<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (3) ตามรอยพระบาทสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจพอเพียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp; มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp;ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริโครงการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งหมด 4,596 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น 1.การพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,067 โครงการ  2.การพัฒนาด้านการเกษตร 107 โครงการ  3.การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 33 โครงการ  4.การพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ 79 โครงการ  5.การพัฒนาด้านสาธารณสุข 2 โครงการ  6.การพัฒนาด้านคมนาคม/สื่อสาร 4 โครงการ  7.การพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม&amp;nbsp; การศึกษา 30 โครงการ  8.การพัฒนาแบบบูรณาการ 147 โครงการ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รากเหง้าปรัชญาเศรษฐกิจ-วิถีพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ &amp;lsquo;การพอมี พอกิน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นรากฐานของ &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2517 แต่กว่าสังคมไทยจะตื่นตัวเวลาได้ผ่านไปกว่า 20 ปี เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นหลายปี ประเทศไทยพยายามจะมุ่งเป้าไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ &amp;lsquo;เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเซีย&amp;rsquo; (4 เสือ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า  การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ &amp;nbsp;สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน &amp;nbsp;แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้  ให้มีพอเพียงกับตัวเอง &amp;nbsp;อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว &amp;nbsp;จะต้องทอผ้าใส่เอง &amp;nbsp;อย่างนั้นมันเกินไป &amp;nbsp;แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร &amp;nbsp;บางสิ่ง &amp;nbsp;บางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ &amp;nbsp;แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่  ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก....&amp;quot; (พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวได้ว่า พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการ &amp;lsquo;พออยู่ พอกิน&amp;rsquo; และแนวทาง &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rsquo; นั้น อันที่จริงก็เป็นรากฐานของสังคมเกษตรกรรมของไทยมาแต่เนิ่นนานแล้ว เช่น ในอีสานมีคำพูดที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตการทำมาหากินว่า &amp;ldquo;เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน&amp;rdquo; (ทำอยู่ ทำกิน) ซึ่งมีความหมายถึงการทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการพึ่งพาตัวเอง เช่น ทำนา ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; ทอผ้า ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ไม่ใช่วิถีแบบ &amp;ldquo;ซื้ออยู่ ซื้อกิน&amp;rdquo; เหมือนดังปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; พระองค์ท่านยังมีหลักการทรงงานที่สำคัญด้านการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การระเบิดจากข้างใน&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน  มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงบันดาลใจจากในหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน  2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์การพัฒนาภูพาน  ต.ห้วยยาง  อ.เมือง  จ.สกลนคร ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร  มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินเกษตรกร  ควรจัดให้มีกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน โดยวิธีออมทรัพย์ร่วมกัน เพื่อสาธิตการบริหารจัดการเงินและการบัญชีแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งร้านค้าสาธิตหมู่บ้าน เพื่อฝึกด้านการจัดการตลาด ควรริเริ่มทำธุรกิจชุมชนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง และแพร่หลาย เพื่อพัฒนาสู่ระบบหมู่บ้านสหกรณ์ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มเกษตรกรที่นี่มีปัญหาความยากจนและมีหนี้สินไม่ต่างจากที่อื่นๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่หรือพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบมาเป็นทุนหมุนเวียน ทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรตำบลท่าเสา เล่าว่า จากปัญหาหนี้สินและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ตำบลท่าเสาจึงได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น  โดยสร้างระบบพึ่งพากันในชุมชนขึ้นมา  เริ่มตั้งแต่เรื่องการจัดการทุน  จากเดิมที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนข้างนอก  จึงสร้างทุนภายในชุมชน  โดยการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤติปี 2540 เริ่มต้นมีสมาชิกเพียง 15 คน ร่วมกันออมทรัพย์เป็นประจำทุกเดือน ใครมีมากก็ออมมาก มีน้อยก็ออมน้อย เมื่อมีเงินมากขึ้น สมาชิกที่เดือดร้อนก็สามารถกู้ยืมเงินไปหมุนเวียนได้ โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอธนาคารหมู่บ้านเริ่มโตขึ้น เราก็ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2543 และเริ่มคิดถึงเรื่องปากท้องให้ครบวงจร จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกข้างนอกอย่างเดียว  แล้วเราก็ต้องไปซื้อสินค้าจากข้างนอกกลับเข้ามากินมาใช้อีก  จึงได้แง่คิดว่า  จะทำอย่างไร? ให้ชาวบ้านผลิตสิ่งที่เรากิน  แล้วเอามาใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันเอง เราจึงร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชุมชนหรือศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ขึ้นมาในปี 2544 โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากเดิมปลูกพืชส่งโรงงานมาปลูกพืชผักที่เป็นอาหาร  