<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ยินดี Fitch Ratings ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้นในปี 65 จากปัจจัยฉีดวัคซีนเพิ่มต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ต่อผลการวิเคราะห์ของบริษัท Fitch Ratings (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นภายในปี 2565 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง และสภาพแวดล้อมจากทั่วโลกที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทไทยรายใหญ่ต่าง ๆ มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีกับผลการประเมินดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของภาคเอกชนในต่างประเทศที่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทย โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลพร้อมจะต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง สอดรับกับการเจรจากับต่างประเทศ และในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในเวทีโลก ควบคู่กับการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมให้ทันต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลคำนึงถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่สาธารณสุขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการประกาศเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนให้ครอบคลุมมากที่สุดจนเห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการเปิดโครงการ Phuket Sandbox นำร่องการท่องเที่ยวอีกครั้ง ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยว จนขยายเป็นโครงการอื่นๆ และนายกรัฐมนตรีได้ประกาศจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ อีกทั้งการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 อย่างมีศักยภาพ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค โครงการรถไฟความเร็วสูง และการส่งเสริมการลงทุนที่สอดคล้องกับโมเดล เศรษฐกิจ BCG Economy เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นการดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119708</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615ae9566168b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอดีบี”ลุยหั่นจีดีพีไทยเหลือโต0.8% โควิดกระทบแรง/ห่วงวัคซีนล่าช้าถ่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0.25cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp;(เอดีบี)&amp;nbsp;ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.8%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา ที่&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับเดิมที่&amp;nbsp;1.1%&amp;nbsp;พร้อมทั้งปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;4.5%&amp;nbsp;โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ในประเทศไทย&amp;nbsp;ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่ แม้การเติบโตของการส่งออกสินค้าและสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยจะช่วยลดผลกระทบทางลบจากโควิด-19&amp;nbsp;ต่อการเติบโตได้
&amp;ldquo;การระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความล่าช้าของแผนวัคซีนของประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;เอดีบี ระบุ
นอกจากนี้&amp;nbsp;เอดีบียังคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่&amp;nbsp;7.1%&amp;nbsp;ในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่&amp;nbsp;7.3%&amp;nbsp;ในเดือน&amp;nbsp;เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ส่วนปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่&amp;nbsp;5.4%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;5.3%
อย่างไรก็ดี โควิด-19สายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดภายในประเทศระลอกใหม่ การกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมที่หลากหลายและการล็อกดาวน์ในระดับต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าและไม่สม่ำเสมอนั้น กำลังทำให้โอกาสการฟื้นตัวของภูมิภาคนี้ลดน้อยลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117517</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), เงินเฟ้อ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61166d257a719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; เผยไทม์ไลน์ &#039;เจาะตลาด&#039; ขยายการค้าไทย-ไห่หนาน นำการค้าไทยลุยตลาดจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ลงนาม MOU ด้านการค้ากับมณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น MOU ฉบับประวัติศาสตร์ และเป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับระดับมณฑลของจีน ตามนโยบายการเร่งรัดการเจรจาการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยกับไห่หนานในช่วงปลายปี 2564 ในรูปแบบของการจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ หรือ Online Business Matching: OBM และวิธีการส่งเฉพาะสินค้าตัวอย่างไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ หรือ Mirror &amp;amp; Mirror โดยจะเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และก้าวข้ามขีดจำกัดในยุค New Normal &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ สำหรับในปี 2565 ยังมีแผนกิจกรรมที่จะสร้างโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกันอีกมาก