<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯเผยแพร่พระบรมราชโองการพระราชทานยศชั้นนายพล563ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 &amp;ndash; เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 ก.ย.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล จำนวน 563 ราย โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพลวาระ ตุลาคม 2564 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ทางราชการ ดังต่อไปนี้ 1.พลโท ธนภัทร ณิยกูล เป็น พลเอก 2.พลโท นุชิต ศรีบุญส่ง เป็น พลเอก 3.พลโท จิรวิทย์ เดชจรัสศรี เป็น พลเอก 4.พลโท อดินันท์ ไชยฤกษ์ เป็น พลเอก และ 5. พลโท ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา เป็น พลเอก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายชื่อได้ที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116743</URL_LINK>
                <HASHTAG>563 ราย, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี, พระราชทานยศทหารชั้นนายพล, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612ef575d80c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กฎหมายประชามติ’บังคับใช้แล้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 &amp;ndash; เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 ก.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ก.ย.นี้แล้ว โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีทั้งสิ้น 85 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากเป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116740</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคับใช้, พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612ef575d80c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>1 ก.ค.นี้ แท็กซี่ร้องศาลฯ-DSIค้านรถป้ายดำให้บริการผ่านแอปฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ เปิดเผยถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศเผยแพร่กฎกระทรวง รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 2564 ซึ่งได้กำหนดให้รถยนต์ หรือการนํารถยนต์นั่งส่วนบุคคลมาจดทะเบียนเปลี่ยนประเภท เป็นรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ว่าในวันที่ 1 กรกฏาคม นี้ สมาคมฯจะเดินทางไปยื่นหนังสือศาลปกครองสูงสุด,ศาลรัฐธรรมนูญ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
ทั้งนี้จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดขอคุ้มครองคำสั่งชั่วคราวยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดต่อกฏหมายที่ขัดต่อ พ.ร.บ.พ.ศ. 2522 ห้ามนำรถส่วนตัววิ่งรับจ้าง ขณะเดียวกันจะยื่นหนังสือถึง DSI ในเรื่องการฟอกเงินของบริษัทแอปพลิเคชันรถป้ายดำ โดยฝ่ายกฏหมายจะรวบรวมหลักฐานจากการกระทำผิดในการนำรถป้ายดำมาวิ่งรับจ้างให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกมาแสดงจุดยืนของสมาคมฯไม่ต้องการที่จะล้มใคร แต่เขาจะมายึดอาชีพเราไปเป็นของนายทุน วันนี้จะออกมาสู้เพื่อคนข้างหลังที่จะออกมาประกอบอาชีพขับแท็กซี่ ซึ่งตามพ.ร.บ.รถยนต์พ.ศ.2522 ดังกล่าวนั้นห้ามเด็ดขาดการเอารถยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้าง ซึ่งแม้ภายหลังจดทะเบียนก็ยังให้ใช้ป้ายรถยนต์ส่วนบุคคลจึงเป็นการใช้รถยนต์ผิดประเภทผิดกฎหมายประเด็นสำคัญปัจจุบันผู้ประกอบการแท็กซี่มีจำนวนหลายแสนคัน ในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงมีการเรียกผ่านทางออนไลน์ ผ่านมือถือ ซึ่งแทบไม่มีผู้โดยสาร อาชีพแท็กซี่รถรับจ้างลำบากแสนสาหัวอยู่แล้วในภาวะปัจจุบัน แน่นอนว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และซ้ำเติมผู้ประกอบการ&amp;rdquo;นายวรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ขณะนี้หากไม่มีการคัดค้านการออกกฎหมายฉบับดังกล่าว เบื้องต้นราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศออกกฎกระทรวงรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564 โดยกฎกระทรวงกำหนดเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย ประวัติคนขับรถ บัตรประจำตัวคนขับรถ และการแสดงบัตรประจำตัวคนขับรถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร และรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหลังกฎกระทรวงประกาศมีผลบังคับใช้แล้วจะมีการออกประกาศกฎหมายฉบับรองเพื่อกำหนดคุณสมบัติ รูปแบบการจดทะเบียนรถสาธารณะและเงื่อนไขผู้ที่ให้บริการรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน ราว 4-5 ฉบับเพื่อรองรับกฎกระทรวงฯ หลังจากนั้นคาดว่าจะเริ่มให้บริการแอปพลิเคชันฯได้ภายในปลายดือนกรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการออกร่างกฎกระทรวงฉบันนี้ กรมขนส่งทางบกจะเป็นผู้ดำเนินการเพื่อยกระดับการให้บริการรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันทั้งระบบและสามารถควบคุมกลุ่มแท็กซี่ป้ายดำให้อยู่ในกฎระเบียบได้ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกฎกระทรวงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้บริการรถสาธารณะปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น เช่น