<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 20:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิด อังกฤษเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกรอบ11ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้สหราชอาณาจักรใช้มาตรการล็อกดาวน์ส่งให้เศรษฐกิจของอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคครั้งแรกในรอบ 11 ปี หลังจีดีพีไตรมาส 2 หดตัวมากเป็นสถิติถึง 20.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (โอเอ็นเอส) ของอังกฤษเมื่อวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 ระบุว่า ชัดเจนแล้วว่าสหราชอาณาจักรอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า อังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ หลังจากจีดีพีหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยไตรมาสแรกหดตัว 2.2% และเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนับแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอเอ็นเอสกล่าวว่า การหดตัวของเศรษฐกิจ 6 เดือนแรกของปี 2563 เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าของสเปนซึ่งอยู่ที่ 22.7% แต่มากกว่าการหดตัวของสหรัฐเกินเท่าตัว โดยเศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 10.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษไตรมาสที่ 2 หดตัวมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกนั้น เป็นเพราะผลผลิตของเดือนเมษายนลดลงถึง 20% ซึ่งเป็นการลดลงของผลผลิตรายเดือนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่สะท้อนให้เห็นผลผลิตที่ลดลงอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมภาคบริการ, การผลิตและการก่อสร้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลกระทบโควิด, อังกฤษ, เศรษฐกิจถดถอย, เศรษฐกิจหดตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f33f0bce16c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 22:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 22:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจสิงคโปร์ถดถอยครั้งแรกในรอบ11ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ หลังจากข้อมูลของรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อวันอังคารเผยเศรษฐกิจหดตัวอีกกว่า 40% ในไตรมาสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการค้าสิงคโปร์แถลงเมื่อวันอังคารว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 2 ของปีคือ ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. หดตัวถึง 41.2% จากไตรมาสแรกของปีนี้ หรือหดตัว 12.6% เมื่อเทียบเป็นแบบรายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะเศรษฐกิจหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส ทำให้สิงคโปร์เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2552 ช่วงที่เผชิญวิกฤติการเงินทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธุรกิจที่หดตัวมากที่สุดในไตรมาสที่ 2 คือด้านก่อสร้างที่หดตัว 54.7% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ถ้าเทียบกับไตรมาสแรก ภาคการก่อสร้างหดตัวถึง 95.6% ส่วนงานบริการรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศหดตัว 13.6% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ธุรกิจด้านการผลิตในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนใหญ่มาจากการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ข้อมูลของทางการสิงคโปร์ถึงวันอังคาร มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสิงคโปร์แล้ว 43,630 ราย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ และมีผู้เสียชีวิต 27 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71469</URL_LINK>
                <HASHTAG>สิงคโปร์, เศรษฐกิจถดถอย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200714/image_big_5f0dd56b2b930.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจแย่มาก!&#039;เกศปรียา&#039;แนะใช้ผู้บริหารแสนล้านสำเร็จมาทำงานอย่าเอาคนแก่เกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มิ.ย.63 -น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างหนัก แม้แต่หน่วยงานราชการอย่าง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ออกมายอมรับว่า จะมีแรงงาน 8.4 ล้านคน เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง แบ่งเป็นภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงเลิกจ้าง 2.5 ล้านคน จาก จำนวนจ้างงาน 3.9 ล้านคน (ไม่รวมสาขาการค้าส่ง และการค้าปลีก) ส่วนภาคอุตสาหกรรมคาดว่ามีแรงงานเสี่ยงถูกเลิกจ้าง 1.5 ล้านคน จากจำนวนจ้างงาน 5.9 ล้านคน สำหรับภาคบริการอื่นที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว เช่น สถานศึกษา หรือสถานที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก เช่น ตลาดสด สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้า มีแรงงานเสี่ยงถูกเลิกจ้างประมาณ 4.4 ล้านคน จากจำนวนจ้างงาน 10.3 ล้านคน จากตัวเลขประเมินของ สคช.