<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซิตี้แบงก์ ฟันธงเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 5% สหรัฐ-จีน ฟื้นตัวเป็นแรงหนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค. 2564 นายซาเมียร์ เดชพานดิ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนระดับภูมิภาค ซิตี้แบงก์ เอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง กล่าวว่า แม้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์ซิตี้คาดการณ์ว่าภาพรวมระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2564 แม้ว่ายังไม่สามารถกลับไปเท่าจุดก่อนที่มีการระบาดได้ แต่จะเป็นการฟื้นตัวหลากหลายรูปแบบในแต่ละภูมิภาค จากปัจจัยแรงหนุนจากภาคธุรกิจบางส่วนที่เริ่มกลับมาเปิดใหม่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มากขึ้นในหลายประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการคลังทั่วโลกที่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐที่สนับสนุนการขยายตัวของภาคบริการในวงกว้างมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการช่วยชีวิตผู้คนมากขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนักวิเคราะห์ซิตี้คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2564 จะขยายตัวที่ 5% และขยายตัวที่ 4.5% ในปี 2565 ด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 6% จากสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานที่ลดลง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของประเทศจีน คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 8% จากการฟื้นตัวด้านการผลิต การบริโภค การเดินทางและการค้าภายในประเทศ ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังในระดับต่ำจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกที่นำโดยสหรัฐฯ และจีน เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 รวมถึงมูลค่าหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งระยะเวลาข้างหน้าต่อจากนี้จะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนักวิเคราะห์ซิตี้พบว่ามีโอกาสในการลงทุนระยะสั้นในอุตสาหกรรมหลายประเภทที่จะได้รับประโยชน์จากการสิ้นสุดของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อีกทั้งการลงทุนระยะยาวในอีกหลายอุตสาหกรรมที่จะเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันตลาดได้ เช่น ความสัมพันธ์สหรัฐฯ &amp;ndash; จีนที่อาจเลวร้ายลง เนื่องจากการแข่งขันทางการค้าที่สำคัญระหว่างสองประเทศที่อาจมีนัยยะและส่งผลกระทบ ตลอดจนการโจมตีทางไซเบอร์บนโครงสร้างพื้นฐานของโลกยังคงเป็นความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ก็ตาม ดังนั้นนักลงทุนควรจับตาประเด็นสำคัญของสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์พอร์ตลงทุนในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนยังคงเผชิญความท้าทายสูง แต่นักวิเคราะห์ซิตี้ยังมีมุมมองบวกต่อหุ้น ดังนั้นแนะนำกระจายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย อาทิ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลไลเซชัน และอสังหาริมทรัพย์ โดยให้น้ำหนักในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย ยุโรป ลาตินอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง เมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทโดยยังคงเน้นน้ำหนักการลงทุนในในตราสารทุนหลากหลายภูมิภาค พร้อมกระจายการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่เอเชีย ตราสารหนี้ไฮยิลด์ พันธบัตรสหรัฐอเมริกา เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ตลอดจนกองทุนรวมทั่วโลกที่เน้นการลงทุนแบบ ESG ที่มีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมาก เนื่องด้วยผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนกันมากขึ้น ทั้งนี้ ESG เป็นหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ซิตี้ให้ความสำคัญในปี 2564 โดยซิตี้คาดว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ ในอนาคต ตลอดจนนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและประสิทธิภาพของพลังงานทางเลือกมีแนวโน้มเติบโตเป็นอย่างมากในไม่กี่ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ ได้มีการพัฒนาการบริหารความมั่งคั่งผ่านบริการ &amp;ldquo;ซิตี้โกลด์&amp;rdquo; ด้วยบริการการลงทุนได้ทั่วโลกกว่า 200 กองทุน จากพันธมิตรที่หลากหลายกับ 5 บลจ.ในประเทศและ 13 บลจ.