การประกันคุ้มครองรถสาธารณะ การตรวจสภาพรถที่ให้บริการ ผู้ให้บริการมีใบขับขี่สาธารณะ ฯลฯ ส่วนการกำหนดอัตราค่าโดยสารให้บริการ เบื้องต้นทางกรมฯ อยู่ระหว่างการกำหนดเงื่อนไขอัตราค่าโดยสารในรูปแบบมิเตอร์หรือรูปแบบแอปพลิเคชันว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งจะเป็นช่องทางที่เพิ่มรายได้ให้แก่รถสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107874</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถป้ายดำ, วรพล แกมขุนทด, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา, แท็กซี่, แอปเรียกรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d93622ad5fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯผลักดันแผนปฏิรูปประเทศปรับปรุงใหม่ 6 ประเด็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.2564 &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับทุกหน่วยงาน เดินหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศที่ปรับปรุงใหม่ 6 ประเด็น จากแผนการปฏิรูป 13 ด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าแผนปฏิรูปประเทศจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) กำหนด 6 ประเด็น ปรับปรุง ได้แก่ 1.การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในระดับแผนให้ชัดเจน สามารถวัดผลการดำเนินการได้ 2.การปรับตัดกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานและคัดเลือกเฉพาะกิจกรรมปฏิรูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) 3.การทบทวนกฎหมายภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ โดยคัดเลือกเฉพาะกฎหมายที่มีความสำคัญ รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของการเสนอกฎหมาย 4. การทบทวนข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานของรัฐตามแผนการปฏิรูปประเทศ 5.พิจารณาความเห็นของหน่วยงานรับผิดชอบตามแผนการปฏิรูปประเทศ 6.ปรับเค้าโครงของแผนการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านให้เป็นรูปแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าว สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกเฉพาะกิจกรรมปฏิรูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเร่งด่วนและดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน สามารถดำเนินการและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงปี 2564 - 2565&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี​ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำว่าให้ทุกหน่วยงานการดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปแต่ละด้าน ที่ได้กำหนดกิจกรรม Big Rock รวมทั้งสิ้น 62 กิจกรรม ให้มีความเป็นเอกภาพ บูรณาการ เป็นธรรมทั่วถึง เพียงพอและยั่งยืนด้านการเงินการคลัง ทั้งนี้ มี 7 ประเด็นที่หน่วยงานต่างๆจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป ได้แก่ การพัฒนาคน การท่องเที่ยว การเตรียมพร้อมและการพัฒนาผู้สูงอายุ การลดอุปสรรค์ในการดำเนินชีวิตและลดขั้นตอนทางธุรกิจ การกระจายอำนาจ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ การมีส่วนร่วมและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้หน่วยงานต่างๆได้ร่วมมือกัน ทำงานด้านการปฏิรูปให้เห็นผลโดยเร็ว​ สำหรับแผนการปฏิรูปประเทศ &amp;nbsp;13 ด้าน &amp;nbsp;ประกอบด้วย ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95249</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา, แผนปฏิรูปประเทศที่ปรับปรุงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb0ce3422a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านเต็มๆ11หน้าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี&#039;ลุงตู่&#039;พักบ้านหลวง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;เมื่อช่วงค่ำวันที่ 22 ธ.ค.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำวินิจฉัยที่ 29/2563 เรื่อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คำวินิจฉัยดังกล่าวมีเนื้อหาทั้งสิ้น 11 หน้า ซึ่งศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.โดยมีมติเอกฉันท์ว่า พล.อ.ประยุทธ์พักอาศัยในบ้านหลวงไม่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่ทำให้สถานะนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87748</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานสภาผู้แทนราษฎร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลรัฐธรรมนูญ, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ9ส.ค.เลือกตั้งซ่อม 3พรรคเสนอชื่อชิงเก้าอี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมเขต 5 สมุทรปราการประกาศแล้ว กกต.เคาะ 16-20 ก.ค.รับสมัคร หย่อนบัตร 9 ส.ค. &amp;quot;พปชร.&amp;quot; ยันส่ง &amp;quot;กรุงศรีวิไล&amp;quot; พท.ส่ง &amp;ldquo;สลิลทิพย์&amp;rdquo; ก้าวไกลดัน &amp;ldquo;อิศราวุธ&amp;rdquo; ฟุ้งลงชิงหวังเป็นที่ 1 ไม่คิดพ่ายแพ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังศาลฎีกาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบเหลืองนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.
