<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’หั่น จีดีพีไทยโตแค่1% คนจนเพิ่มนับแสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวิลด์แบงก์&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตแค่ 1% พิษโควิดกระทุ้งคนจนเพิ่มอีก 1.7 แสน ประเมินท่องเที่ยวยังอ่วม แซนด์บ็อกซ์ไม่แรงดึงต่างชาติเข้าไทยได้แค่หลักแสน ประเมินเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวปี 66 ช้ากว่าเดิม 1 ปี หนุนขยับเพดานหนี้ช่วยประคอง ศก.ระยะสั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1% จากเดิมที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 3.6% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ได้ในปี 2566 ล่าช้ากว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 1 ปี จากปัจจัยเรื่องการกระจายวัคซีน ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับภาคครัวเรือน ทำให้อัตราการว่างงาน และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้น 1.7 แสนคน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวในปีนี้มองว่าจะยังไม่ฟื้นตัว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการแซนด์บ็อกซ์ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ 1.6 แสนคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ปี 2565 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจากมีการเร่งกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านคน ถือเป็นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาคการส่งออกตอนนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและสินค้าเพื่อการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดในประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่เข้ามากดดัน เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักๆ อาจจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากมาตรการลดการเดินทางและการบริโภคที่อาจจะยังมีข้อจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างยาว&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) นั้น มองว่าอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนบ้าง แต่มองว่าตลาดการเงินในหลายประเทศเริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับข่าวดังกล่าวแล้ว ขณะที่ไทยเองจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพีนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาครัฐในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น และจะช่วยเพิ่มการลงทุนในโครงการสำคัญ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะปานกลาง และมองว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น โดยหากสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ดี มีการลงทุนที่ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60% ของจีดีพีแน่นอน เพราะหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศจึงต่ำกว่ามาก อย่างไรก็ตาม การกู้เงินและการใช้จ่ายเงินในการลงทุนและมาตรการเยียวยาต่างๆ ต้องมีความโปร่งใส เป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจริงๆ เม็ดเงินดังกล่าวจะได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะนั้นถือเป็นมาตรการที่สุขุม เป็นการสร้างความสมดุล และมองว่านโยบายการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือในช่วงที่มีความเปราะบาง และจำเป็นต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อรักษาระดับการเติบโตที่ยั่งยืน และถือเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการลงทุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efbe8718627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตกงาน8.3ล้านคน! ศก.ไทยเซ่นโควิด‘ไตรมาส2’ทรุดหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;เวิลด์แบงก์&amp;quot; คาดพิษโควิดฉุดจีดีพีไทยปีนี้ติดลบไม่ต่ำกว่า 5% ชี้ตกงานกว่า 8.3 ล้านคน แนะอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; เน้นฝึกอบรม เพื่อสร้างโอกาสหารายได้ ขณะที่ &amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ระบุไตรมาส 2/2563 ทรุดหนัก ผ่านจุดนี้ไปเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น&amp;nbsp; อานิสงส์มาตรการคลายล็อก หนุนคนเริ่มใช้จ่าย ท่องเที่ยวเริ่มขยับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp; (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้ออกรายงานเศรษฐกิจไทย คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะติดลบกว่า 5% จากเดิมที่เคยคาดติดลบ 3% และน่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ปีที่จะกลับไปสู่จีดีพีระดับก่อนที่จะประสบปัญหาโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีคนตกงานกระจายไปทั่ว และกระทบต่อครัวเรือนชนชั้นกลางและครัวเรือนที่ยากจน ก่อนเศรษฐกิจไทยจะฟื้นขยายตัวที่ 4.1% ในปี 64 และ 3.6% ในปี 65 แต่ยังขึ้นอยู่ปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ การท่องเที่ยวที่เปราะบาง รวมถึงการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังประเมินว่าจะมีคนตกงานหรือสูญเสียรายได้จากโควิด-19 กว่า 8.3 ล้านคน ซึ่งจะทำให้งานมากมายโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการมีความเสี่ยง โดยยังพบว่าจำนวนผู้ที่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือผู้ที่มีรายได้ต่อวันต่ำกว่า 5.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ 170 บาทต่อวัน จะสูงขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านคนในไตรมาสแรก เป็น 9.7 ล้านคนในไตรมาสที่ 2 ของปี 63 โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนชนชั้นกลางในภาคการผลิตและภาคบริการจะเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จาก 6% เป็น 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้เสนอแนะภาครัฐควรขยายความคุ้มครองทางสังคมเพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานข้ามชาติไม่ได้ถูกมองข้าม และควรให้เงินอุดหนุนแก่กลุ่มที่เปราะบางต่อไป รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ ควรเชื่อมโยงการให้เงินอุดหนุนไปกับการฝึกอบรม การให้คำแนะนำ และความสนับสนุนด้านอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้ ขณะที่ระยะปานกลางประเทศไทยควรมีโครงการที่จะให้ประโยชน์ครอบคลุมทั่วทุกด้านเพื่อรองรับการแพร่ระบาดของโรคและวิกฤตการณ์อื่นๆ เช่น ควรเสริมด้วยการมุ่งเป้าโครงการไปที่กลุ่มคนยากจน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจนั้นรุนแรง ภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ประเทศไทยเกือบจะห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือน มี.ค.63 ซึ่งพลังของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับนโยบายในการรับมือวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนครัวเรือนและผู้ประกอบการที่เปราะบาง หรือทำอย่างไรที่จะช่วยให้ผู้ที่ตกงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง&amp;rdquo; ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 จะขยายต่ำที่สุดในปีนี้ โดย ธปท.คาดว่าจะหดตัวในระดับ 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่เกิน -20% และคาดว่าทั้งปีจะหดตัว -8.1 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในเดือน พ.ค.น่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว โดย ธปท.คาดว่าไตรมาส 3/2563 เศรษฐกิจไทยฟื้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแรงพอสมควร และมาตรการคลายล็อกในไทย ทำให้คนเริ่มใช้จ่าย การท่องเที่ยวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 มีโอกาสหดตัว 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่รุนแรงถึงขนาดขึ้นต้นด้วยเลข 2 และจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2563 และต่อเนื่องในทุกไตรมาส แต่เป็นการหดตัวลดลง&amp;quot; นายดอนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ในด้านต่างประเทศ ทุกประเทศก็มองตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2563 หลังจากนั้นจะเริ่มฟื้นตัว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เช่น การระบาดรอบ 2 ทำให้ต้องปิดประเทศหลายที่ กรณีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเสถียรภาพระบบการเงินของโลก ที่ในหลายประเทศ ตราสารหนี้เอกชนเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการใช้งบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่ก็เป็นทิศทางที่ ธปท.สนับสนุนให้มีการใช้เงินกู้ไปในการจ้างงาน สร้างงาน ซึ่งเม็ดเงินที่มีนั้นมากพอแล้ว แต่ขอให้ใช้ให้ตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ธปท.