<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6 ในพื้นที่ 6 จว. วงเงิน 1.9 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 21 ก.ย.2564 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข็มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากครั้งที่ 6&amp;nbsp;รวม 6 จังหวัด รวม 838 โครงการ กรอบวงเงิน 1,942 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ตามบัญชีท้ายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 พร้อมทั้งให้หน่วยงานรับผิดชอบโครงการเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค. 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ 6 จังหวัดที่ได้รับอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สกลนคร ชัยนาท ราชบุรี และสุพรรณบุรี&amp;nbsp; ซึ่งโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด 834 โครงการนี้ แยกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1)กลุ่มโครงการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว บริการและการค้า 21 โครงการ 2)กลุ่มโครงการยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร 21 โครงการ 3)โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 13 โครงการ และ 4)โครงการที่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน 779 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับนั้น คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 16,836 คน มีผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,356,370 คน ไม่น้อยกว่า 102,723 ครัวเรือน รวมถึงช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ทักษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฟื้นตัวและการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในหมู่บ้านและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการพิจารณากลั่นกรองโครงการตั้งแต่ครั้งที่ 1-6&amp;nbsp; ทำให้มีจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 76 จังหวัด รวม 9,350 โครงการ มีเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 21,847.23 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117447</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., เศรษฐกิจฐานราก, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลาง 2,909 ล้านบาทเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3 จำนวน 1,766 โครงการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 7 ก.ย. 2564 อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp;เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 3&amp;nbsp; จำนวน 1,766 โครงการ วงเงินรวม 2,909 ล้านบาท ดำเนินการ ใน10 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดแพร่&amp;nbsp;พิษณุโลก ตาก สุโขทัย ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อำนาจเจริญ อยุธยา ปราจีนบุรี และ สระแก้ว ใน 4 กลุ่มโครงการ ประกอบด้วยกลุ่มพัฒนาสินค้า ท่องเที่ยวบริการ และการค้า, กลุ่มยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร, กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ กลุ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชน ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม &amp;ndash;ธันวาคม 2564 คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 29,765 คน และมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 3.54 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ครม.ยังได้เห็นชอบในหลักการสำหรับโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ครั้งที่ 4&amp;nbsp; จำนวน 1,434 โครงการ&amp;nbsp;วงเงินรวม 3,753 ล้านบาท ดำเนินการใน 14 จังหวัด ประกอบด้วย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ เลย นครพนม บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ลพบุรี อ่างทอง สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครนายก และยะลา ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้จัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอรับงบประมาณจาก ครม. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ครม. มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อสั่งการคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อย่างเคร่งครัด และในกรณีที่เป็นโครการก่อสร้าง ปรับปรุงและซ่อมแซมถนนหรือเสริมผิวทางด้วยยางพารา ให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสม เหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการเป็นรายเส้นทางอีกครั้ง เนื่องจากโครงการลักษณะดังกล่าวมีงบประมาณดำเนินการค่อนข้างสูง เพื่อให้การใช้จ่ายเกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115930</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบกลาง, มติครม., เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613751aeded4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2021 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทวงสิทธิ์ลูกจ้างเตะฝุ่น ‘จับกัง1’ควักแล้ว264ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุชาติ&amp;quot; เผยสั่ง ก.