโน้มการแพร่ระบาดในระยะต่อไป สธ.ประเมินว่าจะมีผู้ติดเชื้อจำนวน 10,000 รายต่อวัน หรือมีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 100,000 ราย ภายในระยะเวลา 14 วัน ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอัตราเกิน 100 รายต่อวัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการกำหนดมาตรการควบคุมแบบบูรณาการเพื่อควบคุมและแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข จะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระต่อบุคลากรทางการแพทย์ เตียงรักษา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศปก.ศบค.พิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและระยะต่อไปยังคงเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข และระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ออกไป เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการควบคุมและระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยในสุขภาพและชีวิตของประชาชน&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.ยังได้อนุมัติจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งสิ้น 2,411 อัตรา ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 2,136 อัตรา และกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จำนวน 275 &amp;nbsp;อัตรา เพื่อปฏิบัติภารกิจการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชนในส่วนภูมิภาค ซึ่งรวมถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย โดยจะมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 760 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงยุติธรรม ประกอบด้วย นายแพทย์ปฏิบัติการหรือชำนาญการ หรือชำนาญการพิเศษ 1,651 อัตรา ค่าใช้จ่าย 511 ล้านบาทต่อปี, ทันตแพทย์ปฏิบัติการหรือชำนาญการ หรือชำนาญการพิเศษ 370 อัตรา ค่าใช้จ่าย 114 ล้านบาทต่อปี นายแพทย์ปฏิบัติการหรือชำนาญการ หรือชำนาญการพิเศษบรรจุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 90 อัตรา ค่าใช้จ่าย 30 ล้านบาทต่อปี และทันตแพทย์บรรจุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 25 อัตรา ค่าใช้จ่าย 8.4 ล้านบาท และพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการหรือชำนาญการของกรมราชทัณฑ์ จำนวน 275 อัตรา ค่าใช้จ่าย 95 ล้านบาทต่อปี
ล็อกดาวน์เห็นผล 1-2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงข่าวถึงมาตรการล็อกดาวน์ป้องกันการแพร่ระบาดโควิดว่า ต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง เริ่มจากวันนี้เป็นวันแรก งดการออกจากบ้านและจากนี้อีก 14 วัน โดยคาดว่าตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อจะลดลงได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน แต่ต้องเริ่มจากวันนี้ เนื่องจากเชื้อเดลตามีอัตราการแพร่ที่ค่อนข้างเร็ว เพื่อให้จำนวนผู้ป่วยสอดคล้องกับทรัพยากรที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากในพื้นที่ กทม.มีอัตราผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มแค่วันละ 500-1,000 วันสามารถรับมือได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การล็อกดาวน์จุดประสงค์สำคัญเพื่อลดอัตราการติดเชื้อ ไม่ให้เชื้อแพร่กระจายจากครอบครัวหนึ่งไปอีกครอบครัวหนึ่ง และให้ทำงานแบบ WFH เพื่อหยุดการแพร่เชื้อให้เร็วที่สุดและเร่งการฉีดวัคซีนในคนสูงอายุ และป่วยโรค เรื้อรัง อีกทั้งระหว่างนี้งดการรับประทานอาหารร่วมกัน ควรทานแบบแยกสำรับ เพราะการติดเชื้อเกิดจาการพูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกัน และหากรู้ตัวว่ามีความเสี่ยง ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่อยู่บ้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบ้าน หากในบ้านนั้นมีคนสูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และงดการใกล้ชิดกัน&amp;quot; นพ.จักรรัฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.