ใครปลูกอะไรเหลือกินก็เอามาจำหน่าย  หรือเอามาแปรรูป  ทำอาหาร ทำขนมขาย&amp;rdquo;  พิพัฒน์เล่าความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;rsquo; มีลักษณะเหมือน &amp;lsquo;ร้านโชวห่วย&amp;rsquo; ทั่วไป คือขายของกิน-ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาล ขนม เครื่องดื่ม สบู่ ยาสีฟัน ถ่านไฟฉาย&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โดยการระดมทุนจากชาวบ้านหุ้นละ 100 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนดำเนินการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่พิเศษกว่าร้านค้าทั่วไปก็คือ สมาชิกสามารถนำผลผลิตจากครัวเรือนมาฝากขายที่ศูนย์ฯ (ไม่ต้องขายเอง) เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ กล้วย ขนุน มะม่วง ฯลฯ ที่ปลูกโดยไม่ใช่สารเคมี ใครมีฝีมือทางอาหารหวานคาวก็นำมาฝากขาย เช่น ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี ผัด-แกงต่างๆ หมูปิ้ง ข้าวเหนียว ปลาส้ม ปลาร้า น้ำพริก เครื่องแกง หน่อไม้ดอง ฯลฯ โดยศูนย์ฯ จะคิดค่าจำหน่าย 10 % ของราคาขาย เพื่อนำรายได้มาเป็นค่าบริหารจัดการ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างตลาดให้ชาวบ้าน ใครขาดเหลืออะไรก็มาซื้อหาได้ที่นี่ เหมือนกับเป็นการแลกเปลี่ยนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรฯ เปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่เช้า-ค่ำ มีการจ้างคนในตำบลมาเป็นพนักงานบัญชีและพนักงานขาย ใช้ระบบคอมพิวเตอร์บันทึกการซื้อขาย สินค้าที่ชุมชนผลิตไม่ได้ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล เครื่องดื่ม นม ของใช้ต่างๆ จะสั่งซื้อมาจากร้านค้าส่งรายใหญ่ ทำให้ได้ส่วนลด มียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ &amp;nbsp;50,000-60,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกำไรจำนวน 50 % จะปันผลคืนสมาชิกตอนสิ้นปี, 20 % เป็นทุนดำเนินการ, 15 % นำไปใช้เป็นกองทุนสวัสดิการและพัฒนาชุมชน  ส่วนอีก 15 % เป็นค่าบริหารจัดการของคณะทำงานและผู้บริหาร ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 600 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนและเงินหุ้นที่สมาชิกร่วมลงทุนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในศูนย์สาธิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถาบันการเงินชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 300 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาทเศษ สมาชิกสามารถกู้ยืมได้ 2 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ หรือตามสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเป็นของตัวเอง เหมือนกับแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศูนย์สาธิตฯ หรือร้านค้าชุมชนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในตำบลท่าเสา จากเดิมที่ปลูกเพื่อขายและซื้อกิน ก็เปลี่ยนมาปลูกเพื่อกิน นำผลผลิตที่เหลือมาขาย ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น  เมื่อมีรายได้ก็เอาเงินไปฝากสถาบันการเงิน เป็นทุนหมุนเวียนในตำบล  ส่วนร้านค้าชุมชนเมื่อมีกำไรก็เอามาดูแลเรื่องสังคม เรื่องการศึกษา&amp;nbsp; สิ่งแวด ล้อม ดูแลป่า และสุขภาพของคนในตำบล  ทำให้วิถีชีวิตของคนท่าเสาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก  เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านจริงๆ&amp;rdquo;  ผู้นำชุมชนตำบลท่าเสากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตร์พระราชา : สร้างทำนบกั้นเงินที่ จ.พะเยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา อินต๊ะสาร นักพัฒนาจาก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา บอกว่า &amp;nbsp;ในอดีตอำเภอดอกคำใต้มักจะมีชื่อเสียงในด้านลบว่าเด็กสาวจากที่นี่มักจะมีอาชีพขายบริการทางเพศ ครูจึงสนับสนุนให้เด็กนักเรียนที่ยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียนต่อเพื่อสลัดตัวออกจากวงจรอุบาทย์ ส่งเสริมเรื่องอาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ แก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา&amp;nbsp; อินต๊ะสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2535 ครูมุกดาสนับสนุนให้เกิดธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ นำเงินที่ออมมาช่วยเหลือกัน และขยายไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล เช่น ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน ช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ ปัจจุบันได้ขยายเป็นเครือข่าย &amp;lsquo;ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน จ.พะเยา&amp;rsquo; มีกองทุนต่างๆ และกองทุนสวัสดิการชุมชนกระจายในพื้นที่จังหวัดพะเยาและทั่วภาคเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงหนึ่งในชีวิตของครูได้มีโอกาสรับฟัง  ได้ยินแนวคิดของพระองค์ท่านเกี่ยวกับทำนบกั้นเงิน หรือธนาคารหมู่บ้าน  ครูก็เลยคิดว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราสามารถเอาทุนเล็กๆ จากพี่น้องมาออมในลักษณะองค์กรการเงินของชุมชนที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  &amp;lsquo;ใครมีเอามาใส่  ใครจำเป็นเอาไปใช้&amp;rsquo; ผลกำไรที่ออกมาเอามาจัดสวัสดิการให้สมาชิกและชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในความคิดของครู จาก 40 ปีที่ทำงานผ่านมา  แนวคิดของพระองค์ท่านตอกย้ำเรื่องของการทำให้เรารู้จักการจัดการตัวเอง  รู้ว่าเราเป็นใคร  ทำอะไรอยู่  และท้ายที่สุดเราจะเกื้อหนุนกันอย่างไร  ใช้เครื่องมืออะไรเป็นเครื่องมือที่พวกเราถนัด  เอามาจัดการเรื่องราวเหล่านั้น  และขยายวงให้เพื่อนพี่น้อง  สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้พวกเราเกิดความรัก ความสามัคคี  ดูแลซึ่งกันและกันได้  ลดความขัดแย้งหลายเรื่อง  บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาทบทวนเหมือนพระองค์ท่านว่า  ความคิดที่แตกต่างกันมันสามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ถ้าหากว่าพวกเราร่วมกันคิดโดยที่ไม่ใช่เอาอำนาจ  เอาตัวตนของตนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ครูมุกดาบอกถึงการนำแนวคิดของพระองค์มาใช้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สร้างบ้านพอเพียง-ชีวิตพอเพียง&amp;rdquo; ที่ จ.สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว ศีลาน้ำเที่ยง ผู้นำนักพัฒนาแห่งตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในปี 2554 จึงเริ่มก่อตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา ให้ชาวบ้านร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนอย่างน้อยเดือนละ 50 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 400 ราย มีเงินกองทุนกว่า 2 ล้านบาท ช่วยให้สมาชิกมีที่ดินทำกินแล้ว 69 ราย, มีที่ดินและที่อยู่อาศัย 30 ราย สมาชิกผ่อนชำระคืนเดือนละ 500 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; ศีลาน้ำเที่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมี &amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีบ้านเรือนทรุดโทรมจำนวน 130 ราย เป็นบ้านขนาด 4 X 6 เมตร &amp;nbsp;ชั้นเดียว ใช้งบต่อหลังไม่เกิน 40,000 บาท ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หลังละ 18,000 บาท  ส่วนอีก 22,000 บาทใช้เงินกองทุนที่ชุมชนมีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องของการพัฒนาที่อยู่อาศัย  สิ่งที่เรานำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาปฏิบัติก็คือ คิดแบบพอเพียง  และคิดถึงคุณภาพชีวิตว่า  การสร้างบ้านนี้จะอยู่ได้อย่างไรกับครอบครัว  ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตโอฬาร  ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนได้คิด  อีกอันหนึ่งก็คือ  การอยู่อย่างพอเพียง ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ตนเป็นที่พึ่งของตน  โดยนำแนวของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ ทำอย่างไรจึงจะปิดประตูครัวเรือนได้  ซึ่งก็มีการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก ปลูกมะเขือ&amp;nbsp; พริก มะนาว&amp;nbsp; กล้วย มะละกอ เอาไว้กินและขาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศาสตร์ของพระราชาจะใช้ต่อไปได้ตลอดชีวิตของเรา  และอีกหลายร้อยปี เพราะเป็นศาสตร์ที่ทำแล้วเกิดผล  ทำแล้วทุกคนอยู่ได้  เพราะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นเขา  ทำให้เราอยู่ได้ตามกำลังของเรา  และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งตนเอง  เริ่มจากครอบครัวแล้วก็ขยายไปหลายๆ ครอบครัว จนเต็มทั้งชุมชน  ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี  ความผูกพันกัน  ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  สังคมเข้มแข็ง &amp;nbsp;ประเทศเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านจำรุง จ.ระยอง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย เหลืองเจริญ แกนนำนักพัฒนาแห่งบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้ ทำนา  ประมงชายฝั่ง  เริ่มนำแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยชักชวนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาเป็นอินทรีย์ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชสมุนไพร แปรรูปผลไม้ ทำกะปิ น้ำปลา  ฯลฯ รวมกลุ่มกันผลิตและขาย โดยการสร้างตลาดภายในชุมชน  ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย&amp;nbsp; เหลืองเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้หรือ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; มีผู้คนมาท่องเที่ยวและศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะตลอดทั้งปี (ก่อนสถานการณ์โควิดปี 263)&amp;nbsp; ประมาณปีละ 1 แสนคน ทำรายได้จากการทำอาหาร ขายผลไม้ อาหารแปรรูป&amp;nbsp; ขนม และสินค้าต่างๆ ประมาณปีละ 20 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งนำกลับไปพัฒนาชุมชน  ทำให้ชาวบ้านจำรุงมีอาชีพ มีรายได้ &amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในหลวงอยู่ในใจของพวกเราอยู่แล้ว  สิ่งที่ท่านสอนทุกอย่างอยู่ในหัว  อยู่ในร่างกาย  อยู่ในจิตใจเราอยู่แล้ว เมื่อเราอับจนหนทางนึกอะไรไม่ออกก็กลับไปดูที่พระราชดำรัสในแต่ละห้วง  ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ  มันสามารถแปลงสู่การปฏิบัติการจริงในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง  ในหลวงไม่ได้ไปไหน  ท่านยังอยู่ที่เดิม  หลักคิดของในหลวงเป็นหลักคิดที่แม่นยำที่สุด เริ่มจากวิธีคิด  การพึ่งพาตนเอง  ทำจากเล็กไปหาใหญ่  ง่ายไปหายาก  อยู่กับสังคมด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน  สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาติชายย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีนโยบายการทำงานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; มาอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างรูปธรรมเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ  ในรูปแบบ Cluster หรือเครือข่าย เช่น คลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์ การแปรรูป ตลาดชุมชน &amp;nbsp;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าชุมชนที่บ้านจำรุง จ.ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:.2pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.มี &amp;lsquo;แผนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลา 5 &amp;nbsp;ปี (พ.ศ.2565-2568)&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง&amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมและจัดทำ &amp;lsquo;แผนธุรกิจเพื่อชุมชน&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;Community &amp;nbsp;Business &amp;nbsp;Model Cannas&amp;rsquo; &amp;nbsp;(CBMC) มีเป้าหมาย 800 ตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ได้นำต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp; ศิลปะวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp; มาสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; เพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; มาปรับใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  และเป็นการระเบิดจากข้างในตามหลักการทรงงานของพระองค์&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง  แล้ว&amp;nbsp; ยังทำให้ฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119654</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., Community  Business  Model Cannas’  (CBMC), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพอมี พอกิน, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, พอช., ศาสตร์พระราชา, ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เศรษฐกิจพอเพียง, เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน, แผนธุรกิจเพื่อชุมชน, โครงการบ้านพอเพียงชนบท, ไม่รวย แต่มั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b2e3d8d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.