<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวิล์ดแบงก์&#039;ชี้พิษโควิดซัดคนไทยจนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิล์ดแบงก์) เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัวที่ 4% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวยืดเยื้อ จากผลกระทบของการกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในหลายด้าน ทั้งเรื่องความล่าช้าในการจัดการวัคซีน และการแจกจ่ายวัคซีน รวมถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ไปจนถึงการสูญเสียรายได้ต่อหัวที่มากขึ้น หรือระดับความยากจนมีมากขึ้น รวมถึงความท้าทายของตลาดแรงงานในไทย ซึ่งเป็นผลจากประเทศไทยพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 13-15% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวจากโควิด-19 ค่อนข้างมาก ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ดังนั้นการลงทุนยังมีความสำคัญ เพื่อที่จะใช้ตอบโต้กับวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ ซึ่งการลงทุนจะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย เวิล์ดแบงก์ กล่าวว่า เวิล์ดแบงก์ได้ปรับประมาณการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 4% และปี 2565 อยู่ที่ 4.7% โดยเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และค่อนข้างนาน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปใกล้เคียงปี 2562 ก่อนเกิดการระบาด แต่หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป จนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ก็จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้เพียง 2.4% เนื่องจากจะมีการสูญเสียรายได้สูงถึง 50 แสนล้านบาท หรือ 20% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การฟื้นตัวของจีดีพีไทยในปี 2564-2565 หลัก ๆ จะมาจากเศรษฐกิจในประเทศ และการลงทุนของภาครัฐ ส่วนการส่งออกและรายได้จากการบริการ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวยังอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงต้องรอผลของการฉีดวัคซีนในต่างประเทศด้วย ขณะที่เงินเฟ้อ 1.3% บัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 2-4% หนี้สาธารณะขยับสูงขึ้นแต่ยังอยู่ภายใต้กรอบ 60% ต่อจีดีพี ขณะที่ระยะข้างหน้าจะต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งในระดับโลก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจช้ากว่าที่คาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ขณะที่สถานการณ์แรงงานเริ่มดีขึ้นและทำให้จำนวนงานเพิ่มขึ้น 8.5 แสนตำแหน่ง&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความรุนแรงจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ประมาณการว่าจะมีคนไทยยากจนเพิ่มขึ้นอีก 1.5 ล้านคน ส่วนมาตรการการคลังและมาตรการการเงินที่ภาครัฐดำเนินการไปในช่วงที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 13% ของจีดีพี ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีงบประมาณสูงสำหรับออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 5 แสนล้านบาท (ซอฟท์โลน) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังทำได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีในแง่ของผลกระทบต่อแรงงาน จากโควิด-19 ช่วงไตรมาส 2/2563 ทำให้งานหายไป 3.4 แสนตำแหน่ง และชั่วโมงการทำงานลดลง 2-3 ชั่วโมง การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ค่าจ้างลดลง 1.6% ส่วนในไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 /2563 สถานการณ์แรงงานเริ่มดีขึ้นและทำให้จำนวนงานเพิ่มขึ้น 8.5 แสนตำแหน่ง แต่ยังมีจุดอ่อนคือ ชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างในภาคการเกษตรยังต่ำกว่าในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเกิดขึ้นของโควิด-19 ซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่อ่อนแอลง และแรงงานนอกระบบ รวมถึงในระยะกลางยังต้องเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุด้วย&amp;rdquo; นายเกียรติพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อเสนอเพื่อช่วยประสิทธิภาพของแรงงานโดยรวม ในระยะสั้น แนะนำให้ขยายการคุ้มครองเพื่อช่วยแรงงานที่ตกงาน ผ่านมาตรการเยียวยาด้านการเงินและช่วยฝึกทักษะอาชีพสำหรับผู้ตกงาน ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเพิ่มด้านประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดช่องว่างระหว่าแรงงานผู้หญิงกับแรงงานชาย ตลอดจนแนะนำให้ขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปอีก เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90471</URL_LINK>
                <HASHTAG>เบอร์กิท ฮานสล์, เวิล์ดแบงก์, เศรษฐกิจโลกในปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_60080952dbe18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
