<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูเก็ตพบผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่ม4รายพื้นที่บางเทาเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24&amp;nbsp; เม.ย. 63-&amp;nbsp; เมื่อวันศุกร์ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต แจ้งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จังหวัดภูเก็ต ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม &amp;ndash; 23 เมษายน 2563 จังหวัดภูเก็ตมีผู้ติดเชื้อยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 201 ราย&amp;nbsp; (รายใหม่ 4 ราย)
โดยผู้ติดเชื้อได้รับอนุญาตให้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับบ้าน 153 ราย (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 ราย)&amp;nbsp; จำหน่าย 1 ราย (จำหน่าย เนื่องด้วยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์) กำลังรักษาพยาบาลอยู่&amp;nbsp; 47 ราย ในจำนวนนี้ อาการรุนแรง 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสมทั้งหมด&amp;nbsp; 3,294 ราย (รายใหม่ 126 ราย)โดยยังคงรักษาพยาบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 124 ราย ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 77 ราย&amp;nbsp; กลับบ้านแล้ว 3,170 ราย &amp;nbsp;
สำหรับผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 รายใหม่ทั้ง 4 ราย มีรายละเอียดดังนี้
- ลำดับที่ 1&amp;nbsp; รายที่ 198 เด็กชายไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุ 2 ปี&amp;nbsp; อาชีพ ในปกครอง เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดของผู้ป่วยยืนยันรายที่&amp;nbsp; 194, 195 และ196&amp;nbsp; พักอาศัยที่บางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง ไม่มีอาการป่วย&amp;nbsp; (ผู้ป่วยยืนยันได้รับการกักตัวที่รร.สุรินทร์บีช ก่อนการตรวจพบการติดเชื้อ)
- ลำดับที่ 2 รายที่ 199&amp;nbsp; หญิงไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุ 41 ปี&amp;nbsp; อาชีพ ขายของตามตลาดนัด เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดของผู้ป่วยยืนยันรายที่&amp;nbsp; 171 และ 183&amp;nbsp; พักอาศัยที่บางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง โดยเริ่มมีอาการป่วยวันที่ 20 เมษายน 2563 (ผู้ป่วยยืนยันได้รับการกักตัวที่รร.สุรินทร์บีช ก่อนการตรวจพบการติดเชื้อ)
- ลำดับที่ 3&amp;nbsp; รายที่ 200 หญิงไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุ 26 ปี&amp;nbsp; อาชีพ ครู เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดและทำงานที่เดียวกับของผู้ป่วยยืนยันรายที่&amp;nbsp; 195 เริ่มมีอาการป่วยวันที่ 12 เมษายน 2563 &amp;nbsp;
- ลำดับที่ 4&amp;nbsp; รายที่ 201 ชายไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; อายุ 40 ปี&amp;nbsp; อาชีพ ขายของตลาดนัด เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันรายที่ 171, 183&amp;nbsp;&amp;nbsp; และพักอาศัยที่บางเทา ต.เชิงทะเล อ. ถลาง เริ่มมีอาการป่วยวันที่ 22 เมษายน 2563 &amp;nbsp;
ผู้ป่วยรายนี้ ทีมงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตและผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสอบสวน&amp;nbsp; ควบคุม ป้องกันโรคตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข
สำหรับผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 ที่พบเพิ่มในวันนี้เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พักอาศัยในบ้านเดียวกัน ทำงานในที่เดียวกันกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้ในพื้นที่บางเทา ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง
จากข้อมูลข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าโรคโควิด-19 สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้ง่ายโดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิด&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงอยากจะเน้นย้ำ เรื่องมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ถึงแม้จะไม่มีอาการป่วยก็ควรแยกตัวเองออกจาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บุคคลอื่น งดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น ไม่เข้าไปในที่ชุมชน ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์บ่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลที่เรารัก และถ้าหากมีอาการไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ เหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ปวดศีรษะ ถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์ สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64108</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต, ติดเชื้อไวรัสโควิด-19, เว้นระยะห่างทางสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200424/image_big_5ea26af235397.