ยกย่อง สวจ.-เครือข่ายศิลปินพื้นบ้านทำคลิปวิดีโอและอินโฟกราฟิกต้านโควิด-19 หวังกระตุ้นสร้างความรู้แก่ประชาชน และจัดทำอินโฟกราฟิกสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และบุคลากรทางการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.) ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์สร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) โดยนำหลัก ๓ มิติ : ศาสนา เศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมนำพลังบวร ในชุมชนคุณธรรมฯ เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินพื้นถิ่น หรือคณะนักแสดงทางศิลปวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นมาสร้างสรรค์ผลงาน รวมทั้งนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยในเรื่องของความช่วยเหลือเกื้อกูล การแบ่งปันมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (COVID-19) และส่งต่อกำลังใจไปยังบุคลากรทางการแพทย์ ในรูปแบบคลิปวีดีโอ และอินโฟรกราฟิก ปัจจุบันได้มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจัดทำคลิปวิดีโอรณรงค์และอินโฟกราฟิกจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปลัด วธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคลิปวิดีโอรณรงค์และอินโฟกราฟิกที่จัดทำนี้ วธ.จะมีการคัดเลือกพร้อมมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ สวจ. ทั้งนี้ จะมีเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจาก 1.ความคิดสร้างสรรค์ที่มีความแปลกใหม่ โดดเด่นผู้ชมเกิดความประทับใจ 2.ความเหมาะสมของเนื้อหา มีความถูกต้องและเป็นประโยชน์ 3.มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ 4.มีการใช้ภาษาและดนตรีประกอบที่เหมาะสม 5.คุณภาพของภาพและเสียงกลมกลืนสวยงาม โดยจะประกาศผลการคัดเลือกสื่อประชาสัมพันธ์ที่ได้รับรางวัลเร็วๆนี้ จากนั้นทาง วธ. จะนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกช่องทาง อาทิ สื่อออนไลน์ เว็บไซต์ โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น หน่วยงานราชการ สถานที่สาธารณะ และสถานที่สำคัญต่างๆ ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105014</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงวัฒนธรรม, คลิปวิดีโอรณรงค์, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร, วธ., วิถีวัฒนธรรม, ศาสนา, สวจ., สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด, หลัก ๓ มิติ, อินโฟกราฟิก, เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน, เศรษฐกิจพอเพียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b707b63861d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 23:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“รู้จักกินใช้เท่าที่มี” หลักพอเพียง..ฝ่าโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ &amp;ldquo;ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;rdquo; มาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะหลักของความพอเพียงนั้น ยึดโยงกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าการเดินทางสายกลางนั่นเอง เพราะอันที่จริงแล้วหากเราดำเนินชีวิตอย่างพอดี ก็ย่อมเกิดให้เกิดประโยชน์มากกว่าผลเสีย เช่น ไม่ต้องเป็นหนี้สินจากการจับจ่ายเกินตัว ประกอบกับช่วงที่โควิด-19 ระบาดนั้น การประหยัดถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเงินทองจะหาได้ค่อนข้างลำบากมากขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการหลายธุรกิจ ต้องรู้จักปรับตัวจึงจะสามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ยังทำให้หลายคนต้อง Work from home ทำงานที่บ้าน ซึ่งล่าสุดมีผลสำรวจของโพลชื่อดัง เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำประปาหรือไฟฟ้า ในช่วงที่คนทำงานอยู่บ้าน จากนโยบายของการหยุดเชื้อเพื่อชาติดังกล่าว ตลอดจนการที่ภาครัฐมีนโนบายคลายล็อคให้ร้านอาหารในจังหวัดเสี่ยงสีแดงเข้ม 4 จังหวัด (กทม,นนทบุรี,สมุทรปราการ,ปทุมธานี) ให้กลับมานั่งรับประทานที่ร้านได้ถึง 21.00 น.และลดจำนวนลูกค้าในร้านไม่เกิน 25%ของพื้นที่ร้าน อีกทั้งต้องการเว้นระยะห่างทางเดินกับโต๊ะอาหาร 1-2 เมตร ซึ่งหลายคนเกิดคำถามว่า เราควรออกไปกินอาหารนอกบ้านหรือไม่ งานนี้ &amp;ldquo;อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ&amp;rdquo; ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.มาให้คำแนะนำในการยึดหลักปรัชญา &amp;ldquo;ความพอเพียง&amp;rdquo; ในการดำเนินชีวิต ช่วงโควิด-19 ระบาดไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ&amp;rdquo; ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การยึดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นฐานของแต่ละคน และที่สำคัญหลังปรัชญาความพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสิ่งที่ยึดโยงกับหลักทางพระพุทธศาสนา นั่นคือความพอดีนั่นเอง ทั้งนี้โดยส่วนตัวอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดราชบุรี และอยู่บ้านสวนในอำเภอจอมบึง ก็จะสอดรับกับเศรษฐกิจพอเพียงคือ อาจารย์ได้กินผักสวนครัว และผลไม้ที่ปลูกอยู่รอบบ้าน ที่สำคัญจะซื้อเพียงเนื้อสัตว์เท่านั้น ตรงนี้จึงไม่เป็นปัญหาและไม่ได้ออกไหนนั่งอยู่ในสวน และทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ไปด้วยในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำหรับผู้ที่ต้องอยู่ในเมือง หรือพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม กระทั่งอยู่ในบ้านของตัวเองในกทม.