ยอมรับว่าการแข็งค่าของค่าเงินเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ติดตามดูแลใกล้ชิด ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะเป็นบวกเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินตลอดทั้งปีนี้จะมีทิศทางปรับขึ้น เพราะวิกฤตินี้เพิ่งเริ่ม แต่ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ ซึ่งระบบสถาบันการเงินไทย มีความเข้มแข็งลำดับต้นๆ ของโลก สามารถรองรับการหดตัวทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้ง ธปท.ก็มีแนวนโยบายดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. ยังหดตัวสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ต่างประเทศ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวจากการจำกัดการเดินทาง ส่งออกสินค้าหดตัว -23.6% ตามอุปสงค์ต่างประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ การลงทุนและการผลิตภาคเอกชนหดตัว แต่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการเยียวยา ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70185</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จีดีพี, จีดีพีไทย, พิษโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวิลด์แบงก์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ลงทะเบียนชิมช้อปใช้ โวหลุดประเทศรายได้ต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เหนือความคาดหมาย ประชาชนแห่ลงทะเบียน &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; วันแรก กระหน่ำวินาทีละ 8 หมื่นคนจนระบบรวนเกือบไม่รอด คลังยันไม่ขยายยังจำกัดวันละ 1 ล้านราย ขณะที่ &amp;quot;อุตตม&amp;quot; โวข้อมูลเวิลด์แบงก์ไทยหลุดประเทศรายได้ต่ำ เขยิบเพดานขึ้นปานกลางค่อนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่าได้รับรายงานจากธนาคารกรุงไทย ถึงความคืบหน้าในการเปิดรับลงทะเบียนใช้สิทธิ์ตามมาตรการชิมช้อปใช้ ผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com ล่าสุด ที่เวลา 13.00 น. มีผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิ์แล้ว 8.8 แสนราย และคาดว่าไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือ 14.00 น. จะมีผู้ลงทะเบียนในวันแรกครบ 1 ล้านราย เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนวันละ 1 &amp;nbsp;ล้านราย จากเป้าหมายของโครงการรวม 10 ล้านราย ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการขยายจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการต่อวัน เพราะมองว่าจำนวน 1 ล้านรายต่อวันเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อคืนที่เปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันแรก (23 ก.ย.) ระบบก็มีการติดขัดอยู่บ้าง เนื่องจากมีคนเข้ามาลงทะเบียนพร้อมกันจำนวนมาก แต่ว่าธนาคารกรุงไทยได้แก้ปัญหาดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ยอมรับว่าประชาชนให้ความสนใจโครงการนี้เกินคาด&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้ได้ให้แนวทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปพิจารณาขยายวันรับสมัครร้านค้าเพื่อเข้าร่วมโครงการ จากปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมแล้วทั้งสิ้น 1.5 แสนราย โดยคาดว่าจะขยายเวลาให้ร้านค้ามาร่วมลงทะเบียนถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากเดิมสิ้นสุดไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ระบบการรับลงทะเบียนมาตรการชิมช้อปใช้ไม่มีปัญหาล่ม ยังมีประชาชนสนใจเข้ามาลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยสูงสุดที่ 5 หมื่นรายต่อวินาที มั่นใจว่าการลงทะเบียนจนครบระยะเวลาจะไม่มีปัญหา ระบบจะสามารถรองรับได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมสรรพากรยืนยันว่าผู้ที่มาลงทะเบียนร่วมโครงการ ทั้งในส่วนร้านค้าและประชาชนจะไม่ถูกตรวจสอบภาษี เพราะกรมฯ ไม่ได้นำข้อมูลการลงทะเบียนมาใช้ในการตรวจสอบภาษีเลย เนื่องจากมีข้อมูลทั้งหมดอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนอย่ากังวลเพราะทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมว.การคลัง กล่าวว่า โครงการเปิดให้ลงทะเบียนจำกัดวันละ 1 ล้านคน จากจำนวนผู้จะได้รับสิทธิ์ทั้งสิ้น 10 ล้านคน เมื่อลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ ภายใน 3 วันจะได้รับเอสเอ็มเอสและอีเมลยืนยัน แต่หากท่านลงทะเบียนได้ แต่เกินคนที่หนึ่งล้านในแต่ละวัน ระบบจะส่งข้อความแจ้งทันทีว่าจำนวนการลงทะเบียนเต็มแล้วสำหรับวัน และสามารถลงทะเบียนใหม่อีกครั้งในวันถัดไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากดูจากจำนวนการลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคนแล้ว หมายความว่าสามารถไปลงทะเบียนได้อีกราว 9 วัน จึงอยากจะให้ประชาชนวางแผนการท่องเที่ยวให้ดีและทยอยกันลงทะเบียน เพราะเมื่อลงทะเบียนแล้วผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้จ่ายภายใน 14 วัน (27 ก.