ต่างประเทศ โดยมีความหลากหลายของกองทุนทั้งประเภทของสินทรัพย์ และภูมิภาคของการลงทุน อาทิ กองทุน Aberdeen standard Global Dynamic Dividend Fund, Fidelity Global Demographics Fund, JP Morgan America Equity Fund, JP Morgan US Value fund, AB Sustainable Global Thematic, Schroder ISF Global Climate Chang, BGF Sustainable Energy Fund, KTAM Global Climate Change Equity Fund รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในไตรมาส 3 นี้ ซิตี้มีการเสนอขายกองทุนใหม่ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การเติบโตด้านการลงทุน โดยสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) มีการเติบโตเป็นที่น่าพึงพอใจ มีการเติบโตในกลุ่ม &amp;nbsp;ซิตี้โกลด์ และซิตี้ไพรออริตี้ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสนใจการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าซิตี้โกลด์ โดยมีบริการผู้ดูแลบัญชีที่พร้อมให้บริการคำแนะนำและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ การลงทุนให้กับลูกค้าผ่านทางโทรศัพท์รวมถึงการจัดประชุมทางวิดีโอคอล พร้อมทั้งให้การบริหารความมั่งคั่งสะดวกในทุกโอกาสผ่านซิตี้ โมบายล์ แอปพลิเคชัน ให้ลูกค้าซิตี้โกลดสามารถทำการซื้อ-ขายกองทุนได้ด้วยตัวเอง การตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพอร์ทการลงทุน การโอนเงินผ่านทางพร้อมเพย์ไปยังต่างธนาคาร หรือโอนเงินไปยังบัญชีต่างประเทศได้ง่าย ๆ รวมถึงสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินต่างประเทศได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง นายดอน กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซิตี้แบงก์, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa29f5361bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องเศรษฐกิจโลกปี 2564</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในปี 2563 GDP รวมของโลกติดลบที่ -3.3% เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูล 195 ประเทศที่ IMF รายงาน มี 27 ประเทศที่ยังมีการขยายตัวของ GDP เป็นบวก ในกลุ่มนี้ 6 ประเทศอยู่ในเอเชีย ได้แก่ จีน (2.3%) ไต้หวัน (3.1%) เวียดนาม (2.9%) บังคลาเทศ(3.8%) พม่า (3.2%) และบรูไน (1.2%) นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในยุโรปมีสองประเทศซึ่งมี GDP เป็นบวกคือไอร์แลนด์ (2.5%) และตุรกี (1.8%) ประเทศไทยนั้น GDP ติดลบที่ -6.1% ซึ่งไม่ถึงกับอยู่ท้ายแถวในเอเชีย ยังมีฟิลิปปินส์ (-9.5%) อินเดีย (-8%) เป็นสองประเทศที่รั้งท้าย ในยุโรปหลายประเทศมี GDP ติดลบสูงเป็นพิเศษ เช่น สหราชอาณาจักร (-9.9%) อิตาลี (-8.9%) ฝรั่งเศส (-8.2%) ส่วนเยอรมันติดลบไม่สูงนักที่ -4.9% สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ป่วยโรคโควิดสูงที่สุดในโลกมี GDP ติดลบที่ -3.5% หลายประเทศที่ยังมี GDP เป็นบวก หรือติดลบไม่สูงนัก มักจะเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาอุปสงค์ (demand) ในประเทศค่อนข้างสูง จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าประเทศที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศสูง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถิติที่กล่าวมานี้เป็นอุทาหรณ์ว่าถึงแม้ความสำเร็จทางสาธารณสุขในการควบคุมโรคติดต่อเป็นพื้นฐานที่ดี การประคับประคองเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้ยังต้องพึ่งปัจจัยอื่นอีกหลายประการ เช่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความแข็งแกร่งทางการเงินทั้งของภาครัฐและภาคครัวเรือน ความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศนั้นๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไตรมาสแรกของปี 2564 ได้ผ่านไปแล้ว การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์จะมีสะดุดบ้างในหลายประเทศแต่แนวโน้มว่า GDP จะกลับมาเป็นบวกในประเทศส่วนใหญ่ดูชัดเจนขึ้น การขยายตัวของ GDP ประเทศต่างๆจะเร็วช้าไม่เท่ากัน ตัวเลขจากไตรมาสแรกของปีแสดงความแตกต่างชัดเจน GDP ของจีนซึ่งมีศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ขยายตัวถึง 18.3% (เทียบกับไตรมาสแรก ปี 2563) ในขณะที่สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติสูง ขยายตัว 0.2% IMF ทำนายว่าหลายประเทศจะมี GDP ที่เติบโตสูงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเปรียบเทียบที่ต่ำเนื่องจากการล็อคดาวน์ของปี 2563 สิ่งที่สำคัญคือเมื่อไหร่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือขนาดของ GDP จะกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนมีโควิด บทความนี้ขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญซึ่งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ควรจับตาดูดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิดเป็นตัวแปรหลัก แม้ว่าวัคซีนจะไม่แก้ปัญหาได้ 100% แต่ก็จะช่วยลดการแพร่กระจาย และความรุนแรงของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางสาธารณสุข อันจะเสริมสร้างความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน และความมั่นใจในการลงทุนผู้ประกอบการ ทำให้วัฏจักรธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ ประเทศที่สามารถฉีดฉีดให้ประชากรได้เร็ว จนเกิดภูมิต้านทานหมู่ จะได้เปรียบ ภาคธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ใกล้เคียงกับก่อนมีวิกฤติเร็วขึ้น ข้อมูลการฉีดวัคซีนช่วงกลางเดือนเมษายนแสดงว่ามีหลายประเทศในโลกที่มีความก้าวหน้าสูงในการฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส เช่นสหรัฐฯ (40% ของประชากร) สหราชอาณาจักร (49%) อิสราเอล (62%) ประเทศในเอเชียมีสิงคโปร์ (23%)  ฮ่องกง (10%) อินเดีย (8%) อินโดนีเซีย (4%) แต่โดยรวมแล้วประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งไทย (0.8%) ไม่มีความก้าวหน้ามาก อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในราว 1%-2% ของจำนวนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การกระตุ้นเศรษฐกิจจะค่อยๆแผ่วลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในปี 2564 ในหลายประเทศภาครัฐจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างผ่อนคลายจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างระมัดระวังขึ้น ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในปีนี้ มาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและผู้ประกอบการจะมีการเลือกสรรมากขึ้น ภาครัฐจะเพิ่มความระมัดระวังฐานะทางการคลังและการก่อหนี้สาธารณะยิ่งขึ้น ดังนั้นจะมีการตีกรอบการให้มาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่แคบลงเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาวะเงินเฟ้อจะกลับมาเมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้นและใส่ใจในความแตกต่างของคุณภาพสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือของผู้กู้ แม้ว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะยังช่วยประคองสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ การอัดฉีดสภาพคล่องมีแนวโน้มจะค่อยๆลดลง ในสหรัฐฯมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ของประธานาธิบดีไบเดนจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภายหลัง พร้อมทั้งภาระหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯเฝ้าระวังมากขึ้น คอยติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆประกอบการตัดสินใจมาตรการสภาพคล่อง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและตลาดตราสารหนี้เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น และการประเมินราคาหลักทรัพย์มีแนวโน้มเข้มข้นยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นิวนอร์มัล รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ชีวิตการทำงานจะไม่กลับไปเหมือนยุคก่อนวิกฤติโควิด ภาคธุรกิจมีการประเมินรูปแบบของการดำเนินการ พนักงานบริษัทไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถลดวันเข้าออฟฟิศสลับกับการทำงานจากบ้านได้เป็นต้น ดังนั้นความต้องการการใช้พื้นที่ออฟฟิศจะลดลง ธุรกิจดิจิตัลจะมีบทบาทสูงขึ้น และขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บริการทางการเงินเป็นต้น เมื่อประกอบกับปัจจัยเรื่องการประหยัดพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว การเดินทางและการใช้พลังงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวช้ากว่าในอดีต การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ก็จะเปลี่ยนไป การปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนต่อนิวนอร์มัลนี้ จะมีผลต่อการวางผังเมือง การคมนาคม การใช้ทรัพยากร และรูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การค้าและห่วงโซ่การผลิตจะพึ่งการตกลงร่วมมือระหว่างประเทศสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤติโควิด ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะทำให้ประเทศต่างๆ เตรียมทางหนีทีไล่ในการค้าระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังขึ้นโดยเฉพาะห่วงโซ่การผลิตและการซื้อสินค้าที่จำเป็น ประเทศที่พึ่งพาการค้าสูงจะพยายามทำความตกลงกับกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญเพื่อเตรียมการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) การรวมกลุ่มของประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคเพื่อช่วยให้การค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น สหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนก็มีทีท่าที่จะพิจารณาการกลับมาร่วมกลุ่ม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆในปี 2564 เนื่องมาจากความล่าช้าในการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคธุรกิจควรตระหนักถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไทยควรเร่งสร้างความพร้อมช่วยให้เศรษฐกิจเข้าสภาวะปกติ รวมทั้งปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งอุปสงค์ในประเทศให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อที่จะปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มัลได้ ไม่ล้าหลังนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 28 เมษายน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สายธาร หงสกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, สายธาร หงสกุล, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b8e1ee1f86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.โลกทรุด!กกร.คาดจีดีพีลบ3-5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;สมคิด&amp;quot; รับเศรษฐกิจโลกทรุด ส่วนไทยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากคนรวยและคนจน &amp;nbsp;ขณะที่ กกร.