นั้น ถ้าประหยัดได้ก็ควรประหยัด แต่ถ้าอันไหนที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ใช้น้ำใช้ไฟฟ้าในการทำงานที่บ้านก็ต้องใช้ เพราะเรายังต้องทำงาน แต่แนะนำว่าถ้าพอมีพื้นที่สวนบริเวณบ้าน ก็สามารถยกโน้ตบุคออกไปทำงานในสวนหลังบ้าน หรือใครที่อยู่คอนโดมิเนียมที่มีระเบียงระบายลม ก็สามารถลดการเปิดแอร์ในช่วงเวลากลางวัน และออกไปนั่งทำงานนอกระเบียงที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน เพื่อที่จะได้เปิดแอร์เฉพาะเวลากลางคืนช่วงเข้านอนเท่านั้น หรือเลือกวิธีเปิดประตูห้องเพื่อรับลมเย็นเข้ามา และเปลี่ยนจากการเปิดแอร์เป็นการเปิดพัดลมตัวเล็กๆแทนก็ได้เช่นกัน หรือในช่วงเวลากลางวันก็แนะนำ ให้เปิดหน้าต่างให้กว้าง&amp;nbsp; เพื่อให้แสงสว่างมีมากพอในการนั่งทำงาน ก็จะช่วยลดการเปิดไฟได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราต้องทำงานอยู่บ้าน และไม่ต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะยกโต๊ะทำงานมาไว้ที่บริเวณ ซึ่งมีลมระบายอากาศแล้ว ก็สามารถหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กๆมาชุบน้ำเย็น และลูบตัวเพื่อคลายร้อน ก็ประหยัดค่าไฟฟ้าไปในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องของมาตรการคลายล็อคดาวน์ ให้ร้านอาหารในพื้นที่สีแดงเข้ม สามารถนั่งรับประทานได้นั้น โดยส่วนตัวคิดว่าการลดการออกไปนอกบ้านให้น้อยที่สุด ไม่เพียงเป็นการลดการติดเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ยังลดค่าใช้จ่ายในการขับรถออกไปนอกบ้านได้ และถ้าพูดถึงเรื่องของความพอเพียงนั้น การทำอาหารกินเองที่บ้านในช่วงนี้ ก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จากการขับรถไปยังร้านอาหารได้เช่นกัน ที่สำคัญให้ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อาทิ อาหารแห้ง ข้าวสาร ผักผลไม้ ที่สามารถเก็บไว้หลายวันได้ในตู้เย็น (แต่จะต้องไม่ใช่การกักตุนสินค้า แต่ให้ซื้ออย่างพอดี) เพราะเราจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า จะรอดพ้นวิกฤตของโรคระบาดนี้ไปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือความพอเพียง พอดี และประหยัดอดออมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ในการออกไปซื้ออาหารต่างๆนั้น คำแนะนำภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หากใครที่มีบ้านเดี่ยวในเมือง และพอมีพื้นที่เหลือเล็กน้อย ก็แนะนำให้ปลูกผักสวนครัวเล็กๆน้อยๆกินเอง เช่น กะเพรา หรือผักคะน้าแปลงเล็กๆ หรือจะปลูกในกระถางริมรั้วก็ได้ แต่ถ้าใครที่อยู่คอนโดมิเนียมที่ไม่มีพื้นที่ หากจำเป็นต้องซื้อก็ควรซื้อ แต่วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายที่ดีที่สุด และได้สุขภาพที่แข็งแรงกลับมาพร้อมๆกันนั้น เช่น หากเป็นการซื้ออาหารกลับมาปรุงเองที่บ้าน เพื่อลดการติดเชื้อไวรัส หากเป็นในช่วงเช้าและช่วงเย็นนั้น โดยร้านค้าหรือตลาดอยู่ห่างประมาณ 1-5 กิโลเมตร ก็สามารถปั่นจักรยานไปซื้อได้ และก็จะทำให้เราได้ออกกำลังกาย ไปด้วยในตัวทำให้ร่างกายแข็งแรง หรือหากร้านจำหน่ายอาหารสด อยู่ห่างจากบ้านเราประมาณ 400-500 เมตรก็สามารถเดิน หรือ วิ่งออกกำลังกายเยาะๆ หรือวิ่งจ็อกกิ้งไปซื้อของได้เช่นกัน ก็ทำให้เราได้ออกกำลังกายทุกส่วนไปด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ที่เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม นับเป็นปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต แต่ทว่าการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ &amp;ldquo;ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;rdquo; มาปรับใช้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นั้น &amp;ldquo;ผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส.&amp;rdquo; อธิบายเกี่ยวกับการช้อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ ในช่วงนี้ควรเลื่อนออกไปก่อน และให้ซื้อเฉพาะของใช้ที่จำเป็นเช่นอาหารการกิน ที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานๆ จะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าว่า &amp;ldquo; สำหรับการช้อปปิ้งเสื้อผ้าในช่วงนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล หรือยังไม่ควรซื้อ หมายความว่าถ้าเรายังใส่ชุดไหนได้ก็ให้ใส่ชุดนั้นไป เช่น การกลับไปหยิบชุดเก่าในตู้เสื้อผ้ามาซักให้สะอาดและใส่ ก็จะทำให้เรามีแฟชั่นสไตล์วินเทจใส่ โดยที่ไม่ต้องไปซื้อของใหม่ เนื่องจากช่วงนี้เงินทองหายากขึ้น ถ้าสิ่งที่ควรซื้อจริงๆควรเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูป ที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานๆก็จะดีกว่า ส่วนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อของนอกบ้านนั่นเอง และลดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั่นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103752</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน สสส., ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ, สสส., เศรษฐกิจพอเพียง, โควิด, ในหลวงรัชกาลที่ 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7de9098781.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พช.ชื่นชม ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนดีเด่นจำนวน 18 แห่ง สู่การเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการหนี้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการหนี้อย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 17 เมษายน 2564&amp;nbsp;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า จากการที่กรมการพัฒนาชุมชนมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดดำเนินการคัดเลือกศูนย์จัดการกองทุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ตามโครงการการแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชนโดยศูนย์จัดการกองทุนชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กิจกรรมที่ 3 ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนสู่การเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการหนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพศูนย์จัดการกองทุนชุมชนสู่การเป็นต้นแบบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการหนี้พร้อมทั้งส่งเสริมการประชาสัมพันธ์สร้างการเรียนรู้ และสร้างความตระหนักในการปรับพฤติกรรมทางการเงิน จากเกณฑ์การประเมินการคัดเลือก ประกอบด้วย 3 ด้าน 20 ตัวชี้วัด ในด้านโครงสร้าง ด้านบริหารจัดการ ด้านผลสัมฤทธิ์ รวมถึงการพิจารณาการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้&amp;nbsp; ด้วย VDO Presentation จากผลการดำเนินงานศูนย์จัดการกองทุนชุมชน เพื่อพิจารณาคัดเลือกศูนย์จัดการกองทุนชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด จากพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 45 จังหวัด สู่การคัดเลือกศูนย์จัดการกองทุนชุมชนสู่การเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการหนี้ระดับกรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พบว่า ผ่านการพิจารณาคัดเลือกศูนย์จัดการกองทุนชุมชนสู่การเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการหนี้ระดับกรม จำนวน 18 แห่ง ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านหนองแวงเรือ หมู่ที่ 7 ตำบลดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านบอน หมู่ที่ 7 ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านชากทองหลาง หมู่ที่ 2 ตำบลชากบก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านหนองเม็ก หมู่ที่ 9 ตำบลด่านช้าง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านนาฝาย หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกว้าง จังหวัดแพร่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านสุขสวัสดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านวังเย็น&amp;nbsp;หมู่ที่ 10 ตำบลนาดอกคำ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านห้วยสิงห์&amp;nbsp;หมู่ที่ 1 ตำบลปง อำเภอปง จังหวัดพะเยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านหนองคล้า หมู่ที่ 8 ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านหนองมะจับ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านท่าม่วงใหม่ หมู่ที่ 11 ตำบลท่าม่วง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านไอร์เจี๊ยะ หมู่ที่ 5 ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านโรงวัว&amp;nbsp;หมู่ที่ 8 ตำบลเสือโฮก อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านเขาดินสอ หมู่ที่ 12 ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านทุ่งยาง&amp;nbsp;&amp;nbsp;หมู่ที่ 4 ตำบลท่าสะบ้า อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านแก่งทุ่ง&amp;nbsp;หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านถาวรสามัคคี หมู่ที่ 13 ตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18. ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านน้ำซับ หมู่ที่ 9 ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลดำเนินการคัดเลือกศูนย์จัดการกองทุนชุมชนสู่การเป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการหนี้ระดับกรม ทั้ง 18 แห่งนี้ จะเป็นต้นแบบในด้านการบริหารจัดการหนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชน โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือกัน ก่อให้เกิด &amp;ldquo;ชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง&amp;rdquo; ส่งเสริมความรู้และวินัยทางการเงิน รู้จักการประหยัด อดออม และใช้จ่ายอย่างเหมาะสม สะสมเป็นทุนและหลักประกันในการลงทุน อีกทั้งยังเป็นภูมิคุ้มกัน ในการดูแลคุณภาพชีวิต ช่วยลดปัญหาหนี้สิน ทำให้กลุ่มมีเงินทุนในการต่อยอดธุรกิจชุมชน เช่น ศูนย์สาธิตการตลาด ปั๊มน้ำมันชุมชน โรงน้ำดื่มชุมชน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนา เกิดการเรียนรู้ การจัดการเชิงธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย มีการนำผลกำไรไปพัฒนาชุมชนและจัดสวัสดิการของชุมชน ประสานงานและบูรณาการกองทุนต่างๆ ร่วมแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือน นำสู่การลดหนี้และปลดหนี้ แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้มีการดำเนินการสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์จัดการกองทุนชุมชน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2563&amp;nbsp; ผ่านกิจกรรมศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบริหารจัดการหนี้ &amp;ldquo;สำนึกดี แผนดี บริหารหนี้ได้&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงิน และสนับสนุนอาชีพแก่ครัวเรือนเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 90,360 ครัวเรือน งบประมาณรวม 189,709,200 บาท และสามารถบริหารจัดการหนี้ให้กับครัวเรือน เป้าหมายที่เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา จำนวน 45,873 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 50.77 โดยสามารถลดหนี้ /ปลดหนี้ได้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 912,343,200 บาท โดยความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานศูนย์จัดการกองทุนชุมชนในระดับพื้นที่&amp;nbsp; ในโอกาสนี้ขอขอบคุณทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานศูนย์จัดการกองทุนชุมชนในระดับพื้นที่ อันได้แก่&amp;nbsp; คณะกรรมการศูนย์จัดการกองทุนชุมชนซึ่งเป็นตัวแทนมาจากกลุ่ม/กองทุนต่าง ๆ ในชุมชน มาร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินของคนในชุมชน&amp;nbsp; และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกระดับเป็นพี่เลี้ยง ร่วมกับภาคีการพัฒนา (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กศน., เกษตรฯ, สาธารณสุข, ตัวแทนสถาบันการเงิน (ธนาคาร) ฯลฯ) โดยทั้ง 3 ภาคส่วนล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ร่วมกันสร้างองค์ความรู้ให้ครัวเรือนเป้าหมายเกิดความตระหนักรู้ ถึงอันตรายของการขาดการออม ขาดการวางแผนการใช้จ่ายเงิน และขาดวินัยทางการเงิน มีการปรับพฤติกรรมทางการเงิน พร้อมส่งเสริมอาชีพที่สามารถยกระดับรายได้ของครัวเรือนเพื่อให้สอดคล้องกับภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นวิถีชีวิตต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99916</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, ชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, ศูนย์จัดการกองทุนชุมชน, ศูนย์จัดการกองทุมชนดีเด่นระดับจังหวัด, สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด, สำนึกดี แผนดี บริหารหนี้ได้, เศรษฐกิจพอเพียง, โครงการการแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607cf8a6022ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.