ย.- 30 พ.ย.62) หากไม่ใช้จ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนดจะไม่สามารถใช้ได้อีก&amp;quot; นายธนกรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ให้ความมั่นใจว่าโควตาจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 &amp;nbsp;ล้านคนตลอดโครงการ ถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยประชาชนสามารถทยอยลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึงวันที่ 15 พ.ย.62 และสามารถเดินทางท่องเที่ยวพร้อมจับจ่ายใช้สอยได้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.62 ถึงวันที่ 30 พ.ย.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอุตตมได้กล่าวปาฐกถาในงาน The Next Thailand 4.0 ทางออกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะมีปัญหามากมาย แต่เชื่อว่ายังไม่รุนแรงจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ล่าสุดธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ให้ข้อมูลว่าไทยหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่ำแล้ว โดยถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างไปทางสูง แต่ไทยก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในประเทศต่อไป&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมระบุด้วยว่า การปรับโครงสร้างต้องเปลี่ยนจากการเน้นอุตสาหกรรมเดิม ที่เป็นผู้ผลิตให้กับรายใหญ่และได้มูลค่าการส่งออกสูง ซึ่งควรจะปรับมาเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่จะสนับสนุนให้เกิดในประเทศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องทำแบบองค์รวม เพื่อให้ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยเราก็ทำแบบญี่ปุ่นได้ เราต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง สร้างเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง นำเทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งไม่ใช่การให้เงินอย่างเดียว แต่หน้าที่รัฐบาลคือทำอย่างไรจะให้โอกาสนี้กระจายไปถึงคนตัวเล็กถึงชุมชน&amp;quot; นายอุตตมกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46451</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิมช้อปใช้, ประเทศรายได้ต่ำ, หนังสือพิมพ์, เวิลด์แบงก์, ไทยหลุดประเทศรายได้ต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88d64b663d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น‘เวิลด์แบงก์’ขยับอันดับ แนะเร่งลงทุนช่วงบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ลุ้น ต.ค.นี้เวิลด์แบงก์ขยับอันดับทำธุรกิจคล่องให้ไทย หลังหน่วยงานรัฐเร่งปรับกระบวนการทำงานให้ลื่นปรื๊ด &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; ชี้อัตราดอกเบี้ยไม่ใช่กลไกสำคัญ โยน ธปท.พิจารณาทิศให้เหมาะสม แนะสร้างความเชื่อมั่นภายในฉวยจังหวะบาทแข็งเร่งลงทุนช่วยเงินอ่อนค่า ด้านคลังห่วงเฟดลดดอกเบี้ยนโยบายทำบาทโป๊กกระทบส่งออกไทยปีนี้สาหัสต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จะประกาศผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในวันที่ 30 ต.ค.2562 โดยคาดว่าการจัดอันดับของไทยในปี 2562 จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้น จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับที่ 27 โดยไทยยังเป็นรองประเทศในกลุ่มอาเซียนเพียง 2 ประเทศ คือ ประเทศสิงคโปร์ ที่อยู่อันดับ 1 ของโลก และประเทศมาเลเซีย ที่อยู่ในอันดับ 10 กว่า โดยภาพรวมเชื่อว่าไทยจะได้รับการพิจารณาปรับอันดับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราทำตามคำแนะนำของเวิลด์แบงก์ ทำให้คาดว่าจากแนวโน้มการจัดการที่ดีขึ้นนี้ จะทำให้อันดับของไทยจะได้รับการพิจารณาเพิ่มขึ้น แต่การจะบอกว่าได้อันดับที่เท่าไหร่ คงบอกได้ยาก อันดับที่ดีขึ้นเป็นประโยชน์กับประเทศอยู่แล้ว เพราะความสะดวกทางธุรกิจไม่ใช่แค่กับผู้ประกอบการไทย แต่ต่างชาติถ้าเห็นอันดับไทยขึ้น ก็จะเป็นผลบวกกับประเทศไทยด้วย&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวอีกว่า ในปี 2562 ภาครัฐได้ปรับกระบวนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในทุกด้าน โดยงานในด้านสำคัญต่างๆ มีความก้าวหน้า ส่วนใหญ่เป็นงานในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและประชาชน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านเทคโนโลยี ลดจำนวนวัน ลดจำนวนเอกสาร เช่น การจดทะเบียนนิติบุคคล มีความคืบหน้าที่ดี ลดจำนวนวันในการทำงาน, การตรวจแบบการก่อสร้าง ที่ลดจำนวนวันลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการประชุมพบว่าไทยมีการปรับปรุงชัดเจนในหลายๆ ด้าน น่าจะส่งผลดีกับอันดับของไทย โดยเฉพาะเรื่องที่คาดว่าจะได้รับคะแนนค่อนข้างมาก เช่น การลดค่าใช้จ่ายของการไฟฟ้า ซึ่งทำได้ดี และไทยก็อยู่อันดับที่ 6 ของโลก นอกจากนี้ เป็นเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินกับกรมที่ดิน ที่สามารถครอบคลุม เชื่อมโยงกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ลดขั้นตอนเรียกเอกสาร รวมทั้งกระบวนการทางศุลกากร ที่มีการใช้ระบบ Pre Arrival Processing เต็มรูปแบบจากปีก่อนที่อยู่ในช่วงนำร่อง และกระบวนการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมสรรพากรที่ดำเนินการหลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75%-2.00% ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ไทยจะต้องเร่งดำเนินการ คือการสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่กลไกที่สำคัญมาก การจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องพิจารณาให้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าหลายอย่างมาจากที่ประเทศไทยลงทุนน้อยเกินไป ดังนั้นควรจะถือโอกาสและจังหวะนี้ในการเร่งลงทุนเพื่ออนาคต ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำได้เองตลอด เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ต้องมั่นใจในตัวเอง พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแรงมาก ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ เราต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยนั้น ไม่ใช่ที่สุดของเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบด้วย&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และตลาดยังมองอีกว่าปีนี้เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องนำไปประเมินว่าจะมีผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในส่วนของกระทรวงการคลัง ยอมรับว่ามีความกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่ปัจจุบันไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. ต้องดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าค่าเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้ แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศคู่แข่ง และเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวอีกว่า ในส่วนผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น จะมีผลทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยเล็กน้อย ไม่มาก โดยทั้งปี 2562 สศค.คาดการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยสูงกว่าราคาในปัจจุบันอยู่แล้ว จึงไม่เป็นห่วงในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยในระดับที่ 78% ของจีดีพี เมื่อตัดหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ 12-13% จะทำให้หนี้ครัวเรือนที่แท้จริงอยู่ที่ระดับ 65% ของจีดีพี ถือว่าไม่สูงมากนัก และไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะว่าหนี้เสียของหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับปกติของหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน ไม่ได้มีนัยแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเสนอมานั้น อยู่ระหว่างการศึกษาว่ามีความจำเป็นต้องมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้หรือไม่ เพราะ LTF ได้ทำหน้าที่ในการสร้างตลาดทุนให้เข้มแข็งได้ตามวัตถุประสงค์แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลงทุนช่วงบาทแข็ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันดับทำธุรกิจ, เงินบาทแข็ง, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d838f62076ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 21:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 21:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; เสนอชื่อสายเหยี่ยว &#039;เดวิด มัลพาส&#039; นั่ง ปธ.