จะพบว่า ภาคการท่องเที่ยวตกงานเกิน 50% ภาคการค้า (ตลาด) ตกงานเกือบ 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เศรษฐกิจย่ำแย่มาก เช็คง่ายๆ เพียงแวะไปตลาด หรือร้านสะดวกซื้อจะพบว่าผู้ซื้อลดลงเยอะมาก ที่สำคัญลองไปสอบถามร้านขายยา หรือร้านสังฆภัณฑ์ดูว่ายอดขายตกลงหรือไม่ เพราะทุกครั้งที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ร้านยา และสังฆภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบน้อย แต่ในครั้งนี้ก่อนจะมีการระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจก็อยู่ในภาวะย่ำแย่ มีหลายฝ่ายออกมาเตือนแต่นายกรัฐมนตรีและ ครม.ไม่นำพา พอมาเจอโควิด-19 รัฐบาลรับมือด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยการบังคับให้ประชาชนเสียสละการหารายได้และการเลี้ยงชีพเพื่อรักษาอำนาจ สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศลำบากด้วยผลการกระทำที่ไม่ได้ก่อ และรัฐบาลก็ไม่สามารถเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพน.ส.เกศปรียา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อว่า เมื่อมองมาที่คณะผู้บริหารประเทศปัจจุบันตนยังไม่เห็นใครเลย ที่จะพาเศรษฐกิจขึ้นจากเหวลึกได้ นายกรัฐมนตรีก็เคยพูดเองว่า &amp;ldquo;ไม่เก่งเศรษฐกิจแต่จริงใจ&amp;rdquo; 6 ปีผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า &amp;ldquo;ความจริงใจแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง&amp;rdquo; ประชาชนส่วนใหญ่ทุกข์ใจเพราะไม่มีจะกิน รัฐบาลจากรัฐประหารอำนาจประชาชนมาไม่สามารถคืนความสุขในเวลาไม่นานได้จริงเช่นคำโฆษณาชวนเชื่อ คณะรัฐมนตรีก็มองภาพองค์รวมแบบ 360 องศาไม่เป็น ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจึงสาหัสมากขึ้นทุกที ในเวลานี้คนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพื่อเดินไปข้างหน้าพร้อมกับโลก รวมทั้งมีระบบคิดที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ในเวลาที่ปัญหารอบด้านระดับนี้ไม่สามารถนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆ มาแก้ปัญหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้บริหารประเทศต้องเลือกผู้ที่เคยบริหารเศรษฐกิจหลักแสนล้านสำเร็จและมีมุมมองรอบทิศมาทำงาน ไม่ใช่เอาคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิตมารับตำแหน่งเพราะอยากได้อำนาจและเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล&amp;nbsp; และหากจะหามคนแก่หรือข้าราชการเกษียณมารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูล ขอร้องว่าอย่าทำ เพราะจะเป็นการทำลายประเทศและประชาชนทั้งประเทศไปมากกว่านี้&amp;rdquo; น.ส.เกศปรียา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68472</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), เศรษฐกิจถดถอย, โควิค-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3937ccde01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกในรอบ4ปีครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคครั้งแรกนับแต่ปี 2558 หลังจากจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้หดตัวลงอีก 0.9% จากไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว เท่ากับเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส ขณะที่นักวิเคราะห์เตือน ผลกระทบจากโควิด-19 จะชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งท่องเที่ยวในนครโอซากาของญี่ปุ่นเงียบเหงา รัฐบาลญี่ปุ่นผ่อนปรนภาวะฉุกเฉินเกือบทั่วประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังยกเว้นเมืองที่ประชากรหนาแน่นเช่นนครโอซากาและกรุงโตเกียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์กล่าวว่า ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 เผยให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นไตรมาสแรกของปีนี้ขับเน้นผลกระทบในวงกว้างจากโรคระบาดโควิด-19 ขณะที่ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นลดลง 6% จากไตรมาสก่อน ซึ่งต่ำสุดนับแต่ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือนมีนาคม 2554 โดยจีดีพีไตรมาสแรกของญี่ปุ่นหดตัว 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งยังน้อยกว่าค่ากลางที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4.6% และน้อยกว่าการหดตัว 7.3% ของไตรมาส 4 ปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส จีดีพีของญี่ปุ่นไตรมาสแรกปีนี้หดตัวลง 0.9% จากไตรมาสก่อน และต่อเนื่องจากการหดตัว 1.9% ของเดือนตุลาคม-ธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลพวงจากพายุไต้ฝุ่นและการขึ้นภาษีการขายโดยที่ยังไม่เผชิญกับผลกระทบจากโรคระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขจีดีพีที่การหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน ในทางเทคนิคถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยครั้งสุดท้ายที่ญี่ปุ่นประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือช่วงครึ่งหลังของปี 2558 นักวิเคราะห์บางรายคาดคะเนด้วยว่าภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก จะเลวร้ายลงอีกเมื่อผลกระทบจากไวรัสโคโรนาชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์โควิด-19 ในญี่ปุ่นไม่รุนแรงเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมถึงวันจันทร์เพียง 16,285 ราย และเสียชีวิต 744 ราย แต่ทางการญี่ปุ่นกังวลว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะในเมืองที่ประชากรหนาแน่นเช่นกรุงโตเกียว และได้ขอให้ประชาชนอยู่ในเคหสถานและขอให้ธุรกิจร้านค้าปิดกิจการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว นายกฯ ชินโซ อาเบะ เพิ่งยกเลิกภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ 39 จังหวัดจาก 47 จังหวัด โดยยังยกเว้นกรุงโตเกียวและนครโอซากา รัฐบาลของเขายังประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการแจกเงินให้พลเมืองคนละ 100,000 เยน (เกือบ 30,000 บาท).