ต่อมา กกต.ได้มีการประชุม โดยมีมติกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. และเปิดรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 16-20 ก.ค. ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 กำหนด ซึ่งพรรคการเมืองที่ประสงค์จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งต้องมีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในจังหวัดนั้น โดยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และได้รับการสรรหามาจากสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้ง ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองต้องให้การรับรองด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งผู้สมัครสามารถใช้จ่ายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายต้องคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่ใช้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ตำแหน่งว่างลงจนถึงวันเลือกตั้ง และหลังวันเลือกตั้งผู้สมัครต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 90 วัน ทั้งนี้ ในส่วนการหาเสียงเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ตำแหน่งว่างลงจนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 68 (2)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงาน กกต.ยังแจ้งถึงแนวทางการจัดการเลือกตั้งว่า ในสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้เพิ่มมาตรการในการป้องกันตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางไว้ โดยกำหนดพื้นที่ต่อคน การเว้นระยะห่างระยะบุคคล การกำหนดจุดตรวจคัดกรองแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ทั้งในสถานที่รับสมัคร หน่วยเลือกตั้ง สถานที่อบรมเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วย การรับวัสดุมอบอุปกรณ์ การออกเสียง การนับคะแนน และการส่งหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ นั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรค? พปชร. กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จ.สมุทราปราการ ว่าพรรคจะส่งนายกรุงศรีวิไลเป็นตัวแทนพรรคลงสมัคร เพราะคราวที่แล้วชนะ พลาดท่านิดหน่อยไม่เป็นไร เลือกใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานนายกรุงศรีวิไลจะเดินทางไปสมัครในวันที่ 16 ก.ค.
ด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สมุทรปราการเป็นฐานเสียงเดิมของพรรค พท. ซึ่งนางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ เป็นผู้สมัครคนเดิม เคยเป็น ส.ส. 3 สมัย พรรคจึงเห็นว่านางสลิลทิพย์เป็นผู้ที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ที่ทำการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค และสมาชิกพรรค แถลงเปิดตัวนายอิศราวุธ ณ น่าน ลงเป็นผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดสมุทรปราการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายชัยธวัชกล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าบทบาทของเราตั้งแต่สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จนมาถึงก้าวไกล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำงานการเมืองแบบใหม่ของเราตอบโจทย์ประชาชนอย่างไร การทำงานอย่างสร้างสรรค์มีคุณภาพอย่างไร ส่วนกรณีนายตรัยวรรธ์ อิ่มใจ อดีตผู้สมัครรายเดิมได้ประกาศยุติบทบาทกับพรรคนั้น เพราะกระบวนการสรรหาของพรรคได้คัดเลือกจากผู้สมัคร 4 คน โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเลือกนายอิศราวุธ และได้แจ้งแก่นายตรัยวรรธ์แล้วด้วยตนเอง แน่นอนว่าต้องมีความเสียใจ แต่เราได้ทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรค และผู้สมัครหลังจากที่มีมติออกมาแล้วว่าเราตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระบวนการสรรหาของพรรคมีการรับฟัง หาข้อมูลจากทุกทีมงานที่เสนอตัวเข้ามา และหาข้อมูลต่างๆ ประกอบการวิเคราะห์จนได้ข้อสรุป ทั้งนี้ สังคมไทยอาจยังไม่ชินกับการสร้างพรรคการเมืองแบบเปิดให้มีการแข่งขันกันภายในพรรค คัดเลือกบุคคลที่จะเหมาะสมที่สุดเป็นตัวแทนประชาชน ทั้งนี้ ได้ชี้แจงให้สมาชิกพรรคแล้ว และเชื่อมั่นว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะทุกคนล้วนเข้ามาในพรรค เพราะสนับสนุนนโยบาย อุดมการณ์และวิธีการทำงานของพรรค ไม่ได้ยึดโยงกับคนใดคนหนึ่ง&amp;rdquo; นายชัยธวัชระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านๆ มา แม้พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยม แต่ผลกลับออกมาตรงกันข้าม การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไร นายชัยธวัชกล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะเราไม่สามารถใช้อิทธิพลหรือกลไกรัฐได้เหมือนกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้แม้เป็นการเลือกตั้งซ่อม ก็ต้องถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรค เราวางแผนในการรณรงค์หาเสียงเพื่อเอาชนะให้ได้อย่างเต็มที่ นั่นคือเป้าหมาย เราไม่ได้ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อแพ้ หรือเป็นที่ 2 แต่ตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเป็นที่หนึ่งให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า เชื่อว่าประชาชนเห็นแล้วว่ารัฐบาลล้มเหลวอย่างไรในการบริหารประเทศ ถึงวันนี้ก็ยังวุ่นวายกับการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวภายในพรรค ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน แต่รัฐบาลทำให้เราเห็นว่าเขาไม่มีความพร้อม ไม่มีวิสัยทัศน์ จึงเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเห็นว่าการเพิ่มพลังให้กับพรรคฝ่ายค้านในรัฐสภาจะมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อประชาชน มากกว่าการเพิ่มพลังให้กับฝ่ายรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการตรวจสอบที่มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเหมือนการแข่งสามเส้า ทั้งพปชร., พท. และ ก.