<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาล เผยภาคเอกชน-TDRI-ธปท. ขานรับปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ 70%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความเห็นจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการคลัง/การวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ชี้ว่าการปรับเพดานหนี้สาธารณะ จาก 60% เป็น 70% เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศในขณะนี้ โดยเป็นไปเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ความเห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ในขณะนี้ถือว่าเหมาะสม เพราะตัวเลขหนี้สาธารณะในระดับ 60% ถือว่าคาบเส้นมากเกินไป โดยที่ผ่านมาตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ลดลงจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้เพดานหนี้ต่อ GDP จะแคบลงอีก นอกจากนี้ การขยายเพดานการกู้สามารถทำได้จากหลายสาเหตุ เช่น ตัวเลขหนี้ภาครัฐของไทยใช้นิยามที่มาตรฐานสูงกว่าสากล โดยรวมหนี้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีจำนวนกว่า 8 แสนล้านบาทเข้าไปด้วย ทำให้ตัวเลขโดยรวมสูงกว่าปกติถ้าวัดตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% เป็นไปเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการดำเนินนโยบายรัฐเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังคงมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในระดับต่ำ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 55.6% เทียบกับระดับปัจจุบันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ประมาณ 120% และกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบเอเชียที่ประมาณ 70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หนี้สาธารณะของไทยเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ในประเทศ 98.2% และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทย ณ วันที่ 20 กันยายน 2564 ต่ำกว่า 1.8% ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเกิน 3% และ ความเสี่ยงในการถูกปรับลด credit rating ของไทยอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบเอเชียที่มี credit rating ระดับเดียวกับไทย และมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงกว่าไทยเป็นส่วนใหญ่ อาทิ อินเดียที่ 87% และมาเลเซียที่ 67%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า นอกจากนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังเห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นในการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดยื้อทำให้เศรษฐกิจไทยบอบช้ำ จึงจำเป็นต้องต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหายมหาศาล เช่นเดียวกับ หลายประเทศในขณะนี้ก็มีการขยายเพดานหนี้เช่นกัน ในส่วนของนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สนับสนุนการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ส่วนมาตรการที่รัฐบาลควรนำมาใช้เร่งด่วน เช่น การเยียวยาผู้ประกอบการทุกประเภท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคเอกชนและนักวิชาการ เห็นสอดคล้องมาตรการปรับเพดานหนี้สาธารณะ 70% โดยชี้ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศในขณะนี้ รัฐบาลมุ่งมันทำงานอย่างหนัก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจประเทศซึ่งมีสัญญาณบวกหลายตัว อาทิ การส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่กำลังจะกลับมาฟื้นตัวและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งช่วยสร้างเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน และเร่งให้การบริโภคกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลทำให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายธนกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117544</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, เพดานหนี้สาธารณะ, เศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98775854f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ลงทะเบียน! คนละครึ่งเฟส3 เหลือ8.6ล.สิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แห่ลงทะเบียน &amp;quot;คนละครึ่ง&amp;quot; เฟส 3 ตั้งแต่เช้าตรู่จนล่ม! กลับมาใช้ได้อีกทีในช่วงสาย &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ยันเปิดลงทะเบียนจำนวน 31 ล้านสิทธิ์ เพียงพอและครอบคลุมประชาชนทุกคนแล้ว ปลื้มคนให้ความสนใจจำนวนมากประมาณ 22.3 ล้านคน คงเหลือ 8.67 ล้านสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ในวันที่ 14 มิ.ย.64 ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียน มีผู้มีสิทธิ์สนใจลงทะเบียนกันเป็นจำนวนมากตั้งแต่เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00 น.