<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.หั่นจีดีพี62เหลือ2.6 สมคิดโบ้ยดีกว่าหลายปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สศช.เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โต 2.4% พิษ ศก.โลกชะลอ-ส่งออกติดลบ หั่นจีดีพีปี 62 เหลือ 2.6% ต่ำสุดรอบ 5 ปี ขุนคลังทำใจหลุดเป้า เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ เข็นมาตรการกระตุ้นเพิ่มส่งท้ายปี &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ชี้ไม่ย่ำแย่ดีกว่าหลายประเทศในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ของปี 2562 ขยายตัวอยู่ที่ระดับ 2.4% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 2.3% ขณะที่ทั้งปีได้ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลง เติบโตที่ระดับ 2.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวที่ 3% ถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ขยายตัวได้ 1% ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 3 ขยายตัวที่ระดับ 0% &amp;nbsp;ถือว่าดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 4.2% อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปีนี้การส่งออกจะหดตัวอยู่ที่ระดับลบ &amp;nbsp;2% จากเดิมที่เคยคาดว่าจะติดลบ 1.2% และคาดว่าปี 2563 จะขยายตัวได้ 2.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ สาเหตุหลักเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงสถานการณ์ชั่วคราวที่เข้ามา อย่างเช่นรถยนต์เปลี่ยนรุ่นใหม่ในช่วงปลายปี โรงกลั่นบางแห่งหยุดซ่อม และปรับมาตรฐานน้ำมันใหม่&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวดีของการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ 4.2% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ และอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการปรับตัวดีขึ้นของราคาสินค้าเกษตร และการดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ รวมทั้งการเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวว่า คาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2562 จะกลับมาขยายตัวได้ดี &amp;nbsp;การส่งออกเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีหากจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้ 2.6% &amp;nbsp;นั้น ในช่วงไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.8% และจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ &amp;nbsp;เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศยังวางใจไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ถึง &amp;nbsp;2.6% โดย สศช.คาดว่าการส่งออกในปีนี้จะติดลบ 2% และปีหน้าจะขยายตัวได้ดีขึ้นโดยจะขยายตัวได้ &amp;nbsp;2.3% จากปัจจัยสงครามการค้าที่คลี่คลายลง ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าน้อยลงจากปีนี้ และการเจาะตลาดต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ที่ทำตลาดได้มากขึ้น&amp;quot; เลขาธิการ สศช.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2562 ของ สศช.ดังกล่าวถือว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกขยายตัวลดลงอย่างมาก ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการมาตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป้าหมายจีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้ตามระดับที่ สศช.ประเมินไว้ที่ 2.6% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 2.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;หากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมก็ยังมีเวลาเหลืออีก 1 เดือนครึ่ง เพื่อดำเนินการไม่ให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 2.6% ตามที่ สศช.กังวลว่าหากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ เพิ่มอีกจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เร่งรัดเม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปได้ตามแผน &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในไตรมาส 4/2562 เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมเข้ามาช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น สำหรับความกังวลของภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดโรงงานในช่วงที่ผ่านมานั้น ตามข้อเท็จจริงแล้วพบว่าที่ผ่านมามีการเปิดโรงงานมากกว่าการปิดโรงงาน &amp;nbsp;ถึงแม้จะมีการลดกำลังการผลิตลง แต่เม็ดเงินลงทุนของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูงถึง 4.3 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของช่วงที่ผ่านมาถึง 36.3% ปัจจัยนี้จะเป็นอีกตัวช่วยในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การบริโภคพบว่ายังอยู่ในระดับทรงตัว โดยหากดูจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในประเทศยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ ระยะที่ 3 หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนพบว่าไม่ได้รับความนิยมเหมือนระยะก่อนหน้านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเพราะมาตรการในระยะที่ 3 &amp;nbsp;เป็นการขยายผลและต่อยอด จึงอยากให้มองในภาพรวมของมาตรการชิมช้อปใช้ทั้งหมดทุกระยะมากกว่าว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังติดตามและประเมินอยู่ นอกจากนี้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการหารือเพื่อติดตามเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จีดีพีไตรมาสที่สามขยายตัว 2.4% ถือว่าดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลก ไม่ถึงกับย่ำแย่ เวลานี้กระทรวงการคลังและ ธปท.หารือกันตลอดเวลาว่าจะทำมาตรการทางการเงินและการคลังอย่างไรที่จะดูแลเศรษฐกิจของไทยไปให้ได้ ทั้งนี้หากมีความจำเป็นก็ต้องออกมาตรการที่มีความเหมาะสม แต่หากสภาพเศรษฐกิจเป็นไปด้วยดีก็ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการในช่วงปลายปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือน ธ.ค.นั้น เรื่องเศรษฐกิจถือเป็นส่วนรวมของทั้งประเทศ พูดแต่ว่าไม่ดี หรือแย่ ความรู้สึกโดยส่วนรวมก็จะไม่ดีไปด้วย เราต้องมั่นใจในตัวเอง ในช่วงเวลานี้ขณะที่โลกเป็นแบบนี้ ทุกประเทศกำลังลำบาก ต้องสามัคคีกัน ทุกฝ่ายไม่ว่ารัฐ เอกชน ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลต้องมาช่วยกันคิดว่าจะช่วยกันอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การปิดโรงงานอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่ง ธปท.จำเป็นต้องดูแลเรื่องค่าเงินบาทมากกว่านี้ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์กลับมาเติบโตได้เป็นปกติ ทั้งนี้ภายในเดือนนี้จะเร่งลงพื้นที่ เพื่อหารือกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ว่าต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง หากมีความจำเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมจะออกมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รมว.การคลังได้มอบหมายให้หน่วยงานของกระทรวงการคลังติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการขับเคลื่อนชุดมาตรการด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินการมานั้น คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ &amp;nbsp;เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่เริ่มในไตรมาส 3/2562 สามารถส่งผลได้อย่างเต็มที่ในไตรมาส 4/2562.