กองระบาดวิทยากล่าวว่า ในส่วนการตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) หากผลออกมาเป็นบวก ถือว่าเข้าข่ายติดเชื้อโควิด แต่ไม่มีอาการไข้ &amp;nbsp;ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก หายใจสะดวก จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรสดี ให้ติดต่อ 1330 สปสช. เพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการดูแลที่บ้าน จะมีการประเมินความเสี่ยง ได้แก่ มีผู้สูงอายุ มีผู้เป็นโรคเรื้อรัง หรือมีประวัติเสี่ยง การได้รับวัคซีน รวมไปถึงการให้ที่วัดค่าออกซิเจนโดยระดับปกติอยู่ 98-100 จุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ให้สังเกตว่าเชื้อลงปอดด้วยตัวเอง คือ เดินรอบเตียงแล้วเหนื่อยง่าย หรือยกขาขึ้นลงหลายครั้งแล้วหายใจเหนื่อยมาก ค่าออกซิเจนลดเหลือน้อยกว่า 92 หากมีอาการรุนแรงแจ้ง CCR Team (0-2590-1933) ประสานเพื่อส่งไปรักษา &amp;nbsp;และเมื่อตรวจ ATK ผลเป็นลบ ไม่ได้หมายความว่าไม่ติดเชื้อ อาจจะมีโอกาสติดเชื้อ แต่อยู่ในช่วงของระยะฟักตัว เพราะฉะนั้นยังต้องป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา และ 3-5 วันหรือมีอาการป่วย ต้องรีบทำการตรวจซ้ำ&amp;rdquo; ผอ.กองระบาดวิทยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร มีคำสั่งให้งดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2 สัปดาห์ โดยจะให้มีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 29-30 ก.ค.นั้น ต่อมาเมื่อ ศบค.ได้ออกข้อกำหนดฉบับที่ 28 ส่งผลให้การเดินทางมาประชุมของส.ว.และ ส.ส.มีปัญหา ดังนั้นนายชวนจึงมีดำริงดประชุมรัฐสภาออกไปจากกำหนดเดิมอีก 1 สัปดาห์ จากเดิมที่มีคำสั่งงดประชุมสภาฯ ถึงวันที่ 25 ก.ค.นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง &amp;nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ รายงานสถานการณ์โควิดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 673 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน 557 ราย โรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการจำนวน 116 ราย เสียชีวิต 2 ราย เป็นเพศชายอายุ 65 ปี และ 45 ปี ทั้งสองคนมีโรคประจำตัว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นครราชสีมา นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าฯ นครราชสีมา รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคว่า ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อจำนวน 180 ราย โดยพบในพื้นที่ อ.ปากช่อง 53 ราย, อ.เมืองฯ 35 ราย, อ.พระทองคำ 15 ราย เป็นมีเสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รวมมียอดผู้ป่วยสะสม 3,316 ราย &amp;nbsp;รักษาหาย 1,458 ราย ยังรักษาอยู่ 1,820 &amp;nbsp;ราย รวมมีผู้เสียชีวิต 38 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ &amp;nbsp;กำหนดพื้นที่ควบคุม หลังในพื้นที่บ้านระเบิก หมู่ที่ 7 ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ มีผู้ติดเชื้อ 15 ราย โดยมีผู้สัมผัสเพิ่มเติมในพื้นที่ดังกล่าว และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมาก จึงมีคำสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปหรือออกจากพื้นที่บ้านระเบิก หมู่ที่ 7 ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ มีกำหนด 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.-1 ส.ค. ส่วนยอดติดเชื้อรายใหม่มีเพิ่มอีก 138 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อพบในพื้นที่จังหวัด 8 ราย ติดเชื้อมาจากนอกพื้นที่ 130 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110491</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยอดติดเชื้อรายใหม่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิร์กฟรอมโฮม, เสียชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5447337d08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปลัดสปน.&#039;สั่งข้าราชการทำงานที่บ้าน99%ถึง31ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ฉบับที่ 4 ระบุว่าตามประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม) และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19)เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 กับ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 และ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ได้กำหนดให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม) จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 อย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือ​ศบค.ในการประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp; 9 กรกฎาคม 2564 ได้กำหนดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่เข้มงวดมากขึ้นในการจำกัดการเคลื่อนย้าย การรวมกลุ่มทำกิจกรรม หรือการปิดสถานที่เพิ่มเติม เนื่องจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงมากขึ้น จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคที่แพร่ระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการการปฏิบัติในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ และการบริการประชาชน ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา&amp;nbsp; 16 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1022/ว 6 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2564 จึงขอให้บุคลากรสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 99 ยกเว้น งานบริการประชาชนให้ปฏิบัติงานที่สำนักงาน เท่าที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 12-31 กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอให้ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ ผู้อำนวยการกอง ตรวจสอบและกำชับให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานภายในที่พัก และปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. มาตรการด้านสาธารณสุข รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก (เวิร์ก ฟรอม โฮม ) และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ตามประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109428</URL_LINK>
                <HASHTAG>99%, ทำงานที่บ้าน, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, ปลัดสปน., เวิร์กฟรอมโฮม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebb9324904c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WFHลดแพร่โควิด ค่าไฟ-น้ำ-เน็ตพุ่ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สวนดุสิตโพลชี้เวิร์กฟรอมโฮมช่วยลดแพร่เชื้อโควิด แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านเพิ่มขึ้น ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ตพุ่ง ซูเปอร์โพลเผยคนไทยยังมีหวังเศรษฐกิจฟื้นหลังวิกฤติไวรัส ขอรัฐบาลเยียวยาเรื่องปากท้อง ผ่อนผันหนี้สิน แก้ปัญหาสินค้าเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;พฤติกรรมของคนไทยกับการทำงานที่บ้าน (Work From Home)&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,553 คน ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2564 พบว่า ในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ร้อยละ 42.72 และทำทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ร้อยละ 34.45 โดยเห็นว่าการทำงานที่บ้าน (WFH) ทำให้รู้สึกปลอดภัย ลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ร้อยละ 74.82 รองลงมา ร้อยละ 48.60 ระบุ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ/ให้ความร่วมมือในการอยู่บ้าน ร้อยละ 44.05 ระบุ มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 40.53 ระบุอุปกรณ์ เครื่องมือไม่พร้อม ไม่เอื้อต่อการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ข้อดีของ WFH คือ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 88.33 ระบุ ลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะที่ข้อเสียคือ ร้อยละ 65.80 ระบุ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามจากการทำงานที่บ้าน ผลงานประสบความสำเร็จ ร้อยละ 70.33 ส่วนความชื่นชอบต่อรูปแบบการทำงาน พบว่า ชอบทั้งการทำงานที่บ้านและการทำงานที่ทำงาน ร้อยละ 37.17 และเห็นว่านโยบายการทำงานที่บ้านนั้นช่วยลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ร้อยละ 82.66