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 20:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 20:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวียดนามคุมโควิดอยู่ เริ่มผ่อนมาตรการเว้นระยะห่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลเวียดนามเริ่มผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้วเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ติดต่อกัน 6 วัน ผู้เชี่ยวชาญชี้การตอบสนองอย่างเด็ดขาดใช้ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2563 กล่าวว่า แม้เวียดนามจะมีพรมแดนติดกับจีนยาวเหยียดและมีช่องโหว่ แต่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของเวียดนามระบุว่า ในประเทศมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 268 ราย โดยไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว และถึงแม้จำนวนการตรวจเชื้อจะค่อนข้างต่ำ อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า ตัวเลขที่แถลงจากกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามคือข้อมูลเพียงแหล่งเดียว แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ามีเหตุผลน้อยมากที่จะไม่เชื่อข้อมูลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามเป็นประเทศแรกๆ ที่ห้ามเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อตรวจพบผู้ติดเชื้อเพียงแค่ 10 กว่าราย ทางการก็สั่งให้กักกันโรคชาวบ้าน 10,000 คน ในหมู่บ้านหลายแห่งใกล้กับกรุงฮานอย นอกจากนี้ยังมีการติดตามผู้ที่สัมผัสติดต่อกับผู้ติดเชื้อกันอย่างแข็งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวกรุงฮานอยวัย 72 ปี เผยกับเอเอฟพีว่า ตัวเขาและกลุ่มคนในชุมชนมีหน้าที่ตรวจตราสมาชิกที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลว่า การต่อสู้กับโรคระบาดก็เหมือนกับการต่อสู้กับข้าศึกศัตรู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทาเกชิ คาไซ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลก กล่าวไว้เมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า หัวใจของความสำเร็จของเวียดนามคือการโน้มน้าวประชาชนให้ความร่วมมือ โดยเขาเชื่อว่ามีประชาชนราว 80,000 คนที่ถูกกักกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงเวลานี้แทบไม่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศเข้ามาในเวียดนาม และทั้งประเทศอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์บางส่วนมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ท้องถนนในกรุงฮานอยที่ปกติจะคลาคล่ำด้วยรถจักรยานยนต์, นักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้า เกือบอยู่ในสภาพร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่าการควบคุมที่เข้มงวดของเวียดนามได้ผล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน รัฐบาลเวียดนามก็ประกาศว่าจะอนุญาตให้ร้านค้าและบริการกลับมาเปิดได้อีกครั้ง และในวันพฤหัสบดี เริ่มมีร้านอาหารในกรุงฮานอยไม่กี่ร้านกลับมาเปิดบริการ แม้ว่าตามท้องถนนจะยังค่อนข้างเงียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวเวียดนามยังปฏิบัติตามคำสั่งล็อกดาวน์ของรัฐบาล ซึ่งต่างจากในยุโรปและสหรัฐ ที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องพยายามร้องขอให้ประชาชนอยู่บ้านและเจอการประท้วงต่อต้าน ชาวเวียดนามหลายหมื่นคน รวมถึงพลเมืองที่กลับมาจากต่างแดนถูกส่งเข้ากักกันโรคในค่ายคล้ายค่ายทหารทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาร์ล เทเยอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม กล่าวว่า แม้ตัวเลขของเวียดนามควรได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะรัฐบาลสามารถลงโทษผู้ที่โต้แย้งได้ แต่ก็มีคนกลับจากต่างแดนจำนวนมาก คนมีโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตกันมากมายจึงปกปิดกันไม่ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64072</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ่อนคลายมาตรการ, เวียดนาม, เว้นระยะห่างทางสังคม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea194a4bbf8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกันหลายรัฐชุมนุมประท้วงกฎบังคับอยู่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ได้ทรัมป์ให้ท้าย ชาวอเมริกันชุมนุมประท้วงในหลายรัฐทัวประเทศเมื่อวันเสาร์ กดดันให้รัฐบาลท้องถิ่นยุติการชัตดาวน์เศรษฐกิจและบังคับประชาชนอยู่บ้าน อีกด้าน &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; กลัวมาตรการบังคับใช้ไม่ทั่วถึง เรียกร้องชาวมุสลิมเว้นระยะห่างทางสังคมช่วงรอมฎอนแบบเดียวกับที่ชาวคริสต์ปฏิบัติช่วงอีสเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563 