ทั้งการจัดงาน Top Thai Brand ไห่หนาน ซึ่งจะเป็นการยกทัพสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกของไทยไปร่วมจัดแสดงในงาน Hainan Expo อีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไทยมีโอกาสผลักดันทั้งสินค้าและบริการเชิงสุขภาพเข้าไปให้บริการในไห่หนาน อาทิ การนวดแผนไทย สปา ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย และการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวม &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุด้วยว่าหลังจากที่รัฐบาลจีนได้มีนโยบายและประกาศให้มณฑลไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรีเชื่อมโยงประเทศที่อยู่ในแนวหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ยิ่งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับมณฑลไห่หนานมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของประเทศไทยได้เริ่มมีสินค้าไทยเข้าไปขยายตลาดในมณฑลไห่หนานแล้ว สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทย - ไห่หนาน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 มีมูลค่ารวม 3,623 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปไห่หนาน 2,482 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากไห่หนาน 1,142 ล้านบาท เป็นเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการทำข้อตกลงนี้ เป็นนโยบายการค้ายุคใหม่ของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเมื่อ 20 สิงหาคม 2564 นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าไทย-ไห่หนาน ระหว่างนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายเฉิน ซี อธิบดีกรมพาณิชย์ไห่หนาน ผ่านระบบทางไกล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; การลงนาม MOU เมื่อเดือนก่อนจะเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ให้แนวทางไว้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็น Mini-FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับมณฑลในประเทศจีน ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์ว่าให้ทำความตกลงการค้าฉบับเล็ก หรือจะเรียกว่า Mini-FTA ก็ได้ โดยทำกับรัฐต่าง ๆ ที่บางรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหรือมีจำนวนประชาชนมากกว่าประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยไห่หนานเป็นตัวอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับประเทศจีน และยังมีแผนที่จะเดินหน้าทำกับมณฑลอื่น ๆ ของจีนเพิ่มขึ้น เช่น มณฑลกานชู ที่มีชาวมุสลิมอยู่มาก เพื่อเป็นลู่ทางในการส่งเสริมการค้าสินค้าฮาลาลของไทย รวมถึงมณฑลอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นโอกาส ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านจุรินทร์ &amp;quot; รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางสาวสุภาวดี แย้มกมล &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาความร่วมมือนั้น ทางรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ให้ไว้ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมาตรการสนับสนุน SMEs เช่น การลงทุน การจัดตั้งตัวแทนการค้าร่วมกัน 2. ส่งเสริมเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของ SMEs เช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ &amp;nbsp;พัฒนาสินค้า ขยายโอกาสสู่ตลาดที่สาม 3. อำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางการค้า เข่น งานสัมมนา งานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ คณะผู้แทนการค้า เป็นต้น 4.ด้านการมุ่งขยายมูลค่าการค้าใน 3 สินค้าหลัก ประกอบด้วย สินค้าทางด้านการเกษตร สินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม 5. ส่งเสริมความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และจับคู่ธุรกิจออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และที่เมืองไห่หนานนั้นมี นางสาวอรนุช วรรณภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว พร้อมทีมเซลล์แมนประเทศ หรือทีมทูตพาณิชย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ดำเนินการประสานงานในพื้นที่ โดยทางฝ่ายไทยมี สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 ประสานดำเนินงานตามพันธกิจนี้ &amp;quot; นางสาวสุภาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116891</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, ส่งออก, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142bc9789045.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคเจ๊หน่อย&#039;เห็นด้วยรัฐบาลจ่อเลิก&#039;ฉุกเฉินโควิด&#039;แนะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ก.