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระยะเวลาปีกว่าที่ภาคประชาชนให้ความร่วมมือด้วยการทำงานที่บ้าน และปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะต้องการให้สถานการณ์โควิด-19 นั้น &amp;ldquo;เจ็บแต่จบ&amp;rdquo; เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ในส่วนของภาครัฐเองก็ต้องเร่งมาตรการอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งการรับมือและเร่งการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ทิพสุดา คิดเลิศ รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การทำงานที่บ้านเป็นแนวคิดช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ถึงแม้การทำงานที่บ้านจะทำให้มีค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาเป็นการแบ่งเบาประชาชน ซึ่งการทำงานที่บ้านจะเกิดประสิทธิภาพได้นั้น ควรแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว (Work Time and Personal Time) เพื่อกำหนดชั่วโมงการทำงานและความสำเร็จของงาน และองค์กรควรกำหนดนโยบาย (Policy) ให้ชัดเจนในเรื่องการทำงานที่บ้านนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างสำนักงานเสมือน (Virtual Office) สนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการสื่อสารและทำงานร่วมกันในองค์กร หรือพัฒนารูปแบบการทำงานเป็นแบบไฮบริด (Hybrid model) ที่เน้นการทำงานแบบผสมผสาน พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่บ้านหรือที่สำนักงานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้าน &amp;ldquo;ทำให้เกิดสิ่งใหม่&amp;rdquo; นั่นคือ &amp;ldquo;วิถีการทำงานรูปแบบใหม่&amp;rdquo; และยังเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;ปากท้องวันนี้ ปากท้องหลังโควิด&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,382 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ขอรัฐบาลบูม ส่งเสริมสินค้าเกษตร รองลงมาคือร้อยละ 78.0 ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ในระบบ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ร้อยละ 74.4 ต้องการมาตรการเยียวยา เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ร้อยละ 73.0 ต้องการให้เจ้าสัว ผู้ประกอบการ ลดราคาอาหารและสินค้าจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ต้องการรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หามือปราบหนี้นอกระบบมาสร้างผลงานช่วงวิกฤติชาติ ลดความเดือดร้อนปลอดจากอำนาจมืด และร้อยละ 64.0 ต้องการให้รัฐบาลกระจายที่ทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม ทั่วถึง ตามลำดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนหลังโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.5 หวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตอาหารปลอดสารพิษ รองลงมาคือร้อยละ 74.4 ต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพลิกฟื้นเศรษฐกิจปากท้องนำชีวิตชีวาของประชาชนกลับมา ร้อยละ 66.1 คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวรวดเร็ว และร้อยละ 63.1 ระบุประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.5 ระบุมีความหวังจะลุยไปข้างหน้าค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 16.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่มีความหวังเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศชาติและประชาชนยังมีทางออกที่ดีหลายทาง โดยข้อมูลที่ค้นพบสามารถจำแนกออกให้เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความหวัง หลังโควิดที่จะลุยกันต่อไปข้างหน้า ด้วยความหวังในมาตรการต่างๆ ของรัฐ ใน 3 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 คือ การเยียวยาเร่งด่วน แก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงในกลุ่มต่างๆ เพื่อพยุงให้ยืนได้ก่อนกลับมาเดินหน้ากันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผ่านแรงเสียดทานของอารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจที่หลากหลาย ที่ต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 คือ การช่วยเหลือแก้ปัญหายาดำเดิมในสังคม ที่บั่นทอนความรู้สึกเหลื่อมล้ำเป็นธรรมในสังคม เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน ราคาพืชผลการเกษตร และสิ่งค้างคาใจอื่นๆ ที่ประชาชนอยากปฏิรูปในเรื่องใกล้ตัวมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มที่ 3 คือ เป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศและความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เช่น การเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การเป็นประตูอาเซียน และการเป็นศูนย์กลางการเกษตรปลอดสารพิษ เป็นต้น ซึ่งหากมีสนับสนุนและมีความชัดเจนจากรัฐ มันคือหัวรถจรวดกำลังแรงที่จะฉุดประเทศให้เปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพลถึงความหวังทั้ง 3 กลุ่ม จะเห็นว่าในวิกฤติยังมีโอกาส และในโอกาสนี้ยังเป็นความหวังของทุกคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ และพัฒนาการของคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น ในขณะที่เรากำลังปัดป้องตั้งรับจากโรคระบาดด้วยความกลัวและขัดแย้งกันอยู่ ในเวลาเดียวกัน เราต่างไม่หยุดคิดและจินตนาการตัวเราและสังคมไทยในอนาคตอย่างมีความหวังร่วมกัน ต้องช่วยกันจบโรคระบาดให้เร็วที่สุด และพร้อมจะรวมพลังขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ขอเพียงความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากรัฐบาล เชื่อว่าเราทุกคนทุกภาคส่วนพร้อมใช้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ล้มและลุกทันที&amp;rdquo; เมื่อเราล้มแล้วพยุงกันลุกพร้อมจับมือเดินหน้าลุยไปด้วยกัน&amp;quot; ผศ.ดร.นพดลระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103130</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวังเศรษฐกิจฟื้น, เวิร์กฟรอมโฮม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a12599342db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์สั่งคุมเข้ม ค่าบริการเดลิเวอรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จุรินทร์&amp;rdquo; เผยแผนรับมือโควิด-19 ระบาดรอบ 3 สั่งการกรมการค้าภายใน พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้น จับตาเข้มค่าบริการเดลิเวอรีเป็นพิเศษ หลังคนเวิร์กฟรอมโฮมสั่งซื้อสินค้า-อาหารมากขึ้น ยันไม่อยากให้เป็นภาระประชาชน ส่วนการติดต่องานบริการทำผ่านออนไลน์ได้แล้ว 85 บริการ จ่อขยายเพิ่ม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 เม.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงมาตรการรับมือของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 3 ว่า ในด้านการดูแลราคาสินค้าและบริการ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจตราราคาสินค้าที่จำหน่ายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และบางสินค้าถ้าจะมีการขึ้นราคาก็ต้องขออนุญาต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยังไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้ขอให้เน้นเป็นพิเศษในการติดตามอัตราค่าบริการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยจะตรวจสอบอัตราค่าบริการในส่วนของธุรกิจจัดส่งสินค้ามากขึ้น เพราะประชาชนทั่วประเทศได้หันมาใช้บริการสั่งสินค้า สั่งอาหารทางเดลิเวอรีกันมากขึ้น จึงต้องเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้เป็นภาระประชาชน เพราะต้องการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนทำงานที่บ้านและอยู่กับบ้านเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ด้านงานให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการปรับรูปแบบมาเป็นการให้บริการผ่านทางออนไลน์ ในแบบ One Stop Service ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ในเวลารวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งได้เปิดให้บริการไปแล้ว 85 บริการ และจะมีการเพิ่มการให้บริการมากขึ้นไปภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น และลดการเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์กล่าวต่อว่า ในด้านการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมแบบออฟไลน์มาเป็นแบบออนไลน์เป็นหลัก เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกให้กับไทย และยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการทำงานอย่างใกล้ชิดผ่านเวที กรอ.