&amp;nbsp; ทำให้แอปพลิเคชันเป๋าตังติดขัด แต่ก็ได้รับรายงานว่ากลับมาใช้ได้เป็นปกติแล้วในช่วงสาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยอดการลงทะเบียนช่วง 3 ชั่วโมงแรก จากเป้าหมาย 31 ล้านคน เหลือสิทธิ์แค่ 13.5 ล้านคน หรือเหลือสิทธิ์ไม่ถึงครึ่ง เป็นเรื่องไม่เหนือกว่าที่กระทรวงการคลังคาดหมายไว้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าให้รีบมาลงทะเบียนในวันที่ 14 มิ.ย.64 จึงทำให้คนสนใจมาลงทะเบียนในวันแรกเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิ์ไม่ต้องรีบมาลงทะเบียน เพราะเชื่อว่าจำนวน 31 ล้านสิทธิ์เพียงพอกับทุกคนแล้ว โดยในช่วงสายๆ ของวันแรกที่เปิดให้ลงทะเบียน&amp;nbsp; พบว่ายอดลงทะเบียนเริ่มชะลอลง หลังจากที่เร่งตัวในช่วงเปิดให้ลงทะเบียน เหมือนที่ผ่านมาในมาตรการเราชนะ ที่ลงทะเบียนวันแรก 8 ล้านคน และเริ่มลดลงในวันต่อๆ มา&amp;quot;&amp;nbsp; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า จำนวนผู้รับสิทธิ์ 31 ล้านคน ครอบคลุมสำหรับทุกคนแล้ว เมื่อรวมกับผู้ได้สิทธิ์โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ 4 ล้านคน ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;nbsp; 13.6 ล้านคน กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษผ่านบัตรประชาชน 2.5 ล้านคน และกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี&amp;nbsp; จำนวน 14 ล้านคน รวมทั้งหมดกว่า 65 ล้านคน เป็นจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนแล้วจะรอรับเอสเอ็มเอสแจ้งผลการลงทะเบียนภายใน 3 วัน โดยกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนใหม่ผ่าน www.คนละครึ่ง.com จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูล ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน&amp;nbsp; ว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ส่วนกลุ่มที่เคยได้สิทธิ์เดิมและลงทะเบียนใหม่ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่ให้กรอกอาชีพ&amp;nbsp; รายได้ ก็ไม่ต้องกังวล กระทรวงการคลังไม่ได้นำข้อมูลไปใช้เพื่อการตัดสิทธิ์โครงการใดในอนาคต แต่เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการออกแบบนโยบายที่เหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กุลยากล่าวด้วยว่า ในกรณีที่มีการลงทะเบียนเต็ม&amp;nbsp; 31 ล้านคนตั้งแต่วันแรก ขอให้รอในช่วงที่มีการลงทะเบียนยิ่งใช้ยิ่งได้ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ซึ่งเชื่อว่ามีกลุ่มที่ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 3 จะสละสิทธิ์ไปใช้โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน โดยกระทรวงการคลังจะนำสิทธิ์ที่เหลือดังกล่าวมาพิจารณาเปิดรับลงทะเบียนเพิ่มเติมในอนาคตต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษอีก 2.5 ล้านคน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อเดือนนาน 6 เดือนผ่านบัตรประชาชน ก็สามารถสละสิทธิ์เดิมเพื่อมาใช้โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ได้ แต่กระทรวงการคลังก็จะมีข้อมูลว่า กลุ่มที่สละสิทธิ์เป็นผู้ที่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้จริง ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือแล้ว ซึ่งจะเป็นข้อมูลใช้พิจารณาในโครงการต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์ภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 50 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ (นวด สปา ทำผม ทำเล็บ ค่าเดินทาง โดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ)&amp;nbsp; ยกเว้นสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ&amp;nbsp; ทั้งนี้ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน ในแต่ละรอบ รอบแรกตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.จนถึงวันที่ 30&amp;nbsp; ก.ย.64 และรอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.64 หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมการลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่ง&amp;nbsp; เฟส 3 วันแรก (14 มิ.ย.64) เริ่มเปิดให้ลงทะเบียน 06.00-22.00 น. จนกว่าจะเต็มสิทธิ์ 31 ล้านคน ผ่านทาง&amp;nbsp; www.คนละครึ่ง.com และแอปพลิเคชันเป๋าตัง ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. มีคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 22.3 ล้านคน โดย www.คนละครึ่ง.com แจ้งมีสิทธิ์คงเหลือ 8.67 ล้านสิทธิ์เท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106386</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, คนละครึ่งเฟส 3, ลงทะเบียนจำนวน 31 ล้านสิทธิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c75d98ceae4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