ย.64-พรรคไทยสร้างไทย ออกแถลงการณ์มีเนื้อหาว่า พรรคไทยสร้างไทยเห็นด้วยที่รัฐบาลจะยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับควบคุมและป้องกันโรคติดต่ออันตรายดังกล่าวแล้ว อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวได้ ในทางกลับกันกลับส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญได้ส่งสัญญาณอันตรายให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ประชาชนทั่วไปขาดกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือนสูงถึง 14.128 ล้านล้านบาท หรือสูงถึงร้อยละ 90.5 ของจีดีพี ในขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ตุลาคม 2563 &amp;ndash; มิถุนายน 2564) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณถึง 195,357 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.1 ส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 สูงถึง 8.909 ล้านล้านบาท หรือสูงถึงร้อยละ 55.59 ของจีดีพี โดยกระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจของปี 2564 จะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.3 ฐานะทางการคลังของรัฐบาลจึงเปราะบางอยู่ในระดับที่ถือว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายมาตั้งแต่การยึดอำนาจเรื่อยมาจนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนได้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายใน (Domestic Consumption) เป็นลำดับแรก เพราะฐานะทางการคลังของรัฐบาลที่เปราะบางจึงไม่สามารถจะปิดประเทศจำกัดการประกอบอาชีพของประชาชนอีกต่อไปได้ แต่จะต้องมีมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยโควิด-19 ล้นระบบสาธารณสุขปกติ พรรคไทยสร้างไทยขอเสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญให้กับผู้ประกอบการและพนักงานที่ประสงค์จะเปิดบริการให้ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน เพราะบุคคลเหล่านี้จะต้องติดต่อกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก จึงควรทำให้ร้านค้าและผู้ให้บริการปลอดภัยไม่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประชาชนทั่วไปขาดกำลังซื้อ ดังนั้น การจะกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในจึงมีปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วน คือ (1) การสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน (2) การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีโอกาสประกอบการค้าขายเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ หาไม่แล้วเงินได้จากการซื้อขายจะไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งหมด และ (3) รัฐบาลจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวฉุดกำลังซื้อได้อย่างไร ส่วนหากจะพักหนี้รัฐบาลจะดูแลสถาบันการเงินที่จะได้รับผลกระทบอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทยขอเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวเปลือกฤดูกาลผลิต 2564/2565 ที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 จำนวนประมาณ 20 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับชาวนาที่มีฐานะยากจนและเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของประเทศ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115864</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคไทยสร้างไทย, เศรษฐกิจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136c67426d82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯพอใจ&#039;Fitch&#039;คงอันดับไทย BBB+ ลุยเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเพิ่มรับต่างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 64 -&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจาก Fitch Ratings (Fitch) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สะท้อนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ที่ได้รายงานไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สะท้อนภาพความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดอันดับของ Fitch Rating มีตัวชี้วัดจาก 1) ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ซึ่งสะท้อนภาพความแข็งแกร่งของการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งแม้ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 และ 2) ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่ยังคงมีความเข้มแข็ง และส่งผลต่อการจัดอันดับความเชื่อถือของประเทศไทย โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เพียงพอสำหรับใช้จ่ายถึง 10.8 เดือน ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9.3 เดือน นอกจากนี้ คาดว่าในปี 2564 ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะยังคงเกินดุลที่ร้อยละ 0.5 ต่อ GDP และจะเกินดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง Fitch ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือนเมษายน 2564 มีอายุเฉลี่ย (Average Time to Maturity: ATM) ค่อนข้างยาว คือ 9.5 ปี และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะสกุลเงินบาทมากกว่าร้อยละ 98 ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (BBB peers) เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โปรตุเกส ฮังการี บัลกาเรีย รัสเซีย และคาซัคสถาน เป็นต้น ที่มีค่ากลางของหนี้สกุลท้องถิ่นอยู่ที่ร้อยละ 68.8 นอกจากนั้น สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อ GDP ของประเทศไทย ในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 52.7 ต่อ GDP จากการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 และการมีกฎหมายการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันที่ร้อยละ 59.