ยกย่องชุมชนคุณธรรมฯ บ้านโนนกอก อุดรธานีเป็นต้นแบบ ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมศาสนา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะผู้บริหารเดินทางลงพื้นที่ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร บ้านโนนกอก ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี&amp;nbsp; จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายวันชัย จันทร์พร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี วัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร วัฒนธรรมจังหวัดเลย วัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ประธานชุมชนคุณธรรมบ้านโนนกอก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสถานศึกษา &amp;nbsp;ศิลปินพื้นบ้าน และชาวชุมชนคุณธรรมฯ บ้านโนนกอก ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในโอกาสนี้ ปลัดวธ. ได้เยี่ยมชมกิจกรรมชุมชนฯ ณ อาคารกลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก นิทรรศการผ้าโบราณบ้านโนนกอกและหมอนขิดอีสานโบราณ ลานสาธิตภูมิปัญญา จุดย้อมผ้า อาทิ การสาธิตย้อมเส้นไหม ฝ้าย&amp;nbsp;การมัดย้อมผ้าฝ้ายจากสีดอกบัวแดงและสายบัวแดง โดยที่นี่มีการย้อมผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ คือ การย้อมสีผ้าด้วยกลีบดอกบัว ดอกบัวแดงย้อมได้ถึง 3 สี กลายเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนว่า มาที่โนนกอกต้องมาดูผ้าย้อมบัวแดง การสาธิตบีบข้าวปุ้นสด การสาธิตทำข้าวเขียบ (ข้าวโป่งโบราณ) จากนั้นเยี่ยมชมโรงทอผ้าโบราณโนน การสาธิตงานประดิษฐ์ ใบตอง ใบเตย ขันหมากเบ็ง การสาธิตผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ของโรงเรียนบ้านหนองนาคำ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขับเคลื่อนโครงการชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายรัฐบาล และนโยบายของนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในเรื่องของการสืบสานงานวัฒนธรรมของชาติ&amp;nbsp; การรักษา และหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม การต่อยอดวัฒนธรรมด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรมสร้างสรรค์สินค้าและบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม&amp;nbsp;โดยการนำพลัง บวร &amp;nbsp;บ้าน วัด โรงเรียน มาสร้างสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง มีความโดดเด่น 3 ด้าน คือ 1. คนในชุมชนประพฤติตามหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ 2. น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต 3. สืบสานวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอชื่นชมชาวชุมชนคุณธรรมฯ บ้านโนนกอก และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมดำเนินชีวิตตามหลักธรรมศาสนา น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยอันดีงาม ชุมชนมีความเรียบง่ายแบบสังคมชนบท คนในชุมชนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความภาคภูมิใจในวิถีของตนเอง ร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงทำให้ชุมชนคุณธรรมบ้านโนนกอกแห่งนี้เป็น 1 ใน 100 ชุมชนต้นแบบ ที่ได้รับรางวัลในระดับประเทศ ที่ได้ใช้พลัง บวร &amp;nbsp;ในการนำทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นไปต่อยอด ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ยกระดับเป็นชุมชนคุณธรรมฯ บวร On Tour บ้านโนนกอก และได้พัฒนาแหล่งเรียนรู้กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก รวมทั้งมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT เช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าหมี่ขิดโบราณบ้านโนนกอก สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวชุมชน เป็นตัวอย่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายสู่ชุมชนอื่นต่อไป&amp;rdquo; ปลัด วธ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97748</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPOT, กระทรวงวัฒนธรรม, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร, นายวันชัย จันทร์พร, นายอิทธิพล คุณปลื้ม, บวร On Tour, ผ้าหมี่ขิดโบราณบ้านโนนกอก, รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี, วธ., เศรษฐกิจพอเพียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062a3b678609.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>58 ปี พช.ก้าวย่างสู่ปีที่ 59 มุ่งมั่นสร้างชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาคุณภาพชีวิต น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน 58 ปี โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ศ.พิเศษ ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี นายไพโรจน์ พรหมสาส์น นายวิเชียร ชวลิต อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการ เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน พันตำรวจเอกอภิรักษ์ เวชกาญจนา รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร เลขานุการกรมการปกครอง นายดนัย สุนันทารอด หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กรมโยธาธิการและผังเมือง นายธวัชชัย เลี้ยงประเสริฐ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายบุญเกื้อ สมนึก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริการภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ต.ท.