แรงงานไล่บี้ทวงสิทธิ์ลูกจ้างตกงานช่วงโควิด-19 ได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 264 ล้านบาท &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; กำชับดูแลเศรษฐกิจฐานราก ลดผลกระทบผู้มีรายได้น้อย เร่งส่งเสริมอาชีพ หลังประสบสถานการณ์โควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความห่วงใยลูกจ้างพร้อมสั่งการมาที่ตนให้ติดตามปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะกรณีลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้างกะทันหันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบก่อน อาทิ บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ที่เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 2,500 คน, บริษัท ยูนิสันแพน (เอเซีย) จำกัด เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 658 คน และขณะนี้การแพร่ระบาดระลอกใหม่มีแนวโน้มจะกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะซ้ำเติมลูกจ้างได้อีก หากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.แรงงานเผยว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งรัดติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิลูกจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนและรวดเร็ว เพราะปัญหาค่าใช้จ่ายในเรื่องความเป็นอยู่และปากท้องของแรงงานในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยนายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้รายงานว่า ขณะนี้กรมได้ติดตามการให้ความช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด โดยได้ดำเนินการประสานบริษัท วิงสแปนฯ และผู้ทำแผนฟื้นฟูบริษัท&amp;nbsp; การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยได้นำแคชเชียร์เช็คมาจ่ายให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 2,441 คนแล้ว รวมเป็นเงิน 258,309,031.87 บาท ยังคงมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างยังไม่มารับแคชเชียร์เช็คอีกจำนวน 59 คน ซึ่งได้ให้คำแนะนำแก่บริษัทโอนเงินตามสิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเข้าบัญชีธนาคารตามรายชื่อของลูกจ้างทั้ง 59 คนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติกล่าวว่า สำหรับกรณีลูกจ้างบริษัท ยูนิสันแพน (เอเซีย) จำกัด ที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานภายในระยะเวลาที่กำหนด และกรมได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายจ้างฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และกระทรวงแรงงานได้อนุมัติเงินกองทุนสงคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย จำนวน 426 คน เป็นเงินจำนวน 6,743,750 บาท ซึ่งมีลูกจ้างมายื่นขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ แล้วจำนวน 175 คน เป็นเงินจำนวน 2,713,750 บาท ในขณะที่มีลูกจ้างจำนวน 252 คน ได้ทำสัญญากับนายจ้างที่ยื่นข้อเสนอว่าจะจ่ายเงินค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ซึ่งเป็นจำนวนงินที่ลูกจ้างพอใจ และได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาเพื่อเป็นหลักฐาน ส่วนลูกจ้างที่ยังไม่ได้เข้ามายื่นขอรับเงินกองทุนฯ กรมจะได้ประสานให้ลูกจ้างเข้ามารับเงินดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเป็นอย่างมาก เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อย และในระยะถัดไปจะช่วยให้มีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชากรอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. มีการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาแผนงานโครงการที่จะต้องดำเนินการร่วมกันระหว่าง 8 กระทรวง 50 หน่วยงาน 1 รัฐวิสาหกิจ เบื้องต้นจะเสนอกรอบวงเงินให้สำนักงบประมาณพิจารณา จำนวน 6.3 พันล้าน ซึ่งจะเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณาร่วมกับแผนงานด้านอื่นๆจากกระทรวงต่างๆ ก่อนเสนอ ครม. ลำดับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับแผนบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ประจำปี 2565 ได้ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่ 1. ประชาชนผู้มีรายได้น้อย 2.เกษตรกรรายย่อย 3.สถาบันเกษตรกร 4.วิสาหกิจชุมชน 5.ผู้ประกอบการชุมชน ครอบคลุม 7,255 ตำบลทั่วประเทศ ประกอบด้วย 3 แนวทางคือ 1.การสนับสนุนการเข้าถึงปัจจัยการผลิต และการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ 2.การพัฒนาความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ 3.