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 Fitch เชื่อมั่นว่า น่าจะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าและการเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ อีกทั้ง คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 จะขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย เศรษฐกิจฟื้นตัวและรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจะทำให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลพึงพอใจกับการจัดอันดับ และเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว และพยายามเร่งการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างกว้างขวางให้ครอบคลุม รวมถึงการเปิดจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง (Phuket Sandbox) ไปแล้ว เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลาง ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และจะเริ่มเปิดพื้นที่อื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป เช่น เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ตามนโยบายเปิดประเทศภายใน 120 วันของนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo; นายอนุชา ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108640</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fitch, นายกฯ, นายอนุชา บูรพชัยศรี, บิ๊กตู่, เปิดประเทศ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4859b0ca1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 18:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ถกทีมศก. วางมาตรการแก้หนี้สินปชช. ตั้งเป้าคนไทยมีเงินเหลือใช้มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ&amp;nbsp;ถกทีมศก.&amp;nbsp;วางมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินปชช.&amp;nbsp;ระยะสั้น-ยาว&amp;nbsp;ตั้งเป้าคนไทยมีเงินเหลือใช้มากขึ้น&amp;nbsp;จากภาระหนี้ที่ดอกเบี้ยลดลงได้&amp;nbsp;2-3%&amp;nbsp;ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;ldquo;วันนี้ผมได้ประชุมกับรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุพัฒนพงศ์ฯ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้องท่านอื่นๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนรายย่อย ให้กับประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้แก่ หนี้ กยศ. 3.6 ล้านคน ผู้ค้ำประกัน 2.8 ล้านคน หนี้ครู/ข้าราชการ 2.8 ล้านบัญชี หนี้เช่าซื้อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ 6.5 ล้านบัญชี หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 49.9 ล้านบัญชี ปัญหาหนี้สินอื่นๆ ของประชาชน 51.2 ล้านบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมเห็นว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบ็ดเสร็จต้องทำ 3 เรื่องควบคู่กัน คือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน การกำกับดูแลเจ้าหนี้ให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม และการปรับโครงสร้างหนี้และการไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน มาตรการที่นำมาคุยกันในวันนี้ มีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการระยะสั้น เช่น ไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สินเพื่อลดการดำเนินคดีกับประชาชน เช่น หนี้ กยศ. หนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หนี้สหกรณ์ ลดภาระดอกเบี้ยของประชาชน ทั้งในส่วนสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อ PICO และ NANO สำหรับประชาชน ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของครูและข้าราชการ รวมถึงสหกรณ์ ปรับรูปแบบการชำระหนี้ รวมถึงปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นยกระดับการกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คุ้มครองความเป็นธรรมให้ประชาชนที่เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ธปท. ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียน กำกับดูแลไม่ให้การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน/สหกรณ์สร้างภาระแก่ผู้กู้จนเกินสมควร เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs เช่น จัดให้มี softloan สำหรับ SME ที่เป็น NPLs เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ การเพิ่มจำนวนโรงรับจำนำและโรงรับจำนอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการระยะยาว ได้มีการพูดถึงหลักการสำคัญ คือต้องทำให้เกิดสภาพแวดล้อมของการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย และมีการคุมยอดวงเงินกู้ที่เหมาะสม เช่น รัฐต้องเร่งส่งเสริมการแข่งขันให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง เพิ่มระบบให้ผู้ฝากเงินมาเป็นผู้ให้สินเชื่อโดยรับความเสี่ยงมากขึ้นผ่านระบบดิจิทัล การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อรายย่อยเป็นการเฉพาะ การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจและการเงิน เพื่อชะลอการฟ้อง อำนวยความสะดวกให้การฟื้นฟูหนี้รายบุคคลที่มีเจ้าหนี้หลายราย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการหารือในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเด็กรุ่นใหม่/คนเกษียณที่มีภาระหนี้สิน โดยจะออกมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เรื่องที่อยู่อาศัย และค่าเดินทางระบบขนส่งมวลชนในราคาถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่คนไทยจะได้รับจากมาตรการดังกล่าว 1. มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้นจากภาระหนี้ที่ดอกเบี้ยลดลงได้ 2-3% ต่อปี 2. ลดปัญหาการสร้างหนี้เกินตัวลงได้ทันที 3. เพิ่มโอกาสทางสังคมและลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม 4. ใช้การจัดการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐมาแก้ไขปัญหารากแก้วโดยใช้งบประมาณรัฐน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาหามาตรการเพื่อดำเนินการ เพื่อให้เกิดกระบวนการดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น ผมได้มอบให้มีคณะทำงานในเรื่องดังกล่าว ภายใต้ ศบศ. โดยให้รองนายกรัฐมนตรี สุพัฒนพงศ์ฯ รับผิดชอบต่อไปครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106365</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a761c7b6b2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทุ้งรัฐอัดเงินกระตุ้นจีดีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ยังไม่สะเด็ดน้ำจากปัญหาการระบาดของ &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่ยังคงส่งผลกระทบซ้ำเติมทุกภาคส่วน ความเสียหายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักไป ตั้งแต่รัฐบาลมีการใช้ &amp;ldquo;ไม้แข็ง&amp;rdquo; อย่างล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการระบาดในรอบแรกเมื่อต้นปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ยังไม่ได้รับการเยียวยาจนหายขาด หลายภาคธุรกิจยังคงมีบาดแผลและบอบช้ำ แต่ก็แลกมากับการควบคุมการระบาดที่มีประสิทธิภาพ จนไทยได้รับการยกย่องจากหลายประเทศทั่วโลก ในเรื่องของความเด็ดขาดและประสิทธิผลของการจัดการโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหมือนเคราะห์ร้ายยังไม่หายไป จนทำให้มีการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อหนักหนาสาหัสกว่าระลอกแรกอยู่มาก แต่ในแง่ของเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ แค่ชะลอหรืองดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนที่ &amp;ldquo;สุ่มเสี่ยง&amp;rdquo; แทน หลายส่วนอาจจะมองว่าความต่างเรื่องความเข้มข้นของมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ที่เบากว่าระลอกแรกจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจมากนัก แต่นั่นก็ไม่เสมอไป!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคธุรกิจหลายส่วนยอมรับว่า &amp;ldquo;กิจการอาจจะไปไม่รอด&amp;rdquo; แม้ว่าภาครัฐจะไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างดุเดือด เพราะบาดแผลจากเมื่อครั้งการระบาดในระลอกแรกที่ยังไม่สนิทดี เมื่อรวมกับแผลใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้อาการธุรกิจมีแต่&amp;nbsp;ทรง&amp;nbsp;กับ&amp;nbsp;ทรุด&amp;nbsp;เท่านั้น ต่อเนื่องมาจนถึงล่าสุด การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่รอบนี้ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสน่าดู ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนผู้ป่วยสะสมเฉพาะระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ไปจนถึงความน่าหดหู่ของจำนวนผู้เสียชีวิตที่อยู่ในระดับสูงเกือบทุกวัน และแม้กระนั้นรัฐบาลก็ยังไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อคุมการระบาดเหมือนเดิม โดยยังเลือกการงด หรือชะลอเพียงบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชนในส่วนที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ดูเหมือนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยิ่งแก้ ก็ยิ่งแย่&amp;rdquo;&amp;nbsp;จากตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับการระบาดที่มีการทุบสถิติใหม่แทบทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยืดเยื้อของการระบาดที่ต่อเนื่องจากระลอก 2&amp;nbsp;มาถึงการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน ทำให้มุมมองต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยถูกปรับเปลี่ยนไปอีก โดยล่าสุด&amp;nbsp;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ &amp;nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า ผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รวมถึงการกระจายวัคซีนที่ยังไม่มีความแน่นอน ตลอดจนการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก &amp;nbsp;ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริการ และการใช้จ่ายของประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้นก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วนนั้น ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะล่าช้าออกไป &amp;nbsp;โดยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566&amp;nbsp;กว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตในระดับปกติเหมือนก่อนช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะพลิกกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2-3/2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง&amp;nbsp;กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แม้จะไม่หนักหนาเท่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวกว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาด และเดินหน้าได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการมองไปข้างหน้าถึงภาพการแข่งขันของตลาดโลกในระยะข้างหน้า นั่นหมายถึงไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การแข่งขันที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วง&amp;nbsp;10 ปีที่ผ่านมา เรียกว่ากับดักรายได้ปานกลาง คือเศรษฐกิจไม่โต เพราะไทยอยู่กับสมบัติเก่า ไม่มีสมบัติใหม่ที่จะสร้างผลผลิตและการแข่งขันใหม่ๆ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบ้าง &amp;nbsp;แต่ก็ยังน้อยเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลที่อาจจะค่อนข้างมีวินัยสูงมาก