เวิลด์แบงก์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ เดวิด มัลพาส เจ้าหน้าที่สายเหยี่ยวของกระทรวงการคลังสหรัฐที่เป็นนักวิจารณ์เวิลด์แบงก์ตัวยง ขึ้นทำหน้าที่ประธานธนาคารโลกคนใหม่แทนที่ จิม ยองคิม ที่ลาออกอย่างปุบปับเมื่อต้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) แถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 เสนอชื่อเดวิด มัลพาส (ขวา) เป็นประธานธนาคารโลกคนใหม่ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลาออกของ จิม ยอง คิม ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเขาดำรงตำแหน่งนี้ในสมัยที่ 2 ได้ไม่ถึงครึ่งทางจากวาระ 5 ปี เปิดทางให้ประธานาธิบดีทรัมป์มีโอกาสเลือกบุคคลที่ตอบสนองแนวคิดของเขามาเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนี้ หากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศหุ้นส่วนในเวิลด์แบงก์ โดยเฉพาะชาติยุโรป ให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ ว่า มัลพาสเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสมสำหรับตำแหน่งสำคัญนี้ &amp;quot;อเมริกาเป็นผู้ออกเงินรายใหญ่ที่สุดเข้าเวิลด์แบงก์&amp;quot; ผู้นำสหรัฐกล่าว และว่า สิ่งที่รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญที่สุดคือ การแน่ใจว่าเงินของผู้จ่ายภาษีชาวอเมริกันจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์และคณะทำงานของเขาโจมตีสถาบันพหุภาคีหลายแห่ง และมัลพาสเป็นหัวขบวนในการวิจารณ์เวิลด์แบงก์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เขาบอกว่าล้วนเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ &amp;quot;คอร์รัปชัน&amp;quot; มัลพาสยังวิจารณ์ที่เวิลด์แบงก์ให้ทุนแก่จีนและประเทศที่ค่อนข้างมีฐานะ ที่เขาบอกว่าควรจะจบการศึกษาจากสถาบันนี้ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสายเหยี่ยวรายนี้กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขาจะพยายามปฏิรูปสถาบันนี้ตามแผนที่ได้รับการอนุมัติเมื่อปีที่แล้ว เช่น การจำกัดการปล่อยกู้และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยแก่ประเทศที่มีรายได้สูง เช่น จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า คณะกรรมการบริหารเวิลด์แบงก์จะเริ่มเปิดรับการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ไปจนถึงวันที่ 14 มีนาคม และมีแผนจะประกาศชื่อประธานเวิลด์แบงก์คนใหม่ก่อนการประชุมฤดูใบไม้ผลิของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ วันที่ 12-14 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าชาติสมาชิกทั้ง 189 ประเทศ จะสามารถเสนอชื่อได้ แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันนี้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานเวิลด์แบงก์ล้วนเป็นคนอเมริกัน ขณะที่ผู้จัดการไอเอ็มเอฟนั้นเป็นคนยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มท้าทายธรรมเนียมปฏิบัตินี้ โดยเรียกร้องให้กระบวนการคัดเลือกเปิดกว้างมากขึ้นและเลือกจากคุณสมบัติ และการที่ทรัมป์เลือกมัลพาสอาจทำให้เกิดการรวมตัวกันต่อต้านเขาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28584</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานธนาคารโลก, ประธานเวิลด์แบงก์, เดวิด มัลพาส, เวิลด์แบงก์, เสนอชื่อ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5c44ad74f2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดข่าวนั่งเก้าอี้เอง ทำเนียบขาวยัน &#039;อิวานกา ทรัมป์&#039; แค่ร่วมสรรหา ปธ.เวิลด์แบงก์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทำเนียบขาวปฏิเสธข่าวที่ว่า สหรัฐจะเสนอชื่ออิวานกา ทรัมป์ บุตรีของประธานาธิบดี รับตำแหน่งประธานเวิลด์แบงก์คนใหม่ เผยรัฐบาลแค่ดึงเธอมาในกระบวนการสรรหาประธานคนใหม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อิวานกา ทรัมป์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จิม ยองคิม ประธานธนาคารโลกประกาศว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีนี้ ทั้งที่การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของเขาจะสิ้นวาระในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจสซิกา ดิตโต รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว แถลงว่า สตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมิก มัลวานีย์ หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ขอให้อิวานกา ทรัมป์ ช่วยจัดการในกระบวนการที่สหรัฐจะเสนอชื่อประธานธนาคารโลกคนใหม่ เนื่องจากอิวานกาทำงานใกล้ชิดกับประธานธนาคารโลกคนปัจจุบันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนรายงานก่อนหน้านี้ที่บอกว่าสหรัฐจะเสนอชื่ออิวานกา