พาณิชย์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการที่กระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงานกับภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และภาคส่วนอื่นๆ ที่จะมีการประชุมหารือร่วมกัน สำหรับการดูแลข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์และกรมต่างๆ ได้มีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19 และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวัง จัดระบบให้เจ้าหน้าที่ทำงานที่บ้าน (Work from Home) แบ่งกะกัน โดยปลัดกระทรวงฯ ประชุมกับอธิบดี และมอบหมายให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลไปก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100967</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ค่าบริการเดลิเวอรี, ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิร์กฟรอมโฮม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แผนรับมือโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60881dcd54933.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>28คนเสี่ยงเสียชีวิต ติดเชื้อเพิ่ม1,767ราย/เตือนระวัง‘วอล์กกิ้งนิวมอเนีย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศบค.เผยผู้ป่วยรายใหม่วันเดียวทะลุ 1,767&amp;nbsp; ราย ประเมินกระจายตัวเยอะเพราะ ปชช.กลับบ้านช่วงสงกรานต์ ต้องควบคุมอย่างสูงสุด แนะภาคเอกชนเวิร์กฟรอมโฮมต่อเนื่อง&amp;nbsp; เตือนระวัง &amp;quot;วอล์กกิ้ง นิวมอเนีย&amp;quot; เดินไปแพร่เชื้อได้ทุกที่ ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมโรคเผย มี 28 คนอาการรุนแรง มีแนวโน้มอาจเสียชีวิตได้ แต่มีข่าวดี การระบาดเริ่มชะลอ ตัวภายใน 2 สัปดาห์ตัวเลขจะค่อยๆ ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 เมษายน 2564 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,767 ราย โดยติดเชื้อในประเทศ 1,765 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและบริการ 1,477 ราย จากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 288 ราย ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศเข้าในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 2 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 42,352 ราย รักษาหายป่วยเพิ่ม 113 ราย หายป่วยสะสม 28,683 ราย ผู้ป่วยรักษาอยู่ 13,568 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.แถลงว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รายแรกเป็นพระสงฆ์ อายุ 54 ปี มีโรคประจำตัว ไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ขณะป่วยอยู่กรุงเทพฯ วันที่ 12 เม.ย. มีอาการเหนื่อยหอบ หมดสติ นำส่งโรงพยาบาล แพทย์ทำการฟื้นคืนชีพไม่ดีขึ้น เสียชีวิตในเวลาต่อมา และส่งตรวจตรวจพบเชื้อโควิด ส่วนอีกรายเป็นหญิงไทย อายุ 70 ปี มีโรคประจำตัว เอสแอลอี รูมาตอยด์ ไตเรื้อรัง ขณะป่วยอยู่กรุงเทพฯ วันที่ 5 เม.ย.มีอาการไข้ หายใจลำบาก วันที่ 12 เม.ย.อาการไม่ดีขึ้น จึงรักษาตัวที่โรงพยาบาล พบปอดอักเสบ ผลตรวจยืนยันติดเชื้อ วันที่ 17 เม.ย.อาการแย่ลง ไม่ตอบสนองการรักษา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมรวม 101 ราย ส่วนสถานการณ์โลก ยอดผู้ติดเชื้อ 141,300,538 ราย เสียชีวิต 3,023,813 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มี 6 จังหวัดที่พบมีผู้ป่วยสะสมเกิน 500 คนขึ้นไป ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี สมุทรปราการ และยังมีตัวเลขเพิ่มขึ้นตลอด นอกจากนั้นยังมีจังหวัดอื่นที่พบมีตัวเลขเพิ่มขึ้น ซึ่งมีข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ช่วงวันหยุดสงกรานต์วันที่ 10 เม.ย. ที่ประชาชนเดินทางกลับบ้าน เกิดพื้นที่กระจายตัวเพิ่มขึ้น จึงขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง และวันนี้จะเป็นวันแรกที่ข้อกำหนดฉบับที่ 20 มีผลบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจึงต้องควบคุมกันอย่างสูงสุด ฝากทุกคนให้ช่วยกัน เพราะคนไทยเราต้องชนะ ส่วนมาตรการเวิร์กฟรอมโฮมก็ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน หากหน่วยงานของท่านสามารถทำงานออนไลน์กันได้ ก็ขอให้พิจารณาดำเนินการไปก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ในที่ประชุม ศปก.ศบค.ได้วิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข รายงานว่ามีกลุ่มก้อนของโรงเรียนเอกชนใน จ.