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ 3-5% ดีกว่าไอเอ็มเอฟประเมินไว้หลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รัฐเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์แต่ต้องอยู่บนสมมติฐานที่โควิด-19 ไม่กลับมาอีก รอลุ้นกลาง พ.ค.รัฐอาจคลายล็อกให้ธุรกิจกลับมาเปิดได้เพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) โดยมีคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการประชุม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเดินสายของนายกรัฐมนตรีเพื่อพบปะกับสมาคมธุรกิจต่างๆ นั้น ส่วนตัวเห็นว่าความร่วมมือยิ่งมีเท่าไรยิ่งดี? ซึ่งช่วงนี้ทุกคนต้องมาช่วยกันเพราะเศรษฐกิจของโลกไม่ดีมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาถือว่าหนักมาก? ดังนั้น?คิดว่าทุกคนจะต้องช่วยกันประคองไปให้ได้? โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ในเรื่องของการจ้างงาน จะต้องทำให้ทุกคนมีงานทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อทุกคนมาช่วยกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะขณะนี้บ้านเมืองของเราต้องการความร่วมมือทั้งนั้น&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจจะต้องชะลอตัวไปถึง 9 เดือนนั้น มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้ต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด ถือเป็นการเตรียมการไว้โดยไม่ประมาทเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท., สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ประจำเดือนพฤษภาคม 2563 ว่า กกร.ได้ ประเมินจีดีพีของไทยปี 2563 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ -3.0% ถึง -5.0% จากเดือน มี.ค.ที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.5-2% ซึ่งดีกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟประเมินไว้ว่าจะหดตัว 6.7% &amp;nbsp;ทั้งนี้ภาครัฐมีมาตรการต่างๆ ในการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ที่กำลังดำเนินการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยมองว่าน่าจะพ้นจุดต่ำสุดแล้วและจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง ดังนั้นการส่งออกเรายังคงไว้ตามตัวเลข เม.ย.ที่ -5.0% ถึง -10.0% เพราะมองกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกยังไม่ดีนัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเหลือ -1.5% ถึง 0.0% ซึ่งตัวเลขทั้งหมดอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ไม่เกิดการระบาดระลอกใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ และภาครัฐทยอยผ่อนปรนการดำเนินกิจการเพิ่มเติมตามลำดับ&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;คาดว่าประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้รัฐบาลคงมีมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ออกมาเพิ่มเติม โดยวันที่ 8 พฤษภาคม กระทรวงสาธารณสุขเชิญผู้ประกอบการแต่ละสมาคมไปหารือถึงมาตรการต่างๆ ที่จะออกมา ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีการเปิดดำเนินการได้อีกเพิ่มเติม เช่น ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมฯ มีการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงสินเชื่อจากผลกระทบโควิด-19 โดยปัจจุบันได้เริ่มปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของ ธปท. วงเงิน 500,000 ล้านบาทให้เอสเอ็มอีแล้ว เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและรัสเซียเตรียมเดินหน้าเศรษฐกิจในขณะที่ยังมีการแพร่ระบาดจำนวนมากภายในประเทศ ในส่วนของนักธุรกิจไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรว่า อย่างน้อยที่สุดเราควรจะฟื้นให้ได้ก่อนและต้องดูแลคนของเราให้ดีที่สุด โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพควรดูแลควบคู่ไปกับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจถ้าเราฟื้นได้ก่อนก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยตลาดในประเทศหมุนเวียนได้ก็จะดี ส่วนที่จะเกี่ยวพันกับการส่งออก การลงทุน เรื่องระหว่างประเทศนั้นจะต้องปรับระบบและปรับรูปแบบ โดยหันมาใช้ระบบออนไลน์ให้มากขึ้น? ขณะนี้ดำเนินการอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์ทำอยู่ในระดับหนึ่ง ส่วนการส่งออกเจรจาซื้อขายทำธุรกิจก็ใช้วิธีทำทางออนไลน์? ขณะเดียวกัน? ก็ดำเนินการอบรมเรื่องการส่งออก สร้างนักธุรกิจส่งออกรุ่นใหม่ ใช้วิธีอบรมทางออนไลน์ โดยใน 1-2 วันนี้ก็จะไปเปิดการอบรมทางออนไลน์เพิ่ม เพื่อให้สามารถส่งออกค้าขายทางออนไลน์ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65333</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจโลกทรุด, เศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ 3-5%, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200507/image_big_5eb404a335e20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2020 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2020 