การพัฒนาการบริหารจัดการการตลาด ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นคือ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 4.5 แสนราย ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพไม่น้อยกว่า 2.5 แสนราย ผลิตภัณฑ์ชาวบ้านได้รับการพัฒนาไม่น้อยกว่า 9,700 ผลิตภัณฑ์ และรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดากล่าวด้วยว่า โครงการต่างๆ ภายใต้แผนงานการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากนี้ เป็นการทำงานและรับผิดชอบร่วมกันระหว่างกระทรวง โดยที่มีแนวทางและเป้าหมายสอดคล้องเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ของการส่งเสริมอาชีพ การเพิ่มรายได้ ภายใต้แนวคิดการตลาดนำการผลิต อีกทั้งยังเป็นแผนงานโครงการต่อเนื่อง 3-5 ปี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89316</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตกงานช่วงโควิด-19, ทวงสิทธิ์ลูกจ้างตกงาน, ลดผลกระทบผู้มีรายได้น้อย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจฐานราก, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdf76402ec47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิรัตน์&#039;คุยสมาพันธ์SMEหาแนวทางกระตุ้นศก.ฐานรากแก้ความยากจน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63-นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมภาพระหว่างหารือกับสมาพันธ์ SME รวมพลังคนตัวเล็ก จากผู้ประกอบการหลากหลาย เสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และหนุนธุรกิจเกื้อกูลกันและกัน โดยระบุว่า วันนี้มีโอกาส มาร่วมพูดคุยแชร์วิสัยทัศน์ กับพี่ๆ น้องๆ สมาพันธ์ SMEs ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานสมาพันธ์ฯ คนแรก ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม คณะกรรมการสมาพันธ์ และสมาชิกฯ ที่ร่วมกันผลักดันสร้างเครือข่าย จากรุ่นสู่รุ่น และประสบความสำเร็จมากครับ เพราะสามารถเชื่อมโยงกับทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จนเกิดเป็นพลังทางสังคมอีกภาคส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ว่า MSME (ตามนิยามใหม่ ของ สสว.) ถือเป็นกลุ่มที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศที่สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP MSME) ทั้งในเชิงโครงสร้างและในเชิงปริมาณ จากรายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปี 63 ได้แสดงไว้ว่าในปี 62 มีมูลค่า 5.96 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ต่อ GDP รวม ร้อยละ 35.3 โตเฉลี่ยร้อยละ 0.7 ตั้งแต่ปี 2554เป็นต้นมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อน เศรษฐกิจของ MSME ที่ยังคงมีบทบาทต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ ระบุว่า เมื่อครั้งที่ผมอยู่ ในตำแหน่ง ที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายการผลักดันภาคการค้าและบริการ ซึ่งมองจากปัจจัยการสนับสนุนเมื่อครานั้น ยังมีไม่มากพอ จึงให้กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจ ได้ริเริ่ม ในการผลักดัน e-commerce มาสนับสนุนการค้า ไว้มีโอกาสจะแชร์ ข้อมูลแนวคิดนั้นให้ฟังครับ มาจนปัจจุบันการเติบโตของภาคการค้า และบริการใน ช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจน คือ การเติบโตของ e-commerce โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ทั่วโลก การค้าใช้ระบบช่องทางการค้าทางออนไลน์ มากที่สุด และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเชื่อมโยง การบริโภคครัวเรือนและการขยายตัวของภาคเอกชน อีกทั้งมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ เหล่านี้ มีผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจมากครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรมว.พลังงาน ระบุว่า ฟันเฟืองที่สำคัญของสมาพันธ์ฯ ที่รวมตัวกันที่ผ่านมาถือได้ว่า เป็นหน่วยสานพลังการเชื่อมโยง MSME และSME กับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนปัญหา ร่วมเป็นกรรมการในคณะต่างๆของรัฐ การร่วมพัฒนาสมาชิก จากที่ได้นั่งรับฟังข้อมูลที่หลากหลาย ยังมีเรื่องที่ต้องช่วยกันผลักดันอีกมากพอสมควรตัวอย่างเช่นมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องระหว่างมาตรการของรัฐต่อผู้ประกอบการฯลฯ ผมมีแนวคิดฝากยังพี่ๆน้องๆ ถึงการรวมตัวกันอย่างมีพลัง ทั้งนี้ระบบฐานข้อมูลสมาชิก ต้องชัดเจนสามารถสังเคราะห์และสามารถจำแนกตามขนาดธุรกิจ เพื่อให้ถอดมาตรการของรัฐ มาขับเคลื่อนกับสมาพันธ์ฯ ตอบโจทย์สมาชิกที่หลากหลายให้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งภาคการผลิต ภาคเกษตร ภาคการค้าและบริการ โดยเลือกทำ ใน Sector ที่สำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือจะทำอย่างไร หลังสถานการณ์โควิด-19 ควรเตรียมความพร้อมการปรับตัว