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญี่ปุ่น, เศรษฐกิจถดถอย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec26cf88471b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เย้ย&#039;บิ๊กตู่&#039;ฟังคำเตือนIMFรู้เรื่องหรือไม่ อย่าสร้างภาพชื่นมื่ีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย. 62 &amp;ndash; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนประเทศไทยให้ปฏิรูปเศรษฐกิจ รับมือเศรษฐกิจถดถอย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฟังไอเอ็มเอฟรู้เรื่อง ทำความเข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่ อย่ามโนหลอกตัวเอง ติดเพียงแค่เปลือกว่า บรรยากาศการพบปะชื่นมื่น คำเตือนสำคัญของไอเอ็มเอฟ ระบุ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน หนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำและความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายการแจกเงินนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวัง และต้องช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย พล.อ.ประยุทธ์ มีคำตอบหรือยังว่า มาตรการแจกเงิน ชิมช้อปใช้เฟส 1 และชิมช้อปใช้เฟส 2 กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด จะเดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้ เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าจะมีเงินหมุนไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาท ยังห่างไกลความเป็นจริงอยู่มาก นอกจากไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลต้องการ ยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ซึ่งย้อนแย้งกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนออมเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาว เลิกได้แล้ว การโหนโพลที่ตัวเองได้ประโยชน์ แต่โพลที่เข้าเนื้อตัวเองเสียหาย เงียบกริบกันทั้งรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอจะถูกตัดจีเอสไอ บอกว่าเศรษฐกิจไทยโตเร็วเกินไป แต่อีก 2 วัน กลับมาพูดใหม่ว่า เศรษฐกิจไทยโตช้า จึงตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้และเข้าใจภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในระดับใด เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ รู้เรื่องหรือไม่ และจะปฏิรูปเศรษฐกิจไทยอย่างไร&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49628</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, นายกฯ, บิ๊กตู่, พท., อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เศรษฐกิจถดถอย, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31803a084a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 20:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบถีบฮ่องกงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีคลังของฮ่องกงระบุ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลยาวนาน 5 เดือนส่งผลให้เศรษฐกิจของฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว และไม่น่าจะบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจฮ่องกงปะทะกับผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในย่านจิมซาจุ่ยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า การเปิดเผยแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์เกิดเหตุรุนแรงเช่นเดิม ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา, ฉีดน้ำแรงดันสูง และใช้กระสุนยางขับไล่ผู้ประท้วงคลุมหน้าที่ขว้างปาระเบิดขวดและวางเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพข่าวทีวีเผยภาพที่ผู้ประท้วงรวมตัวกันบนถนนนาธานที่เป็นย่านที่ตั้งของโรงแรมและแหล่งช็อปปิ้งของฝั่งเกาลูนเมื่อวันอาทิตย์ แล้วจุดไฟเผาสิ่งกีดขวางบนถนน โยนน้ำมันในขวดพลาสติกใส่กองไฟบริเวณทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินหลายสถานี ที่สถานีหนึ่ง ผู้ประท้วงกลิ้งถังโลหะที่กำลังติดไฟลงบันไดไปยังตำรวจที่อยู่ด้านล่าง ตำรวจแถลงว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา 88 นัดและกระสุนยาง 27 นัดระหว่างการปะทะวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอล ชาน รัฐมนตรีคลังของฮ่องกง เปิดเผยผ่านบล็อกว่า ผลกระทบจากการชุมนุมประท้วงต่อเศรษฐกิจของฮ่องกงนั้นครอบคลุม และการประเมินตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 เบื้องต้นที่จะเปิดเผยในวันพฤหัสบดีนี้ จะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจฮ่องกงหดตัวลงเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งนิยามทางเทคนิคคือภาวะเศรษฐกิจถดถอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวด้วยว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ &amp;quot;ยากสุดขีด&amp;quot; ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจประจำปีนี้จะบรรลุเป้าหมาย 0-1% ที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดการประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ไม่สงบยืดเยื้อส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้ามาเยือนเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนตุลาคมลดลงเกือบ 50% ซึ่งชานกล่าวว่าเป็นเรื่อง &amp;quot;ฉุกเฉิน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธุรกิจค้าปลีกในฮ่องกงเอง ตั้งแต่ศูนย์การค้าจนถึงธุรกิจของครอบครัว ถูกบังคับให้ต้องปิดกิจการหลายวันในช่วงไม่กี่เดือน แม้ว่ารัฐบาลฮ่องกงจะประกาศมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางแล้วก็ตาม แต่ชานยอมรับว่า มาตรการเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประท้วง, ม็อบฮ่องกง, ฮ่องกง, เรียกร้องประชาธิปไตย, เศรษฐกิจถดถอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db6eb4cb2bf4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไม่มีผมห่วงศก.ถดถอยแนะ&#039;บิ๊กตู่&#039;จี้4รมต.พลังประชารัฐเร่งทำงานอย่ามัวแต่หาเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ต.ค.61-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นห่วงเพราะปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของการถดถอยทางเศรษฐกิจ โดยการส่งออกเดือนกันยายนหันกลับมาติดลบที่ ลบ 5.2% ติดลบครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทย และ ผลกระทบจากสงครามเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น อีกทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ลดต่ำมาตลอด 4 ปีกว่า หลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้การส่งออกขยายตัวต่อไปได้ยาก ทั้งนี้ การขยายตัวของการส่งออกที่ผ่านมาเกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นและการใช้กำลังการผลิตที่เหลือค้างเดิม ไม่ได้เกิดจากฝีมือของรัฐบาลแต่อย่างใด ดังนั้นรัฐจึงควรเร่งรัดการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า นักลงทุนอาจจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึงก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โดยดูว่าจะ โปร่งใส ยุติธรรม และ เชื่อถือได้ไหม ซึ่งหากมีความผิดปกติ เช่น มีการกลั่นแกล้ง หรือ มีการทุจริตในการเลือกตั้ง ก็อาจจะชะลอไม่ลงทุนอีกได้ ทั้งนี้ประชาชนจำนวนมากยังสงสัยกันว่าเหตุใดการเยือนประเทศเยอรมันของพลเอกประยุทธ์จึงถูกยกเลิกกลางคัน นอกจากนี้ การท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทยมาตลอด 4 ปีกว่า เริ่มมีสัญญาณของการถดถอยเช่นกัน ซึ่งน่าจะเกิดจากการสื่อสารและการรับมือที่ผิดพลาดของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวในเชียงใหม่ และ ภูเก็ต หายไปอย่างน่าใจหาย สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการอย่างหนัก อีกทั้งสินค้าเกษตรเช่น มะพร้าว และ ยางพารา ราคายังตกต่ำมาก แต่ราคาน้ำมันกลับพุ่งสูงและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จึงอยากขอแนะนำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ 4 รมต. ที่ปัจจุบันกำลังยุ่งอยู่กับการหาเสียงให้กับพรรคประชารัฐ ได้เร่งใส่ใจทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยนี้อย่างเร่งด่วน เพราะขนาดทำงานอย่างเต็มที่มาตลอด 4 ปีกว่า เศรษฐกิจยังย่ำแย่ ประชาชนยังลำบากมาก มาตอนนี้จะแบ่งเวลาไปหาเสียง ผลงานก็จะยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม ประชาชนก็จะยิ่งลำบาก นอกจากนี้ อยากให้ พลเอกประยุทธ์ ได้รับฟังเสียงทักท้วงจากประชาชนที่แสดงความเห็นคัดค้านการดำเนินหลายโครงการใหญ่ๆในช่วงนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นการเอื้อประโยชน์นายทุนที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด อย่าทำให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลกำลังจะทิ้งทวนเพื่อเอื้อประโยชน์นายทุน เพื่อนายทุนอาจจะนำเงินมาสนับสนุน พรรคการเมืองที่สนับสนุนให้มีการสืบทอดอำนาจให้พลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯต่อหลังการเลือกตั้ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวอีกว่า ขนาดสื่อยังเผยว่าในขณะที่การเติบโตของประเทศอยู่ในระดับต่ำมาตลอด 4 ปีกว่า และประชาชนลำบากกันมาก แต่นายทุนที่สนับสนุนรัฐบาลกลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 1.8 แสนล้านบาท และ นายทุนที่สนับสนุนรัฐบาลอีกหลายคนก็รวยขึ้นเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าประโยชน์ของการบริหารประเทศตกอยู่กับใคร และเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าการบริหารงานของรัฐบาลนี้ที่ทำให้เกิดการ รวยกระจุก จนกระจาย อย่างยากจะปฏิเสธ ดังนั้นแนวนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะต้องทำลายการผูกขาดจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนที่จะพัฒนาก้าวหน้าได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20754</URL_LINK>
                <HASHTAG>4รมต.พลังประชารัฐ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สงครามเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจถดถอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa66e4b69986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