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด&#039; รับเศรษฐกิจโลกทรุดหนัก ทุกคนต้องช่วยกันประคองให้ผ่านพ้นไปไม่ว่าจะรวยหรือจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยมีคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนการประชุม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าในการเดินสายของนายกรัฐมนตรีเพื่อพบปะกับสมาคมธุรกิจต่างๆนั้น ส่วนตัวเห็นว่าความร่วมมือยิ่งมีเท่าไรยิ่งดี​ ซึ่งช่วงนี้ทุกคนต้องมาช่วยกันเพราะเศรษฐกิจของโลกไม่ดีมากๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;ถือว่าหนักมาก​ดังนั้น​ คิดว่าทุกคนจะต้องช่วยกันประคองกันไปให้ได้​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ในเรื่องของการจ้างงาน จะต้องทำให้ทุกคนมีงานทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทุกคนมาช่วยกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะขณะนี้บ้านเมืองของเราต้องการความร่วมมือทั้งนั้น&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจจะต้องชะลอตัวไปถึง 9 เดือนนั้น มีความเป็นห่วงหรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ขณะนี้ต้องดูในรายละเอียดทั้งหมดถือเป็นการเตรียมการไว้โดยไม่ประมาทเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของแผนฟื้นฟูการบินไทยนั้นเรื่องนี้ นายสมคิดปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยระบุว่าให้ไปถามทางกระทรวงคมนาคม เช่นเดียวกับเรื่องของการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาในพรรคพลังประชารัฐนั้นจบแล้วหรือยังนายสมคิดไม่ตอบได้แต่อมยิ้ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65280</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ศบค., เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200507/image_big_5eb38bff8eef0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.โลกชะลอตัว IMFหั่นจีดีพีไทย 2562โตแค่2.9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;IMF หั่นเศรษฐกิจไทยปี 62 โตแค่ 2.9% แนะใช้นโยบายการคลังการเงินแบบผ่อนคลาย ลดแรงกระแทก ศก.ขาลง พาณิชย์ขานรับอันดับทำธุรกิจดีขึ้น จ่อปรับปรุงลดขั้นตอน พึ่งเทคโนโลยี AI ช่วยให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายโจนาธาน ออสทรี รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.9% ซึ่งเป็นการปรับประมาณการลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือน เม.ย.62 ที่ระดับ 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปี 63 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 3%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมมองว่าไทยยังสามารถใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจขาลง รวมทั้งควรส่งเสริมนโยบายการออมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังที่จะดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงที่รุนแรง การใช้เครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสมจะช่วยลดแรงกระแทกเศรษฐกิจขาลงได้&amp;quot; นายโจนาธาน ออสทรี ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ไอเอ็มเอฟยังเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ในปี 62 เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัว 5% และในปี 63 คาดว่าจะขยายตัว 5.1% (ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือน เม.ย.62) โดยการค้าและการลงทุนชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในประเทศพัฒนาแล้ว และภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น แม้จะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชีย แต่ขณะเดียวกันก็อาจส่งผลกระทบต่อความเปราะบางทางการเงินของประเทศในภูมิภาค
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกภูมิภาค ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT) แบบไร้ข้อตกลง ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายในภูมิภาค ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความตึงเครียดภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สูงขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และความกังวลในอนาคตต่อภาวะการค้าโลก ส่งผลให้การลงทุนในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลง การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง การส่งออกลดลง แต่การบริโภคยังไปได้ดี เพราะมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย การบริโภคจึงไม่ได้ลดลงมากนัก อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 5% นั้น แม้จะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจในเอเชียก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจโลกยังมีการเติบโตได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายงานของไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า ภายใต้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควรใช้ขีดความสามารถของนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การดำเนินนโยบายในภาคการเงิน ควรปรับตัวในเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้นนั้น เร่งให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะมาตรการลดปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนในประเทศที่มีความเสี่ยง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ยังเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม ประกอบกับการเติบโตบนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สำหรับนโยบายในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ผ่านการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้แก่การค้าบริการระหว่างประเทศ และการผ่อนคลายเงื่อนไขการลงทุน การลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ ตลอดจนมาตรการเพื่อลดปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างกันชนทางการคลัง เพื่อรับมือต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ประกาศผลสำรวจการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2020 พบว่า ประเทศไทยมีคะแนน Ease of Doing Business สูงขึ้น ขยับจาก 79.50 เป็น 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 (ปี 2019) เป็นอันดับที่ 21 (ปี 2020) และอยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกของโลกจาก 190 ประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับตัวชี้วัดภายใต้การจัดอันดับดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก คือ ตัวชี้วัดด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business) โดยไทยมีคะแนนสูงขึ้น ขยับจาก 92.30 เป็น 92.40 ซึ่งอยู่ในช่วงคะแนนที่สูงมาก แสดงถึงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยมของกรม ส่งผลในปีนี้ไทยอยู่ในอันดับที่ 47 (ปี 2019 : อันดับที่ 39) และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และบรูไน ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทิศทางการพัฒนาการให้บริการของกรมจะดำเนินการปรับปรุงระบบการจองชื่อนิติบุคคล ให้สามารถตรวจสอบและทราบผลการอนุมัติการจองชื่อได้ทันที โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วมากขึ้น และปรับปรุงการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) พัฒนารูปแบบการกรอกข้อมูลรายการจดทะเบียนในระบบ e-Registration ให้ง่ายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงเพิ่มช่องทางการยืนยันตัวตนผ่านทางเครื่องมือสื่อสารระบบออนไลน์ โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมายืนยันตัวตนที่กรม ประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หันมาใช้ระบบ e-Registration เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจผ่านระบบ e-Registration แล้วจำนวน 24,473 ราย (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย.2562)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินงานที่จะรวมขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร และการขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคมไว้กับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค.2563 ซึ่งหากเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ภาพรวมของการจัดตั้งธุรกิจลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 3 ขั้นตอน และใช้ระยะเวลาลดลงจาก 4.5 วัน เหลือเพียง 2.5 วัน ซึ่งกรมมั่นใจว่าจะส่งผลให้ผลการพิจารณาการจัดอันดับในปีหน้ามีอันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ก่อให้เกิดแรงจูงใจและดึงดูดให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติมาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48881</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, เศรษฐกิจไทยปี 62 โต 2.9%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db302d2b77a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ปลื้มจี20ถกทวิภาคีญี่ปุ่น-ออสซี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ถกจี 20 &amp;ldquo;เศรษฐกิจโลก การค้าและการลงทุน&amp;rdquo; ชี้ภาวะ ศก.โลกไม่แน่นอน เหตุขาดความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีนำสู่ความตึงเครียดทางการค้า เสนอเปิดเสรีการค้าและเสริมสร้างความเข้มแข็ง &amp;quot;นายกฯ ออสเตรเลีย&amp;quot; ย้ำความร่วมมือสองประเทศ &amp;quot;ญี่ปุ่น&amp;quot; ขอไทยเดินหน้าเมืองอัจฉริยะในอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่ห้องประชุมเต็มคณะ ชั้น 1 อาคาร 6 ศูนย์ประชุมอินเท็กซ์ โอซากา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มจี 20 ช่วงแรก หัวข้อ &amp;ldquo;เศรษฐกิจโลก การค้าและการลงทุน&amp;rdquo; และช่วงที่ 2 ในหัวข้อเรื่องนวัตกรรม (เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนมุมมองภายหลังจากที่ไทยได้เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน พบว่าภาวะเศรษฐกิจโลกประสบกับความไม่แน่นอน เหตุมาจากปัจจัยหลักคือการขาดความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคี นำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า ทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบาง และกระทบต่อบรรยากาศของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ได้ระบุถึงแนวทางการแก้ไขสอดคล้องกับหัวข้อวาระการเป็นประธานอาเซียนของไทยคือ ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน (Advancing Partnership for Sustainability) โดยทุกประเทศควรมองผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว และร่วมมือกันสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและยั่งยืน ซึ่งผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารสำคัญที่ระบุถึงแนวทางความร่วมมือในอาเซียนกับหุ้นส่วนภายนอก 2 ฉบับ ได้แก่ วิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน และมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก โดยย้ำถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ การพัฒนาและก้าวไปด้วยกัน มีประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot; พล.ท.วีรชนกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างกัน ในประการแรกย้ำหลักการเปิดเสรีทางการค้าและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของโลก อาเซียนมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ไทยมุ่งมั่นให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP บรรลุผลภายในปีนี้ หวังว่า RCEP จะเป็นเขตการค้าเสรีที่ประกอบด้วยทั้งสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่ครอบคลุมร้อยละ 31.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประการที่สอง เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการค้าพหุภาคี และพัฒนาความร่วมมือเพื่อส่งผลปฏิรูปไปยังองค์การ WTO ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นการค้ายุคใหม่ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประการที่สาม สร้างความสอดคล้องระหว่างประเทศ ภูมิภาค และกรอบความร่วมมือทั่วโลกผ่านการส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกระดับ โดยในระดับอาเซียน ไทยผลักดันแนวคิดความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ และขยายแนวคิดเพื่อเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ เสนอการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สังคมผู้สูงอายุ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่อาเซียนกำลังจัดตั้งที่ประเทศไทยในปี 2562 นี้&amp;quot; รองโฆษกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชนกล่าวว่า ในช่วงบ่าย นายกฯ เข้าร่วมเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจี &amp;nbsp;20 ในหัวข้อเรื่องนวัตกรรม (เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมแห่งอนาคตที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การไหลเวียนข้อมูลอย่างเสรีด้วยความเชื่อมั่นและปัญญาประดิษฐ์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมฮิลตัน โอซากา ประเทศญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์หารือทวิภาคีกับนายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.ท.วีรชนเปิดเผยผลการหารือว่า ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความยินดีที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี และยินดีที่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำคำเชิญนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนไทยในโอกาสที่สะดวก ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียครั้งแรกในรอบ 21 ปี ไทยและออสเตรเลียยินดีที่ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ประสบความสำเร็จด้วยดี ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 3.5 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยและออสเตรเลียต่างกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเห็นว่ากรอบความร่วมมือ RCEP จะเป็นกลไลที่ช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ จึงต้องเร่งผลักดันให้แล้วเสร็จ โดยออสเตรเลียยินดีช่วยขับเคลื่อนการเจรจาด้วย&amp;quot; รองโฆษกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 16.40 น. พล.อ.ประยุทธ์หารือทวิภาคีกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชนกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ตอบรับเชิญเข้าร่วมประชุมจี 20 ในครั้งนี้ พร้อมทั้งยินดีและสนับสนุนข้อคิดเห็นของไทยในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ซึ่งเน้นความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือทวิภาคีที่แน่นแฟ้นราบรื่นระหว่างกันในทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศไทยในนามประธานอาเซียนพร้อมที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกจี 20 ในประเด็นที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและต้องการผลักดัน โดยเฉพาะเรื่องการค้าการลงทุนแบบเสรี การปฏิรูปองค์การการค้าโลก และการส่งเสริมความตกลงทางการค้าแบบพหุภาคี และไทยเชื่อว่าการประชุมผู้นำจี 20 นี้ จะส่งผลดีต่อสถานการณ์โลกในภาพรวม บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดัน RCEP ให้บรรลุผลการเจรจาภายในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน และขอให้ญี่ปุ่นช่วยผลักดันและสนับสนุนด้วย&amp;quot; พล.