สมุทรปราการ ที่พบครูชาวต่างติดเชื้อจากการไปสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสถานบันเทิง และมางานเลี้ยงอำลาครู จนกระจายตัวไป 23 ราย ไปติดเชื้อในครอบครัว 4 ราย และมีกลุ่มที่ติดเชื้อจากสถานประกอบ จึงเป็นที่มาของข้อกำหนดให้ทำงานจากที่บ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ทางกรมควบคุมโรคได้ออกคำแนะนำกรณีพบผู้ติดเชื้อในบริษัท สถานที่ทำงาน และคอนโดมิเนียม โดยหากเป็นบุคคล ให้พนักงาน/ผู้พักอาศัย ที่ติดเชื้อหยุดงานทันทีและแยกตัวออกจากผู้อื่น แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ภายใน 3 ชั่วโมงเพื่อควบคุมโรคและคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ผู้มีความเสี่ยงสูงให้รีบพบแพทย์ทันทีพร้อมกักตัว 14 วัน ผู้มีความเสี่ยงต่ำแยกตัวเองเพื่อสังเกตอาการ 14 วัน หากมีอาการให้รีบพบแพทย์ทันที
ไม่ควรมีการสังสรรค์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานที่ให้หยุดกิจกรรมในแผนก/ชั้น ที่มีผู้ติดเชื้อเพื่อทำความสะอาด 1-3 วัน พนักงาน/ผู้พักอาศัย ทำความสะอาดสิ่งของที่ใช้งานบ่อยๆ เช่น โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ ทำความสะอาดบริเวณที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น ราวจับบันได ลูกบิดประตู ระมัดระวังการเก็บขยะติดเชื้อ เช่น ทิชชู ที่ผ่านการใช้งานแล้วให้ใส่ถังขยะสีแดงและปิดให้มิดชิด ผู้ปฏิบัติการทำความสะอาดต้องสวมอุปกรณ์ส่วนบุคคล เช่น ถุงมือ ผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดจมูก ขณะที่ระบบสภาพแวดล้อมนั้นต้องติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ จุดจ่ายแอลกอฮอล์ จัดการแยกไทม์ไลน์ขยะติดเชื้อ จัดการระบบระบายอากาศให้หมุนเวียนอากาศได้ดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับข้อปฏิบัติของผู้ที่เข้าพักในโรงพยาบาลสนามนั้น จากที่เมื่อวานตนระบุว่าสามารถสังสรรค์กันได้นั้น ขอแก้ไขเป็นว่าไม่เหมาะสม ไม่ควรมีเลย แต่อย่างน้อยการอยู่โรงพยาบาลสนาม แม้จะห้ามสังสรรค์ แต่ก็ไม่เหงา เพราะยังเห็นคนอื่นๆ อยู่รอบตัว ส่วนกรณีที่มีประชาชนที่ตรวจเชื้อโควิดพบว่าผลเป็นบวก แต่ต้องรอเตียงที่โรงพยาบาลนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข ที่มีทั้งโรงพยาบาลเอกชน กทม. และตัวแทนมหาวิทยาลัย ได้หารือเพื่อวางมาตรการใหม่ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหา เพราะทราบดีว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประชาชนที่ทุกข์ร้อนต้องรอเตียง ซึ่งประเด็นนี้ทางกระทรวงจะเป็นผู้ประกาศและชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียด ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแผนเชิงรุกทั้งหมด โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขวางแนวทางการรวมข้อมูลไว้ที่ชุดเดียวกัน และสั่งการโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจะได้ประสานความร่วมมือในทิศทางเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงนั้นก็จะสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม โดยจะบูรณาการที่ตั้งและบุคลากรให้สอดคล้องกัน สำหรับการปฏิบัติตัวของผู้ที่ติดเชื้อที่ยังจำเป็นต้องอยู่ที่บ้านนั้น หากแยกห้องได้ขอให้แยก บางคนรอนาน 3-7 วัน แต่โชคดีที่การระบาดรอบนี้มีอาการกันไม่มาก จะมีการแก้ปัญหาโดยเร็ว และหลังจากนี้จะมีข้อแนะนำออกมา แต่เบื้องต้นขอให้ยึดมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์เตือนว่า แม้คนป่วยอาการไม่ค่อยมี อาจทำให้เกิดการย่อหย่อน ซึ่งเป็นความเป็นห่วงเป็นใยหลายฝ่ายทางด้านการแพทย์ แม้จำนวนการติดเชื้อไม่เยอะ แต่ในทางระบาดวิทยาบอกว่า แต่กลายเป็น &amp;quot;วอล์กกิ้ง นิวมอเนีย&amp;quot; คนที่ปอดอักเสบแล้วเดินไปไหนมาไหนได้จะเยอะขึ้น และคนที่เป็นอย่างนี้จะไปแพร่เชื้อ ทำให้มีคนติดเชื้อเยอะขึ้น และเมื่อมีคนป่วยเยอะขึ้น ก็จะต้องมีการใช้เตียงและไอซียูเยอะขึ้นตามไปด้วย ขอให้ทุกท่านร่วมมือกัน ไทย เราต้องชนะครับ