หญิง ปณตสรณ์ มาบำรุง รองผู้กำกับการฝ่ายเทคโนโลยีตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานการตรวจคนเข้าเมือง3 และหน่วยงานภาคี ตลอดจนข้าราชการบำนาญ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธี ณ ห้องสัมมนา 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชนได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันก่อตั้งกรม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2505 ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่10 พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 58 ปี โดยหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน มีการจัดกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงคุณูปการในการก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชน กระตุ้นให้ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดเกิดความรักความภาคภูมิใจ ตลอดจนการสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นในองค์กร มุ่งมั่นสานประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ศ.พิเศษ ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี ได้ให้โอวาทความว่า &amp;ldquo;ขอแสดงความยินดี และภาคภูมิใจกับ 58 ปี ของกรมการพัฒนาชุมชน สิ่งที่ต้องคำนึกถึงในทำงานพัฒนาชุมชน คือ ความรู้และเข้าใจในหลักการปรัชญาการพัฒนาชุมชน การสร้างพลังชุมชนและใช้พลังชุมชน ในการพัฒนาชุมชน ปรัชญาดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีนัยยะลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง กรมการพัฒนาชุมชน ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มีภารกิจในการบุกเบิกครอบคลุมหลากหลายมิติทั้งด้านสุขอนามัย การเกษตร สวัสดิการสังคม สร้างองค์กรชุมชน ผู้นำชุมชน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเป็นงานที่ต้องลงมือทำ ออกพื้นที่ ลงหมู่บ้าน ทำงานร่วมกับประชาชน (Work for People) ไม่ใช่งานเพียงเชิงบริหาร ฉะนั้นพัฒนากรต้องอุทิศตัว หากทำงานแล้วอย่าเป็นกังวลเรื่องเวลาหากงานไม่สำเร็จลุล่วง เพราะสิ่งสำคัญคือการดูแล ประชาชน หมู่บ้าน ตำบล อย่างใกล้ชิด อันใดเป็นปัญหาต้องรับมาและประสานบูรณาการเพื่อนำสู่การแก้ไขและพัฒนาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า &amp;ldquo;กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานตามภารกิจ&amp;nbsp; ด้วยการกิจกรรมโครงการสำคัญ เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนพึ่งตนเองได้ โดยดำเนินภารกิจ น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ซึ่งความสำเร็จในระยะที่ 1 และต่อในระยะที่ 2 ด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัฒนธรรมการปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรณรงค์ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทย ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จนนำไปสู่มติ คณะรัฐมนตรี เพื่อให้คนไทยช่วยสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายผ้าไทย สร้างรายได้สู่ชุมชน การดำเนินการส่งเสริมการจ้างงาน นักการตลาดรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ สร้างงาน และเป็นการส่งเสริม ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าถึง การตลาดออนไลน์ได้ เพื่อส่งเสริมการจำหน่าย การพัฒนาการตลาดออนไลน์ สร้างรายได้แก่ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการตามแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ฐานราก คือ ชุมชน เกิดความร่วมมือร่วมใจ ภาครัฐและองค์กรภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และในปีที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินงานเพื่อประชาชน จนได้รางวัลถึง 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลเลิศรัฐจำนวน 5 รางวัล รางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง จากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง 2 รางวัล และรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 จาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ &amp;ldquo;โคกหนองนาแห่งน้ำใจละความหวัง&amp;rdquo; ด้วยสายใยแห่งพระเมตตา ได้ทรงพระราชทานความห่วงใยต่อความเป็นอยู่วิถีชีวิตที่มีความสุขด้วยธรรมชาติที่สมดุล เติมเต็มความรัก ความสามัคคี ความเอื้ออาทร พร้อมทั้งทรงพระราชทานกำลังใจให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ&amp;rdquo; อธิบดี พช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครบรอบ 58 กรมการพัฒนาชุมชน ย่างก้าวสู่ปีที่ 59 และจะครบรอบ 60 ปี ในปี 2565 กรมการพัฒนาชุมชนพร้อมขับเคลื่อน ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดี บำบัดทุกข์ บำรุงสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้กับประชาชน อันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลบรรลุวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี &amp;ldquo;ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79298</URL_LINK>
                <HASHTAG>พช, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, เศรษฐกิจพอเพียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f76cf3144c65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศิลปินแห่งชาติ&#039;แกว่งปาก! ต้นทางของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมาจาก&#039;คานธี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.63- สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ไม่ลืมประวัติศาสตร์ เท่าที่ผมทราบ ต้นทางของคำว่า &amp;quot;เศรษฐกิจพอเพียง&amp;quot; นั้นมาจาก &amp;quot;คานธี&amp;quot;
---------
ทั้งนี้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp;มีความคล้ายคลึงกัน กับ แนวคิดการพึ่งพาตนเองของมหาตมะ คานธี ที่ผ่านมามีการเปรียบเทียบ 2 แนวคิดนี้ในเวทีระดับประเทศหลายเวที &amp;nbsp;และพบว่าแม้จะมีแนวคิดคล้ายกัน แต่มาจากพื้นฐานที่ต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดทางเศรษฐกิจของคานธี ประกอบด้วยแนวคิดหลัก 6 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ระบบเศรษฐกิจจะต้องมีคุณธรรมกำกับ
2. แนวคิดเรื่องการจำกัดความต้องการ
3. แนวคิดเรื่องการใช้แรงงานเพื่ออาหาร
4. แนวคิดเรื่องการกระจายผลผลิตและเทคโนโลยี
5. แนวคิดเรื่องชุมชนและสังคมพึ่งตนเอง
6. แนวคิดเรื่องทรัสตีชิพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74320</URL_LINK>
                <HASHTAG>คานธี, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, เศรษฐกิจพอเพียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34ffdde07ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