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50590</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, มาตรการกระตุ้นเพิ่มส่งท้ายปี, สศช., ส่งออกติดลบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191118/image_big_5dd2a573151a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.โลกชะลอตัว IMFหั่นจีดีพีไทย 2562โตแค่2.9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;IMF หั่นเศรษฐกิจไทยปี 62 โตแค่ 2.9% แนะใช้นโยบายการคลังการเงินแบบผ่อนคลาย ลดแรงกระแทก ศก.ขาลง พาณิชย์ขานรับอันดับทำธุรกิจดีขึ้น จ่อปรับปรุงลดขั้นตอน พึ่งเทคโนโลยี AI ช่วยให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายโจนาธาน ออสทรี รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.9% ซึ่งเป็นการปรับประมาณการลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือน เม.ย.62 ที่ระดับ 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปี 63 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 3%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมมองว่าไทยยังสามารถใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจขาลง รวมทั้งควรส่งเสริมนโยบายการออมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังที่จะดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงที่รุนแรง การใช้เครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสมจะช่วยลดแรงกระแทกเศรษฐกิจขาลงได้&amp;quot; นายโจนาธาน ออสทรี ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ไอเอ็มเอฟยังเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ในปี 62 เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัว 5% และในปี 63 คาดว่าจะขยายตัว 5.1% (ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือน เม.ย.62) โดยการค้าและการลงทุนชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในประเทศพัฒนาแล้ว และภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น แม้จะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชีย แต่ขณะเดียวกันก็อาจส่งผลกระทบต่อความเปราะบางทางการเงินของประเทศในภูมิภาค
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกภูมิภาค ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT) แบบไร้ข้อตกลง ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายในภูมิภาค ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความตึงเครียดภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สูงขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และความกังวลในอนาคตต่อภาวะการค้าโลก ส่งผลให้การลงทุนในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลง การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง การส่งออกลดลง แต่การบริโภคยังไปได้ดี เพราะมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย การบริโภคจึงไม่ได้ลดลงมากนัก อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 5% นั้น แม้จะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจในเอเชียก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจโลกยังมีการเติบโตได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายงานของไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า ภายใต้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควรใช้ขีดความสามารถของนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การดำเนินนโยบายในภาคการเงิน ควรปรับตัวในเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้นนั้น เร่งให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะมาตรการลดปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนในประเทศที่มีความเสี่ยง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ยังเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม ประกอบกับการเติบโตบนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สำหรับนโยบายในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ผ่านการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้แก่การค้าบริการระหว่างประเทศ และการผ่อนคลายเงื่อนไขการลงทุน การลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ ตลอดจนมาตรการเพื่อลดปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างกันชนทางการคลัง เพื่อรับมือต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ประกาศผลสำรวจการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2020 พบว่า ประเทศไทยมีคะแนน Ease of Doing Business สูงขึ้น ขยับจาก 79.50 เป็น 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 (ปี 2019) เป็นอันดับที่ 21 (ปี 2020) และอยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกของโลกจาก 190 ประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับตัวชี้วัดภายใต้การจัดอันดับดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก คือ ตัวชี้วัดด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business) โดยไทยมีคะแนนสูงขึ้น ขยับจาก 92.30 เป็น 92.40 ซึ่งอยู่ในช่วงคะแนนที่สูงมาก แสดงถึงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยมของกรม ส่งผลในปีนี้ไทยอยู่ในอันดับที่ 47 (ปี 2019 : อันดับที่ 39) และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และบรูไน ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทิศทางการพัฒนาการให้บริการของกรมจะดำเนินการปรับปรุงระบบการจองชื่อนิติบุคคล ให้สามารถตรวจสอบและทราบผลการอนุมัติการจองชื่อได้ทันที โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วมากขึ้น และปรับปรุงการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) พัฒนารูปแบบการกรอกข้อมูลรายการจดทะเบียนในระบบ e-Registration ให้ง่ายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงเพิ่มช่องทางการยืนยันตัวตนผ่านทางเครื่องมือสื่อสารระบบออนไลน์ โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมายืนยันตัวตนที่กรม ประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หันมาใช้ระบบ e-Registration เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจผ่านระบบ e-Registration แล้วจำนวน 24,473 ราย (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย.2562)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินงานที่จะรวมขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร และการขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคมไว้กับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค.2563 ซึ่งหากเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ภาพรวมของการจัดตั้งธุรกิจลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 3 ขั้นตอน และใช้ระยะเวลาลดลงจาก 4.5 วัน เหลือเพียง 2.5 วัน ซึ่งกรมมั่นใจว่าจะส่งผลให้ผลการพิจารณาการจัดอันดับในปีหน้ามีอันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ก่อให้เกิดแรงจูงใจและดึงดูดให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติมาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48881</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, เศรษฐกิจไทยปี 62 โต 2.9%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db302d2b77a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