กล่าวว่า วันเสาร์ที่ผ่านมามีชาวอเมริกันหลายพันคนในหลายมลรัฐชุมนุมประท้วงตามเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐเพื่อคัดค้านมาตรการล็อกดาวน์ที่ทำให้ผู้คนกว่าครึ่งประเทศต้องอยู่กับบ้าน ผู้ชุมนุมเหล่านี้ได้แรงหนุนส่งจากทวีตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ ที่เรียกร้องให้ &amp;quot;ปลดปล่อย&amp;quot; รัฐมิชิแกน, มินนิโซตา และเวอร์จิเนีย ซึ่งล้วนมีผู้ว่าการรัฐเป็นเดโมแครต จากคำสั่งบังคับให้คนอยู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองคองคอร์ด รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งผู้ว่าการรัฐเป็นรีพับลิกัน ผู้ประท้วงราว 400 คนชุมนุมกันท่ามกลางสายฝนหน้าที่ทำการรัฐบาล บ้างอยู่ในรถ บ้างลงมาชุมนุมข้างนอก หลายคนถืออาวุธปืนสวมชุดคล้ายเครื่องแบบทหารและปิดบังใบหน้า โบกธงชาติและชูป้ายข้อความเช่น &amp;quot;ตัวเลขโกหก&amp;quot;, &amp;quot;เปิดนิวแฮมป์เชียร์ใหม่&amp;quot; และ &amp;quot;อยู่อย่างเสรี หรือไม่ก็ตาย&amp;quot; เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการกักกันก่อนถึงกำหนดวัน 4 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐเทกซัส มีผู้ประท้วงมากกว่า 250 คนชุมนุมด้านนอกอาคารรัฐสภาของรัฐในเมืองออสติน หนึ่งในนี้คืออเล็กซ์ โจนส์ นักทฤษฎีสมคบคิดผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อินโฟวอร์ส ผู้ประท้วงกล่าวกันว่าถึงเวลาที่ต้องเปิดเทกซัสอีกครั้ง ให้ผู้คนได้กลับไปทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองแอนนาโปลิส รัฐแมริแลนด์ ผู้ประท้วงพากันชูป้ายข้อความเช่น &amp;quot;ความจนก็ฆ่าคนเหมือนกัน&amp;quot; นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมืองที่คนอเมริกันออกมาประท้วงกัน เช่นที่ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ และซานดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และที่รัฐอินดีแอนา, เนวาดา และวิสคอนซิน โดยมีผู้ชุมนุมไม่กี่คนที่ยังปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประท้วงกฎบังคับให้คนอยู่บ้านที่มีผู้ชุมนุมมากที่สุดคือที่เมืองแลนซิง รัฐมิชิแกน เมื่อวันพุธที่แล้ว ซึ่งมีคนเข้าร่วมราว 3,000 คน ซึ่งเป็นการจัดโดยกลุ่มอนุรักษนิยมที่เป็นพันธมิตรกับพรรครีพับลิกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก ถึงช่วงบ่ายวันอาทิตย์ สหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วเกือบ 739,000 ราย เสียชีวิตเกิน 39,000 ราย ผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิวเมื่อไม่กี่วันก่อนชี้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ ราว 2 ต่อ 1 วิตกเรื่องการยกเลิกมาตรการเร็วเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานว่า แบบจำลองของมหาวิทยาลัยวอชิงตันที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสั่งอยู่บ้านอย่างเคร่งครัดใน 42 มลรัฐ จาก 50 มลรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดคาดการณ์ตัวเลขผู้เสียชีวิตในสหรัฐลง โดยแบบจำลองทำนายว่าสหรัฐจะมีผู้เสียชีวิต 60,308 คนภายในวันที่ 4 สิงหาคม ลดลง 12% จากคาดการณ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว และยังทำนายด้วยว่า บางรัฐอาจเริ่มผ่อนคลายมาตรการได้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ทำเนียบขาวเมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกตั้งคำถามถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หลังจากเขารีทวีตข้อความของนักวิเคราะห์หัวอนุรักษนิยมรายหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า ชาวมุสลิมจะถูกบังคับให้ทำตามมาตรการนี้อย่างเข้มงวดแบบเดียวกับที่ชาวคริสต์โดนช่วงอีสเตอร์หรือไม่ โดยทรัมป์บอกว่า เขาหวังว่าชาวมุสลิมจะรักษามาตรฐานการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงรอมฎอนด้วย แต่ทรัมป์ไม่วายเหน็บแนมว่า ประเทศนี้มีการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างมาก พวกเขาตามล่าโบสถ์คริสต์ แต่ไม่ค่อยตามล่ามัสยิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสตจักรส่วนใหญ่ในสหรัฐปฏิบัติตามคำสั่งเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ยังมีบางโบสถ์ที่ฝ่าฝืน ราว 1 สัปดาห์ก่อนศาสนาจารย์คนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียเสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19 หลังจากดื้อดึงทำพิธีตามปกติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63600</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคับอยู่บ้าน, อเมริกันประท้วงล็อกดาวน์, เว้นระยะห่างทางสังคม, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9bf46b25c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