ตามพฤติกรรมการค้าในประเทศและของโลก จุดแข็งตรงนี้ ถ้าเราผลักดันสู่ช่องทางที่เหมาะสมก็จะเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมใช้เวลาช่วงนี้เชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ทั้งภาคประชาสังคมและทุกภาคส่วน แลกเปลี่ยนข้อมูล คิด ค้น ตกผลึก หาแนวทางแก้ปัญหาความยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในกรณีที่สมาพันธ์ SMEs ทำอยู่เป็นโมเดลหนึ่งที่ดี และอีกหลายๆ โมเดล ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครับ ต้องขอบคุณน้องๆ ในสมาพันธ์ฯทุกท่านที่ แชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ร่วมกัน และเราจะร่วมกันพัฒนาประเทศ ต่อไปครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80154</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาความยากจน, สนธิรัตน์   สนธิจิรวงศ์, สมาพันธ์ SME, เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82c38ed5d00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ ได้ฤกษ์เปิดตัวแอพฯ“โชวห่วย-ไฮบริด”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo;เปิดตัวแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;โชวห่วย-ไฮบริด&amp;rdquo; ช่วยร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ 30,000 แห่ง เชื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้เพิ่มขึ้น คาดมีเงินหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 61 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &amp;ldquo;ยกระดับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐสู่การเป็นโชวห่วยไฮบริด&amp;rdquo;ว่า กระทรวงได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;โชวห่วย-ไฮบริด&amp;rdquo; อย่างเป็นการ เพื่อผลักดันให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐจำนวน 30,000 แห่ง เป็นเอ้าท์เล็ตในการจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป สินค้าจากผู้ผลิต MOC Biz Club และ SMEs ผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงแค่เจ้าของร้านค้ามีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน หรือแทปเลต และดาวน์โหลดพร้อมติดตั้งแอพพลิเคชั่น&amp;rdquo;โชวห่วย-ไฮบริด&amp;rdquo;ก็สามารถเปิดจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผลักดันร้านโชวห่วยไฮบริด เป็นนโยบายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะจากเดิมร้านค้าเหล่านี้ จะจำหน่ายสินค้าผ่านทางออฟไลน์ หรือแค่จำหน่ายผ่านทางหน้าร้าน แต่ต่อไปจะสามารถขยายช่องทางการตลาดโดยใช้ระบบอี-คอมเมิร์ซเข้ามาช่วยบริหารจัดการ &amp;nbsp;ทำให้ร้านค้าสามารถขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้ด้วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับร้านค้าและมีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโชวห่วย-ไฮบริด กำหนดให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐต้องดาวโหลดเพื่อติดตั้ง และยืนยันตัวตนการเป็นร้านค้า ส่วนผู้ผลิตสินค้าก็ต้องดาวโหลดด้วยเช่นเดียวกัน เพื่ออัพโหลดสินค้าเข้าสู่ระบบ โดยต้องให้รายละเอียดของสินค้า ทั้งนี้ คาดว่าการผลักดันให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเป็นร้านโชวห่วยไฮบริด และการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าชุมชน จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15131</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาณิชย์, เศรษฐกิจฐานราก, แอปพลิเคชั่น, โชวห่วย-ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b5973365117c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ยันเศรษฐกิจฐานรากฟื้น เกษตรกรเริ่มรวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ยันเศรษฐกิจรากหญ้าเริ่มฟื้น หลังรัฐบาลอัดมาตรการกระตุ้น พ่วงปัจจัยเสริมจากราคาพืชผลทางการเกษตรทยอยปรับดีขึ้น

31 พ.ค. 61 - นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจรากหญ้า ที่บางส่วนปรับตัวดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วนต้องรอปัจจัยเสริมจากราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ ทุเรียน ยางพารา ให้ปรับตัวสูงขึ้น ก็จะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากขยายตัวได้ดีขึ้นตามไปด้วย

โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือเหลือเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเติมเงินผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยค่าครองชีพต่างๆ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประกอบอาชีพผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากอยู่ได้ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจตึงตัวในช่วงที่ผ่านมา