ก. โดยเฉพาะกับ พท.และ ก.ก. ที่อาจจะตัดคะแนนกันเอง นายชัยธวัชกล่าวว่า ในพื้นที่เขต 5 ส.ส.เขตคนเดิมเป็นฝั่งรัฐบาล แต่เมื่อโดนใบเหลืองจนนำมาสู่การเลือกตั้งซ่อม คิดว่าทุกพรรคมีสิทธิที่จะเสนอตัวเลือกให้ประชาชน เรื่องตัดคะแนนเป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง แต่เราต้องให้เกียรติการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น คิดว่าเราเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน และต้องย้ำว่าเราเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่เป็นพรรคการเมืองคนละพลพรรค เรามีจุดยืนมีแนวทางการทำงานที่ต่างกัน
ขณะที่นายอิศราวุธกล่าวว่า ขอแสดงความดีใจกับชาวสมุทรปราการ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ซึ่งจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้เรามองเห็นว่าการทำงานของรัฐบาลและการบริหารงานที่ล่าช้า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ที่ไม่พอใจกับการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม และเชื่อมั่นว่าพรรคก้าวไกลที่ทำงานตรวจสอบงบประมาณของรัฐบาลและเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนนั้น มีความพร้อมในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ จากกระแสของประชาชนที่อยากจะส่งสัญญาณแก่รัฐบาลถึงความไร้ประสิทธิภาพ จะทำให้เราชนะการเลือกตั้งสมุทรปราการ เขต 5 ได้.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71085</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขต 5 สมุทรปราการ, เลือกตั้งซ่อม, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f08738b969e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่ง&#039;อดิศัย โพธารามิก&#039;เป็นคนไร้ความสามารถ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขอบคุณภาพจาก&amp;nbsp;https://www.isranews.org&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ก.ค.2563 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี เรื่อง ศาลมีคำสั่งว่า นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ รมว.พาณิชย์ในยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของนางพิชนี โพธารามิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำสั่งศาลระบุว่า ด้วยนางพิชนี โพธารามิก ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า นายอดิศัย โพธารามิก ซึ่งมีอาการป่วยบกพร่องทางสมอง ความจำเสื่อม เดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีลักษณะของคนไร้ความสามารถ งขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นายอดิศัย โพธารามิก เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า อาการของ นายอดิศัย โพธารามิก ดังกล่าวเข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตทั้งปรากฏว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และในการยื่นคำร้องนี้ นายพิชญ์ โพธารามิก และนางวิรงรอง กุลละวณิชย์ (โพธารามิก) บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอดิศัยได้ให้ความยินยอมแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและดูแลพยาบาลนายอดิศัยมาโดยตลอด ย่อมสามารถรักษาผลประโยชน์ของนายอดิศัยได้ จึงสมควรให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล จึงมีคำสั่งว่า นายอดิศัย โพธารามิก เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของนางพิชนี โพธารามิก ผู้ร้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับนายอดิศัยนั้นเป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท&amp;nbsp;จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล&amp;nbsp;โดยเมื่อตอนพ้นตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ครบหนึ่งปี วันที่ 10 พ.ย.2547 นายอดิศัยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุทรัพย์สิน 212,515,350.08 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 86,818,982.08 บท ที่ดิน 43 แปลง มูลค่า 88,096,368 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3 หลัง 35,660,000 บาท ไม่มีหนี้สิน คู่สมรสมีทรัพย์สิน 9,896,847.96 บาท หนี้สิน 7,429,558.20 บาท บุตรไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สิน 15,955,723.77 บาท เบ็ดเสร็จมีทรัพย์สินประมาณ 238,367,921.81 บาท และเมื่อเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 212,262,599.58 บาท คู่สมรส 11,859,896.20 บาท ไม่มีหนี้สิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70347</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไร้ความสามารถ, พิชนี โพธารามิก, รมว.พาณิชย์, อดิศัย โพธารามิก, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efdc7df22ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