ทรัมป์ เป็นประธานธนาคารโลกคนใหม่นั้นไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ของอังกฤษรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเสนอชื่อบุตรสาวและที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือนิกกี เฮลีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ เป็นแคนดิเดตของสหรัฐในตำแหน่งประธานธนาคารโลกแทนจิม&amp;nbsp; ยองคิม ส่วนรายชื่ออื่นที่ได้รับการคาดหมายรวมถึงมาร์ก มัลพาสส์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง ฝ่ายกิจการต่างประเทศ และมาร์ก กรีน หัวหน้าหน่วยงานอินเตอร์เนชันแนล ดีเวลลอปเมนต์ของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กรรมการบริหารธนาคารโลกเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะเริ่มรับการเสนอชื่อประธานคนใหม่ในช่วงต้นเดือนหน้า และจะประกาศรายชื่อประธานคนใหม่ในกลางเดือนเมษายน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26659</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม ยองคิม, ธนาคารโลก, ประธานเวิลด์แบงก์, อิวานกา, อิวานกา ทรัมป์, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190115/image_big_5c3de649aad26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานเวิลด์แบงก์ลาออกปุบปับ หันทำงานเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จิม ยองคิม ประธานธนาคารโลก ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าเขาจะออกจากตำแหน่งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งที่ยังเหลือเวลาทำหน้าที่มากกว่า 3 ปี โดยเปิดเผยว่าจะหันไปทำงานให้บริษัทลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp; จิม ยองคิม ประธานเวิลด์แบงก์ กล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิม วัย 59 ปี ได้รับการเสนอชื่อโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้ด้านการพัฒนาของโลกแห่งนี้เมื่อปี 2555 การตัดสินใจลาออกของเขาถูกมองว่าจะเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมักวิจารณ์เวิลด์แบงก์และกฎเกณฑ์การค้าโลก ได้คัดเลือกประธานคนใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติในฐานะที่สหรัฐมีสัดส่วนใหญ่สุดในการลงคะแนนเสียงในสถาบันที่มี 189 ชาติสมาชิกแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ว่าประธานเวิลด์แบงก์รายนี้ ซึ่งวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 จะครบกำหนดในปี 2565 ได้เปิดเผยกับบุคลากรในเวิลด์แบงก์ผ่านทางอีเมลเมื่อวันจันทร์ ว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อไปทำงานกับบริษัทเอกชนที่เน้นด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา แต่เขาจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับงานใหม่ของเขาในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์และอดีตประธานวิทยาลัยดาร์ตมัธรายนี้กล่าวด้วยว่า เขาจะกลับไปเป็นกรรมการของพาร์ตเนอร์สอินเฮลธ์ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไรที่เขาร่วมก่อตั้งเมื่อ 30 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของเวิลด์แบงก์กล่าวว่า หลังจากคิมพ้นตำแหน่ง คริสตาลินา จอร์เจียวา ชาวบัลแกเรีย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของเวิลด์แบงก์มาตั้งแต่ปี 2560 จะรักษาการในตำแหน่งนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวิลด์แบงก์ภายใต้การนำของคิมกำหนดเป้าหมายกำจัดความยากจนสุดขีดทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2573 และได้เพิ่มการให้เงินกู้ยืมแก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่แนวทางส่งเสริมโครงการพลังงานสะอาดของคิมและลดการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานจากถ่านหิน ถือว่าขัดแย้งกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงอย่างนั้น ปีที่แล้ว เวิลด์แบงก์ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทรัมป์ ที่อนุมัติการเพิ่มทุน 13,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเวิลด์แบงก์ยอมทำตามคำขอของรัฐบาลสหรัฐ ด้วยการควบคุมการให้เงินกู้แก่ประเทศที่มีรายได้สูงเช่นจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26080</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิม ยองคิม, ธนาคารโลก, ประธานเวิลด์แบงก์, ลาออก, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c349edca6352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