28 รายเสี่ยงเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการฉีดวัคซีนในประเทศไทยว่า ตอนนี้ กระจายลงไป 1 แสนโดสใน 77 จังหวัด ฉีดไปแล้ว 608,521 โดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 526,706 ราย และวัคซีนครบ 2 เข็ม จำนวน 81,815 ราย ส่วนอีก 1 ล้านโดสของซิโนแวคนั้นมีการตรวจรับและกระจายลงไปยังจังหวัดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว แบ่งการฉีดดังนี้ 1.จำนวน 599,800 โดส ฉีดให้บุคลากร สาธารณสุขทั่วประเทศให้ครบ 100% ภายใน 1 เดือน 2.จำนวน 1 แสนโดสฉีดควบคุมโรคในพื้นที่สีแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.จำนวน 147,200 โดส ฉีดให้ประชาชนที่มีโรคประจำตัว 4. จำนวน 54,320 โดส ฉีดให้กับคนที่มีโอกาสพบเจอคนจำนวนมาก เช่น ทหาร ตำรวจ บุคลากรด่านหน้า รวมถึง ส.ส.ต่างๆ ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เนื่องจากมีภารกิจลงพื้นที่ พบปะประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการทำงาน และ 5 จำนวน 98,680 โดส สํารองไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์มีอยู่ 5 แสนเม็ด เพียงพอต่อการใช้ช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรี?ว่าการ?กระทรวง?สาธารณสุขได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้อเพิ่ม 1 ล้านเม็ด คาดว่าน่าจะมีการทำสัญญากันเรียบร้อยแล้ว และให้มีการเจรจาซื้อเพิ่มเลยอีก 1 ล้านเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภา?สยังกล่าวถึงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ว่า วันนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,767 ราย พบว่ามีผู้ป่วยอาการหนัก 128 ราย ในจำนวนนี้มี 28 รายที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งอาการรุนแรงมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ กรมการแพทย์อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลการติดเชื้อรอบใหม่จากสายพันธุ์ อังกฤษว่าทำให้ปอดอักเสบรุนแรงเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรคเผยว่า เบื้องต้นจากข้อมูลการระบาดที่เริ่มต้นจากสถานบันเทิง แล้วไปแพร่ต่อให้คนในครอบครัว และแพร่ไปสู่ที่ทำงานและกระจายตัวภายในประเทศ? โดยข้อมูล 4-8 เม.ย. ความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อจาก 1 คนไปสู่คนอื่นๆ (R0) อยู่ที่ 2 กว่าๆ แต่หลังมีมาตรการปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ พบว่าอัตราการแพร่ระบาดอยู่ที่ 1.6 ดังนั้นแนวโน้มการระบาดขณะนี้อยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ตัวเลขที่เพิ่มขณะนี้เป็นแรงเฉื่อยของการติดเชื้อก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นแนวโน้มเราเริ่มคุมสถานการณ์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การระบาดส่วนใหญ่อยู่ กทม.และปริมณฑล เชียงใหม่ นครสวรรค์ นครราชสีมา ชลบุรี ส่วนจังหวัดอื่นๆ มีการติดเชื้ออยู่ในวงจำกัดเล็กๆ อย่างไรก็ตาม เราต้องการขอความร่วมมือจากประชาชนอีกหลายประการ ถ้าร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทางระบาดวิทยาคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ตัวเลขจะค่อยๆ ลดลง แต่ช่วงนี้อาจจะมีตัวเลขสูงนิดหน่อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า ที่น่าห่วงคือตอนนี้มีแนวโน้มระบาดไปยังโรงเรียน องค์กร สถานประกอบการ ดังนั้นสิ่งที่จะร่วมมือกันช่วย ลดการแพร่ระบาดในประเทศไทยคือมาตรการส่วนบุคคล ผู้สูงอายุหลีกเลี่ยงการออกไปในพื้นที่ชุมชนโดยไม่จำเป็น ประชาชนป้องกันตัวเองอย่างเข้มข้น และตอนนี้เวิร์กฟรอมโฮม (WHF)? เป็นมาตรการสำคัญมาก เพราะหลังสงกรานต์เชื่อว่าวันจันทร์คนจะกลับเข้าสถานที่ทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้มีมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม และคัดกรอง ซึ่งจุดเสี่ยงคือการไม่สวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะการกินข้าว ดังนั้นหากเป็นไปได้ ขอให้งดกิจกรรมรวมกลุ่ม งานเลี้ยงสังสรรค์ห้ามมีเด็ดขาด สวมหน้ากากอนามัยอย่างเข้มข้น แยกภาชนะกัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99885</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กรมควบคุมโรค, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, วัคซีนโควิด, ศบค., สงกรานต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิร์กฟรอมโฮม, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c440091841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