กลัวเรื่องการใช้งบประมาณ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่&amp;nbsp;40-50%&amp;nbsp;เท่านั้น เพิ่งจะเกินมาเป็น&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ช่วงโควิด-19&amp;nbsp;เพราะรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินช่วยประชาชน ไม่ใช่การอัดฉีดเพื่อเพิ่มการลงทุนใหม่ๆ ตรงนี้ก็อาจจะถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ว่าภาคการคลังของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง&amp;nbsp;ทำให้มีช่องว่างในภาคการคลังที่รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่หลายคนถามว่ามีความจำเป็นจะต้องขยับเพดานกู้หรือไม่นั้น&amp;nbsp;ซึ่ง&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;มองว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือ การใช้เงินเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;ก่อน &amp;nbsp;เศรษฐกิจจึงจะสามารถตั้งฐานใหม่ได้ เพราะถ้าโตไม่ได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;รัฐบาลก็จะทำได้แค่ใช้เงินเพื่อเยียวยา แต่ไม่ช่วยให้เกิดการผลิตหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ได้มองว่าโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจพัง เพราะพื้นฐานของไทยเข้มแข็งมาก แต่ประเทศไทยต้องกล้าที่จะทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต อย่ากลัวเรื่องหนี้ &amp;nbsp;การจะจ่ายแต่เงินเยียวยา ก็คือการสร้างหนี้แบบซึมๆ ผมมองว่ารัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;เพื่อจีดีพีของประเทศ ภายในระยะเวลาอีก 2&amp;nbsp;ปีข้างหน้า ให้จีดีพีโตได้ถึง&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;อีกครั้ง แน่นอนว่าตัวเลขหนี้สาธารณะอาจจะปรับสูงขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจพลิกกลับมาโตได้ภาระหนี้ก็จะลดลง จึงไม่อยากให้กลัวเรื่องหนี้มากเกินไป ส่วนตัวผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้เงินเยียวยาอย่างไรมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยมาตรการเยียวยาอย่างมหาศาลเพื่อชะลอความรุนแรงของการระบาด&amp;nbsp;จึงอาจจะยังได้เห็นภาพของรัฐบาลที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะทุกคนต่างก็บอกว่า &amp;ldquo;ต้องอัดฉีดเงิน ถ้าไม่ทำนั่นคือผลเสีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;โดยเฉพาะความเสียหายของภาคการท่องเที่ยวและบริการ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง คิดเป็นรายได้ถึง&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ของประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเราจึงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี 2563&amp;nbsp;ติดลบสูงถึง&amp;nbsp;6%&amp;nbsp;เม็ดเงินรายได้หายไปกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท &amp;nbsp;และการจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตที่&amp;nbsp;5-6%&amp;nbsp;รัฐบาลอาจจะต้องใช้เงินอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านล้านบาทเพื่อฉีดเข้าระบบ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวก็อาจจะทำได้แค่เยียวยาเท่านั้น หากยังไม่สามารถกำจัดโควิด-19&amp;nbsp;ออกไปจากระบบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเรื่องที่ไทยต้องยอมรับคือ โลกจะมีการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ หรือเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หมายความว่าโลกธุรกิจในระยะต่อไปจะไม่เหมือนในตำราการบริหารธุรกิจที่เรียนกันมา&amp;nbsp;แต่จะหันมาแข่งกันในเรื่องเทคโนโลยีแทน&amp;nbsp;สะท้อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ การฝังไมโครชิปในอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างสมาร์ทโฟน การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(อีวี)&amp;nbsp;นั่นคือภาพของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;สิ้นสุดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งจากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี การขยายฐานการลงทุน ไปจนถึงการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนว่า &amp;ldquo;จีน&amp;rdquo; จะเป็นผู้ชนะของเกมการแข่งขันกับสหรัฐฯ&amp;nbsp;และจีนจะกลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีทางเลือก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป นั่นหมายถึง&amp;nbsp;ไทยจำเป็นจะต้องจับมือกับจีนให้มากที่สุด&amp;nbsp;จากความชัดเจนของนโยบายพลังงานทางเลือกของจีน ที่น่าจะส่งผลดีกับนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถอีวีของไทยซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิด แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่ลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมากก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เพราะไทยไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากไทยไม่ทำอะไรเลย ท้ายที่สุดฐานแรงงานในการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของไทยจะได้รับผลกระทบ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตและเทคโนโลยีของอีวีให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความพร้อมมากกว่าไทย นี่คือทางออกหนึ่งที่ไทยต้องเร่งจัดการตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะจมอยู่กับโรคระบาดอย่างโควิด-19&amp;nbsp;เพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยค่อนข้างล้าหลังกว่าคนอื่นมาก&amp;nbsp;นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว จากการทำนายทางเศรษฐกิจพบว่า ในเอเชียมีโอกาสโตได้ประมาณ 7-8%&amp;nbsp;แต่ไทยตอนนี้จีดีพีจะโต&amp;nbsp;3-4%&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้นอาจจะต้องหันกลับมาถามตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ส่วนสมรรถนะในการแข่งขันที่ไทยยังไม่ได้พัฒนา คือการประยุกต์เอาสมองกล (AI)&amp;nbsp;เข้ามาในกระบวนการผลิตและจำหน่าย ไทยทำอยู่แค่พยายามให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี&amp;nbsp;(BOI)&amp;nbsp;เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ เข้ามา ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งของนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;ที่ไทยตั้งใจจะพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ในระยะต่อไปจะใช้ระบบออโตเมชันมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเหล่านี้เป็นความพยายามจากนโยบายของภาครัฐ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะช้าไปมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากนักก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ระบุว่า ได้แบ่งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยออกเป็น&amp;nbsp;2 ระยะ คือ ปัญหาเก่า/ปัญหาระยะสั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความเข้าใจและไม่เข้าใจของประชาชนที่สะสมมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;ที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็ยังติดลบ เพราะเศรษฐกิจเสียหายไปเยอะมาก แม้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือเข้าไปยังไง เศรษฐกิจก็ยังติดลบ ทำให้อาจต้องกลับมาทบทวนดูว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลควรทำอะไรและแก้ไขอะไรได้บ้างมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดแรกที่ต้องคิดย้อนกลับไปดูตั้งแต่ตอนที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์และสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ ตอนนั้นประชาชนเชื่อมั่นมาก นานาประเทศก็ยกย่องว่าไทยเก่งมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่มาถึงปัจจุบันไทยไม่สามารถหยุดการระบาดได้ จากการที่เคยมั่นใจในตัวเอง ก็มาถึงจุดที่ไม่แน่ใจว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่เคยมั่นใจว่าทำสำเร็จ อันที่จริงแล้วมันคือความประมาทเลินเล่อที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหม่มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วินัยของประชาชนไม่ใช่ปัญหา แต่ความไร้วินัยของบางคนเท่านั้นที่เป็นปัญหาของเรื่องนี้ การระบาดระลอกนี้เกิดจากบ่อนพนัน คลับ บาร์ และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยคำว่าวินัยหายไปเพราะลืมตัวเอง &amp;nbsp;อาจเป็นความโชคไม่ดีของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปจัดการปัญหา และการแก้ปัญหาที่ทำได้ตอนนี้คือการรอวัคซีนให้เพียงพอ เพราะทั่วโลกก็มองเหมือนกันว่าการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าถ้ารัฐบาลจัดการการฉีดวัคซีนจะไม่ทันต่อการแก้ปัญหาแน่นอน เรื่องนี้ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย ก็อยากฝากให้รัฐบาลตระหนักถึงประเด็นนี้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกปัญหาคือปัญหาระยะยาว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย โดยหากถามว่าในอนาคตประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องใช้อุตสาหกรรมอะไร ก็ได้คำตอบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็เติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็ขาดการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีไป สิ่งที่ไทยเหลือตอนนี้คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทรัพยากรมนุษย์&amp;rdquo; แต่ก็ต้องมาดูอีกว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทำได้แค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทางออกหนึ่งคือไทยต้องเปิดประเทศ เพื่อเปิดให้แรงงานที่มีฝีมือ มีความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาให้ได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไทยอยู่ระดับ&amp;nbsp;35%&amp;nbsp;สูงกว่าฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตรงนี้ทำให้ต้องมาถามตัวเองอีกครั้งว่า &amp;ldquo;ทำไมไทยไม่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน?&amp;rdquo;&amp;nbsp;ส่วนการจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบว่า การเก็บภาษีของไทยยังไม่มีศักยภาพในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างบุคลากรที่มีฝีมือได้มากพอนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;อีกประเด็นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้คือ &amp;ldquo;ระบบการศึกษา&amp;rdquo; ที่จะสร้างให้คนเข้าใจการใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ มากกว่าเป็นของเล่นเพื่อทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีความสุขและมีเสน่ห์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105446</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี), ทนง พิทยะ, หนี้สาธารณะ, เศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bca4b09105e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