ท.วีรชนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีทั้งสองต่างเห็นว่า ญี่ปุ่นและไทยควรร่วมมือเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในอาเซียนและภูมิภาค และร่วมกันต่อสู้กับความท้าทายในอนาคต ตลอดจนไทยได้ขอบคุณที่ญี่ปุ่นตอบรับเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS โดยเฉพาะการผลักดันสร้างความเชื่อมโยงใน Southern Economic Corridor (SEC) และ East West Economic Corridor (EWEC)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีขอให้ญี่ปุ่นมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ดังนั้นนโยบาย และความร่วมมือต่างๆ จะขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและสานต่อ ซึ่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้หยิบยกเรื่อง เมืองอัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่ามีความสำคัญและหวังว่าสามารถดำเนินการได้ในอนาคตอันใกล้&amp;quot; รองโฆษกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและภริยาเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมและคู่สมรส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39716</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้าและการลงทุน, จี20ถกทวิภาคี, ญี่ปุ่น-ออสซี่, ถกจี 20, หนังสือพิมพ์, เปิดเสรีการค้าและเสริมสร้างความเข้มแข็ง, เมืองอัจฉริยะอีอีซี, เมืองอัจฉริยะในอีอีซี, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d162cee46be7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงครามการค้าฉุดส่งออกพ.ค.ร่วงเกือบ6 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สงครมการค้า-เศรษฐกิจโลกชะลอตัวฉุดส่งออกไทยเดือนพ.ค. 62 ร่วงเกือบ6% ลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือน &amp;nbsp;ด้านพาณิชย์ เร่งเดินหน้ามาตรการรับมือ ขยายส่งออก อินเดีย และ CLMV &amp;nbsp;พร้อม เปิดตลาดใหม่รัสเซีย และแคนาดา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.62 &amp;nbsp;-นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนพ.ค. 62 ที่หดตัวลง สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกและอุปสงค์ของคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัวลงตามปัจจัยร่วม อาทิ ข้อพิพาททางการค้า และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว และปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ/ภูมิภาค เช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนพ.ค.562 มีมูลค่า 21,017.9 ล้านเหรียญสหรัฐลดลง 5.79% ถือเป็นการลดลงมากสุดในรอบ 34 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.ค.59 &amp;nbsp;ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 5 เดือในนแรกของปีนี้ลดลง 2.7% &amp;nbsp;มีมูลค่าประมาณ 101,561.3 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมีปัจจัยมาจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้องซื้อทั่วโลกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ทำให้การส่งออกสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 รวมถึงเงินบาทแข็งค่า ได้สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เดือนพ.ค. การส่งออกหดตัวจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำ ที่ชะลอตัวลงจากปัจจัยราคา มูลค่าการส่งออกที่ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนนี้ &amp;quot; นางสาวพิมพ์ชนก ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มและมาตรการส่งเสริมการส่งออกปี 2562 นั้นกระทรวงพาณิชย์มีแผนผลักดันการส่งออก โดยใช้นโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการบริการ อาทิ กลยุทธ์รายพื้นที่ขยายโอกาสการส่งออกในกลุ่มตลาดที่แข็งแกร่ง อาทิ สหรัฐฯ อินเดีย และ CLMV และเปิดตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง เช่น รัสเซีย และแคนาดา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่ขยายตัวสูง และมีศักยภาพในการส่งออกทดแทน อาทิ สินค้าเกษตร ประมงและอาหาร (สดและแปรรูป) ไก่ รวมถึงการผลักดันสินค้าดาวรุ่งใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ด้วยภาพลักษณ์ของสินค้าไทยที่มีคุณภาพดี มาตรฐานระดับสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค เพื่อชดเชยการชะลอตัวของสินค้าหลักกลุ่มเดิม อาทิ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39113</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิมพ์ชนก วอนขอพร, สงครามการค้า, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), ส่งออก, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0c8800bc4ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