&amp;ldquo;ปีนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายตัวปรับตัวดีขึ้น ทั้งข้าว ยางพารา ไปจนถึงทุเรียนที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตรงนี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่เรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจฐานรากมากกว่า 10 ปี บางช่วงดี บางช่วงไม่ดี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมเรื่องมาตรการในการให้ความช่วยเหลือที่รัฐบาลพยายามผลักดันออกมา รวมทั้งประชาชนฐานรากก็ต้องรู้จักปรับตัว หาอาชีพเสริม ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักใช้จ่ายและรู้จักเก็บออมไปด้วย&amp;rdquo; นายประสงค์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10379</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, นายประสงค์ พูนธเนศ, สินค้าเกษตร, เกษตรกร, เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e13f78001d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินเผยความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากดีขึ้นแค่ในพื้นที่ &quot;กทม. - ปริมณฑล&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจออมสิน&amp;rdquo; เผยดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ไตรมาสแรกของปียังกระจุกตัว ชู &amp;ldquo;กทม.- ปริมณฑล&amp;rdquo; ดีสุด เหตุประชาชนมั่นใจมาตรการช่วยเหลือคนจนของภาครัฐ แนะจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเชื่อมั่น ราคาสินค้าเกษตร-กำลังซื้อภาคเกษตรทรุด-พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่กระทบเบิดจ่ายล่าช้าฉุดเศรษฐกิจฐานรากไม่ตื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย. 61 - นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากในไตรมาส 1 /2561 จากตัวอย่างผู้มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จำนวน 2,200 รายทั่วประเทศพบว่า ดัชนีเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 45.8 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2560 ที่ 44.9 เนื่องจากประชาชนระดับฐานรากเชื่อมั่นและรู้สึกว่าภาครัฐ มีมาตรการโครงการที่มุ่งช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน และโครงการไทยนิยมยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อจำแนกดัชนีความเชื่อมั่นตามภูมิภาคพบว่า พื้นที่กทม. ปริมณฑล เป็นพื้นที่เดียวที่มีดัชนีความเชื่อมั่น เศรษฐกิจฐานรากอยู่ในระดับดี โดยปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย เช่นเดียวกับดัชนีภาคตะวันออกปรับขึ้นเล็กน้อย ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในภูมิภาคอื่นที่เหลือปรับลดลงทั้งหมด โดยภาคใต้อยู่ต่ำสุดที่ระดับ 36.3 รองลงมาเป็นภาคเหนือลดเหลือ 39.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดเหลือ 41.9 ส่วนภาคกลางดัชนีลดลงอย่างรุนแรงจาก 64.6 เหลือแค่46.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ เทียบกับไตรมาสก่อนพบว่า ความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย ความสามารถการชำระหนี้ และการออมปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการหารายได้ โอกาสในการหางานทำ และภาวะเศรษฐกิจปรับลงเล็กน้อย โดยสาเหตุที่การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น มาจากเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่าย จากการเดินทางกลับภูมิลำเนา ค่าของขวัญ ของฝาก และท่องเที่ยว อีกทั้งมาตรการภาครัฐที่ออกมาช่วยเหลือให้ประชาชนมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายมากขึ้นจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังติดตามมี 3 ประเด็น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการปรับตัวลดลง อาทิ อ้อยโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ทำให้รายได้ และกำลังซื้อของภาคการเกษตรลดลง เช่นเดียวกับการจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากหลายสาขา อาทิ การขนส่ง การก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนผลกระทบของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ต่อการเบิกจ่ายของภาครัฐ ทำให้บางหน่วยงานมีการเบิกจ่ายต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก ในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้าประชาชนระดับฐานรากมีมุมมอง ที่ดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 47.8 เนื่องจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และรัฐบาลจะมีมาตรการ โครงการที่สนับสนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังว่าจะมีการเลือกตั้งในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กทม.และปริมณฑล, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก, ธนาคารออมสิน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจออมสิน, เศรษฐกิจฐานราก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
